“บ้าเอ๊ย...นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้นกับฐานทัพลับแถวดันเจียนป่าลูเมเรียกันแน่?!”
เสียงะโด้วยความโมโหดังขึ้นภายในห้องที่เต็มไปด้วยความมืด มีเพียงแสงจากดวงจันทร์ที่ลอดผ่านเข้ามาทางช่องหน้าต่าง เผยให้เห็นร่างของชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะและคนที่กำลังยืนอยู่ข้างๆเขา แถมรอบโต๊ะนั้นยังมีเงาของคนอีกประมาณหกคนกำลังนั่งอยู่ในความมืด
ไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมา
“...”
ความเงียบเข้าปกคลุมภายในห้อง มีเพียงแสงจันทร์ที่สาดกระทบเข้ามา ทำให้เห็นเพียงรูปร่างของเหล่าผู้คนที่กำลังนั่งอยู่รอบโต๊ะเท่านั้น บรรยากาศภายในห้องตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด
“ไม่ทราบเหมือนกันครับ...”
เสียงของชายคนหนึ่งดังขึ้น
“อยู่ ๆ ก็มีไวท์เฟนริลปรากฏตัวขึ้นกลางป่า ตรงบริเวณฐานที่ตั้งของเรา”
“หลังจากนั้นก็เกิดการต่อสู้ขึ้น”
“แล้ว”
เสียงของชายที่นั่งอยู่หัวโต๊ะดังขึ้น
“แล้วอยู่ ๆ ก็มีลำแสงสีม่วงปรากฏขึ้นกลางป่า...”
“...”
“ลำแสงนั้นกวาดผ่านพื้นที่ของเรา”
ชายคนนั้นกลืนน้ำลาย
“ฐานทัพที่เราซ่อนเอาไว้ในป่า...หายไปหมดแล้วครับท่าน”
“...”
ความเงียบกลับเข้าปกคลุมห้องอีกครั้ง ชายที่นั่งอยู่หัวโต๊ะค่อย ๆ เอนหลังพิงเก้าอี้ นิ้วมือเคาะลงบนโต๊ะเป็จังหวะช้า ๆ
กึก...
กึก...
กึก...
เสียงนั้นดังอยู่หลายครั้ง ก่อนที่เขาจะเอ่ยขึ้นมา
“ฐานทัพลับของเราถูกค้นพบ แถมยังมีมีสัตว์อสูรระดับสูงปรากฏตัวขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล และหลังจากนั้น—ฐานทัพทั้งหมดก็ถูกลำแสงปริศนากวาดหายไป”
เขาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองเงาของทุกคนที่นั่งอยู่รอบโต๊ะ
“พวกแกคิดว่ามันบังเอิญอย่างนั้นเหรอ?”
“...”
เสียงของผู้ชายอีกคนที่ยื่นอยู่ข้างๆกับชายที่นั่งอยู่หัวโต๊ะดังขึ้นจากด้านข้าง
“แต่เื่ทั้งหมดมันเกิดขึ้นเร็วเกินไป!ครับ ไม่มีทางที่ฝ่ายตรงข้ามจะเตรียมการได้ทัน!”
“ฝ่ายตรงข้าม?!”
พอสิ้นคำพูดนั้นทั้งหกคนก็หันหน้าหนีกันหมดก่อนที่ เสียงหนึ่งดังขึ้นจากปลายโต๊ะ ชายที่นั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะค่อย ๆ เอนตัวไปข้างหน้า ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“มีใครบางคนรู้ตำแหน่งของฐานทัพเรา”
“...”
“และใช้เหตุการณ์ที่ไวท์เฟนริลปรากฏตัวเป็โอกาสเข้าโจมตี”
“?!?!”
คนอีกหกคนที่นั่งอยู่รอบโต๊ะต่างชะงักไปพร้อมกัน ชายที่นั่งอยู่หัวโต๊ะกำหมัดแน่น ก่อนจะทุบลงบนโต๊ะอย่างแรง
ปังงง!!
“มีหนอนอยู่ในนี้”
ทันทีที่คำพูดนั้นดังขึ้น—บรรยากาศภายในห้องก็เปลี่ยนไปทันที หลายคนหันมองหน้ากันโดยไม่รู้ตัว
“เดี๋ยวก่อนครับท่าน!”
“ผมไม่ได้เป็คนทำ!”
ชายสองคนที่นั่งอยู่รีบลุกขึ้นยืนแทบจะพร้อมกัน
“...”
ชายที่นั่งอยู่หัวโต๊ะเงยหน้าขึ้นช้า ๆ
“แล้วใครบอกว่าเป็แก?”
“...!”
ชายทั้งสองรีบหุบปากลงทันที
“...”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องอีกครั้ง แต่ครั้งนี้—ไม่มีใครรู้สึกสงบลงได้อีกต่อไป ทุกคนเริ่มมองคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความระแวง
ชายคนหนึ่งที่ลุกขึ้นแก้ตัวเมื่อครู่กำหมัดแน่น ขณะที่อีกคนค่อย ๆ ขยับเก้าอี้ออกห่างจากชายที่นั่งอยู่ข้าง ๆ
“ฮึ...”
ชายผู้หนึ่งหัวเราะออกมาเบา ๆ
“น่าขันจริง ๆ”
เขาเอนหลังพิงเก้าอี้
“ท่านกำลังจะบอกว่า...ในหมู่พวกเรามีคนทรยศงั้นเหรอ?”
“เอ้ย”
ชายอีกคนที่เพิ่งลุกขึ้นแก้ตัวเมื่อครู่พูดแทรกขึ้นมาทันที
“หนอนส่วนใหญ่มักจะพูดประโยคแบบนั้นนะ”
“...”
ทุกสายตาหันไปมองเขา
“แกกำลังพูดอะไรวะ?”
ชายที่เพิ่งหัวเราะเมื่อครู่หันไปจ้องเขา
“อยากตายหรือไง?”
“ก็แค่พูดเฉย ๆ!”
“ทำไมต้องพูดด้วยวะ?!”
บรรยากาศภายในห้องกลับมาเงียบอีกครั้ง ชายทั้งหกคนที่นั่งอยู่รอบโต๊ะต่างมองหน้ากันแน่นอนว่า—ในบรรดาพวกเขา มีอยู่สี่คนที่กำลังร้อนตัวอย่างเห็นได้ชัด
หมายเลขหนึ่ง หมายเลขสอง หมายเลขสาม และหมายเลขหก
ทั้งสี่คนต่างกำลังทำตัวร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด
เพราะความจริงแล้ว ตอนนี้พวกเขากำลังกลัวว่า—คนพวกนี้จะรู้ว่าตัวเองเป็หนอนจริง ๆ แต่พวกเขาไม่ได้มาจากองค์กรเดียวกันและพวกเขาก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า—
ต่างคนต่างก็เป็หนอนที่แทรกซึมเข้ามาในองค์กรนี้ เพื่อเป้าหมายที่แตกต่างกัน
ชายหมายเลขหนึ่งค่อย ๆ กำหมัดแน่น
“...”
บ้าเอ๊ย... เขากัดฟันแน่น มีใครบางคนเริ่มสงสัยแล้ว ทำไมถึงเกิดการโจมตีขึ้นได้กัน? หรือว่าพวกมันรู้แล้วว่าเรากำลังเป็หนอนอยู่?
ชายหมายเลขสองที่ยืนขึ้นแก้ตัวก่อนหน้านี้หรี่ตามองคนรอบตัว
ไม่ได้การแล้ว... องค์กรของเราบอกเอาไว้ว่าต้องสืบข้อมูลเกี่ยวกับฐานทัพของพวกมันให้ได้มากที่สุด แต่สถานการณ์แบบนี้...แย่แน่
แล้วทำไมพวกมันถึงมองชั้นแบบนั้นกัน! หรือว่าพวกมันจะเริ่มสงสัยในตัวเราแล้ว?
มือของชายหมายเลขสามที่ร้อนตัวก่อนหน้านี้ก็เริ่มสั่นอย่างเห็นได้ชัด
แย่แน่... หยุดมองแบบนั้นได้แล้วไอพวกบ้า ไม่หลอกคงไม่ใช่…..ไม่ใช่หรอกน๊า
เหงื่อเย็นค่อย ๆ ไหลลงมาบนใบหน้าของชายหมายเลขสาม
ไม่สิ...เป็ไปไม่ได้ทั้งๆที่เราระวังตัวมาตลอดแท้ ๆ
ส่วนหมายเลขหก—เขาเป็คนที่ดูนิ่งที่สุด ราวกับกำลังวิเคราะห์สถานการณ์อย่างใจเย็น
แบบนี้แย่แน่... ต้องสร้างหนอนขึ้นมาก่อนที่พวกนี้จะเริ่มสงสัยในตัวเรา ดวงตาของเขาค่อย ๆ เลื่อนไปมองคนที่นั่งอยู่รอบโต๊ะ
เอาล่ะ... ใครดีล่ะ?
ชายหมายเลขหกค่อย ๆ กวาดสายตามองคนรอบโต๊ะอย่างใจเย็น
ต้องเลือกใครสักคน...
*******จุดกันคนงงจ้าาา หมายเลขหนึ่งมีรูปร่างกล้ามโตๆ หมายเลขสองมีหัวโล้นแต่ด้านข้างยังมีผมอยู่ ส่วนหมายเลขสาม โล้นเลยยย หมายเลขหกนั้นเป็ซามูไรมัดผมเอาไว้*****
“เดี๋ยวก่อน”
ชายหมายเลขหนึ่งพูดขึ้น
“ท่าทางที่นิ่ง ๆ แบบนั้น...เป็แกใช่ไหม”
“!!”
หมายเลขหกชะงักไปเล็กน้อย เหงื่อเย็นเริ่มไหลลงมาตามขมับ
บ้าเอ๊ย...จับได้แล้วงั้นเหรอ?!
“นี่แกพูดแบบนี้อยากมีเื่ใช่ไหม ไอ้กล้ามโต”
หมายเลขหกชักดาบที่ซ่อนอยู่ใต้โต๊ะออกมา ก่อนจะชี้ปลายดาบไปยังชายหมายเลขหนึ่งซึ่งเป็ชายร่างใหญ่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ
“ว่าแล้ว...เป็แกจริง ๆ ด้วยสินะ”
“กล้าชักดาบขึ้นมาเลยงั้นเหรอ….ได้สิ มาเลย!
ชายหมายเลขหนึ่งะโขึ้นไปบนโต๊ะทันที
ตึง!
โต๊ะทั้งตัวสั่นะเืเล็กน้อยจากน้ำหนักของเขา ขณะที่ชายกล้ามโตตั้งท่าราวกับพร้อมจะซัดใครสักคนให้ปลิวได้ทุกเมื่อ
“เดี๋ยวสิ พวกแก! พวกเราไม่ควร—”
ชายหมายเลขห้าผู้ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับเหตุการณ์นี้เลยพยายามพูดขึ้นเพื่อหยุดสถานการณ์
“หุบปากไปซะ!”
ชายหมายเลขหนึ่งหันไปตะคอกใส่เขา
“หรือว่าแกเองสินะที่เป็หนอน!”
“ฉันกำลังพยายามห้ามพวกแกนะโว้ย ไอ้กล้ามโต!”
“แกอยากโดนสินะ?!”
ชายหมายเลขห้าลุกขึ้นยืน ก่อนจะยกไม้เท้าเวทย์ในมือขึ้นทันที ชายหมายเลขสามเองก็ไม่น้อยหน้าเขามองชายทั้งสามที่กำลังชี้อาวุธใส่กันด้วยสายตาเคร่งเครียด
จังหวะนี้เหมาะเลย...เราต้องเข้าร่วมด้วยเพื่อไม่ให้ถูกสงสัย ต้องเลือกข้างก่อน!
“ฉันเชื่อใจนาย หมายเลขห้า!”
ชายหมายเลขสามชักดาบขึ้นมา
“ไอ้พวกนั้นเป็หนอนแน่นอน!”
“มาสิวะ!”
ชายหมายเลขสามชี้ดาบไปทางหมายเลขหนึ่ง
“ไอ้โล้นอย่างแกน่ะ โดนฉันแค่หมัดเดียวก็ตายแล้วมั้ง!”
“เอ้ยแกว่าใครโล้นวะ!”
“เอ้ยแกว่าใครโล้นวะ!”
หมายเลขสองและสาม พูดขึ้นพร้อมกัน ก่อนหันหน้ามองกันและหันกลับไปมองชายกล้ามโต
“ชั้นยังไม่โล้นนะโว้ยดูสิยังมีผมอยู่ด้านข้างไม่เหมือนไอหมอนั้น”
หมายเลขสองลุกขึ้นพูดราวกับกำลังปกป้องศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจของเขา
“แกกำลังหาเื่ชั้นนะโว้ยแบบนี้”
ชายหมายเลขสามกำลังหันดาบเปลี่ยนไปที่หมายเลขสอง
“ชั้นจะเอาผมแกออกให้หมดเอง”
หมายเลขสามพุ่งตัวออกไปทันทีพร้อมกับดาบในมือ
“แกนั่นแหละไอ้…”
หมายเลขสองชักดาบของตัวเองออกมารับ
เคร้งงง! เสียงดาบปะทะกันดังสนั่น
“หนอยแน่!”
“คิดว่าฉันจะกลัวแกหรือไง!”
“แกหาเื่ฉันก่อนนะโว้ย!”
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!
“เดี๋ยวก่อน! หมายเลขสองหมายเลขสาม!”
ชายหมายเลขห้าพยายามะโห้าม
“พวกแกสองก็เหมือนกันนิ”
เคร้ง!
“...หา?”
ดาบทั้งสองเล่มหยุดค้างอยู่กลางอากาศ หมายเลขสองและหมายเลขสามค่อย ๆ หันหน้ามามองหมายเลขห้าพร้อมกัน
“เมื่อกี้...แกพูดว่าอะไรนะ?”
“เอ่อ”
หมายเลขห้าหน้าซีดลงทันที
“ไม่ใช่...ฉันหมายถึง—”
“แกบอกว่าพวกเราก็เหมือนกันสินะ ถ้าอย่างนั้นชั้นจะจัดการแกก่อนเลยแล้วกันไอนักเวทย์กระจอกเอ่ย”
ทั้งหมายเลขสองและสามประสานเสียงพูดพร้อมกันราวกับกำลังอ่านสคริปต์ ก่อนจะพุ่งใส่หมายเลขห้า
วงเวทย์ปรากฏขึ้นก่อนจะต้านการโจมตีจากดาบทั้งสองเล่ม
“งั้นก็ได้พวกแกตายกันให้หมดซะ”
ลูกไฟลูกหนึ่งปรากฏขึ้นกลางอากาศ ก่อนจะพุ่งเข้าใส่ชายทั้งสองอย่างจัง
ตูม! แรงะเิขนาดเล็กดังขึ้นจากมุมหนึ่งของห้อง โต๊ะส่วนหนึ่งได้รับความเสียหาย เศษไม้กระเด็นกระจายไปทั่วบริเวณ โดยมีชิ้นหนึ่งพุ่งตรงไปยังหมายเลขหก
แต่เขาเพียงยกดาบคาตานะขึ้น เศษไม้นั้นถูกปัดกระเด็นออกไปทันที
“บ้าเอ๊ย...สถานการณ์นี้มันอะไรกันวะ?!”
“แกคงไม่ได้ลืมฉันไปแล้วใช่ไหม ไอ้หัวจุก”
หมายเลขหกค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ตรงหน้าเขา—ชายร่างใหญ่ที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อกำลังยืนอยู่บนโต๊ะ หมายเลขหนึ่ง
“ก่อนหน้านี้แกชักดาบใส่หน้าฉัน”
เขากำหมัดแน่น
“ตายซะ!”
ตูมมม!
หมัดของหมายเลขหนึ่งฟาดลงมาอย่างรุนแรง หมายเลขหกยกดาบขึ้นรับทันที แรงจากหมัดทำให้ร่างของหมายเลขหกที่ยืนอยู่บนพื้นสั่นะเืไปทั้งตัว
“บ้าเอ๊ย...ไอ้พวกไร้สมอง!”
ขณะเดียวกัน เสียงการต่อสู้และแรงะเิยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง แสงจากเปลวไฟและการะเิทำให้ห้องที่เคยมืดสนิทค่อย ๆ สว่างขึ้น เผยให้เห็นสภาพภายในที่กำลังพังพินาศ และตรงหลังเก้าอี้หัวโต๊ะ—ชายที่เคยนั่งอยู่ตรงนั้นกับชายอีกคนซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ ตอนนี้กำลังเกาะกันแน่นและซ่อนตัวอยู่ด้านหลังเก้าอี้ด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
“บ้าเอ๊ยยย! ไอ้พวกบ้านี่มันทำอะไรกันของพวกมันนนน?!”
ชายที่นั่งอยู่หัวโต๊ะะโออกมา
“ข้าแค่พูดเล่นเท่านั้นเองงงง!”
“ท่านครับ! ช่วยผมด้วยยยย!”
“ไม่ไหวแล้ว!”
เขาหันไปมองความวุ่นวายที่เกิดขึ้นภายในห้อง ก่อนจะหันกลับมามองชายข้าง ๆ
“ไอ้พวกบ้านี่ไม่ฟังพวกเราแน่!”
“งั้นเราจะทำยังไงดีครับ?!”
ชายที่นั่งหัวโต๊ะนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดออกมาอย่างจริงจัง
“มีทางเดียวเท่านั้น!”
“ครับ!”
“ะโออกหน้าต่างโว้ยยยยย!”
พอสิ้นเสียงนั้น— ชายที่เคยนั่งอยู่หัวโต๊ะก็พุ่งตัวออกจากหน้าต่างทันที
“เดี๋ยวสิครับท่านนนนน! ด้านล่างนั้นเป็หน้าผานะครับบบบบ!”
ตูมมมมมม! เสียงะเิดังขึ้นอีกครั้ง
“บ้าเอ๊ยยย! ไปด้วยก็ได้ครับบบบบบ~!!จะว่าไปแล้วยัยหมายเลขสี่หายไปไหนกันเนี่ยยยยยย”
และบทสรุปของเหตุการณ์ในครั้งนั้น—
มีผู้คนได้ยินเสียงะเิและพบร่องรอยการต่อสู้อยู่ภายในบ้านพักตากอากาศหลังหนึ่งแถวเมืองท่า เซเรน่า ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของลูเมเรีย
ภายในบริเวณนั้นเต็มไปด้วยร่องรอยจากเวทมนตร์ระดับกลาง กำแพงบางส่วนถูกทำลายจนเหลือเพียงเศษซาก กระจกแตกกระจาย และยังมีกองเส้นผมจำนวนมากหล่นอยู่ทั่วพื้น
แต่ถึงอย่างนั้น—
กลับไม่พบผู้เสียชีวิตเลยแม้แต่คนเดียว
แน่นอนว่า ถึงทุกอย่างจะดูแปลกไปหมดก็ตาม แต่พวกทหารกลับไม่พบอะไรเลย เพราะทุกอย่างะเิไปหมดแล้ว
เหตุการณ์ทั้งหมดจึงกลายเป็เื่ลึกลับที่ไม่มีใครสามารถอธิบายได้
และเมื่อเวลาผ่านไปไม่กี่วันเท่านั้น—
เื่นี้ก็ค่อย ๆ กลายเป็ตำนานเมืองบทใหม่ของเมืองท่าเซเรน่า
“ถ้าไม่อยากถูกขโมยผมจากหัว...”
“ก็อย่าออกจากบ้านในตอนกลางคืน”
เื่ราวนี้ เหล่าผู้ใหญ่ที่ไม่อยากให้เด็กๆออกจากบ้านในกลางดึกเลยคงใช้เื่นี้มาสร้างเป็ตำนานเมือง
แม้จะไม่มีใครรู้ว่าตำนานเมืองนี้เริ่มต้นขึ้นได้อย่างไร—
แต่สำหรับคนที่อยู่ในบ้านพักตากอากาศหลังนั้นในคืนนั้น...
พวกเขาคงไม่มีวันลืมมันไปตลอดชีวิต