เสี่ยวเหลียนไม่รู้ว่าตัวเองหลับไปตอนไหนและนานเท่าไหร่ สติของนางดับวูบไปพร้อมกับระลอกคลื่นแห่งความสุขสมครั้งสุดท้ายที่ซัดสาดเข้าใส่ร่างจนสั่นสะท้านในอ้อมแขนของหมอหลี่เมื่อยามใกล้รุ่ง นางจมดิ่งสู่ห้วงนิทราที่ไร้ซึ่งความฝัน เป็การพักผ่อนอย่างสมบูรณ์แบบที่ร่างกายเรียกร้องโหยหาหลังจากการ "ฝึกฝน" อันหนักหน่วงและยาวนานตลอดทั้งคืน
เมื่อนางลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้ง แสงแดดที่สาดส่องเข้ามาในห้องก็เจิดจ้าจนแสบตา บอกให้รู้ว่านี่คือ่บ่ายคล้อยของวันแล้ว นางขยับตัวและรู้สึกถึงความเมื่อยล้าที่แตกต่างออกไป มันไม่ใช่ความเ็ประบมเหมือนวันแรก แต่เป็ความเมื่อยขบไปทั่วทุกข้อต่อและกล้ามเนื้อทุกมัด ราวกับเพิ่งผ่านการฝึกยุทธ์มาอย่างหนักหน่วงจริงๆ เตียงนอนข้างกายว่างเปล่า แต่ไออุ่นและกลิ่นกายของหมอหลี่ยังคงอบอวลอยู่รอบตัวนางอย่างชัดเจน
นางพยุงร่างที่อ่อนเปลี้ยของตนเองลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล แต่ก็พบว่าเรี่ยวแรงของนางฟื้นฟูขึ้นมามากกว่าที่คาดไว้มากนัก ยาบำรุงและโอสถวิเศษของหมอหลี่ทำงานได้อย่างน่าอัศจรรย์ นางเดินไปยังหลังฉากกั้นและพบว่าน้ำอุ่นในถังอาบถูกเตรียมไว้ให้ใหม่แล้ว ข้างกันนั้นมีถ้วยยาบำรุงสีเข้มกว่าปกติวางอยู่
ขณะที่นางก้าวลงไปในถังน้ำอุ่น ปล่อยให้ความร้อนโอบล้อมและบรรเทาความเมื่อยขบ สายตาของนางก็มองเห็นร่องรอยบนผิวเนื้อขาวเนียนของตัวเอง... รอยจ้ำแดงที่ปรากฏอยู่ทั่วเรือนร่างนั้นดูจะมากกว่าวันก่อนเสียอีก แต่ที่ทำให้นางใจสั่นคือของเหลวสีขาวขุ่นที่แห้งกรังติดอยู่ตามหน้าท้องและต้นขาของนาง... หลักฐานของบทรักอันไร้การควบคุมเมื่อคืนนี้ ภาพเหตุการณ์ต่างๆ ไหลบ่ากลับเข้ามาในมโนสำนึกอย่างไม่ปรานี...
ภาพที่นางถูกปลุกขึ้นมากลางดึกเพื่อเริ่มบทเรียนครั้งใหม่... ภาพที่นางถูกพลิกร่างจัดท่าทางซ้ำแล้วซ้ำเล่า... ภาพที่นางกรีดร้องอย่างสุขสมจนเสียงแหบพร่าภายใต้การชี้นำของเขา... และภาพที่นางเป็ฝ่ายขึ้นคร่อมและขยับกายสนองความ้าของเขาอย่างลืมสิ้นซึ่งความอัปอาย...
ใบหน้าของเสี่ยวเหลียนร้อนผ่าวขึ้นมาทันที นางรีบชำระล้างร่างกายอย่างรวดเร็ว พยายามลบร่องรอยอันน่าอายเ่าั้ออกไปให้หมดสิ้น นางยกถ้วยยาบำรุงขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด รู้สึกถึงกระแสพลังที่เข้มข้นกว่าทุกครั้งไหลเวียนไปทั่วร่าง ขับไล่ความเมื่อยล้าที่หลงเหลืออยู่ออกไปจนหมดสิ้น และเติมเต็มเรี่ยวแรงกลับคืนมาอย่างน่าอัศจรรย์
เมื่อแต่งตัวเสร็จและเดินออกมา นางก็พบว่าหมอหลี่กำลังนั่งขัดสมาธิโคจรพลังอยู่บนตั่งเตี้ยกลางห้อง เขาลืมตาขึ้นช้าๆ เมื่อรับรู้ถึงการมาของนาง แววตาของเขาดูสงบนิ่ง แต่ก็มีความพึงพอใจฉายออกมาอย่างชัดเจน
"ตื่นแล้วรึ" เขากล่าว "ดูเหมือนยาของข้าจะได้ผลดี ร่างกายของเ้าฟื้นตัวได้เร็วกว่าที่ข้าคาดไว้"
"ข้า..." เสี่ยวเหลียนพูดไม่ออก นางไม่รู้จะวางตัวอย่างไรกับบุรุษที่เพิ่งจะมอบทั้งความเ็ปและความสุขสมสุดขีดให้กับนางมาตลอดทั้งคืน
"กินอะไรรองท้องเสียก่อน" เขาพยักพเยิดไปยังโต๊ะที่มีอาหารอุ่นๆ จัดเตรียมไว้ให้ "แล้วเราจะเริ่มบทเรียนต่อไป"
หลังจากกินอาหารอย่างเงียบๆ จนหมด เสี่ยวเหลียนก็รู้สึกว่าร่างกายกลับมามีชีวิตชีวาเต็มที่ หมอหลี่ลุกขึ้นยืนและเดินไปหยิบม้วนตำราไม้ไผ่เก่าๆ ม้วนหนึ่งมาจากชั้นหนังสือ
"สองคืนที่ผ่านมาเป็เพียงการเตรียมร่างกายของเ้าให้พร้อม" เขากล่าว "ต่อไปนี้คือการเรียนรู้ที่แท้จริง"
เขายื่นม้วนตำราให้นาง "นี่คือ 'ตำราลับหยก์' เป็ตำราโบราณที่บันทึกเกี่ยวกับศาสตร์แห่งการร่วมรักและการควบคุมพลังปราณผ่านเรือนร่างของสตรี มันคือคัมภีร์ที่เ้าต้องศึกษาและฝึกฝนให้เชี่ยวชาญนับจากนี้ไป"
เสี่ยวเหลียนค่อยๆ คลี่ม้วนตำราออกอย่างระมัดระวัง ภาพวาดลายเส้นอันวิจิตรบรรจงปรากฏแก่สายตา มันคือภาพของบุรุษและสตรีที่กำลังสอดประสานร่างกายกันในท่วงท่าต่างๆ ที่นางไม่เคยเห็นและไม่เคยจินตนาการมาก่อน แต่ละท่ามีชื่อเรียกที่แปลกประหลาดและแฝงนัยยะลึกซึ้ง เช่น 'ัทะยานเมฆา', 'หงส์ร่อนลม', 'หยินหยางหลอมรวม' ข้างๆ ภาพวาดมีตัวอักษรขนาดเล็กเขียนอธิบายอย่างละเอียดถึงวิธีการโคจรพลังลมปราณในแต่ละท่าทาง
ใบหน้าของนางแดงก่ำยิ่งกว่าเดิม แม้จะผ่านประสบการณ์อันโชกโชนมาแล้วถึงสองคืน แต่การได้เห็นภาพและคำอธิบายอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ก็ยังทำให้นางรู้สึกอัปยศอยู่ดี
"นี่คือ... บทเรียนของข้าหรือเ้าคะ?" นางถามเสียงสั่น
"ถูกต้อง" หมอหลี่ยืนยัน "การร่วมรักไม่ใช่แค่การสนองตัณหา แต่มันคือศาสตร์แขนงหนึ่งที่ลึกล้ำที่สุด การรู้จักท่วงท่าที่ถูกต้องจะทำให้เ้าสามารถควบคุมเกมได้อย่างสมบูรณ์ เ้าจะสามารถรีดเค้นพลังจากบุรุษได้อย่างสูงสุด ในขณะที่ตัวเ้าเองก็จะได้รับประโยชน์จากการโคจรพลังนั้นเช่นกัน"
เขาชี้ไปที่ภาพหนึ่งซึ่งเป็ภาพสตรีอยู่้า "ท่า 'นางพญาคุมบัลลังก์' นี้ จะทำให้เ้าเป็ฝ่ายควบคุมทุกอย่าง เ้าจะสามารถกำหนดจังหวะ ความลึก และความเร็วได้ตามใจชอบ ทำให้บุรุษตกอยู่ในภวังค์แห่งความสุขจนไม่อาจถอนตัว และในขณะเดียวกัน มันก็เป็ท่าที่เ้าจะสามารถดูดซับพลังปราณของเขาได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด"
เสี่ยวเหลียนฟังอย่างตกตะลึง นางไม่เคยคิดเลยว่าเื่บนเตียงจะมีความซับซ้อนและอันตรายได้ถึงเพียงนี้
"แต่ก่อนที่เราจะเริ่มฝึกฝนจริงในคืนนี้ เ้าต้องเตรียมตัวให้พร้อมเสียก่อน" เขากล่าวพลางชี้ไปยังประตูอีกบานหนึ่งในห้องนอน "ไปที่ห้องนั้น"
เสี่ยวเหลียนเดินไปยังประตูบานนั้นด้วยความสงสัย เมื่อเปิดเข้าไปนางก็พบกับห้องขนาดเล็กที่ว่างเปล่า มีเพียงกระจกทองเหลืองขัดเงาบานใหญ่สูงท่วมหัวตั้งตระหง่านอยู่กลางห้อง มันเป็กระจกที่ใสกระจ่างจนสามารถสะท้อนภาพของนางได้อย่างชัดเจนทุกรายละเอียด
"ข้าต้องทำอะไรในนี้หรือเ้าคะ?" นางหันกลับมาถาม
"ถอดเสื้อผ้าของเ้าออก" เขาสั่งเสียงเรียบ
เสี่ยวเหลียนชะงักไป "อีกแล้วหรือเ้าคะ?"
"ครั้งนี้ต่างออกไป" เขาย้ำเสียงเ็า "บทเรียนแรกของการควบคุมผู้อื่น คือการยอมรับและควบคุมร่างกายของตัวเองให้ได้เสียก่อน เ้าต้องไม่รู้สึกอับอายในเรือนร่างของตนเอง จงมองมันเป็เครื่องมือ... เป็อาวุธที่ทรงพลังที่สุดที่เ้ามี"
นางยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ในใจเกิดการต่อสู้กันอย่างหนัก แต่สุดท้ายนางก็ยอมทำตามแต่โดยดี นางค่อยๆ ปลดเปลื้องอาภรณ์ออกทีละชิ้น จนกระทั่งร่างกายเปลือยเปล่าอย่างสมบูรณ์ นางยืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่นั้น มองดูเงาสะท้อนของตัวเองด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย
นางเห็นเด็กสาวที่เคยไร้เดียงสา... บัดนี้ร่างกายของนางมีร่องรอยของการเป็สตรีเต็มตัวแล้ว ทรวงอกที่เคยเล็กกระชับบัดนี้ดูอวบอิ่มและชูชันขึ้น ยอดถันมีสีเข้มขึ้นเล็กน้อย สะโพกผายออกอย่างเห็นได้ชัด และที่สำคัญที่สุด... คือแววตาของนางในกระจก มันไม่ได้ใสซื่อเหมือนเดิมอีกต่อไป แต่กลับมีความซับซ้อน ความเ็ป และ... ความปรารถนาที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ฉายออกมา
"จงมองดูตัวเองให้ดี... เสี่ยวเหลียน" เสียงของหมอหลี่ดังมาจากด้านหลัง เขาไม่ได้เดินตามเข้ามาในห้อง แต่ยืนพิงกรอบประตูอยู่ "จดจำทุกสัดส่วน ทุกโค้งเว้าบนร่างกายของเ้าให้ขึ้นใจ นี่คือสิ่งที่บุรุษทุกคนปรารถนา และนี่คือสิ่งที่เ้าจะใช้เพื่อควบคุมพวกเขา"
เขาสั่งต่อ "ตอนนี้... ลองทำท่าตามในตำรา... ท่าแรก... 'บุปผาแรกแย้ม'"
เสี่ยวเหลียนหน้าแดงก่ำ นางต้องมาทำท่าทางน่าอายเช่นนี้คนเดียวหน้ากระจกหรือ? แต่เมื่อเห็นสายตาที่กดดันของเขา นางก็ไม่มีทางเลือก นางสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วค่อยๆ ย่อตัวลงนั่งชันเข่า แยกขาออกจากกันเล็กน้อยตามภาพในตำรา แล้วใช้มือทั้งสองข้างแหวกกลีบเนื้อที่อ่อนนุ่มของตัวเองออก... เผยให้เห็นส่วนที่ซ่อนเร้นที่สุดแก่เงาสะท้อนในกระจก
"ดี... จงมองดูมัน" เขาสั่ง "นั่นคือประตูสู่์และนรกของบุรุษ... คือจุดเริ่มต้นของพลังทั้งหมดที่เ้าจะได้รับ... จงทำความคุ้นเคยกับมัน... ััมัน... เรียนรู้ว่าจุดไหนที่ทำให้เ้ารู้สึกดีที่สุด"
เสี่ยวเหลียนหลับตาลงอย่างไม่อาจทนดูภาพตัวเองได้อีกต่อไป แต่เสียงของเขายังคงดังเข้ามาในโสตประสาท "ลืมตาขึ้น! เสี่ยวเหลียน! หากเ้ายังไม่กล้าแม้แต่จะมองร่างกายของตัวเอง แล้วเ้าจะใช้มันไปต่อกรกับผู้อื่นได้อย่างไร!"
คำพูดของเขาเหมือนแส้ที่ฟาดลงบนจิตใจ นางฝืนใจลืมตาขึ้นอีกครั้ง บังคับตัวเองให้จ้องมองภาพอันน่ากระดากอายในกระจก นางค่อยๆ ทำตามที่เขาสั่ง ใช้นิ้วของตัวเองััไปตามส่วนต่างๆ ที่ไม่เคยกล้าแตะต้องมาก่อน... และนางก็ต้องใ... เมื่อร่างกายของนางเริ่มตอบสนอง...
่เวลาที่เหลือของวันนั้น... เสี่ยวเหลียนถูกบังคับให้ฝึกฝนท่วงท่าต่างๆ ในตำราลับหยก์อยู่หน้ากระจกบานนั้นตามลำพัง นางต้องทำท่าทางที่น่าอายซ้ำแล้วซ้ำเล่า เรียนรู้ที่จะบิดร่างกาย โก่งสะโพก แอ่นอก... เรียนรู้ที่จะเคลื่อนไหวอย่างยั่วยวนและเปี่ยมด้วยพลัง นางต้องเผชิญหน้ากับเงาของตัวเองในกระจก... เผชิญหน้ากับความอัปยศ... และเผชิญหน้ากับความปรารถนาที่ถูกปลุกขึ้นมาในร่างกายของตัวเอง
จนกระทั่งตะวันลับขอบฟ้า... นางก็แทบจะหมดแรงทั้งกายและใจ แต่หมอหลี่ก็เดินเข้ามาในห้องพร้อมกับรอยยิ้มที่มุมปาก
"การอุ่นเครื่องจบลงแล้ว" เขากล่าว "เ้าทำได้ดีกว่าที่ข้าคิด... เ้าได้เผชิญหน้ากับความอัปยศและก้าวข้ามมันมาได้ ตอนนี้... ร่างกายและจิตใจของเ้าพร้อมแล้วสำหรับบทเรียนต่อไป"
เขายิ้มที่มุมปาก เป็รอยยิ้มที่ทำให้เสี่ยวเหลียนใจสั่นระรัว
"ต่อไป... คือการฝึกจริง"