ทั้งความหวาดหวั่น และการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อที่จะให้ตนเองได้เป็อิสระ ทำให้ แบรนดี้ลืมนึกถึงความหนาวเหน็บของอากาศในยามราตรีไป แต่ทันทีที่เขาเอ่ยถึงมัน ก็ราวกับว่าความหนาวเยือกเย็นของอากาศจะทิ่มแทงผ่านเนื้อผ้าที่บางเบาเข้าไปในทันที ทำให้เธอสะท้านขึ้นมาอย่างไม่รู้สึกตัว ดังนั้นเธอจึงก้าวเข้ามาหาความอบอุ่นจากกองไฟ โดยทั้งระยะให้ห่างจากเขาไว้พอประมาณขณะเดียวกันก็ไม่ใคร่จะมั่นใจนักว่า ควรจะยืนให้ไกลสักแค่ไหนจึงจะพอเชื่อใจเขาได้ เธอเฝ้าแต่เหลือบมองหน้าเขาด้วยความหวาดระแวงอยู่ตลอดเวลา
ความอบอุ่นจากไฟกองเล็ก ๆ นั้นดูมีค่าอย่างมหาศาล แบรนดี้ทรุดกายลงนั่ง ความเหนื่อยอ่อนที่เข้าครอบงำทำให้เปลือกตาหรี่ลง แต่แล้วก็ต้องลืมโพลงขึ้นเมื่อเห็นเขาเอื้อมไปดึงมีดออกมาจากปลอกหนังที่ห้อยไว้ตรงเอว แสงไฟส่องกระทบใบมีดเป็ประกายวาววับอย่างน่ากลัว และความหวาดหวั่นก็จู่โจมเข้าจับหัวใจอีกครั้ง
แต่ดูเหมือนเขาจะมิได้สังเกตเห็นอาการที่เธอกระถดถอยหลัง
“หิวไหม”
เขาถามสั้น ๆ ก่อนที่จะเดินไปอีกด้านหนึ่งของกองไฟ คุกเข่าลงตรงนั้นเธอจึงได้เห็นไม้ที่เสียบย่างชิ้นเนื้อบางอย่างอยู่
“ค่ะ”
เธอยอมรับง่าย ๆ เมื่อมองเห็นอาหารที่เสียบอยู่กับไม้นั้น เขาจึงใช้มีดตัดออกมาขึ้นใหญ่และส่งให้เธอแบรนดี้เอื้อมมือไปรับ พร้อมกับเอ่ยถามว่า
“อะไรคะนี่”
“กระต่ายป่า”
เขามิได้เงยก้มหน้าก้มตาตัดอีกชั้นหนึ่งให้ตัวเองอยู่
“มันอาจจะค่อนข้างเหนียวสักหน่อยนะ แต่ถึงยังไงมันก็เป็อาหารละ”
แบรนดี้ออกจะเห็นด้วยกับคำพูดของเขา เพราะเมื่อกดลงไปก็รู้สึกว่า เนื้อกระต่ายป่านั้นค่อนข้างจะเหนียวอย่างที่เขาว่าจริง ๆ แต่ขณะนี้เธอหิวโหยจนเกินกว่าจะสนใจ
“คุณเป็คนยิงมันใช่ไหมคะ”
เธอเอ่ยถามขึ้นหลังจากที่นั่งรับประทานไปเงียบ ๆ เป็ครู่
“ใช่”
“ยิงนัดเดียวใช่ไหมคะ”
คำถามที่คล้าย้าจะยืนยันในอะไรบางอย่างทำให้เขาปรายตาขึ้นมอง
“ใช่.... ทำไม”
รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนเรียวปาก
“ก็ปืนนัดนั่นแหละค่ะ ที่ทำให้ม้าของฉันใแล้วก็เลยทำให้ฉันต้องมานั่งอยู่ที่นี่”
“ถ้าเช่นนั้น ถึงอย่างไรมันก็เป็ความผิดของผมอยู่ดี และผมก็สมควรจะต้องได้รับคำตำหนิอยู่นั่นเองสินะ”
น้ำเสียงของเขาประชดประชันอยู่ในที่
“ไม่ใช่หรอกค่ะ”
แบรนดี้สั่นศีรษะ เรือนผมสีน้ำผึ้งพลิ้วไหว
“ตอนนั้นฉันมัวแต่เพลินชมความงามตอนที่พระอาทิตย์กำลังจะตกดิน ก็เลยไม่ได้ผูกมันไว้ให้แ่า มันเป็ความผิดของฉันเองต่างหากคะ”
“ใช่”
เขาสนองรับเหี้ยม ๆ
ขณะที่ฉีกเนื้อกระต่ายออกด้วยฟัน และเคี้ยวกินอยู่เงียบ ๆ นั้น แบรนดี้อดคิดไม่ได้ว่าเขาไม่น่าจะรีบสนองรับคำพูดของเธออย่างรวดเร็วเช่นนั้นเลย เพราะเธอเองก็มิได้พยายามที่จะกล่าวโทษในการกระทำของเขา ที่ทำให้ม้าของเธอต้องใเตลิดหนีไปอยู่แล้ว และถึงอย่างไรเธอก็มีสิทธิในการที่จะขี่ม้าออกมาเที่ยวชมภูมิประเทศในแถบนี้มากกว่าเขาด้วย เพราะคนอย่างเขานั้น มิได้เป็อะไรมากไปกว่าโจรธรรมดา ๆ คนหนึ่งเลย
หลังจากที่รับประทานอาหารคาวอันเป็เนื้อกระต่ายป่าเสร็จสิ้นลงแล้ว เขาก็ยื่นอินทผาลัม อันเป็ผลไม้ในแถบถิ่นนี้ให้เธอเป็ของหวาน เมื่อความหิวถูกบำบัดลงแบรนดี้ก็จิบกาแฟร้อนรสเข้มจากถ้วยสังกะสี ตามที่จริงแล้วเธออยากจะละเลียดอยู่กับกาแฟถ้วยนั้น แต่เนื่องจากถ้วยมีอยู่เพียงใบเดียว ดังนั้นจึงจำเป็ต้องรีบเพื่อที่ผู้ชายคนนี้จะได้ดื่มต่อในส่วนของเขา
“อร่อยจังเลยค่ะ”
เธอเอ่ยขึ้น หลังจากที่กาแฟหยดสุดท้ายหมดลง และส่งถ้วยให้กับเขา
“อาหารมื้อนี้นับว่าเป็มื้อที่อร่อยที่สุดในชีวิต อาจจะเป็เพราะว่าฉันกำลังหิวมาก ก็เลยไม่สนหรอกค่ะ ว่าจะต้องกินอะไรเข้าไป”
ผู้ชายคนนั้นเพียงแต่พยักหน้าสนองรับในคำพูดของเธอ รินกาแฟเติมลงในถ้วย และแบรนดี้ก็อดที่จะใคร่รู้ในความเป็อยู่ของเขามิได้
“คุณทานอะไรแบบนี้เสมอน่ะหรือคะ ฉันหมายถึงว่าหาสัตว์เล็กสัตว์น้อยมาเป็อาหารรับประทานน่ะ”
“ก็เฉพาะแต่เวลาที่ผมออกมากลางทะเลทรายอย่างนี้เท่านั้นละ”
เขาตอบอย่างจะยอมรับ ยักไหล่อย่างไม่ใคร่สนใจนัก
“เพราะปกติแล้วผมไม่ชอบแบกอะไรติดตัวมากิน”
นั่นสินะ แบรนดี้คิดอยู่ในใจ เพราะในบางครั้งด้วยอาชีพของเขา มันก็เป็การจำเป็อยู่ที่จะต้องหลบหนีจากมือกฎหมายให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ เพราะฉะนั้นมันก็จำเป็ที่จะต้องมีสัมภาระให้น้อยที่สุด
“แล้วคุณออกมาบ่อยไหมล่ะคะ”
เขาพิจารณาใบหน้าเธออยู่เป็ครู่ก่อนที่จะตอบว่า
“ก็บ่อยเหมือนกัน”
ซึ่งมิใช่คำตอบที่ชัดเจนนักขณะเดียวกันก็ยกถ้วยกาแฟขึ้นดื่มอึกใหญ่ราวกับว่ามันมิได้มีความร้อนจัดอย่างที่แบรนดี้รู้สึกเลย
เธอพยายามครุ่นคิดพิจารณาในคำตอบของเขาอยู่ และแล้วก็ตระหนักว่า เขามีเจตนาที่จะตอบอย่างคลุมเครือเช่นนี้ ยิ่งเธอมีความรู้เกี่ยวกับกิจกรรมที่เขาประกอบอยู่น้อยเท่าไร เธอก็ย่อมไม่สามารถจะหาเหตุผลมาให้กับเ้าหน้าที่ของทางบ้านเมืองได้เท่านั้น บางทีเขาอาจจะไม่ไว้วางใจว่าเธอจะสามารถรักษาสัญญาที่ได้ให้ไว้ว่าจะไม่บอกให้ใครรู้ว่าเธอได้พบเห็นเขาก็ได้ ซึ่งแบรนดี้เองก็ไม่ใคร่จะแน่ใจนักว่า เธอจะสามารถเก็บมันไว้เป็ความลับได้ตลอดไป และบางทีเขาอาจจะเดาความคิดของเธอออก
เขายกถ้วยกาแฟขึ้นดื่มต่อ และแล้วก็สาดเศษที่เหลือลงบนพื้นดิน แบรนดี้จับตามองท่วงท่ากันว่องไวยามที่เขาผลุดลุกขึ้นยืน และเดินตรงไปยังถุงอานม้าที่วางอยู่ห่างจากกองไฟ เขาล้วงมือลงไปในถุงหนึ่งและแล้วก็หยิบกล่องสีขาวออกมา
แบรนดี้เต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ยิ่งนัก
“อะไรคะนั่น”
เธอถามออกไปทันที เมื่อเขาเดินกลับมาหาพร้อมด้วยกล่องสีขาวในมือ
“กล่องยาสำหรับปัจจุบันพยาบาล”
เขาตอบออกมาในทันทีเช่นกัน ก่อนที่เธอจะทันสังเกตเห็นเครื่องหมายกากบาทแดงที่เป็สัญลักษณ์อยู่บนฝากล่อง
“เราจะต้องลงมือทำความสะอาดแผลที่คุณได้รับมาเสียที”
แบรนดี้ก้มลงมองต้นแขน และรอยขีดข่วนที่เรียกเืสีแดง จากฤทธิ์ของหนามไหน่ที่ขูดขีดอยู่กับผิวเนื้อ ริ้วรอยต่าง ๆ ปรากฏอยู่ตรงนั้นบ้างตรงนี้บ้าง แต่กระนั้น มันก็เป็เพียงแผลเล็ก ๆ แม้แต่ตรงที่เสื้อถูกเกี่ยวจนขาดก็ตามที มันอาจจะดูเป็รอยแดงช้ำขึ้นมาบ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับจะทำให้เ็ปอะไร
“มันไม่ได้เจ็บอะไรนักหนาหรอกค่ะ”
เธอตอบเสียงเบา ต่อต้านการที่จะปฐมพยาบาลาแเล็ก ๆ นั้นอยู่อย่างไม่ตั้งใจ
“ฉันแทบจะไม่รู้สึกอะไรเลยด้วยซ้ำ”
แต่เขาเข้ามานั่งอยู่ข้างตัวเธอแล้ว หมวกปีกกว้างถูกบิดไปห้อยอยู่ทางด้านหลัง กล่องยาถูกเปิดออกและเขากำลังรินยาฆ่าเชื้อจากขวดพลาสติกใส่ลงในสำลีแผ่นเล็ก ๆ
“คุณจะต้องรู้สึกถ้าเมื่อไหร่เชื้อมันเข้าไป”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
ซึ่งแบรนดี้ก็รู้ว่าเขาพูดถูก เพราะไม่มีใครรู้ได้ว่าตรงปลายหนามแหลม ๆ ของต้นพืชเ่าั้จะมีเชื้อโรคอะไรติดอยู่บ้าง แต่กระนั้นเธอก็ยังรู้สึกอึดอัดใจอยู่ไม่น้อยที่จะให้เขาปรนนิบัติด้วยการใส่ยาให้
“ฉันทำเองได้ค่ะ”
เธอเอื้อมมือจะรับสำลีมาจากเขา
“ผมทำเองง่ายกว่า”
เขาเอื้อมมาจับแขนที่เธอยื่นออกไป และเริ่มลงมือทำความสะอาดและใส่ยาแผลตรงต้นแขนให้
แสงจากกองไฟสะท้อนเงาอยู่กับใบหน้านั้น ครั้งนี้เป็ครั้งแรกที่เธอได้มีโอกาสพิจารณาเขาอย่างใกล้ชิด ใบหน้านั้นบ่งบอกถึงความมีอำนาจ เป็ใบหน้าที่แฝงความกร้าวแกร่งไว้ จนสร้างความรู้สึกให้เกิดขึ้นในครั้งแรกที่พบเห็นเขาว่า เขาเป็บุคคลอันตรายที่น่ากลัวมากกว่าจะน่าเข้าใกล้ ทั้งหนวดเคราขนคิ้วเรือนผม และดวงตาเป็สีน้ำตาลเข้มจนเกือบดำ ประกอบด้วยผิวสีน้ำตาลเข้มด้วยถูกแสงแดดแผดเผาอยู่เสมอ ยิ่งกว่านั้นเคราสั้น ๆ ก็ยังช่วยอำพรางสันกราม และโหนกแก้มไว้ให้ดูคมเข้มและดุดันมากขึ้น
เธออดคิดในใจไม่ได้ว่า ถ้าเขาไม่ไว้หนวดเครารุงรังเช่นนี้ หน้าตาคงจะหล่อเหลามาก และก็เชื่อว่าการที่เขาต้องไว้หนวดเคราเช่นนี้ก็เพื่อปกปิดโฉมหน้าที่แท้จริงของตนเอง แต่ขณะเดียวกัน แบรนดี้ก็อดที่จะคิดในใจไม่ได้ว่ามันมีอะไรบางอย่างในใบหน้านี้ที่ออกจะคุ้นตาอยู่ แต่มันก็ไม่น่าจะเป็ไปได้ เพราะเธอเองก็มิได้รู้จักใครที่จะมีลักษณะของความเป็ชายชาตรีที่สมบูรณ์แบบเช่นเขามาก่อน
มีลักษณะอย่างหนึ่งในตัวเขาที่สร้างความแปลกใจให้กับเธออยู่ไม่น้อย นั่นก็คือเขาได้มีลักษณะของการเสแสร้งแกล้งทำ หรือมีท่าที่ปิดบังอำพรางอะไรไว้เลยทุกอิริยาบถของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจ เป็ลักษณะของบุคคลที่เป็หัวหน้าคน ซึ่งมันไม่น่าจะเป็ไปได้สำหรับบุคคลที่ใช้ชีวิตแบบเหนือกฎหมายเช่นนี้ ซึ่งทำให้เธออดที่จะแปลกใจมิได้ว่า ก็ในเมื่อเขาเป็บุคคลที่มีความมั่นใจในตนเองถึงขนาดนี้แล้ว เขา....ผู้ซึ่งอยู่ในวัยประมาณ 30 เศษ ทำไมจึงจะกลายเป็โจรขโมยวัวไปได้เพราะว่ามันดูขัด ๆ กับอุปนิสัยใจคอของเขาอย่างไรพิกล