บทที่ 25 เบาะแส
ผมและต้าเหว่ยกลับมาที่ห้องแล้ว ผมไม่กล้าพูดถึงสิ่งที่เพิ่งประสบและรู้สึกทั้งหมด มันแฝงไปด้วยความประหลาดและไม่น่าเชื่ออย่างมาก อีกทั้งร่างกายของต้าเหว่ยเองก็ยังมีอาการป่วยอยู่ หลังจากวุ่นวายมาทั้งคืน จิตใจของเขาก็ย่ำแย่กว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด พวกเราคุยกันอีกสองสามประโยค แล้วก็แยกย้ายกันไปนอน
ใน่แรก ผมยังแอบฟังเสียงในทางเดินผ่านบานประตูอยู่นาน ข้างนอกมีแต่เสียงลมพัดผ่าน ไม่มีเสียงฝีเท้า ในที่สุดความง่วงก็เริ่มเล่นงาน จนผมค่อย ๆ หลับไป แต่สุดท้ายก็นอนไม่เต็มอิ่มฝันร้ายทั้งคืน ฉากเืสาดกระจายนับไม่ถ้วนผลัดเปลี่ยนกันไป ตอนเช้าตื่นขึ้นมาใบหน้าผมซีดเซียวอย่างเห็นได้ชัด จิตใจอ่อนแรงไม่น้อย แถมยังถูกต้าเหว่ยล้อเลียนอีกสองสามประโยค
ผมมองเสี่ยวหง เธอดูไร้เรี่ยวแรงในตอนกลางวันแต่ท่าทางและการแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีแดงปลิวไสว ก็ทำให้สาวงามท่าทางเกียจคร้านนั้นยิ่งมีเสน่ห์เพิ่มอีกหลายส่วน ต้าเหว่ยก็ยิ่งเหมือนแมลงวันั้แ่ตื่นนอนมาก็วนเวียนอยู่ข้าง ๆ เสี่ยวหงตลอดเวลา เสี่ยวหงก็คุยกับเขาเป็ครั้งคราวทั้งสองคนช่างเหมาะสมกันดี
ผมอยากจะเตือนต้าเหว่ยบ้างแต่กลัวจะรบกวนเสี่ยวหง เดิมทีแค่มาอาศัยอยู่ที่นี่ก็มากพอแล้วเพราะถ้าไม่มีที่พักพิงนี้แล้วก็คงหนีไม่พ้นต้องนอนข้างถนน และยังไงการถูกเสือจ้องมองยังดีกว่าวิ่งออกไปข้างนอก แล้วถูกสามคนที่ต่างมีเล่ห์เหลี่ยมมารุมทึ้ง
ยังไงก็ตาม่นี้เสี่ยวหงให้ความสนใจในสวนหลังบ้านอย่างเห็นได้ชัด บ่อยครั้งที่ไปแล้วอยู่ที่นั่นไม่น้อยกว่าครึ่งชั่วโมงหรือแม้แต่ครึ่งวัน ต้าเหว่ยก็อดไม่ได้แม้แต่ชั่วขณะที่จะห่างเสี่ยวหง แต่ประตูกลมเชื่อมต่อระหว่างตึกเล็กกับสวนหลังบ้านมีเด็กประหลาดที่มีดวงตาขาวและฟันเขี้ยวแฝงกลิ่นอายเ็าเฝ้ายามอยู่หนึ่งคนต้าเหว่ยจึงทำอะไรไม่ได้
ผมก็ตั้งใจจะหาโอกาสสืบดูบ้างแต่ที่นี่ไม่มีช่องโหว่แม้แต่นิดเดียวจึงต้องล้มเลิกความตั้งใจ เมื่อหยิบสมุดบันทึกของบาทหลวงออกมาจากกระเป๋า ข้างในส่วนใหญ่เป็ภาษาต่างประเทศ ผมแม้จะไม่ค่อยเข้าใจ แต่ก็พลิกอ่านไปเรื่อย ๆ หวังว่าจะได้ผลลัพธ์บางอย่าง
ผมหาข้ออ้างไปดูห้องหนังสือของเสี่ยวหง ข้างในส่วนใหญ่เป็นิยายภาษาเกี่ยวกับบัณฑิตและสาวงาม มีทั้งร้อยแก้วและบันทึกส่วนใหญ่มีอายุพอสมควรแล้ว แต่ห้องนี้ดูเหมือนจะปิดผนึกและกันความชื้นได้ดี กระดาษหนังสือแทบไม่มีคราบเหลืองหรือขอบม้วน เห็นว่าที่นี่ไม่มีสิ่งที่ตัวเอง้าผมจึงตัดสินใจเดินเล่นแถวนั้นแทน
ผมเรียกต้าเหว่ยให้เขาห่างจากมนต์สะกดของเสี่ยวหงชั่วคราว แต่เ้าหมูนั่นเหมือนเต่ากินลูกตุ้ม*[1] จงรักภักดีต่อเสี่ยวหงั้แ่แรกเห็น เสี่ยวหงก็ปล่อยให้ผมออกไปไหนก็ได้ ตราบใดที่ต้าเหว่ยยังอยู่ในมือเธอ เธอก็ไม่กลัวผมจะหนีไปไหน
แต่เธอก็ได้เด็ดใบไม้สีเขียวมรกตมาจากสวนหลังบ้านใบหนึ่งยื่นให้ผมบอกว่าถ้ามีเหตุฉุกเฉินให้ฉีกใบไม้ เธอจะมาช่วยผม ผมใส่ใบไม้ลงในกระเป๋าแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก ผมเดินวนไปมาแถวนั้นอีกสองสามรอบที่นี่ส่วนใหญ่เป็อาคารสมัยสาธารณรัฐตึกที่สูงที่สุดไม่เกินสี่ชั้น ทำจากหินหรือไม้ ไม่มีใครอาศัยอยู่แล้วแต่ทุกที่สะอาดเอี่ยมได้ยินว่าสถานที่ที่ิญญารวมตัวกันมักจะสะอาดมาก โดยเฉพาะบ้านของหมอผี
ส่วนเมืองนี้ไม่ใหญ่นักอย่างมากก็แค่รัศมีห้าหกลี้ ตึกเล็กที่เสี่ยวหงอาศัยอยู่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือค่อนไปทางตะวันออก ส่วนบ้านของยายหวังอยู่ทางใต้ ตำแหน่งที่แน่นอนผมไม่ค่อยแน่ใจนักเพราะไม่เคยไป ส่วนลุงอวี้อยู่ทางตะวันตก
ดูเหมือนพวกเขาแต่ละคนจะมีรังซ่อนตัวแยกห่างกันคนละที่ สถานที่ที่ผมกับต้าเหว่ยถูกจับครั้งก่อนก็คือรังใต้ดินของยายหวังที่อยู่ไม่ไกลจาก จัตุรัส ส่วนที่ที่ลุงอวี้ขโมยของก็น่าจะเป็รังเก่าของนาง
ดูเหมือนว่ายังต้องไปค้นหาที่โบสถ์ประหลาดในหมู่บ้านนั่นอีกครั้ง ผมตัดสินใจแล้ว อีกทั้งยอดแหลมและไม้กางเขนของโบสถ์ก็จำง่าย มองหาทิศทางให้แน่ใจแล้วก็เดินคลำทางไป ระหว่างทางบางครั้งก็เห็นิญญาร่อนเร่สองสามตนในยามกลางวัน พวกมันเดินโซเซไปมาบนถนนอย่างไร้จุดหมายเหมือนคนที่ไม่มีสติสัมปชัญญะเต็มไปด้วยความงุนงงสับสน
โบสถ์ในหมู่บ้านนี้ถ้าเทียบกับบรรดาอาคารพวกนี้ถือว่าทรุดโทรมพอสมควร ประตูไม้โอ๊กใหญ่สูงของโบสถ์ขาดหายไปมุมหนึ่ง ้ายิ่งมีรอยแผลเป็ที่ดูเหมือนถูกฟันด้วยขวานหรือแม้กระทั่งรูกลมเล็ก ๆ ก็มีเต็มไปหมด
ที่นี่เป็ที่เดียวที่มีฝุ่นไปหมดทุกที่ ทุกครั้งที่มาที่นี่ผมมักจะคิดว่า บาทหลวงในโบสถ์คงจากหมู่บ้านไป ก่อนที่โศกนาฏกรรมจะเกิดขึ้นหรือไม่ก็พระเ้าของพวกเขาเมตตาต่อผู้ศรัทธาเรียกิญญาของพวกเขากลับ์หมดจนแม้แต่ผีที่ทำความสะอาดก็ไม่มีเหลือสักตน
ยังไงก็ตามนี่กลับเป็ประโยชน์อย่างมากสำหรับผม ที่นี่ผมไม่ต้องระแวงอย่างใกลัวว่าผีจะโผล่ออกมาจากที่ไหนเมื่อไหร่ ผมสามารถหยิบหนังสือที่ขาดวิ่นออกมาจากโต๊ะเก้าอี้ที่กระจัดกระจายได้อย่างใจเย็น
ส่วนใหญ่มีแต่ฝุ่น ดูเหมือนที่นี่จะไม่เคยมีแมลงหรือฝนหิมะ*[2] เหมือนว่าวันนี้จะได้อะไรบ้างแล้ว ผมพบสมุดทะเบียนผู้เชื่อถือศาสนาเล่มหนึ่งใต้ชั้นหนังสือ ข้างในเป็รายชื่อคริสเตียนในหมู่บ้านของแต่ละปี จึงเขียนเป็อักษรจีน เพียงแต่ชื่อเหล่านี้ส่วนใหญ่จางลงจนเลือนรางไปแล้ว อย่างไรก็ตามบาทหลวงได้เพิ่มบันทึกย่อไว้ท้ายเล่ม
หมู่บ้านสือฟางแปดส่วนสิบขึ้นไปเป็เครือญาติตระกูลหลี่ ทุกรุ่นของหัวหน้าตระกูลก็คือหัวหน้าของหมู่บ้าน พวกเขาบูชาผีสางและสั่งให้บาทหลวงพอลสร้างโบสถ์ขึ้นที่หมู่บ้านสือฟาง ในวันที่โบสถ์สร้างเสร็จก็บังเกิดฝนสีเืตกลงมาจากท้องฟ้า หัวหน้าหมู่บ้านและชาวเมืองได้โจมตีโบสถ์หลายครั้งและพังสิ่งของภายในโบสถ์ต้องขอบคุณคำสั่งทางทหารของนายพลและการบัญชาการทหารของเขาเอง เขาจึงสามารถเอาชีวิตรอดได้ สามปีหลังจากสร้างโบสถ์ชาวเมืองไม่มีใครสนใจจะนับถือศาสนาเลยบาทหลวงพอลมีความทุกข์ใจมาก
นี่เป็เพียงปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับนักบวชที่อยู่บนเส้นทางแห่งการส่งเสริมการตรัสรู้ ผมอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่าและเห็นได้ชัดผมรู้สึกว่านักบวชคนนี้ควรเป็ชาวจีนฮั่น*[3] หรือผู้ที่ศึกษาเื่อารยธรรมจีน ลายมือของเขาเรียบร้อยและคำศัพท์ของเขากระชับ แต่เหตุใดเขาจึงใช้อักขระต่างประเทศที่มีสัญลักษณ์น่ากลัวในบันทึกย่อส่วนที่้าคำแนะนำของเขาจริง ๆ ผมรู้สึกไม่พอใจกับบาทหลวงต่างชาติตัวปลอมคนนี้มาก แต่ยังไงก็ตามผมก็พบคำตอบในบางส่วนได้เร็วขึ้น
ปรากฏว่าคริสตจักรในเมืองหลวงของยุคนั้น กำหนดให้บาทหลวงจะต้องจดทะเบียนกิจการทางโลกของสถานที่ ซึ่งคริสตจักรที่ตั้งอยู่จะต้องบันทึกและส่งไปยังผู้ดูแลทุกเดือนและบันทึกข้อมูลแบบปีต่อปี
ให้ตายเถอะ องค์ประกอบทางศาสนาเหล่านี้ผมดูพวกมันในระดับหนึ่งก็พอ เพราะมีหนังสือบางเล่มที่เป็ประโยชน์ต่อผมมากเช่นกัน รูปปั้นหินบนจัตุรัสในเมืองนี้เป็บรรพบุรุษของตระกูลหลี่ ส่วนชื่อของเขาไม่ได้จดบันทึกไว้ เป็เ้านายที่รับใช้พระเ้าเมี่ยวจวง*[4] นอกจากนี้บาทหลวงยังได้บันทึกเื่ราวเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่คลุมเครืออีกเื่หนึ่ง คือ มีการแขวนกระจกหลายบานไว้ด้านนอกหน้าต่างของทุกห้องและบนคานของประตูทุกบานของบ้านหลังใหญ่ในเมืองเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดปัญหา
นี่มันแปลกนะทางตอนเหนือของที่นี่เป็แผ่นดินสูงและูเาสูง แต่กลับไม่ใชู่เาลูกใหญ่ แล้วความชั่วร้ายจะมาจากไหนผมจดจำบันทึกอันน่าทึ่งเหล่านี้ทีละแผ่นเพื่อจะได้ใช้ในอนาคต
ในขณะที่ผมกำลังดีใจกับสิ่งที่ได้จากโบสถ์อยู่นั้น จู่ ๆ ก็รู้สึกได้ถึงลมหนาวพัดออกมาจากช่องประตูที่พังทลายของห้องโถงในตัวโบสถ์
“มีทางเดินงั้นเหรอ” ผมวางหนังสือลงหยิบประแจที่เอามาจากรถ แล้วย่องเข้าไปสำรวจที่นั่นอย่างระมัดระวัง
[1] เต่ากินลูกตุ้ม : เป็การเปรียบเปรยถึงนิสัยของเต่าที่งับอะไรแล้วจะไม่ปล่อย ตามความเชื่อของคนโบราณ และ ในที่นี้เต่าก็งับลูกตุ้มเหล็กถ่วงน้ำหนักที่ห้อยบนตาชั่งจีน ทำให้ฟังแล้วยิ่งรู้สึกว่าเต่าได้งับเอาเหล็กเข้าไปเสริมความแข็งขืนกัดไม่ปล่อยเข้าไปใหญ่ ทำให้ประโยคนี้หมายถึง การแข็งใจหรือไม่เปลี่ยนใจง่าย ๆ นั่นเอง
[2] ฝนหิมะ : หรือ “ฝนน้ำแข็ง” คือ หนึ่งในหยาดน้ำฟ้า (Precipitations) ที่มักปรากฏขึ้นในฤดูหนาว มีลักษณะเป็ก้อนน้ำแข็งกลมมนขนาดเล็ก ซึ่งก่อตัวขึ้นจากการผกผันของอุณหภูมิในชั้นบรรยากาศโลกที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนสถานะกลับไปมาของหยาดน้ำฟ้าอย่างรวดเร็ว ขณะลอยตัวอยู่ในอากาศเหนือพื้นดิน จากเกล็ดหิมะละลายกลายเป็น้ำฝนและเย็นตัวลงจนเปลี่ยนสถานะกลับไปเป็น้ำแข็งอีกครั้ง ก่อนตกลงสู่พื้นดิน “ฝนหิมะ” จึงมีคุณสมบัติแตกต่างจากหยาดน้ำฟ้าในฤดูหนาวอื่น ๆ
[3] ชาวจีนฮั่น : เป็กลุ่มชาติพันธุ์ในเอเชียตะวันออกและมีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน ชาวฮั่นถือเป็ประชากรส่วนใหญ่ในประเทศจีน ผลสำรวจจำนวนประชากรในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 20 พบว่ามีชาวฮั่นราว 1,200 ล้านคนอาศัยในประเทศจีน และนับเป็กลุ่มชนชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วย
[4] พระเ้าเมี่ยวจวง : เป็ประมุขของอาณาจักรซิงหลินเป็จักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่เพราะการทำา