เมื่อไม่มีองค์ชายคอยขวางขุนนางใหญ่ที่ทำหน้าที่เป็ทูตก็เผยสีหน้าจริงจังบรรยากาศกลายเป็หนักอึ้งในทันที
“ตระกูลเมิ่งคิดจะเดินตามรอบตระกูลเซี่ยงั้นหรือ”ทูตจากเมืองหลวงกล่าว
“นั่นต้องดูว่าเมืองหลวงคิดอยากจะให้แคว้นสุ่ยเป็อย่างไรต่างหาก็” เมิ่งซานยิ้มยกชาขึ้นมาดื่ม
“ข้ารู้ว่าสิ่งที่ฝ่าาทำไม่ถูก้าทำลายรากฐานของตระกูลเซี่ยถึงอย่างไรก็เสียหายไปถึงรากฐานของแคว้นสุ่ยด้วยแต่ว่าบทบาทของพวกเราถึงอย่างไรก็ต้องทำตามคำสั่งของฝ่าาอยู่ดี” ทูตกล่าว
“พวกเ้าอาจจะเป็เช่นนั้นแต่พวกเรานั้นไม่ใช่ั้แ่แรกที่ตระกูลเมิ่งและเซี่ยติดตามฮ่องเต้พระองค์ก่อนทำศึกและขยายดินแดนจากแคว้นเล็กๆจนกลายเป็แคว้นระดับกลางเ้าคิดว่าพวกเราสองตระกูลแค่ทำตามคำสั่งของฮ่องเต้พระองค์ก่อนอย่างเดียวงั้นหรือ
ผิดแล้วในตอนนั้นท่านแม่ทัพเมิ่งต่างบอกว่าทั้งสามคนเคยทะเลาะกันบ่อยครั้งเคยมีความเห็นไม่ตรงกันอยู่ตลอดแต่เพราะแบบนั้นทั้งสามจึงมักจะมองเห็นจุดบอดของกันและกันคอยเสริมแผนการให้กันและกันจึงสามารถประสบความสำเร็จได้
คำกล่าวของอดีตฮ่องเต้เคยกล่าวไว้ว่าแม่ทัพที่ดีจะต้องไม่ใช่หุ่นเชิดที่เอาแต่ทำตามคำสั่งของฮ่องเต้ต้องรู้จักคิดสิ่งไหนที่ฮ่องเต้ทำแล้วมันผิดหรือส่งผลเสียต่อบ้านเมืองก็ต้องกล้าเตือนกล้าเสนอความคิดออกมาถึงอย่างไรฮ่องเต้ก็ไม่ใช่แม่ทัพที่อยู่ในสนามรบความคิดย่อมมีขีดจำกัด” เมิ่งซานกล่าว
ทูตจากเมืองหลวงเงียบลงในบรรดาขุนนางในเมืองหลวงเพราะตนเองถือว่ามีความสัมพันธ์ที่ไม่เลวกับตระกูลเมิ่งจึงถูกเลือกให้มาที่นี่ไม่อย่างงั้นรองเป็คนอื่นดูสิไม่แน่อาจจะได้ยืนอยู่หน้าประตูจวนเท่านั้น
“แต่หากปล่อยไว้แบบนี้บ้านเมืองจะวุ่นวายชาวบ้านจะต้องทุกข์ทรมานพวกเ้าจะยอมให้เป็แบบนั้นจริงๆงั้นหรือ”ทูตกล่าว
“เลิกเอาประชาชนมาอ้างเสียทีเ้าน่าจะรู้ดีว่าหากท่านพ่อของข้าเดินทางไปชายแดนนั่นคือการเดินเข้าสู่ความตายและสิ่งที่รอตระกูลเมิ่งอยู่คือการลอบสังหารทั้งตระกูลพวกเราตระกูลเมิ่งไม่กลัวความตายขอแค่ได้รบกับศัตรูต่อให้ตายก็ไม่เสียใจแต่ว่าการตายที่ไร้คุณค่าไร้เกียรติแบบนี้พวกเราไม่ขอรับไว้”เมิ่งซานไม่ยิ้มอีกต่อไปเผยจิตสังหารออกมาตรงๆ
“เฮ้อพวกเ้าตระกูลเมิ่งยืนยันต์จะต่อต้านจริงๆสินะ” ทูตกล่าว
“ข้าละสงสัยจริงๆว่าพวกขุนนางในเมืองหลวงสมองถูกสุนัขกินไปหมดแล้วหรือยังไงทั้งๆที่รู้ว่าการตัดสินใจนี้ของฝ่าาจะส่งผลต่อแคว้นอย่างไรพวกเ้ากลับดีนักไม่มีใครห้ามไม่พอยังส่งเสริมอีกด้วยทำไมกลัวว่าจะสุขสบายเกินไปเลยอยากจะให้แคว้นสุ่ยล่มสลายจะได้ย้ายฝ่ายงั้นหรือ”เมิ่งซานกล่าว
“ในเมื่อตกลงกันไม่ได้ถ้าเช่นนั้นก็รอคำสั่งก็แล้วกันหวังว่าทางพวกเ้าจะไม่เสียใจ”ทูตจากเมืองหลวงลุกขึ้น
“ก็เอาสิข้าเองก็อยากจะรู้นักว่าฝ่ายไหนจะเสียใจตอนนี้แม่ทัพที่บัญชากองทัพเหลือเพียงแค่สองคนต่อให้พวกเ้าปลดอำนาจของท่านพ่อไปทหารกล้าก็ยังคงติดตามท่านพ่ออยู่ดีหากไม่เชื่อสามารถไปถามพวกเขาได้ว่าพวกเขายินดีติดตามเ้ากลับเมืองหลวงหรือไม่”เมิ่งซานเย้ยหยัน
“.....”ทูตจากเมืองหลวงเดินออกไป
หลังจากทูตจากเมืองหลวงเดินออกมาได้สักพักชายวัยกลางคนถือกระบี่ก็ปรากฏตัวข้างๆ
“เป็อย่างไรบ้าง”
“ไม่ได้ผลอีกฝ่ายไม่คิดจะทำตามคำสั่ง”ทูตจากเมืองหลวงกล่าว
“เช่นนั้นก็มีแต่ต้องกำจัดทิ้งเท่านั้นหมากที่ไม่ยอมทำตามคำสั่งไม่ควรเก็บเอาไว้” มือกระบี่กล่าว
“อย่าวู่วามในตระกูลเมิ่งไม่ได้ง่ายดายอย่างที่เ้าคิด”ทูตจากเมืองหลวงกล่าว
“ก็แค่เมิ่งเหยียนคนเดียวไม่ใช่หรือที่อยู่ระดับถ้ำ์ข้าเองก็อยู่ระดับถ้ำ์เช่นนั้นขอแค่ข้าลงมือสังหารเมิ่งเหยียนใครจะขัดขวางข้าได้”มือกระบี่กล่าวด้วยสีหน้าเ็า
“รอคำสั่งจากเบื้องบนก่อน”ทูตจากเมืองหลวงกล่าว
“จริงสิองค์ชายหายไปไหนแล้ว”
“เห็นว่าเดินเล่นอยู่ข้าจะไปตามกลับมาเดี๋ยวนี้”มือกระบี่กล่าว
“อืมอย่าให้เขาสร้างปัญหาตอนนี้ความอดทนของอีกฝ่ายมีไม่มากนักหากล้ำเส้นมากเกินไปคงยากที่พวกเราจะออกจากที่นี่ได้”ทูตจากเมืองหลวงกล่าว
“เ้าระวังตัวมากเกินไปแล้วแค่ตระกูลแม่ทัพไม่ใช่คนจากตระกูลเซียนเสียหน่อย” มือกระบี่ยิ้ม
“พูดถึงตระกูลเซียนข้าได้ยินว่าบุตรชายคนรองของแม่ทัพเมิ่งมีบุตรชายคนหนึ่งตอนนี้ออกไปฝึกฝนที่สำนักเจินอูเห็นว่าประสบความสำเร็จไม่น้อยและกำลังกลับมาบางทีคนผู้นี้อาจจะใช้ประโยชน์ได้ เ้าไปตามองค์ชายข้าจะไปพบหน้าชายคนนี้เสียหน่อย”ทูตจากเมืองหลวงยิ้ม
อีกด้านหนึ่งเซี่ยชิงอี้ที่ทำความเข้าใจข้อความในแผ่นกระเบื้องได้ส่วนหนึ่งก็เริ่มฝึกแม้การฝึกของนางเมื่อเทียบกับเมิ่งเจี้ยนเฉินจะเรียกได้ว่าต่างกันราวฟ้ากับเหวแต่หากเทียบกับอัจฉริยะคนอื่นๆถือว่านางทำได้ยอดเยี่ยมมากแล้วโดยเฉพาะไม่มีใครชี้แนะอีกด้วย
องค์ชายของแคว้นสุ่ยมีนามว่าสุ่ยหมางเดินมองจวนต่างๆในตระกูลเมิ่งอย่างกำเริบเสิบสาน เห็นสาวใช้งดงามมากมายก็อดไม่ได้อยากจะลงมือแย่งชิงคนแต่ก็ถูกขันทีเตือนไว้ตลอด
“โอ้นางคือใครกันงดงามยิ่ง” สุ่ยหมางมองไปยังหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังจัดสวนอยู่กับเหล่าสาวใช้
“น่าจะเป็ฮูหยินของเมิ่งซาน”ขันทีกล่าว
“น่าเสียดายจริงๆแม้จะอายุขนาดนี้แล้วแต่ยังงดงามรอให้วันใดตระกูลเมิ่งล่มสลายข้าจะต้องไว้ชีวิตนางและเก็บไว้เล่นสนุกแน่”สุ่ยหวางกล่าว
“เวลานั้นคงอีกไม่นานแล้ว”ขันทียิ้มออกมา
“นี่สินะจวนของเ้าเมิ่งเจี้ยนเฉินอะไรนั่น”สุ่ยหวางเดินมาถึงจวนที่ดูแล้วธรรมดาแต่กลับมีผู้คุ้มกันมากมายอยู่รอบๆ
“องค์ชายจวนแห่งนี้ห้ามคนนอกเข้า”ทหารคนหนึ่งกล่าว
“ก็แค่จวนเล็กๆแห่งหนึ่งไม่ใช่หรืออีกอย่างข้าคือองค์ชายเ้ากล้าขัดขวางข้างั้นหรือ”สุ่ยหวางกล่าว
“เป็คำสั่งของท่านแม่ทัพใครก็ห้ามผ่าน”ทหารกล่าว
“เ้าเชื่อหรือไม่ว่าข้าสามารถสั่งตัดหัวของเ้าตอนนี้ได้เลย”สุ่ยหวางเผยสีหน้าเ็า
“ต่อให้เป็เช่นนั้นข้าก็คงต้องตอบคำเดิม”ทหารกล่าว
“ไม่เป็ไรให้พวกเขาเข้ามา”เสียงของเมิ่งเจี้ยนเฉินดังขึ้น
เมิ่งเจี้ยนเฉินมานั่งรออยู่ไม่ไกลจากประตูจวนแล้วส่วนเซี่ยชิงอี้ไม่ได้สนใจนางยังฝึกฝนอยู่ในลานกว้าง
ทหารที่ได้ยินคำสั่งของเมิ่งเจี้ยนเฉินก็ลังเลแต่ก็ยอมปล่อยให้ทั้งสองคนเข้ามาทันทีสุ่ยหวางยกยิ้มเย้ยหยันเดินข้ามประตูจวนเข้าไป แต่พริบตานั้นเองอยู่ๆแรงกดดันมหาศาลก็ปะทุออกมาจากรูปปั้นทหารเทพ
แรงกดดันกระแทกร่างของทั้งสองคนให้คุกเข่าไปหมอบกับพื้นในพริบตาพวกทหารพากันตื่นตระหนกแม้แต่เมิ่งเจี้ยนเฉินก็อ้าปากค้าง
“ไอ้หยาองค์ชายถึงเ้าจะนับถือข้าแต่ก็ไม่ควรจะแสดงออกมาตรงๆแบบนี้ ไม่เอาๆ ลุกขึ้นลุกขึ้นเร็ว” เมิ่งเจี้ยนเฉินรีบวิ่งเข้ามา
“นี่มันอะไรกัน”สุ่ยกวางกัดฟันด้วยความโกรธมองไปยังรูปปั้นไม้ธรรมดาแต่พริบตาแผ่นไม้ก็ค่อยๆหลุดออกมาเผยให้เห็นแก้วใสที่อยู่ด้านใน
ส่วนขันทีตอนนี้มองเห็นภาพมานาที่แม่ทัพเทพมีชีวิตเป็ตัวตนระดับสูงที่เฝ้าพิทักษ์ประตูของสรวง์แม่ทัพเทพมองมายังขันทีด้วยสายตามองมดปลวกยกฝ่ามือตบลงมา
“อ๊ากกกกกกกก”ขันทีกรีดร้องจิติญญาเกือบแตกสลายโลหิตไหลออกมาจากหูตาจมูกและปาก
“เกิดอะไรขึ้น”มือกระบี่พุ่งเข้ามาก่อนจะมาถึงตรงจุดที่องค์ชายนอนหมอบกราบอยู่จากนั้นก็รีบอุ้มร่างขององค์ชายเอาไว้แล้วคิดจะถอยออกไปแต่พริบตาด้านหน้าของมือกระบี่ก็มีแม่ทัพเทพยืนอยู่ชกหมัดขึ้นชกออกไป
“เปรี้ยง!!!!!!!!!!!!!!!”ร่างของมือกระบี่กระเด็นออกไปพร้อมกับพ่นโลหิตออกมาส่วนร่างขององค์ชายกลิ้งไปที่พื้นหมดสติทันทีส่วนขันทีตอนนี้จิติญญาเกือบสลายระดับบ่มเพาะล่วงลงมาอย่างต่อเนื่องจากหลอมรวมกลายมาเป็สร้างรากฐานและตกลงมากลั่นลมปราณ
“เ้าคิดจะสังหารพวกเราหรือยังไง”มือกระบี่คำรามด้วยความโกรธ
“ห๊ะ”เมิ่งเจี้ยนเฉินแสดงสีหน้างุนงงตนยังไม่ทันได้ทำอะไรเลยเมิ่งเจี้ยนเฉินหันไปมองหน้าทหารที่เฝ้าประตูแสดงสีหน้าอย่างชัดเจน
“นายน้อยของข้าไม่ได้ทำอะไรเลยแค่พวกเ้าล้ำเส้นมากเกินไปข้าเตือนแล้วว่าอย่าเข้าไปในจวนของนายน้อยแต่พวกเ้าก็ไม่ฟังจะเข้าไปให้ได้ผลเป็อย่างไรละ” ทหารกล่าว
“....”มือกระบี่มองไปยังรูปปั้นแก้วใสด้วยสีหน้าหวาดกลัวเพียงแค่หมัดง่ายก็ก็ทำให้ระดับถ้ำ์อย่างตนาเ็สาหัสแถมตอนนี้ขันทีก็หมดสติเหมือนกับองค์ชายแล้วจะถามอะไรก็ไม่ได้แล้ว
“ข้าจะจัดจำเื่ในวันนี้ไว้”มือกระบี่ลากร่างของขันทีและอุ้มร่างขององค์ชายออกไปด้วยความอับอายและหวาดกลัวใครจะคิดว่าในจวนของเมิ่งเจี้ยนเฉินจะมีของวิเศษแบบนี้อยู่
“นายน้อยยอดจริงๆข้าไม่คิดว่านายน้อยจะวางแผนเอาไว้หมดแล้ว”
“ใช่แล้วตอนแรกข้ายังสงสัยว่าทำไมนายน้อยถึงปล่อยให้ทั้งสองเข้าไปที่แท้ก็เตรียมการเอาไว้แล้ว”ทหารที่เฝ้าอยู่หน้าจวนยกนิ้วให้เมิ่งเจี้ยนเฉินทันที
“ห๊ะข้าวางแผนอะไร ตกลงแล้วพวกนั้นเป็อะไรข้ายังไม่รู้เลย” เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว
“สมกับเป็นายน้อยรอบคอบจริงๆยังแสดงละครไม่เลิกกลัวว่าอีกฝ่ายจะวนกลับมาจับผิดได้สินะนับถือๆ” ทหารทั้งสองมองไปยังร่างของแม่ทัพเทพที่ยืนอยู่ด้านหลังของเมิ่งเจี้ยนเฉินด้วยความเคารพและหวาดกลัวแต่เมิ่งเจี้ยนเฉินกลับไม่เห็นอะไรเลยเดินกลับไปเข้าไปในจวนด้วยสีหน้างุนงง
“คนพวกนั้นละ”เซี่ยชิงอี้เห็นเมิ่งเจี้ยนเฉินเดินกลับเข้ามาด้วยสีหน้างุนงงก็เอ่ยปากถามทันที
“กลับไปแล้วพี่หญิงข้าจะบอกอะไรให้นะ ตอนแรกที่ข้าได้ยินเสียงด้านนอกข้าก็คิดว่าจะยอมปล่อยให้พวกนั้นเข้ามาแต่พอทั้งสองเดินเข้ามาในจวนของข้าอยู่ๆพวกนั้นก็ก้มกราบข้าซะอย่างงั้นจากนั้นขันทีคนนั้นก็ชักกระตุกส่วนชายคนที่มาทีหลังมีกระบี่อยู่ด้านหลังก็ด่าข้ากล่าวหาข้าว่าจะฆ่าคนทำเอาข้าโกรธมากข้าไปทำอะไรพวกเขาตอนไหนั้แ่เริ่มข้ายังไม่รู้เื่อะไรเลยเห็นได้ชัดว่าพวกเขาเล่นละครคิดจะใส่ร้ายข้า”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว
“เ้าอยู่ที่นี่ก่อนข้าจะไปถามทหารยามด้านนอก”เซี่ยชิงอี้เดินออกไปพูดคุยกับทหารยามถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจากนั้นนางก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้าสงสัยนางเดินอ้อมเมิ่งเจี้ยนเฉินแล้วขบคิดบางอย่าง
“เจี้ยนเฉินเ้าฝึกฝนแล้วใช่หรือไม่” เซี่ยชิงอี้กล่าว
“อะไรฝึกฝนอะไร ข้าจะเอาเวลาไหนไปฝึกฝนเล่า” เมิ่งเจี้ยนเฉินรีบนั่งหลังตรงกล่าวทันที
เซี่ยชิงอี้หรี่ตาลงแม้หลายปีมานี้นางจะสงสัยอยู่บ้างมีหลายครั้งที่เมิ่งเจี้ยนเฉินเผยพิรุธต่อหน้านางเมื่อปีก่อนทั้งคู่ได้เดินขึ้นไปบนูเาที่เป็สุสานของบรรพบุรุษตระกูลเมิ่งนางจำได้ว่าตอนนั้นพวกสาวใช้หลายคนพากันเหนื่อยหอบแต่เมิ่งเจี้ยนเฉินกลับวิ่งขึ้นไปบนยอดเขาโดยที่ไม่มีเหงื่อสักเม็ดตอนแรกนางก็คิดว่าอีกฝ่ายคงใช้โอสถช่วยเพิ่มพลังกายแต่พอนึกดูตอนนี้หลายสิ่งมันไม่สมเหตุสมผลอย่างมาก