ณ เมืองดิลี ติมอร์ตะวันออก
ในบ้านสไตล์โปรตุเกสปริวรรตทำภารกิจส่วนตัวแล้วก็เดินออกมาสูดอากาศภายนอก เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วกับแสงแดดที่ทาบทับต้นไม้ใบหญ้ารอบบริเวณนั้นยังความสดชื่นให้เขาในเช้าวันใหม่
“ตื่นแล้วหรือคะซะลามัต ปากีค่ะ” เสียงตันหยงกล่าวขณะยกอาหารออกมาจากครัว
“อรุณสวัสดิ์ครับ”
“วันนี้วันอาทิตย์เพื่อนหยงเขาไปโบสถ์กับสามีและลูกๆ แต่ก็เตรียมอาหารแบบติมอร์ไว้ให้เรา คุณวรรตมาทานสิคะ น่ากินมาก”
“ดีจังเลยนะครับเพื่อนคุณหยงใจดีให้เรามาพักบ้านของเขา แถมยังทำอาหารให้อีกไม่รู้จะขอบคุณยังไงเลยหล่ะ”
“เขาก็เป็แบบนี้ั้แ่สมัยเรียนด้วยกันแล้วค่ะมีน้ำใจกับเพื่อน ๆ ทุกคน หยงถึงกล้าพาคุณมาพักด้วยยังไงล่ะ”
“โอ้โหอาหารเยอะแยะเลย เรียกว่าอะไรบ้างครับเนี่ย”
“ทานเป็มั๊ยคะเป็อาหารที่ได้รับอิทธิพลจากโปรตุเกสซึ่งเคยปกครองติมอร์มานานเกือบ 400 ปีคนที่นี่จึงรับมาทั้งศาสนาคริสต์แบบคาทอลิกและภาษาพูดผสมผสานกับอินโดนีเซียกลายเป็ภาษาเตตุม
จานนี้เรียกว่าไฟโฌวาดา (feijoada) เป็สตูว์ที่ทำจากเนื้อวัวหรือหมู ต้มกับถั่วดำหรือถั่วขาวใส่มะเขือเทศพริกหยวก ผักชีฝรั่ง ยี่หร่า มันเทศ หอมแดง กระเทียม ซีอิ๊วดำ/ขาว มะนาว และไส้กรอกChorizo หั่นเป็แว่น ๆ ทานกับข้าวสวยอร่อยมากค่ะ
และจานนี้คือแกงไก่การิล (caril ) เป็แกงไก่ใส่กะทิ พริกอบและมะพร้าวขูด
หยงมีเมนูตบท้ายให้คุณด้วยกาแฟติมอร์ มรดกที่โปรตุเกสทิ้งไว้ให้กับของหวานคือบีบิงกา (bebinca) ขนมอินเดียชนิดหนึ่ง มี 7 ชั้น ทำจากแป้ง น้ำตาล เนยกีไข่แดง และกะทิ คล้ายขนมหม้อแกงผสมขนมชั้น”
“อืม อร่อยมากเลยครับผมไม่เคยทานอะไรที่อร่อยแบบนี้มาก่อน ขอบคุณที่พาผมมาัักับอาหารพื้นเมืองของอินโดนะครับคุณหยงหยง”
“อาหารของแต่ละเกาะก็มีเอกลักษณ์ของตัวเองไม่เหมือนกันค่ะ คุณวรรตถ้าได้อยู่อินโดถึงหนึ่งปีหยงว่าก็ยังชิมได้ไม่ครบทุกอย่างเลยค่ะ”
เมื่ออิ่มหนำสำราญพอมีเรี่ยวแรงแล้วตันหยงก็ชวนปริวรรตขึ้นเ้าแมงปอเหล็กส่วนตัวลำเดิม
ขณะลอยฟ้ามาถึงชายหาดแห่งหนึ่ง หนุ่มวรรตก็อุทานด้วยความตื่นเต้นเมื่อเห็นชายหาด
“โอ้โห วิวสวยจังเลย หาดทรายสีขาว น้ำทะเลสีฟ้าใสทิวต้นมะพร้าวยาวสุดลูกหูลูกตา ดูสะอาดตาดีนะครับ”
“ใช่ค่ะ ธรรมชาติยังบริสุทธิ์อยู่เพราะไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวภายนอกเข้ามาแต่อนาคตก็ไม่แน่ ถ้าคนมาเยอะ เราอาจไม่เหลือความสดใสให้ได้เห็นอีก”
พวกเขาและหล่อนข้ามทะเลจากติมอร์ไปยังหมู่บ้านอานาคาลังด้านตะวันตกของเกาะซุมบา
เครื่องมาร่อนลงจอดที่สนามหญ้านอกหมู่บ้านทั้งสองคนก้าวลงถึงพื้นดินก็พบกับขบวนแห่อะไรบางอย่างที่มีผู้คนเดินเป็ทิวแถวยาวพร้อมถือของในมือ ทุกคนแต่งตัวสวยสดงดงามพร้อมเสียงมโหรีในขบวนฟังดูน่าสนุกสนานรื่นเริง
ตันหยงเดินเข้าไปคุยกับชายคนหนึ่งที่แต่งตัวดูงามสง่าเขาคนนั้นก็เดินมาหาปริวรรตแล้วพูดว่า
“Why don't you two get married? You're handsome and she's beautiful.”
“ท่านเป็าาองค์ที่สามของที่นี่ นามว่า อัมบู มูเร ซามาปาดีวันนี้มีงานสมรสหมู่ของหมู่บ้าน ซึ่งปกติจะจัดทุกสองปีต่อหนึ่งครั้งท่านเลยถามว่าทำไมเราไม่ร่วมแต่งงานด้วยอีกคู่ล่ะ เห็นเราทั้งหล่อและสวย”ตันหยงแปลให้ฟังด้วยความเขินอายจนแก้มแดง
“อ๋อ แหมน่าเสียดายเนอะ เรามีภารกิจต้องรีบทำเสียด้วยสิ เราพลาดแล้วละฝากขอบคุณท่านาาด้วยนะครับ” ชายหนุ่มกล่าวอย่างนอบน้อม
ตันหยงก็คุยกับาาองค์นั้นอีกสองสามประโยคแล้วเดินกลับมาหาวรรต
“หยงถามเขาเื่สุสานหินโบราณท่านบอกว่าให้เราเดินขึ้นไปบนูเาหลังหมู่บ้านนี่แหละ ที่จริงท่านอยากพาเราไปเองแต่ติดเป็ประธานงานแต่งงานพอดี เลยให้เราไปเอง ถ้ามีอะไรจะให้ช่วยก็ขอให้บอก”
“อ๋อครับ งั้นเราค่อย ๆ เดินขึ้นไปกันเถอะ แหมเสียงเพลงเร้าใจน่าเต้นเสียด้วยสิ คิดถึงเพลงหมอลำงานกฐินบ้านแววจังเลย”
“แววคือใครคะ แฟนคุณเหรอ”
“ไม่ใช่ครับ เป็น้องที่ทำงานน่ะครับ เขาเป็คนภาคอีสานของไทยพวกเราเคยไปแวะบ้านเขาตอนไปจัดแสดงดนตรีที่อุดรน่ะครับ”
“อ๋อ แล้วแฟนคุณวรรตเป็ทีมงานของ CRA ด้วยหรือเปล่าคะ”
“ไม่ได้เป็ แต่ก็มีส่วนช่วยบ้างบางคราวครับเธอมีงานประจำเป็ครูสอนภาษาอังกฤษที่ Y.M.C.A.”
“คุณสองคนคงจะรักกันมากเลยนะคะ น่าอิจฉาจัง”ด็อกเตอร์สาวพูดคล้ายกับน้อยใจนิด ๆ
ปริวรรตมองเธอแล้วยิ้ม ๆ ไม่ได้พูดอะไร
เขาและเธอเดินผ่านคริสตจักรและบ้านเรือนทรงแปลกตาเพราะมีหลังคาปีกกว้างแต่ตรงกลางเป็โดมสีเหลี่ยมสูงเรียวขึ้นไปอันเป็เอกลักษณ์ของหมู่บ้านบนเกาะซุมบานี้
เมื่อไปถึงยอดเขา ก็พบกับฝรั่งมิชชันนารีคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่บนฝาหินสุสานโบราณเพื่อเผยแพร่พระคัมภีร์กับชาวบ้านกลุ่มหนึ่งที่นั่งรายล้อมกับพื้นแล้วหมอสอนศาสนาก็หันมาถามตันหยงว่า
“What are you lookingfor here?”
“I'm going to do an archaeologicalsurvey. I'm an associate professor at the university.”
“Oh, then please feelfree to explore. I can go work over there.”
“Thank you, doctor.”
“Please enjoy thedance performance of the Akamalang tribe warriors first.”
แล้วฝรั่งคนนั้นก็ลุกไป ก่อนที่จะมีชายแต่งกายสองคนชุดชนเผ่าโบราณอาคามาลังไม่สวมเสื้อ มีสายรัดน่องทำจากขนนกฟูฟ่องเดินมาร่ายรำตรงลานกว้างโดยมีดาบและโล่ในมือ ท่ามกลางเสียงกลอง ฆ้องวง ฉาบ และเสียงโห่ร้องของคนที่นั่งอยู่คอยให้จังหวะ
“ต้อนรับดีจังเลยเนอะ มีโชว์ให้ดูด้วย เขาไปเอาเครื่องดนตรีมาจากไหนนะเมื่อกี้ยังไม่เห็นมีเลย” วรรตถามตันหยงที่นั่งอยู่ข้างกาย
“นั่นสิคะ ทำไมเอามาเร็วจังหรือว่าเราไม่ทันสังเกตเห็น”
เมื่อร่ายรำเพลงอาวุธจบแล้วแผ่นหินที่ปิดทับสุสานก็เปิดออกแล้วก็มีชายชราซึ่งดูท่าทางจะเป็ผู้เชี่ยวชาญพิธีกรรม ( หมอผี )โพกศีรษะด้วยผ้าฮิงกิคาวารุ (hinggi kaworu)พันรอบสะโพกด้วยผ้าฮิงกิคอมบุ (Hinggi kombu)ยื่นมือลงไปในหีบศิลานั้นแล้วหยิบบางสิ่งออกมาส่งให้ปริวรรต
“ดอกมะลิทองคำ”ชายหนุ่มอุทานอย่างดีใจ ก่อนจะรับมาอย่างนอบน้อม
“Terimakasih Ratu Merapu” ตันหยงกล่าวขอบคุณท่านผู้เฒ่าตำแหน่งราตูเมอราปู
เมื่อได้สิ่งที่ค้นหาแล้วทั้งคู่ก็เดินลงจากเขาระหว่างทางที่ต้องผ่านป่าช้านั้นด็อกเตอร์ก็เหลือบไปเห็นป้ายหลุมศพมีรูปของใครคนหนึ่งติดอยู่
“คุณวรรตดูนั่นสิใช่ฝรั่งมิชชันนารีคนเมื่อกี้มั๊ย”
“หือ เออใช่จริงๆ ด้วย ตายมาั้แ่ปี 1945 แล้วนี่ ปีนี้ 1964 เราโดนผีหลอกแล้วเหรอแล้วที่เราเจอทั้งหมดนั่นล่ะ”
สิ้นเสียงของปริวรรตก็มีเสียงหัวเราะร่าของคนจำนวนมากดังลั่นป่าเขาไปทั่วหนุ่มสาวทั้งสองก็วิ่งอย่างไม่คิดชีวิต โดยมีเสียงหมาหอนดังไล่หลังมาเป็ระยะ ๆ
ณ ฟาร์มไก่ NPF ปากช่อง นครราชสีมา
พรดารีขับรถมาส่งหิรัญเพื่อทำงานในสถานที่ใหม่ตามคำสั่งของเสี่ยเริงศักดิ์เมื่อขนสัมภาระลงจากรถแล้ว คุณหนูเล็กก็ยืนพูดต่อหน้าลูกน้องของพ่อหล่อนว่า
“พรมาส่งแค่นี้นะคะพี่หิรัญก็ตั้งใจทำงานนะ แล้วจะมาเยี่ยมบ่อย ๆ คงปรับตัวได้ไม่ยากนะที่นี่มีทั้งบ้านพัก มีอาหารสามมื้อ มีแม่ครัวแม่บ้านทำความสะอาด คนสวนพี่คงไม่ลำบากหรอก แค่ไกลจากกรุงเทพเท่านั้นเอง ถ้าเหงาก็คิดถึงพรนะคะพรก็คิดถึงพี่ทุกวัน กลับนะคะ”
“ขอบคุณนะครับน้องพรขับรถดี ๆ ล่ะ เดินทางปลอดภัย”
สาวสวยไฮโซก็สตาร์ทรถก่อนจะขับออกไปด้วยรอยยิ้ม
เมื่อปริวรรตและตันหยงวิ่งไปถึงบริเวณหมู่บ้าน
“ไหนว่าไม่กลัวผีไงทำไมวิ่งมากับผมล่ะ” ชายหนุ่มถามขณะจ้ำอ้าวแบบไม่เหลียวหลัง
“ก็คุณวิ่งก่อนฉันก็เลยวิ่งตามน่ะสิ ค่อย ๆ เดินก็ได้ เหนื่อยนะเนี่ย วิ่งเป็ม้าเลย”
“เฮ้ดูโน่นสิ คนขับเฮลิคอปเตอร์หายไปไหนล่ะ”
วรรตชี้ให้ดูที่แมงปอเหล็กอันว่างเปล่าซึ่งจอดอยู่สนามหญ้าหน้าหมู่บ้าน เขาก้าวเข้าไปดูใกล้ ๆก่อนจะหยิบจดหมายที่มีคนเหน็บไว้กับก้านปัดน้ำฝนมาเปิดอ่าน มันเป็ภาษาอินโดนีเซีย
“ถ้าอยากได้ตัวคนขับเครื่องบินให้ตามไปที่ต้นไม้เต้นระบำตรงชายหาดซุมบา” ด็อกเตอร์แปลให้ฟังก่อนจะวิ่งไปถามชาวบ้านที่เดินผ่านมาสองสามประโยค แล้วกลับมาบอกว่า
“หยงถามชาวบ้านแล้วเขาบอกว่าต้นไม้เต้นรำอยู่ตรงป่าโกงกางที่ชายหาดใกล้ ๆ นี่ เรารีบไปกันเถอะ”
“ไปสิ”
เมื่อไปถึงชายหาดก็พบว่าคนขับฮ.โดนจับมัดแขนไว้ระหว่างต้นไม้สองต้น เป็ต้นโกงกางมีโคนต้นอวบอ้วนแต่กิ่งก้านหงิกงอ ราวกับคนกำลังเริงระบำอยู่บนผืนน้ำริมชายหาด
“ส่งดอกมะลิทองคำมาให้เราซะดีๆ แล้วจะปล่อยตัวไอ้นี่ไป”
“อยากได้ก็เข้ามาเอาสิเอ้านี่” ปริวรรตชูดอกมะลิให้คนร้ายดู
หนึ่งในคนร้ายก็ก้าวเข้ามาหวังจะหยิบแต่อีกสองคนที่ยืนคุมตัวประกันนั้นก็ถูกผู้หญิงชาวซุมบาหลายคน ถือมีดคาฮิดี ยูทูแทงจากด้านหลังล้มลงไปกับพื้น แล้วสาว ๆ ก็ช่วยตัดเชือกปล่อยตัวประกันออก
ปริวรรตเห็นได้ทีก็ใช้วิชานางแอ่นหยกปล่อยพลังออกจากฝ่ามือกระแทกผ่านอากาศเข้าใส่ร่างของคนร้ายกระเด็นไปสลบคาที่
ตันหยงเข้าไปขอบคุณกลุ่มสตรีชาวซุมบาที่เข้ามาช่วยทันการพอดี
“สาวๆ เขาบอกว่ากำลังออกมาจับหอยจับปูที่ชายหาด เห็นพวกเราพอดี ก็เลยช่วยตัวประกันได้”
ปริวรรตแกะกระดาษพันก้านดอกไม้ออกยื่นให้ตันหยงแปล
“จุดต่อไปศาลเ้างาดู ภคะ หมู่บ้านเบนา เกาะนูซานีปา (เกาะงู) ”
สาวๆ ซุมบาในชุดผ้าโสร่งสีดำนุ่งขึ้นมาถึงอกมีผ้ารัดเอวสีขาวปล่อยชายยาวลงมาด้านหน้าขา มายืนเรียงแถวรอส่งแขกที่แมงปอเหล็ก
แล้วพวกเขาก็บินต่อไปยังหมู่เกาะโฟลเรส(ชื่อใหม่ของเกาะงูที่โปรตุเกสเรียก แปลว่าแหลมดอกไม้)ที่มีสัตว์เลื้อยคลานคล้ายตะกวดั์ ในชื่อัโคโมโด
ณ หมู่บ้านเบนา อันเงียบสงบท่ามกลางป่าไม้เขียวขจีเชิงูเาไฟอินีรี (Inerie) เมืองบาจาวา(Bajawa)ตอนกลางของเกาะโฟลเรสค่อนไปทางใต้
เฮลิคอปเตอร์บินมาร่อนลงจอดที่สนามหญ้าโรงเรียนประถมเบนาแล้วตันหยงก็เข้าไปคุยกับผู้อำนวยการโรงเรียนครู่หนึ่งแล้วก็พาปริวรรตเดินเท้าออกไปตามถนนภายในหมู่บ้านขึ้นเนินไปราวสามร้อยเมตรก็มาถึงหมู่บ้านดั้งเดิมเบนา ซึ่งมีกระท่อมหลังคามุงหญ้าเรียงรายเป็รูปตัว U ตรงกลางลานบ้านมีแท่นหินขนาดใหญ่ และจะมีสิ่งปลูกสร้างเล็กๆ สองแบบ หนึ่งในนั้นมีรูปทรงคล้ายบ้านสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก หลังคามุงด้วยหญ้าทรงปิรามิดยอดตัดและอีกแบบนั้นเป็ทรงคล้ายร่มมีเสาทำด้วยซุงทั้งต้นมีโครงหลังคาเป็ไม้มุงด้วยหญ้าเช่นกัน
“บ้านหลังเล็กๆ นั่นเรียกว่าภคะ( bhaga) เป็สัญลักษณ์แทนเพศแม่ส่วนที่ทรงคล้ายร่มเรียกว่า งาดู (Ngadhu) แทนเพศชายเป็เสมือนศาลเ้าของหมู่บ้านโดยจะใช้แท่นที่เห็นนั่นในการฆ่าหมูหรือควายในพิธีรีบา เพื่อบูชาบรรพบุรุษ และเทพซีตา ”
“อืมงาดูบางต้นมียอดเป็รูปคนด้วยนะ”
“นั่นแหละเป็แหล่งรวมจิติญญาบรรพบุรุษของชาวงาดา(Ngada)หละ”
หลังจากเดินชมหมู่กระท่อมงาดาแล้วผู้อำนวยการโรงเรียนก็พานักเรียนแต่งกายในชุดพื้นเมืองมีผ้าสีเหลืองแดงพาดไหล่มาแสดงการฟ้อนรำให้แขกทั้งสองได้ชมท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็นเนื่องจากระดับความสูงเหนือน้ำทะเลกว่า 1700 เมตร
“ผู้หญิงในหมู่บ้านนี้จะสวมเสื้อคล้ายชุดแซ็คยาวถึงข้อเท้าส่วนผู้ชายไม่นิยมสวมเสื้อ นุ่งเพียงผ้าโสร่ง และโพกศีรษะด้วยผ้ามักถือกฤชติดไว้ข้างกายเสมอเวลาออกจากบ้าน” ท่านผอ.เล่าให้ฟัง
เมื่อการแสดงจบลงท่านผอ.พานักเรียนกลับไปแล้ว ปริวรรตกับตันหยงก็เดินสำรวจหมู่บ้านเบนาต่อไป
ขณะนั้นก็มีัโคโมโดตัวหนึ่งวิ่งไล่กวางป่ามาท่ามกลางหมู่กระท่อมที่ทั้งสองหนุ่มสาวยืนอยู่ตันหยงจึงหยิบท่อนไม้โยนไปขวางหน้าตะกวดั์ดังกล่าว จนกวางหนีไปได้ทำให้นักล่าสี่ขาไม่พอใจ วิ่งเข้าใส่ ด็อกเตอร์สาว เพื่อจะกัดให้หายแค้น ปริวรรตก็ะโเข้าเตะสีข้างของัหิวกระหายจนกลิ้งไป
ทันใดนั้นก็มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งวิ่งมาร้องเรียกว่า
“สไบสไบ”
เมื่อเห็นโคโมโดนอนดิ้นอยู่เขาก็วิ่งเข้าไปอุ้มแล้วเรียกชื่อมันว่าสไบอีกครั้งก่อนที่หนุ่มน้อยจะหันมาพูดกับพวกปริวรรตอย่างหน้าบึ้ง
“พวกเ้าทำร้ายพี่น้องของฉันทำไม”
“ทำไมหนูเรียกเ้าตัวนี้ว่าพี่น้องล่ะ”ตันหยงถาม
“แม่ของฉันตั้งท้องฉันโดยมีสไบร่วมครรภ์ด้วยฉันชื่อดรอม เป็ภูตที่ดูแลหมู่บ้านนี้มาหลายพันปีแล้วพวกเ้าเข้ามาสร้างความวุ่นวายให้เรา ดังนั้นฉันต้องลงโทษให้สาสม”
ว่าแล้วเด็กคนนั้นก็เป่าลมไปทีู่เาไฟอินิรีที่ตั้งตระหง่านหลังหมู่บ้านบันดาลให้เกิดแผ่นดินไหวะเืเลื่อนลั่น แล้วพ่นลาวาแดงฉานขึ้นท้องฟ้าก่อนจะไหลหยาดเยิ้มลงมาทางหมู่บ้านเบนาที่พวกเขายืนอยู่
“พวกเราขอโทษเราไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายสไบ ก็ฉันเห็นกวางตัวหนึ่งวิ่งหนีมาคิดอยากช่วยไม่ให้เป็เหยื่อของน้องคุณเท่านั้น” ด็อกเตอร์สาวชี้แจงด้วยน้ำตา
“สายเกินไปแล้วพวกเ้าทำให้ข้าโกรธ ถ้าไม่อยากตายก็ออกไปจากหมู่บ้านเดี๋ยวนี้”เมื่อเด็กนั้นพูดจบก็ยิ่งก่อให้เกิดลมพายุพัดรุนแรง
ปริวรรตและตันหยงต้องวิ่งหาที่กำบังโดยไปหลบอยู่ใต้ต้นงาดูต้นหนึ่งแล้วรูปแกะสลักเหมือนคนบนยอดร่มนั้นก็กล่าวขึ้นว่า
“ลูกเอ้ยเ้าจะมาหาดอกมะลิทองคำใช่ไหม รีบเอาแล้วรีบไปนะ ยายเอ้ยเอาออกมาให้ลูกสองคนนี้เร็ว ลาวาจะถล่มหมู่บ้านแล้ว”
ฉับพลันก็มียายแก่คนหนึ่งเดินออกมาจากกระท่อมภคะนั้นพร้อมกับช่อดอกมะลิทองคำในมือที่หยิบยื่นให้ปริวรรต
สายลับหนุ่มรีบรับมาแล้วกล่าวขอบคุณก่อนจะคว้าข้อมือสาวโบราณคดีวิ่งออกจากหมู่บ้านเบนาก่อนที่สะเก็ดไฟจากูเาไฟจะหล่นลงมาตรงจุดที่เขายืนก่อนนั้นพอดี
ทั้งสองวิ่งไปขึ้นเฮลิคอปเตอร์ได้ทัน
“บินขึ้นเลย ค่อยดูว่าจะไปไหน” ตันหยงสั่งคนขับโดยปริวรรตรีบแกะกระดาษพันก้านดอกไม้ออกดู
“จุดต่อไป อุโมงค์ทหารญี่ปุ่นเกาะกิลีตราวางัน ตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะลอมบอก ”
แล้วเครื่องก็บินฝ่าเปลวขี้เถ้าที่ลอยคลุ้งเต็มท้องฟ้าเหนือหมู่บ้านเบนาไปทางทิศตะวันตกอย่างหวุดหวิด
แมงปอเหล็กไปร่อนลงพื้นราบทางใต้ของเกาะเล็ก ๆอย่างกิลีตราวางัน (Gili Trawangan)ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะลอมบอก
พวกเขาเดินขึ้นไปตามชายหาดอันขาวสะอาดของเกาะลัดเลาะไปตามทางเดินภายใต้ร่มเงาของต้นมะพร้าว จนถึงบังเกอร์ขนาดใหญ่ที่ทหารญี่ปุ่นสมัยาโลกครั้งที่สองสร้างไว้เป็เหมือนอุโมงค์ใต้ดิน
ปริวรรตและตันหยงเดินเข้าไปในหลุมหลบะเินั้นก็พบชายฉกรรจ์สองกลุ่ม กำลังแลกเปลี่ยนอะไรบางอย่าง
“Siapa kamu? Apapekerjaanmu?” (พวกแกเป็ใคร มาทำอะไร เป็ตำรวจเหรอ)
และโดยไม่รอคำตอบหนึ่งในชายเ่าั้ทำท่าจะชักปืนยิง แต่ปริวรรตใช้ความไวกว่าปล่อยพลังฝ่ามือนางแอ่นหยกแล่นผ่านอากาศไปโดนตัวกลุ่มคนเ่าั้จนหมดสติทุกคนแล้วเขาก็วิ่งไปดู
“นี่อะไร ยาเสพติดเหรอ”หนุ่มไทยกำลังทำท่าจะหยิบห่อวัตถุสีขาว
“คงใช่ อย่าไปจับนะ เดี๋ยวมีลายมือติด”ด็อกเตอร์สาวร้องห้ามพร้อมกับดึงแขนเขาไว้
“ขอบใจนะที่มาช่วย”เสียงผู้หญิงลึกลับดังมาจากในอุโมงค์
หนุ่มสาวมองคนหาคน แต่ไม่เห็นมีผู้หญิงมีเพียงเต่าทะเลตัวเมียที่นอนแบบอยู่ใกล้ ๆ กลุ่มนักค้ายาเมื่อกี้
“ไม่ต้องมองหาที่ไหนหรอก ฉันนี่แหละฉันเป็เต่าตนุอยู่ทะเลรอบเกาะนี้แหละ พวกมันจับฉันมา เตรียมจะย่างกินแกล้มเหล้าเพื่อฉลองที่จะส่งยาเสพติดล็อตใหญ่ กำลังรอเรือมารับพวกเธอก็มาจัดการกับพวกมันพอดี”
“ทำไมเธอพูดภาษาคนได้ล่ะ” ตันหยงถามเต่า
“ฉันไม่ได้พูดภาษาคนแต่พวกเธอฟังภาษาเต่าได้ต่างหากล่ะ”
“อะไรนะ หมายความว่าไง”อาจารย์สาวงุนงงกับเ้าสัตว์ทะเลมาก
“อ๋อ คงเป็เพราะสิ่งนี้” ปริวรรตหยิบจี้ห้อยคอรูปม้าน้ำขึ้นมาดูแล้วกล่าวต่อว่า
“นี่เป็เครื่องรางที่ราชินีมูเทียร่าแห่งอาณาจักรเงือกมอบให้คุณป้าของฉันชื่อว่าจางไห่จูสมัยที่ท่านและคณะไปช่วยกู้ราชบัลลังก์คืนจากฏมันช่วยให้คนที่ใช้สิ่งนี้สามารถหายใจใต้น้ำได้และคุยกับสัตว์ทะเลได้เหมือนภาษาคนเลยหละ”
“โอ้ วิเศษมากเลยนะ”ด็อกเตอร์สาวรู้สึกทึ่งและตื่นเต้นระคนกัน
“ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้ว มีเื่นึงฉันอยากให้เธอช่วย”เ้าเต่ากล่าวกับคน
“ช่วยพาฉันไปที่ชายหาดทางเหนือของเกาะนี้หน่อยสิมันใกล้เวลาที่ฉันต้องวางไข่แล้ว”
“ได้สิ งั้นพาไปตอนนี้เลยนะ”ปริวรรตเข้าไปอุ้มเต่าน้ำหนักราวสิบกิโลกรัมแล้วเดินออกจากอุโมงค์ไปยังชายหาดโดยมีตันหยงเดินตามไปด้วย
ใช้เวลาเดินราวยี่สิบนาที
“เอ้าตรงนี้ใช่มั๊ย ถึงแล้วชายหาด”
“ขอบใจมากนะ ว่าแต่พวกเธอมาทำอะไรบนเกาะนี้ล่ะ”
“พวกเรามาตามหาดอกมะลิทองคำน่ะลายแทงบอกว่าอยู่ในอุโมงค์ที่เราไปเมื่อกี้” สาวโบราณคดีตอบแม่เต่า
“อ้าวเหรอ แล้วพวกเธอก็ต้องเสียเวลาออกมาเพราะฉันเกรงใจจริง ๆ
เพื่อเป็การตอบแทนน้ำใจของเธอ ฉันก็จะบอกวิธีให้ได้ดอกมะลินั่น
ก่อนอื่นเธอต้องเอาไข่ของฉันสามฟองไปแลกกับฟันของฉลามที่แนวปะการังนั่นสามซี่
แล้วเอาฟันฉลามไปหานกเพลิงทีู่เาไฟรินจานีบนเกาะลอมบอกโน่น ก็จะได้ดอกมะลิทองคำมาสมใจ เอ้าเอาไข่ฉันไป อึ้บ”
นางเต่าทะเลเบ่งไข่เต่าออกมาเกือบสิบฟองในหลุมทรายแล้วเอาขาหน้าเขี่ยไข่ออกมาสามฟอง ก่อนจะกล่าวว่า
“นี่ เอาไปสามฟอง เ้าฉลามชอบกบดานรอกินปลาเล็ก ๆอยู่ทางแนวปะการังแถบตะวันตกของเกาะนี่แหละ มันชื่อกากัก ไปหามันแล้วบอกว่าเตอลูแนะนำมา”
“ขอบคุณมากนะ เตอลู”
ปริวรรตและหยงหยงเดินอ้อมเกาะทวนเข็มนาฬิกาไปทางตะวันตกก็พบกับแนวปะการังขนาดใหญ่เป็สีขาวคล้ายเขื่อนป้องกันคลื่นทะเลขนานไปกับชายหาดจากเหนือจรดใต้
ชายหนุ่มนำไข่เต่าสามฟองดำน้ำลงไปโดยต้องระวังไม่ให้ปะการังบาดเอาพุงของเขาเพราะว่าระดับน้ำแถวนั้นตื้นมาก แถมยังมีเม่นทะเลสีดำหนามแหลมอีกด้วย
แล้วเขาก็ไปพบฉลามสีเทาตัวใหญ่นอนเล่นอยู่ข้างแนวปะการัง เขาจึงถามว่า
“พี่ ๆ พี่ชื่อกากักใช่มั๊ย”
“ใช่ ทำไมรู้จักชื่อฉันล่ะ จริง ๆ ชื่อเต็มคือ กากักลากิ ลากิ อะนะ”
(kakak laki-laki แปลว่าพี่ใหญ่)
“แม่เต่าที่ชื่อเตอลูแนะนำมาจ้า เขาบอกให้เอาไข่เต่านี่มาแลกกับฟันของพี่สามซี่น่ะ”
“อ๋อ แม่นั่นไข่ดกมาก เลยชื่อเตอลู” (telur แปลว่าไข่) ฉลามกล่าวต่อว่า
“แล้วแกจะเอาฟันฉันไปทำอะไร”
“ พวกเราจะเอาฟันพี่ไปแลกดอกมะลิทองคำจากนกเพลิงบนูเาไฟรินจานีน่ะเรามีภารกิจต้องตามหาเทวรูปเพื่อปราบมารกามันดา”
“อ้อ ได้สิ รอแปบนะ” ว่าแล้วฉลามก็อ้าปากเอาฟันหน้ากระแทกกับโขดหินจนฟันหลุดออกมาสามซี่ แล้วกล่าวว่า
“เอ้า ได้แล้ว เอาไปเลย ขอให้โชคดีได้ดอกมะลิสมใจและขอให้ปราบมารได้สำเร็จ
อ้อ ว่ายน้ำก็ระวังโดนตะขอจากเบ็ดของเรือจับฉลามนะแถวนี้นักล่าฉลามมันเยอะ มีเป็หมู่บ้านเลย บนเกาะลอมบอกโน่นมันตัดครีบของพวกฉันไปส่งขายเมืองจีนจนร่ำรวย แต่ฉันไม่โง่งับเหยื่อของพวกมันง่ายๆ หรอก พอดีเดี๋ยวนี้ฉันเป็มังสวิรัติ กินแต่สาหร่ายเป็อาหาร”
“โห ทำไมพี่ยอมเสียฟันไปง่าย ๆ ล่ะ”
“เด็กโง่ เวลาที่ฉลามฟันหลุดด้วยสาเหตุใดก็ตามเช่นขณะงับเหยื่อน่ะ ฟันเขาจะงอกใหม่ได้เรื่อย ๆ จนสิ้นอายุขัยนะ รู้ยัง”
ปริวรรตหยิบฟันสามซี่ของกากักเก็บใส่กระเป๋าแล้วกล่าวว่า
“อ๋อ รู้แล้วจ้า ขอบคุณพี่กากักมากจ้าขอให้ปลอดภัยจากนักล่านะ ไปก่อนจ้า”
“เดี๋ยว ๆฝากไข่เต่าสามฟองนี้ไปขุดหลุมฝังไว้แถวชายหาดให้ด้วย มันจะได้ฟักเป็ตัวต่อไป”
“ได้เลยจ้า”
ปริวรรตกลับมาถึงฝั่งก็ชวนตันหยงเหมาเรือเร็วไปส่งที่ท่าเรือบางซาล(Bangsal) ของเกาะลอมบอกซึ่งอยู่ไม่ไกล
แล้วต่อรถรับจ้างจากด้านตะวันตกของเกาะไปถึงเชิงูเาไฟรินจานีทางตอนเหนือโดยใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงพวกเขาก็ค่อย ๆ ไต่ขึ้นไปตามไหล่เขา กระทั่งถึงปากปล่องอันกว้างใหญ่มองลงไปเห็นทะเลสาบสีเขียวอยู่ภายใน ความงดงามทำให้หายเหนื่อยเป็ปลิดทิ้ง
“ดูเหมือนสงบเงียบใช่มั๊ยแต่ความจริงมันยังะเิได้เรื่อย ๆ นะที่นี่” ด็อกเตอร์สาวให้ความรู้ยังไม่ทันขาดคำ ก็เกิดแผ่นดินไหวเลื่อนลั่น จนทั้งคู่แทบทรงกายไว้ไม่อยู่ต่างก็สวมกอดกันไว้แน่นโดยไม่ตั้งใจ
จากนั้นก็มีเสียงะเิพร้อมสะเก็ดหินหลอมเหลวพุ่งขึ้นบนท้องฟ้าตามด้วยกลุ่มควันสีเทาขนาดมหึมา ลาวาแดงฉานเริ่มเอ่อล้นปากปล่องรินจานีออกมาจนหนุ่มสาวทั้งคู่ต้องประคับประคองกันวิ่งหนี
แต่ก่อนที่พวกเขาจะถึงทางลงเขาปรากฏว่าบางส่วนของปากปล่องนั้นพังทลายทรุดตัวลง กลายเป็เหวลึกจนไม่อาจข้ามไปได้
“แย่แล้วไปก็ไม่ได้ ด้านหลังก็มีลูกไฟตกใส่เรื่อย ๆ จะทำยังไงดี”
ทั้งคู่กอดกันไว้แน่นในใจคิดว่าหรือจะถึงกาลม้วยมรณาอยู่ทีู่เาไฟที่สูงใหญ่อันดับสามของอินโดนีเซียนี้เสียแล้ว
ทันใดนั้นเองก็มีนกสีแดงเพลิงตัวใหญ่บินออกจากปากปล่องูเาไฟแล้วร่อนลงเกาะไหล่เขาตรงที่สองหนุ่มสาวยืนอยู่ ก่อนจะกล่าวว่า
“ขึ้นบนหลังฉันเดี๋ยวนี้จะพาลงไปส่ง เกาะขนให้แน่น ๆ นะ”
ทั้งคู่รีบะโขึ้นไปนั่งแล้วนกนั้นก็กระพือปีกพาพวกเขาไปร่อนลงยังพื้นดินเชิงเขา ใกล้กับน้ำตกมังกูศักติซายัง(Mangku Sakti Waterfall Sajang)
“ขอบคุณท่านมากนะครับ”ปริวรรตหยิบฟันฉลามสามชิ้นออกมา แล้วกล่าวต่อว่า
“ผมมีฟันฉลามนี้มาให้ท่านแต่จะขอดอกมะลิทองคำกลับไปด้วย ไม่ทราบท่านได้ไว้หรือไม่ครับ”
“อ๋อดอกมะลิฉันซ่อนเอาไว้หลังน้ำตกนี้แหละ แต่เธอต้องเข้าไปเอาเองนะ ฉันจะเปิดทางให้”ว่าแล้วนกก็กระพือปีกอีกครั้งความแรงของลมทำให้สายน้ำที่ตกจากผาเบี่ยงเบนเปิดเป็ช่องประตูพอให้เข้าไปได้ชายหนุ่มรีบะโเขาไปในถ้ำ ก็พบกับช่อมะลิทองคำ วางอยู่บนแท่นหิน เขารีบเก็บมันใส่ในกระเป๋าเป้แล้วะโกลับมาที่เดิม
“ได้มาแล้วครับ”
“ดีแล้วเธอจะออกไปจากเกาะนี้ได้ยังไงล่ะ”
“เฮลิคอปเตอร์ของเราจอดรอที่หาดทรายสีชมพูค่ะ” ตันหยงกล่าว
“ฉันจะพาไปส่ง”
แล้วนกสีแดงก็พาพวกเขาร่อนลงชายหาดด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะอันมีสีชมพูเพราะเศษปะการังสีแดงที่หลุดร่อนจากคลื่นซัดไปผสมเม็ดทรายสีขาว
“ พวกเธอรีบหนีออกไปจากเกาะโดยเร็วอีกสักครู่จะเกิดคลื่นทะเลขนาดั์พัดเข้าชายฝั่ง และมีแผ่นดินไหวอีกระลอกคราวนี้จะหนักกว่าเดิม บ้านเรือนจะพังพินาศ”
“ขอบคุณอีกครั้งนะครับ ลาก่อน” ปริวรรตกล่าวก่อนจะรีบจูงมือตันหยงวิ่งไปยังเฮลิคอปเตอร์ที่จอดรออยู่
แล้วทั้งคู่ก็บินขึ้นฟ้าก่อนที่แผ่นดินจะะเือีกรอบ ท้องฟ้าบริเวณนั้นแดงฉาน ราวกับ์จะพิโรธแล้วคลื่นสูง 25 เมตรก็โถมเข้าท่วมทับชายหาดนั้นเสียสิ้น
ปริวรรตแกะกระดาษพันก้านดอกไม้ออกดูขณะนั่งบนเครื่อง
“จุดต่อไปเจดีย์กลางน้ำ วัดอูลันดานู บราตัน เกาะบาหลี”
แล้วเ้าแมงปอเหล็กก็พาสองหนุ่มสาวไปร่อนลงข้างทะเลสาบดาเนาเบอราตัน (DANAU BERATAN)กลางเกาะบาหลีค่อนไปทางเหนือ อันเป็ที่ตั้งของวัดฮินดูผสมพุทธนามว่า อูลันดานูบราตัน (Pura Ulun Danu Beratan)
จากประตูทางเข้า ซึ่งเป็ซุ้มแยกสองฝั่งโดยไม่มีคานหลังคา้ามีลานจอดรถกว้างขวาง เขาไปถึงอาคารจำหน่ายตั๋วเข้าชมก็จะมีทางเดินเท้าลอดกำแพงรั้วไปถึงทางปูนที่ตัดผ่านสนามหญ้าไปยังอีกซุ้มประตูหนึ่งที่อยู่ริมน้ำ
“เดิมวัดนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1633เพื่อใช้บูชาเทพเ้าแห่งน้ำชื่อว่าเทวีดานูเพราะว่าน้ำจัดเป็ทรัพยากรสำคัญของชาวบาหลี เห็นซุ้มประตูนั่นมั๊ย เรียกว่าจันทิเบนตาร์ รู้มั๊ยว่าทำไมเขาทำแยกเป็สองซีกแบบนั้น”
“ไม่รู้ แต่ก็สวยดี”
“เพราะมีตำนานตอนสร้างเกาะบาหลีเทพเ้าได้ผ่าูเาออกเป็สองลูกคือ เขาบาตูร์ และเขาอากุงถึงได้แยกประตูออกเป็สองส่วน”
“แล้วเจดีย์ที่เห็นซ้อนกันหลาย ๆ ชั้นนั่นเขาเรียกว่า หอเมรุ มี 11 ชั้น สร้างเพื่อถวายพระศิวะและพระแม่ปารวตีตามคติพราหมณ์ฮินดู แต่ก็มีการสร้างเจดีย์แบบพุทธมหายานเสริมในภายหลัง”
ทั้งคู่เดินมาถึงริมน้ำมองเห็นองค์เจดีย์ที่ไม่ใหญ่มากนัก ความสูงประมาณตึกสองชั้นตั้งอยู่กลางน้ำในพื้นที่สี่เหลี่ยมล้อมรอบด้วยสวนดอกไม้และมีรูปปั้นกบทำด้วยปูนมุมละตัว
“แล้วเราจะข้ามไปยังไงล่ะ” ปริวรรตถาม
“โน่นไง” ตันหยงชี้ไปที่เรือรูปห่าน มีที่นั่งสำหรับ2 คน พร้อมที่ปั่นแบบจักรยาน ที่คนไทยเรียกว่าเรือเป็ดบ้าง เรือถีบบ้าง
“ไปเร็ว ๆ หยงอยากนั่ง”สาวสวยรีบจูงมือหนุ่มไทยเพื่อลงเรือ แล้วช่วยกันใช้เท้าปั่นด้วยความสนุกสนาน และเพื่อถวายการบูชาเจดีย์นั้นจึงปั่นเรือรอบเกาะเจดีย์ตามเข็มนาฬิกาจำนวน3 รอบ
ขณะปั่นเรือเป็ด ปริวรรตก็ประทับใจกับวิวอันสวยงามของทะเลสาบบราตันที่มีูเาล้อมรอบและอาศัยความเป็นักร้องนำของวงดนตรีเทวิคอรัสเขาจึงร้องเพลงเปรียบเทียบขุนเขาที่โอบล้อมทะเลสาบ เปรียบดังความรักของชายหนุ่มที่มีต่อหญิงสาวและสัญญาว่าจะรักตลอดไป
(ดูเนื้อเพลงภาษาอินโดนีเซียและคำแปลภาษาอังกฤษพร้อมคอร์ดกีต้าร์ท้ายตอนนี้ / สงวนลิขสิทธิ์ )
ชื่อเพลง: มนต์รักเบอราตัน (Mantra Cinta Beratan)
แนวเพลง: Kroncong
เครื่องดนตรี: ฟลุต, ไวโอลิน, อูคูเลเล่ และกีตาร์
[คำแปลภาษาไทย]
(ท่อนที่ 1)
กลางหุบเขาสีเขียวสด,
ทะเลสาบบราตันยิ้มแย้มสวยงาม
ดั่งความรักที่ไม่มีวันพรากจาก,
ฉันจะอยู่ที่นี่เคียงข้างเธอเสมอไป
(ท่อนฮุค)
โอ้ บราตัน พยานรักของเรา,
เหมือนขุนเขาที่โอบกอดทะเลสาบไว้
แนบชิดไม่มีวันแยกจาก
ฉันสัญญาจะรักเธอตลอดไป
(ท่อนที่ 2)
สายลมพัดผ่านมา พาข้อความแห่งรัก
รักของเราจะคงอยู่ในจักรวาล
ใต้ท้องฟ้าสีครามและดวงดาว
ฉันจะปกป้องรักของเราเสมอไป
(ท่อนฮุค)
โอ้ บราตัน พยานรักของเรา,
เหมือนขุนเขาที่โอบกอดทะเลสาบไว้
แนบชิดไม่มีวันแยกจาก
ฉันสัญญาจะรักเธอตลอดไป
“โอ้โห เพลงเพราะจังเลยค่ะชื่อเพลงอะไรคะ” ด็อกเตอร์สาวรู้สึกทึ่งที่ปริวรรตร้องเพลงได้ไพเราะโดยไม่รู้ว่าเขาเคยเป็นักร้องมาก่อน
“ชื่อเพลงมนต์รักเบอราตันครับ ผมเพิ่งแต่งสด ๆร้องใหม่ ๆ นี่แหละ”
“อัจฉริยะจริง ๆ นะคะ คุณเคยเป็นักร้องหรือคะ”
“ใช่ครับ ก่อนจะมาทำงานให้ CRA ผมเคยร้องเพลงและแสดงหนังมาก่อน”
“แหม ถ้าแฟนคุณได้มานั่งเรือและฟังเพลงที่คุณร้องก็คงจะโรแมนติคมากเลยนะคะ”
“ใช่ครับ แต่จะมีโอกาสแบบนั้นไหมนะไม่ค่อยมีเวลาให้กันเลยครับ”
เมื่อเรือเทียบฝั่งเจดีย์ ก็พากันก้าวขึ้นตลิ่ง แต่เนื่องจากเป็ฤดูฝนพื้นริมน้ำมีความลื่น ตันหยงเกือบจะพลัดตกน้ำ แต่ปริวรรตคว้าตัวเธอไว้ได้ในอ้อมกอด
สายตาของทั้งสองคนมาประสานกันปลายจมูกห่างกันเพียงนิ้วเดียว หัวใจของเขาและเธอก็วาบหวิวเหมือนโดนไฟช้อต
กบปูนตัวหนึ่งตรงมุมใกล้กันก็หัวเราะอ้าปากจนเห็นบางสิ่งอยู่ภายใน
“ช่อดอกมะลิทองคำ”
ทั้งคู่ได้สติก็คว้าดอกไม้มาแกะดูลายแทงที่ซ่อนไว้
“จุดสุดท้าย ไปหาโคนนทิ หน้าวิหารพระศิวะ จันทิปรัมบานัน เกาะชวา”
ทั้งคู่ขึ้นเ้าแมงปอเหล็กบินไปร่อนลงยังลานจอดรถของศาสนสถานฮินดูที่ใหญ่ที่สุดของอินโดนีเซียสร้างในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 9 โดยราชวงศ์สัญชัย และใหญ่เป็อันดับสองของเอเชียรองจากนครวัดในกัมพูชา
จากทางเดินด้านหน้าเข้าไปจะแลเห็นปราสาทยอดแหลมตั้งตระหง่านเรียงรายจากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออก
“องค์กลางนั่นคือวิหารพระศิวะส่วนด้านซ้ายมือของเราคือวิหารพระพรหม ด้านขวาเป็วิหารพระวิษณุและแถวหน้าจะมีพาหนะของเทพแต่ละองค์เรียงจากซ้ายไปขวาคือ หงส์ โคนนทิ และครุฑ”
“อ๋อ งั้นเราก็เจอแล้ว โคนนทิอยู่ตรงหน้าเรานี่เองแหมทำไมง่ายจัง”
ปริวรรตรีบปรี่เข้าไปในวิหารน้อยที่ตั้งรูปโคนนทิโดยมีตันหยงเร่งฝีเท้าตามเข้าไป
เมื่ออยู่ต่อหน้ารูปโคที่นอนหมอบนั้นพลันสภาพแวดล้อมก็มืดมน ราวกับมีพวกเขาสองคนลำพังในโลกนี้เท่านั้น
“พวกเ้ามาหาเราหรือ”
“ถูกต้องแล้วท่านเทวะเรามาตามหาดอกมะลิทองคำตามลายแทงที่บอกไว้ เพื่อจะนำไปค้นหาเทวรูปจาก์และปราบมารกามันดา ขอท่านโปรดเมตตามอบให้เราด้วย” ตันหยงกล่าวอย่างนอบน้อม
“พวกเ้าจงไปหาเซมาร์เทพตัวตลกโบราณที่เจดีย์วัดพุทธเซวู อยู่ข้าง ๆ กับจันทิปรัมบานันนี่แหละเพราะเขามีเื่สำคัญต้องบอกให้เ้ารู้ และข้าก็ฝากดอกมะลิทองคำไว้กับเขาจงรีบไปเถิด ขอให้โชคดี”
เมื่อเทพโคกล่าวจบ บรรยากาศรอบข้างก็กลับมาเป็ปกติพวกเขาจึงเดินไปที่วัดเซวูห่างออกไปในรั้วเดียวกันราวสองร้อยเมตร
“เซมาร์คือใครเหรอ” ปริวรรตถามตันหยง
“ถ้าใครเคยดูหนังตะลุงแบบชวา จะเห็นตัวตลกดั้งแบน ๆมือไม้หงิกงอ พุงป่อง ๆ นั่นหละ เซมาร์ คนชวาถือว่าเป็เทพเ้าผู้พิทักษ์ซึ่งชาญฉลาดคอยให้คำปรึกษาแก่วีรบุรุษในตำนาน เช่น พระรามในรามายณะ”
“คงคล้าย ๆ ไอ้เท่ง ไอ้นุ้ยของหนังตะลุงเมืองไทยสินะ”
“เท่งนุ้ยเท่าที่หยงทราบน่าจะเคยมีตัวตนจริงในภาคใต้ของไทยราวสองร้อยกว่าปีก่อน แต่เซอมาร์หรือเซมาร์นั้น กล่าวกันว่าท่านมาอยู่บนเกาะชวาเป็เวลาหมื่นปีก่อนที่จะมีมนุษย์เข้ามาอาศัยเสียอีก”
เมื่อทั้งสองเดินไปถึงบริเวณวัดเซวู ก็พบสิ่งก่อสร้างคล้ายจันทิปรัมบานันแต่ยอดเจดีย์วัดพุทธจะมีรูปทรงระฆังคว่ำตรงกลาง และเจดีย์บริวารตรงมุมทั้งสี่จำนวนยอดแหลมจะน้อยกว่า
ตรงทางเดินเข้าไปในหมู่เจดีย์จะมีรูปสลักอสูรทวารบาลสี่ตนร่างอวบอ้วนนั่งชันเข่าข้างหนึ่ง มือข้างหนึ่งถือกระบอง หน้าตาถมึงทึงนั่งหันหน้าเข้าหากันข้างละสองตน
หนึ่งในสี่ตนก็ถามตันหยงว่า
“เ้ามาหาใคร แม่สาวน้อย”
“หนูมาหาท่านเซมาร์เ้าค่ะ”
“เรารอท่านอยู่นานแล้ว เ้าหญิงโรโรจองกรัง”เสียงหนึ่งดังมาจากข้าง ๆ เป็เทพตัวตลกในตำนานรูปร่างดังเช่นตันหยงบรรยายให้ปริวรรตฟัง
“แม้แต่องค์ชายบันดุงก็รอท่านนานมากเช่นกัน”
เมื่อเซมาร์กล่าวจบ ทุกคนก็เข้าไปสู่มิติลึกลับร่างของตันหยงแปรเปลี่ยนเป็เ้าหญิงชวายุคโบราณนั่งหมอบอยู่แทบเท้าของเ้าชายองค์หนึ่ง
“เ้าจำเราได้อยู่หรือโรโรจองกรังเราจะฟื้นความจำให้เ้าเอง
นานมาแล้วแคว้นปรัมบานันบนเกาะชวานี้ยังมีสองอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่คือ อาณาจักรเปิงกิงของกษัตริย์ผู้รุ่งเรืองและชาญฉลาดนามว่า
ปราบู ดามาร์ โมโย ซึ่งมีรัชทายาทคือเราบันดุงบอนโดโวโซ
กับอีกหนึ่งอาณาจักรของเผ่าั์ตระกูลนกกระสานามว่าเมืองโบโก
ของาาอสูรผู้โหดร้ายชื่อปราบูโบโกโดยมีอำมาตย์คู่ใจชื่อปาทิกุปาลา แต่ท่ามกลางหมู่ั์กลับมีราชธิดาผู้เลอโฉมนามว่าโรโรจองกรัง ก็คือเ้านั่นเอง
ครั้งนั้นเราสองเมืองทำากันแต่ข้าพลั้งมือสังหารพระบิดาของเ้าสิ้นพระชนม์ ส่วนปาทิกุปาลาหนีกลับไปได้ จึงไปทูลเื่ราวให้เ้าทราบองค์หญิงเสียใจมาก ในเวลาเดียวกับที่ข้ายกทัพไปประชิดเมืองและขอให้เ้าแต่งงานกับข้า ท่านจึงยื่นข้อเสนอสองประการ
หนึ่งคือข้าเ้าชายบันดุงต้องสร้างสระน้ำขนาดใหญ่ชื่อซูมูร์จาลาตุนดา
สองคือ ข้าต้องสร้างเจดีย์หนึ่งพันองค์ให้แล้วเสร็จภายในคืนเดียว
ซึ่งข้าก็รับเงื่อนไขทั้งสองข้อนั้น
เมื่อข้าสร้างสระน้ำเสร็จ เ้าก็หลอกให้ข้าลงไปสรงน้ำแล้วเ้าก็สั่งให้บริวารทุ่มเทหินลงไปจนเต็มสระ เพื่อหวังให้ข้าจมน้ำตายแต่เนื่องด้วยบุญฤทธิ์และอิทธิฤทธิ์ ข้าจึงไม่ตายแม้กระนั้นข้าก็ให้อภัยเ้าได้ด้วยความรัก
ต่อมาเ้าก็ออกอุบายให้ข้าสร้างเจดีย์ข้าจึงนั่งสมาธิร่ายเวทย์มนต์เรียกเหล่าภูตผีใต้ดินมาช่วยขนหินขนทรายจนสร้างเจดีย์เสร็จไป999 องค์ ในเวลาใกล้รุ่ง เ้าจึงสั่งสาวใช้ไปจุดไฟทางทิศตะวันออกพร้อมกับให้คนทำทีตำข้าว อันเป็กิจกรรมยามเช้าของชาวชวา เพื่อหลอกให้พวกข้านึกว่าสว่างแล้วไก่ก็ขัน บรรดาภูตบริวารจึงพากันหนีกลับลงดินไปใช้เป็ข้ออ้างที่เ้าจะไม่ยอมแต่งงานด้วยเพราะถือว่าข้าแพ้ที่สร้างเจดีย์ไม่สำเร็จ
ครานั้นข้าโกรธเ้ามากเมื่อรู้ความจริงจึงสาปเ้าให้กลายเป็หินรูปเ้าแม่ทุรคา แทนเจดีย์องค์ที่หนึ่งพันประดิษฐานอยู่ในศาลาใกล้วิหารพระศิวะมาจนบัดนี้”
ตันหยงในร่างโรโรจองกรังได้ฟังความหลังก็นั่งร่ำไห้สะอึกสะอื้นแล้วกล่าวว่า
“ข้าแต่องค์ชายผู้เรืองเดชโปรดประทานอภัยแก่หม่อมฉันผู้ด้อยวาสนา บัดนี้ข้าน้อยสำนึกผิดแล้วจักรำบวงสรวงแด่ท่านเป็การไถ่โทษ ณ เพลานี้ เชิญท่านทัศนาเทอญ”
ว่าแล้วโรโรจองกรังก็ร่ายรำแบบชวาต่อหน้าองค์ชายบันดุงที่นั่งทอดพระเนตรท่ามกลางปริวรรตและเทพเซมาร์พร้อมบริวารที่ดูด้วยความสงบนิ่งมีเพียงเสียงดนตรีจากอังกะลุง ฆ้องวงและฉิ่งให้จังหวะเท่านั้น
เ้าหญิงแต่งองค์ด้วยเสื้อกำมะหยี่สีดำแบบเกาะอกเปิดไหล่เปลือยเปล่า นุ่งซิ่นชวาสีแดงมีลวดลายเฉียงเป็เกลียวลงมารัดเอวด้วยผ้าสีฟ้าปล่อยชายสองข้างมาด้านหน้า สวมสิราภรณ์เป็มงกุฎมีกระจังหน้า ส่วนท้ายงอนขึ้นม้วนเข้าด้านในพระศอมีเครื่องประดับห้อยเป็แผงยาวลงมาถึงพระอุทร
ในยามร่ายรำนั้น พระเนตรจะมองต่ำอันเป็ธรรมเนียมนาฏศิลป์แบบชวา ต่างจากระบำแบบบาหลี ที่มีการถลึงตาใส่ผู้ชม
เมื่อระบำชวาจบลงตันหยงหรือโรโรจองกรังกลับชาติมาเกิดก็ก้มลงอภิวาทแทบบาทขององค์ชายบันดุงด้วยเศียรเกล้า
เ้าชายแห่งนครเปิงกิงก็ยื่นพระหัตถ์ขวาลงมาลูบเกศขององค์หญิงเบาๆ ก่อนจะใช้พระหัตถ์ซ้ายเชยคางของสาวอันเป็ที่รักขึ้นเล็กน้อย
“เรามาคิดดูแล้ว เ้าไม่ได้ผิดหรอกเพราะบิดาของเ้าถูกเราสังหาร ใครที่ไหนเล่า อยากจะแต่งงานกับคนที่ฆ่าพ่อของตัว เราเองต่างหากที่ต้องขอขมาต่อเ้าโปรดอภัยให้เราเถิด แล้วอโหสิกรรมต่อกัน หลังจากนี้เราก็จะไปเกิดใหม่ส่วนเ้าก็ไปตามทางแห่งเวรกรรมแลวาสนาเถิด เราขอมอบสิ่งนี้แก่เ้า”
โรโรจองกรังยื่นพระหัตถ์น้อย ๆรับช่อมะลิทองคำมาจากเ้าชายบันดุง
ก่อนที่ทุกสิ่งจะหายวับไป
แล้วปริวรรตกับตันหยงก็พบว่าตนกำลังมายืนอยู่เบื้องหน้ามหาปิรามิดโบราณอายุกว่า25,000 ปี นามว่า กุนุงปาดัง ในเขตชวาตะวันตก
หนุ่มสาวในชุดแต่งกายยุคปัจจุบันพากันเดินขึ้นเนินดินที่เต็มไปด้วยกองแท่งหินหกเหลี่ยมเรียงรายระเกะระกะตามไหล่เขาในรูประเบียงเป็ชั้น ๆ
เมื่อขึ้นไปถึงชั้นบนสุดทั้งคู่ก็ช่วยกันนำช่อมะลิทองคำปักเรียงรายลงเป็วงกลมกลางลานดินอันแวดล้อมด้วยเสาหิน
ทันใดนั้นบังเกิดแสงสว่างขึ้นบนยอดมหาปิรามิดพุ่งขึ้นไปยังท้องฟ้าแล้วปรากฏมนุษย์ชายหญิงคู่หนึ่งลอยขึ้นมาจากช่องว่างที่เปิดออกบนลานหินนั้นเขาและเธอก้าวเดินบนพื้นดินเข้ามาหาปริวรรตกับตันหยง
ชายลึกลับกล่าวว่า
“อย่าใไปเลยพวกเราอาศัยอยู่ภายใต้มหาปิรามิดนี้เนิ่นนานหลายกัลป์มาแล้วนับแต่สมัยพระพุทธเ้านามกกุสันธะบรรพบุรุษของเรามาสร้างฐานของปิรามิดนี้สำเร็จไปส่วนหนึ่งก่อนจะเว้น่ไปหลายหมื่นปี ต่อมาในยุคพระโกนาคมนพุทธเ้าบรรพชนรุ่นต่อมาก็ได้สร้างต่อเติมฐานขึ้นอีกส่วนหนึ่ง แล้วเว้น่ไปอีกหลายพันปีก่อนที่คนรุ่นต่อมาจะสร้างเพิ่มอีก ในสมัยพระกัสปะ และพระโคตรมะ แล้วเว้น่อีกมาจนถึงปัจจุบันที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ รอจนกว่าจะถึงยุคพระศรีอาริย์กาลเบื้องหน้าโน้นนั่นแหละจึงจะหยุดสร้าง”
“และพวกเราเป็กายทิพย์ที่อยู่ในดินแดนลับแลใจกลางโลกโดยมีทางเข้าออกบนูเานี้ ทุกคนในเมืองของเราล้วนมีศีลมีสัตย์จึงไม่อยากให้คนภายนอกที่แปดเปื้อนด้วยบาปอกุศลเข้าไปปะปนกับวงศ์วานของเรา”
สตรีลึกลับกล่าวเสริม
“พวกท่านมาตามหาเทวรูปใช่หรือไม่ เรารับฝากไว้นานแล้วจากมหาเทพเบื้องบน เพื่อรอเวลาที่จะส่งมอบแก่ท่าน และเวลานั้นมาถึงแล้ว”
เมื่อชายลึกลับกล่าวจบสตรีทีเคียงข้างก็อัญเชิญเทวรูปแก้วใสมายื่นให้ปริวรรต
เขารับมาอย่างนอบน้อมก่อนจะกล่าวขอบคุณ แล้วชายหญิงจากใต้ดินก็กลับเข้าไปยังช่องทางกลางยอดเขาจากนั้นบังเกิดแสงสีรุ้งสาดส่องไปทั่วขุนเขานั้นพร้อมเสียงมโหรีแปลกประหลาดดังกระหึ่มกังวานตามด้วยเสียงขับร้องเพลงเป็ภาษาที่ไม่เคยได้ยินบนโลก
ครั้นสิ้นเสียงดนตรีปริวรรตและตันหยงก็พบว่าพวกตนมานั่งอยู่ที่โต๊ะสนามสำหรับดื่มน้ำชากาแฟในบริเวณรีสอร์ทส่วนตัวของด็อกเตอร์หยงกลางไร่กาแฟบนยอดเขาเมืองบันดุงอันหนาวเย็น
ทั้งสองคนนั่งมองเทวรูปแก้วขาวใสที่ตั้งบนโต๊ะด้วยความปลื้มปีติกับความสำเร็จที่แลกมาด้วยความเหนื่อยยากและเสี่ยงอันตรายที่สุด
เช้าวันต่อมา ณ สนามบินจากาตาร์
ตันหยงมาส่งปริวรรตที่อาคารผู้โดยสารขาออก
“ขอบคุณด็อกเตอร์มากนะครับที่ร่วมเสี่ยงอันตรายไปค้นหาเทวรูปกับผม”
“ยินดีค่ะ ขอให้คุณวรรตเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพนะคะ” สาวงามคล้องผ้าทอมือลวดลายสวยงามให้รอบคอของหนุ่มไทย
“แล้วพบกันใหม่นะครับ”เขาจับมืออันอ่อนนุ่มของหญิงสาว ก่อนจะหันหลังเดินเข้าไปหาเ้าหน้าที่ต.ม. เพื่อตรวจลงตราในหนังสือเดินทาง
ตันหยงเดินออกมาที่ลานจอดรถเตรียมจะเปิดประตูก้าวขึ้นไปที่นั่งคนขับแต่ก็มีกลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดดำมาจับกุมเธอไว้
“เอ๊ะพวกแกจะทำอะไร นี่แน่ะ” หล่อนใช้วิชาคาราเต้สับมือลงบนคอของผู้รุกรานจนล้มฟุบไป แต่ก็มีอีกชายหนึ่งตัวใหญ่ล่ำสันตรงเข้ามาชกหมัดเข้าท้องของหยงอย่างแรง จนเธอยันกายไว้ไม่อยู่ปล่อยให้พวกนั้นรวบตัวไว้
“นั่นพวกแกจะทำอะไรน่ะ” เสียงของปริวรรตนั่นเองเขากลับออกมาพบพอดี แต่พวกคนร้ายใช้ปืนจี้ตรงขมับของตันหยงก่อนจะพูดว่า
“มาก็ดีแล้ว แกส่งเทวรูปมาให้พวกเราเสียดี ๆไม่งั้นนังนี่หัวสมองกระจายแน่ ๆ ส่งมาเร็ว ๆ “
ปริวรรตแม้จะมีวิชานางแอ่นหยกสามารถกำราบคนร้ายพวกนี้ได้ง่ายราวพลิกฝ่ามือแต่นั่นไม่ใช่ยามที่ตัวประกันถูกจ่อหัวเช่นนี้
เขาลังเลชั่วครู่ ก่อนจะเปิดกระเป๋าเป้ เตรียมล้วงเทวรูปขึ้นมาให้พวกนั้น
แต่ยังมิทันที่มือเขาจะล้วงไปถึงสิ่งของในเป้ก็มีสายลมวูบใหญ่พัดผ่านตัวเขาไปโดนพวกคนร้ายล้มทั้งยืนทุกคนตันหยงที่เป็อิสระก็วิ่งมาหาปริวรรต เขากอดเธอไว้ด้วยความห่วงใยเมื่อหันไปดูก็พบแม่ชีคอทอลิกในชุดสีน้ำตาลนางหนึ่งยืนอยู่
“ไอ้พวกคนใจบาป ต้องเจอการสั่งสอนเสียบ้าง”
ปริวรรตยืนดูซิสเตอร์คณะคาเมไลด์หน้าตาสะอาดหมดจดดูท่าทางจะอายุราว 40 ต้น ๆ แล้วก็เอ่ยถามว่า
“ซิสเตอร์มาช่วยหยงไว้เหรอครับทำไมเคลื่อนไหวรวดเร็วจัง ผมมองไม่ทันเลย คุ้น ๆเหมือนจะเคยเห็นแม่ของผมใช้วิชานี้ ไม่ทราบเรียกว่าอะไรครับ”
“อ๋อ เป็วิชาปันจักสีลัตขั้นที่ 7ของอาณาจักรมัชปาหิตที่สาบสูญอันสืบทอดมาจากบรรพบุรุของฉันที่เป็ขุนนางสมัยนั้นน่ะว่าแต่คุณแม่ของคุณชื่อว่าอะไรหรือ”
“แม่ของผมชื่อโสมสุดาครับ”
“อ้าว นึกว่าใครเป็ลูกศิษย์และลูกบุญธรรมของแม่นี่เอง ฉันชื่อจินตานะ”
“ซิสเตอร์จินตา เคยได้ยินแม่ผมเล่าให้ฟังอยู่ครับแม่บอกว่าเรียนวิชาจากอาจารย์คนแรกคือซิสเตอร์นี่แหละ” ในใจปริวรรตยิ่งแปลกใจที่แม่ชีดูอ่อนเยาว์กว่าวัยถึง30 ปี เพราะแม่ของเขาไปพบท่านครั้งแรกตอนเรียนมัธยม แม่ชีก็มีอายุคราวแม่ของโสมสุดาแล้วซิสเตอร์จึงน่าจะมีอายุถึง70ในปีนี้
“ขอบคุณพระเ้าที่ดลบันดาลให้แม่มาเจอคุณนะแล้วนี่จะไปไหนกันล่ะ”
“ผมจะกลับกรุงเทพครับ แล้วซิสเตอร์ล่ะครับ”
“แม่เพิ่งกลับมาจากอาฟริกาใต้ กำลังมาต่อเครื่องบินจะไปปีนัง”
“แหม จังหวะดีเลยถ้างั้นเรานั่งเครื่องไปเที่ยวเดียวกันดีไหมครับ ผมก็จะไปต่อเครื่องที่ปีนังพอดีสายการบิน บดท. ปีนัง สงขลา กรุงเทพ”
“ได้สิ ถ้ามีตั๋วว่างนะ เธอได้จองไว้หรือไม่ล่ะ”
“ยังไม่ได้จองครับกำลังจะซื้อก็พอดีลืมพาสปอร์ตในรถของคุณหยง เลยวิ่งกลับมาเอาแล้วก็เจอพวกคนร้ายนี่แหละ”
“แหม โชคดีนะคะที่ลืมพาสปอร์ตไม่งั้นป่านนี้หยงคงกลายเป็หมูหยองไปแล้ว เดี๋ยวหยิบให้นะคะ”ด็อกเตอร์สาวสวยเอื้อมมือเข้าไปหยิบหนังสือเดินทางของวรรตออกมาจากคอนโซลหน้ารถก่อนจะยื่นให้ชายหนุ่ม
“ขอบคุณนะครับ คราวนี้ลาจริง ๆ ละนะ แล้วพบกันใหม่”
“ขอบคุณเช่นกันค่ะ โชคดีค่ะ sampai jumpa lagi”
ตันหยงโผเข้าสวมกอดปริวรรตเบา ๆก่อนจะก้าวเข้าไปขับรถแล่นออกไปจากสนามบินด้วยความอาลัยจนน้ำตาซึม
ซิสเตอร์จินตากับปริวรรตโดยสารเครื่องบินลำเดียวกันเครื่องเหิรเวหาออกจากอินโดนีเซีย เข้าสู่น่านฟ้าของมาเลเซีย ยังไม่ทันถึงปีนังก็เกิดเหตุไม่คาดฝัน
“ท่านผู้โดยสารโปรดทราบ ขณะนี้เราประสบกับพายุรุนแรงประคองเครื่องบินไว้ไม่อยู่ ขอให้ทุกท่านรัดเข็มขัด เครื่องของเรากำลังจะตก” เสียงแอร์โฮสเตสประกาศผ่านลำโพงทำให้ผู้โดยสารต่างกรีดร้องด้วยความสยองขวัญ
ปริวรรตหันไปมองหน้าซิสเตอร์จินตา พร้อมกับกุมมือของเธอไว้แน่นในใจคิดว่าวาระสุดท้ายของชีวิตคงมาถึงแล้ว เสียดายที่ไม่สามารถนำเทวรูปองค์สุดท้ายกลับไปรวมกันได้เสียใจที่ไม่มีโอกาสกลับไปหาครอบครัวและพิมพ์ดาราที่เขารัก ชายหนุ่มหลับตาลงเตรียมพบกับความตาย
จบตอนที่ 15 โปรดติดตามตอนที่ 16 อวสานกามันดา ( ตอนอวสาน )
(แต่งจบตอนเวลา 01.00 น. วันที่ 13 พ.ย. 67 )
ชื่อเพลง: มนต์รักเบอราตัน (Mantra Cinta Beratan)
แนวเพลง: Kroncong
เครื่องดนตรี: ฟลุต, ไวโอลิน, อูคูเลเล่ และกีตาร์
[คอร์ดกีตาร์]
mathematica
คัดลอกโค้ด
[Intro] C G Am F G C
C G
Di tengah gunung berlapis hijau
Am F
Danau Beratan yang indah
G C
Ku berjanji untuk selamanya
Am F G
Bersamamu, cinta sayang
[Chorus]
C G
Oh Beratan, saksi cinta kita
Am F
Seperti gunung peluk danau
G C
Begitu erat tak terpisah
Am F G
Kan ku cintai selamanya
[เนื้อเพลงภาษาอินโดนีเซีย]
(Verse 1)
Di tengah gunung berlapis hijau,
Danau Beratan yang indah tersenyum.
Seperti cinta yang tak terpisah,
Aku akan selalu di sini, menemani.
(Chorus)
Oh Beratan, saksi cinta kita,
Seperti gunung peluk danau,
Begitu erat dan tak terpisah,
Aku berjanji untuk selamanya.
(Verse 2)
Angin berhembus, membawa pesan,
Cinta kita abadi di alam semesta.
Di bawah langit biru dan bintang-bintang,
Ku jaga cintamu, selama-lamanya.
(Chorus)
Oh Beratan, saksi cinta kita,
Seperti gunung peluk danau,
Begitu erat dan tak terpisah,
Aku berjanji untuk selamanya.
[English Translation]
(Verse 1)
In the midst of layered green mountains,
Lake Beratan smiles beautifully.
Like a love that can never be parted,
I will always be here, by your side.
(Chorus)
Oh Beratan, the witness of our love,
Like the mountains embracing the lake,
So close and inseparable,
I promise you forever.
(Verse 2)
The wind whispers, carrying a message,
Our love is eternal in the universe.
Under the blue sky and the stars,
I will guard our love, forever.
(Chorus)
Oh Beratan, the witness of our love,
Like the mountains embracing the lake,
So close and inseparable,
I promise you forever.