สะท้อนภพลิขิตรักข้ามกาล

    วาจาคมดาบ ณ ด่านถงกวน

            การเดินทางที่เร่งรีบดำเนินมาเป็นวันที่สอง รถม้าคันงามควบตะบึงไปบนเส้นทางหลวงที่มุ่งสู่ด่านถงกวน ทิวทัศน์สองข้างทางเริ่มแปรเปลี่ยนจากที่ราบอันกว้างใหญ่ไพศาล กลายเป็นหุบเขาและหน้าผาหินที่สูงชันบีบขนาบเส้นทางให้คับแคบลง

    ทันใดนั้น! เสียงล้อรถม้าก็บดเข้ากับบางสิ่งจนเกิดเสียงดังครืดคราด! สารถีรีบกระตุกบังเหียนอย่างแรงจนม้าทั้งสองส่งเสียงร้องฮี้อย่างตกใจ รถม้าหยุดชะงักลงอย่างกะทันหัน

    “เกิดอะไรขึ้น!” ซูเหวินจื่อตะโกนถามจากด้านใน

    ยังไม่ทันที่สารถีจะทันได้ตอบ! กิ่งไม้แห้งๆ และก้อนหินขนาดไม่ใหญ่นักก็ถูกโยนลงมาจากเนินดินข้างทางอย่างเก้ๆ กังๆ ตามมาด้วยร่างของชายฉกรรจ์ 5-6 คนในอาภรณ์มอซอที่กระโดดออกมาจากพุ่มไม้ด้วยท่าทางที่พยายามจะให้ดูน่าเกรงขามที่สุด!

    “ว้าย! โจร! คุณชาย! มีโจรเจ้าค่ะ!”

    เสียงกรีดร้องแหลมเล็กของเสี่ยวชุ่ยดังขึ้นเป็นคนแรก! นางถลันเข้าไปบังร่างของคุณชายของตนไว้ทันที แม้ร่างกายจะสั่นเทาด้วยความกลัวจนสัมผัสได้ แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะปกป้องผู้เป็นนาย

    “พวกเจ้าบังอาจ!” อาหู่และอากังกระโจนลงจากรถม้าที่ติดตามมาทันที ร่างกายที่กำยำล่ำสันของพวกเขายืนตั้งตระหง่านประหนึ่งยักษ์ปักหลั่นในวัดร้าง พวกเขาตั้งท่าเตรียมสู้ แต่ก็ต้องขมวดคิ้วด้วยความงุนงง...นี่มันโจรประเภทไหนกัน? อาวุธในมือคือจอบกับคราด แถมยังยืนตัวสั่นเสียยิ่งกว่าคนถูกปล้นเสียอีก!

    เคร้ง!

    ซูเหวินจื่อชักกระบี่ออกจากฝักในชั่วพริบตา! แสงสะท้อนจากคมกระบี่วาดผ่านอากาศอย่างน่าเกรงขาม เพลิงโทสะลุกโชนขึ้นในแววตา “ไสหัวไปให้พ้น! ก่อนที่กระบี่ของข้าจะไม่ได้กินแค่ลม!”

    ทว่า...ท่ามกลางความโกลาหลทั้งหมดนี้...กลับมีบุรุษผู้หนึ่งที่สงบนิ่งราวกับภูผา

    อู๋อิ่ง...องครักษ์ผู้ติดตามเซี่ยหยางมาตั้งแต่เมืองหลวง เขาเหวี่ยงตัวลงจากหลังม้าอย่างเงียบเชียบ...มือของเขาวางนิ่งอยู่บนด้ามดาบที่ข้างเอว...แต่กลับยังไม่ชักมันออกมา สายตาคมกริบดุจเหยี่ยวของเขากวาดมอง “กลุ่มโจร” เบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว...วิเคราะห์จำนวนคน...อาวุธ...และที่สำคัญที่สุด...แววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวของพวกเขา...

    ริมฝีปากของเขากระตุกขึ้นเล็กน้อย...เล็กน้อยจนแทบไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น...

    ‘ไม่ใช่โจร...เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา’ เขาได้ข้อสรุปในใจ

    ขณะเดียวกัน เซี่ยหยางที่นั่งอยู่ภายในรถม้าก็ค่อยๆ แง้มม่านหน้าต่างขึ้นเล็กน้อย เขาทอดสายตามองภาพอันน่าขบขันเบื้องหน้า ก่อนจะทอดถอนใจยาว...เสียงถอนหายใจนั้นไม่ได้เจือความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย มีเพียงความระอาใจระคนเอ็นดู

    ‘บัณฑิตหลี่เอ๋ย บัณฑิตหลี่...แผนการของท่านช่าง...สร้างสรรค์เสียนี่กระไร’

    “หยุดนะ!” หัวหน้าโจรตะโกนขึ้นด้วยเสียงที่สั่นเครือ พยายามข่มความกลัวเมื่อเห็นกระบี่ในมือของซูเหวินจื่อ “นี่คือการ...เอ่อ...การปล้น! ส่ง...ส่งทรัพย์สินมีค่ามาให้หมด! แล้วเราจะไว้ชีวิต!”

    “บังอาจ!” ซูเหวินจื่อกำลังจะพุ่งเข้าไป แต่เสียงที่นุ่มนวลทว่าทรงอำนาจกลับดังขึ้นจากในรถม้า

    “ต้าซู…ช้าก่อน”

    ประตูรถม้าถูกเปิดออกช้าๆ...

    ร่างระหงในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มก้าวลงมาจากรถม้าอย่างเชื่องช้า ท่วงท่านั้นสง่างาม และเปี่ยมด้วยบารมีราวกับเทพเซียนที่จุติลงมาบนโลกมนุษย์ เขายืนนิ่ง...ปล่อยให้สายลมพัดปอยผมให้ปลิวไสวเล็กน้อย กลิ่นหอมอ่อนๆ ของเครื่องหอมชั้นดีที่ติดอยู่บนอาภรณ์ของเขาลอยไปแตะจมูกของเหล่า “โจร” จนพวกเขารู้สึกได้ถึงความแตกต่างราวฟ้ากับดิน

    เซี่ยหยางเดินไปพิจารณา “เครื่องกีดขวาง” ที่ทำจากกิ่งไม้แห้งๆ บนพื้น แล้วส่ายหน้าช้าๆ “ฝีมือการจัดวางแย่มาก...ควรจะใช้ท่อนซุงใหญ่ขวางทาง...ไม่ใช่กิ่งไม้แห้งๆ แบบนี้ มันดูไม่น่าเชื่อถือ”

    เขากล่าววิจารณ์ด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ราวกับอาจารย์ที่กำลังติเตียนผลงานของลูกศิษย์!

    ทุกคนในที่นั้น...ทั้งฝ่ายโจรและฝ่ายองครักษ์...ต่างนิ่งอึ้งไปตามๆ กัน!

    จากนั้น...เซี่ยหยางก็เดินไปหยุดอยู่เบื้องหน้าหัวหน้าโจรที่กำลังยืนตัวแข็งทื่อ เขามองลึกเข้าไปในดวงตาที่หวาดกลัวคู่นั้น...แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบที่สุด

    “ค่าจ้าง...เท่าไหร่?”

    คำถามนั้น...เป็นดั่งค้อนที่ทุบทำลายความพยายามทั้งหมดของเหล่าโจรจนแหลกละเอียด!

    พรึ่บ!

    หัวหน้าโจรทิ้งจอบในมือลง...แล้วทรุดกายลงคุกเข่ากับพื้นทันที! น้ำตาแห่งความอัปยศ และความจนตรอกไหลทะลักออกมาไม่ขาดสาย!

    “ได้โปรดไว้ชีวิตข้าน้อยด้วยคุณชาย! ข้าน้อย...ข้าน้อยเป็นเพียงชาวนา! ที่ดินแห้งแล้งจนเพาะปลูกมิได้ ลูกเมียกำลังจะอดตาย...จึงได้รับจ้างจากท่านบัณฑิตผู้หนึ่งให้มาสกัดขบวนของท่านไว้เพียงชั่วคราวเท่านั้น! พวกข้าน้อยมิได้มีเจตนาจะทำร้ายผู้ใดเลยจริงๆ ขอรับ!”

    เสียงร้องไห้ระงมของเหล่าชาวนาที่เหลือดังตามมาติดๆ ภาพของโจรผู้โหดเหี้ยมได้หายไปแล้ว...เหลือเพียงภาพของกลุ่มคนจนตรอกที่น่าเวทนา...

    เซี่ยหยางยิ้มบางเบา...เป็นรอยยิ้มของพญาหงส์ที่กำลังจะเดินหมากไม้ตาย

    เขาหันไปพยักหน้าให้อาหู่...อาหู่รีบวิ่งกลับไปที่รถม้าแล้วนำถุงเงินที่หนักอึ้งออกมาส่งให้

    “เงินถุงนี้...หนักกว่าค่าจ้างเดิมของพวกเจ้าหลายเท่า” เซี่ยหยางกล่าว “บัดนี้...ข้าขอจ้างพวกเจ้า”

    เหล่าชาวนาเงยหน้าขึ้นมองด้วยสีหน้างุนงง...

    “งานของพวกเจ้าคือ...นำเงินนี่กลับไปซื้อข้าวสารให้ครอบครัว...จากนั้น...ก็ช่วยไปป่าวประกาศที่โรงเตี๊ยมในเมืองหน้าที่พวกเจ้าจะผ่านไป ว่า...'คุณชายเซี่ยหยางไม่เพียงแต่มีปัญญาดุจเทพเซียน แต่ยังมีจิตใจเมตตาดั่งพระโพธิสัตว์ ขนาดโจรที่น่าสงสารยังยอมละเว้นและมอบเงินให้ไปทำทุน'...”

    เขาหยุด...แล้วย่อตัวลงเล็กน้อย...มองลึกเข้าไปในดวงตาของหัวหน้าโจร

    “ส่วนคนที่จ้างพวกเจ้ามา...ก็กลับไปบอกเขาว่า...ขอบคุณสำหรับผู้ติดตามกลุ่มใหม่...แล้วก็...แผนของเขามันห่วยแตกสิ้นดี”

    สิ้นคำนั้น...เขาก็ยืดตัวขึ้น...สะบัดชายแขนเสื้อเบาๆ แล้วหันหลังเดินกลับขึ้นรถม้าไป...ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น...ทิ้งไว้เพียงความซาบซึ้งและตื่นตะลึงของเหล่า “อดีตโจร”...ที่เพิ่งได้รับบทเรียนการปล้น...และการตลาด...ที่ดีที่สุดในชีวิต!

    เส้นทางสู่ตะวันตกนั้นทอดยาวไปตามหุบเขาที่ขนาบด้วยหน้าผาหินสูงชัน แสงแดดยามบ่ายสาดส่องลงมา เกิดเป็นเงาทอดยาวพาดผ่านขบวนรถม้าที่กำลังเคลื่อนตัวไปอย่างเร่งรีบ เสียงกีบม้าและเสียงล้อเหล็กบดขยี้ไปบนพื้นถนนที่ขรุขระ ก้องสะท้อนไปมาในช่องเขาอันเงียบงัน บรรยากาศควรจะน่าเกรงขาม...แต่สำหรับผู้ที่เคยผ่านประสบการณ์ดินถล่มมาแล้ว มันกลับให้สัมผัสที่น่าหวาดระแวงอยู่ลึกๆ

    ในที่สุด...ภาพของกำแพงเมืองอันแข็งแกร่งและประตูชัยที่ตั้งตระหง่านของด่านถงกวนก็ปรากฏขึ้นสู่สายตา

    ทว่าบรรยากาศในครานี้กลับแตกต่างจากขามาอย่างสิ้นเชิง ทันทีที่ทหารยามบนกำแพงเห็นตราสัญลักษณ์ของสกุลเซี่ย พวกเขาก็มิได้เข้ามาไต่ถามตามปกติ แต่กลับรีบเปิดประตูเมืองออกกว้าง พร้อมกับนายทหารร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะเต็มยศผู้หนึ่งที่เดินออกมายืนรอรับด้วยตนเอง

    “คุณชายซู! สหายข้า!” นายทหารผู้นั้นร้องทักขึ้นด้วยรอยยิ้มกว้าง ก่อนจะปรี่เข้ามาตบบ่าซูเหวินจื่ออย่างสนิทสนม

    “พี่จาง!” ซูเหวินจื่อเองก็ยิ้มกว้างออกมาอย่างดีใจ

    เซี่ยหยางที่กำลังกวาดสายตามองไปรอบๆ ด่านด้วยแววตาพินิจพิเคราะห์ พยักหน้ารับช้าๆ

    ภายในห้องส่วนตัวของโรงเตี๊ยมที่ดีที่สุดในด่านถงกวน กลิ่นเนื้อแพะย่างและกลิ่นสุรานารีแดงหอมกรุ่นลอยอวลไปทั่วห้อง เสียงหัวเราะพูดคุยระหว่างสหายเก่าสองคนดังขึ้นอย่างออกรส สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและเปี่ยมด้วยมิตรภาพ

    ปัง!

    พลัน..! ประตูห้องก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงโดยไม่มีการขออนุญาต!

    “นายกองเฝิง” ในชุดเกราะสีดำทะมึนเดินนำทหารอีกสองนายเข้ามา ในมือของเขาถือไหสุราขนาดใหญ่ รอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้า...แต่แววตากลับเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง

    บรรยากาศที่เคยอบอุ่นพลันเย็นยะเยือกในทันที!

    “ผู้กองเฝิง!” นายกองจางลุกขึ้นยืนขวางทันที! เขาวางจอกสุราลงบนโต๊ะเสียงดัง "ปัง!" สัมผัสได้ถึงไอสังหารจางๆ ที่แผ่ออกมาจากร่างของเขา “ไม่ทราบว่ามีธุระอันใดกับแขกของข้า?”

    นายกองเฝิงยังคงยิ้มอย่างไม่สะทกสะท้าน “ใจเย็นสหายจาง ข้าพึ่งกลับมาจากงานราชการได้ยินว่าคุณชายผู้โด่งดังและสหายของท่านมาพักที่นี่ เลยตั้งใจจะนำสุราดีมาชั้นเลิศมาคารวะเสียหน่อย...ถือเป็นการต้อนรับในฐานะเจ้าบ้าน”

    เขาเดินเลี่ยงนายกองจางไป...หยุดอยู่เบื้องหน้าโต๊ะของเซี่ยหยาง

    “คารวะคุณชายเซี่ย” เขารินสุราลงในจอกที่ว่างอยู่จนเต็ม “ข้าน้อยขอคารวะในปัญญาอันล้ำเลิศของท่าน...และขออวยพร...ให้ท่านเดินทางกลับเมืองหลวงโดยสวัสดิภาพ...” เขาหยุด...แล้วกล่าวต่อด้วยรอยยิ้มที่เย็นชา “...โชคดีที่ท่านรอดพ้นจาก ‘อุบัติเหตุ’ ดินถล่มในคราวก่อนมาได้”

    ซูเหวินจื่อกำด้ามกระบี่แน่น! คำพูดนั้นคือการข่มขู่ที่ชัดเจนที่สุด!

    ทว่าเซี่ยหยางกลับเพียงยกจอกสุราขึ้นมาพิจารณาสีอำพันของมันอย่างไม่ใส่ใจ “ขอบคุณในความหวังดีของท่านนายกอง...และขอบคุณสวรรค์ที่ยังมีตาเสมอ...ผู้ที่คิดร้ายต่อผู้อื่น ย่อมต้องได้รับผลกรรมในไม่ช้า...ข้าเชื่อเช่นนั้น”

    เขาไม่ได้ปฏิเสธ...แต่กลับตอกกลับไปอย่างสุภาพ.!

    “สหายของข้าเดินทางมาเหนื่อยๆ คงไม่ต้องการการรบกวนจากผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง” ซูเหวินจื่อกล่าวเสริมเสียงเข้ม

    เซี่ยหยางยกจอกสุราขึ้นในระดับสายตา สบตากับนายกองเฝิงตรงๆ “ข้าเองก็หวังว่าเมื่อกลับถึงเมืองหลวง จะได้มีโอกาสไปคารวะรองเจ้ากรมหลี่...เพื่อขอบคุณสำหรับ ‘การต้อนรับ’ อันแสนอบอุ่นตลอดการเดินทางของข้า  เอ..!! ข้าก็ไม่รู้ว่าเหตุต่าง ๆ ที่เกิดกับข้านั้นรองเจ้ากรมหลี่ รู้เรื่องหรือไม่นะ..!! ”

    วาจานั้นคมยิ่งกว่าดาบ! มันคือการประกาศว่า “ข้ารู้...ว่าเจ้าเป็นคนของใคร!”

    สีหน้าของนายกองเฝิงกระตุกไปชั่วครู่ ก่อนจะกลับมาเรียบเฉยดังเดิม เขายกจอกสุราของตนเองขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดจอก!

    “เช่นนั้น...ข้าไม่รบกวนแล้ว...ขอให้พวกท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพ” เขากล่าวจบก็ประสานมือคารวะลวกๆ แล้วหันหลังเดินจากไปทันที

    หลังจากที่กลุ่มคนที่ไม่ได้รับเชิญจากไปแล้ว นายกองจางก็ทรุดกายนั่งลงพร้อมกับถอนหายใจยาว “โปรดระวังตัวไว้ให้ดีเถิดคุณชายซู คุณชายเซี่ย...นายกองเฝิงผู้นี้ เบื้องหลังไม่ธรรมดา มีข่าวลือว่าเขาได้รับคำสั่งโดยตรงจากขุนนางใหญ่บางคนในเมืองหลวง ไม่ขึ้นตรงต่อแม่ทัพรักษาด่านอย่างพวกเรา”

    คำพูดนั้น...เป็นเพียงการยืนยันในสิ่งที่เซี่ยหยางรู้อยู่แล้ว

    ค่ำคืนนั้น... ณ มุมมืดของหอสังเกตการณ์ นกพิราบสื่อสารตัวหนึ่งถูกปล่อยให้บินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าที่มืดมิด...มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก...สู่เมืองฉางอัน... บนข้อความที่ผูกติดขามันไปนั้น เขียนไว้ว่า...

    "เรียนคุณชาย...เป้าหมายอันตรายกว่าที่คิด...มีนายกองจางคนของสกุลซูให้ความคุ้มครอง...แผนการที่ด่านถงกวนล้มเหลว...ต้องรีบดำเนินการขั้นต่อไปในเมืองหลวง!"

    ในห้องพักของโรงเตี๊ยม เซี่ยหยางยืนมองนกตัวนั้นบินลับหายไปในความมืดจากริมหน้าต่าง แววตาของเขาสงบนิ่งและเย็นเยียบ...

    "เกมของจริง...กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว"