บทที่ 39 ไม่เล่นกับตัวประหลาด
หลิวเกิ่นเซิงตกตะลึงมองดูมือที่ว่างเปล่า จากนั้นก็เห็นลูกเตะพุ่งเข้ามาทางหางตา เด็กชายรีบคว้าหน่วนเป่าหลบทันที
ดวงตาของหน่วนเป่าเต็มไปด้วยดิน นางขยี้มันไม่หยุดจนกระทั่งดวงตาเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ
หลิวเกิ่นเซิงเหลือบมองเด็กน้อยในอ้อมแขน จากนั้นตวัดสายตาไปทางตัวต้นเรื่องด้วยความโกรธ
“โก่วจือ จาวตี้ พวกเจ้าสองคนทำอะไรน่ะ เตะดินใส่หน้าพวกเราเนี่ยนะ”
จาวตี้มองหน่วนเป่าด้วยความรังเกียจ “ไม่มีอะไร พวกเรากำลังเล่นดินกันอยู่ ไม่ทันเห็นพวกเจ้า”
จาวตี้เป็นลูกสาวของเซียวหย่งเหวิน โก่วจือเป็นลูกของเพื่อนบ้านพวกเขา ทั้งสองคนมักจะเล่นด้วยกันบ่อย ๆ พวกเขาจึงมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน
หลิวเกิ่นเซิงหันไปมองจาวตี้ก่อน จากนั้นจึงวางหน่วนเป่าลงและค่อย ๆ เช็ดฝุ่นดินออกจากใบหน้าของเด็กน้อย
“พวกเรานั่งอยู่ที่นี่ตั้งนานแล้ว เจ้าตาบอดหรืออย่างไร”
แม้จะอายุเพียงห้าขวบ แต่เขาไม่ได้ตัวเตี้ย เมื่อยืนอยู่ต่อหน้าจาวตี้ในวัยแปดขวบ เขาจึงสูงกว่าเล็กน้อย
แต่โก่วจือเป็นคนแข็งแรง เขาเดินเข้าไปผลักหลิวเกิ่นเซิงจนเกือบล้ม “เห็นตั้งนานแล้วแต่เจ้ามันเกะกะลูกตา”
“พี่เกิ่นเซิง!”
หน่วนเป่าเห็นหลิวเกิ่นเซิงถูกผลัก นางก็ถลาเข้าไปห้าม
แต่กลับถูกจาวตี้คว้าผมและกระชากอย่างแรง “นังเด็กบ้า!”
หน่วนเป่าเจ็บปวดจึงตะโกนร้องเสียงดัง “เจ็บนะ ดึงผมหน่วนเป่าทำไม เจ็บ!”
เด็กน้อยใช้แรงทั้งหมดผลักจาวตี้ออกไป
เด็กหญิงถอยหลังไปสองก้าว สายตาเหลือบเห็นขนมที่ตกลงบนพื้น นางจึงเหยียบมันและเงื้อมือขึ้นเตรียมจะตีหน่วนเป่า
“นั่นเป็นขนมที่ตั้นแม่ทำนะ เจ้าคนชั่ว วันนี้เจ้าโชคไม่ดีแน่”
หน่วนเป่าเต็มไปด้วยความโกรธ โดยปกติแล้วนางจะไม่ค่อยใช้วิธีนี้เท่าไร แต่ครั้งนี้นางโกรธจนใช้พลังของเทพมังกรดลบันดาลให้คำพูดของนางเป็นจริง
แน่นอนว่าจาวตี้เพิกเฉยต่อคำสาปแช่งของเด็กอายุหนึ่งขวบ ท้ายที่สุดแล้วในใจของนางก็รู้สึกว่าคนที่โชคร้ายอย่างไรก็ไม่ใช่ตัวเอง
หลิวเกิ่นเซิงรู้สึกกังวล เท้าของโก่วจือเตะซ้ำเข้ามา เมื่อเด็กชายเห็นจาวตี้เตรียมจะตบหน่วนเป่า เขาก็รับลุกเตะและลุกขึ้นเพื่อปกป้องเด็กน้อย
แต่กลับถูกเด็กอีกสองคนปิดล้อมเส้นทาง หลิวเกิ่นเซิงรู้สึกเสียใจที่พาหน่วนเป่าออกมาจากบ้าน ตอนนี้ต่อให้ตะโกนเรียกไปก็ไม่มีใครได้ยิน
“เกิ่นเซิง ข้าแค่อยากเล่นกับเด็กน้อยคนนี้สักหน่อย นางก็เป็นน้องสาวข้าเหมือนกัน”
เดิมทีจาวตี้อยู่ที่ลานนวดข้าว แต่หลังจากที่แม่เฒ่าเหยาสร้างปัญหามากมายมาหลายครั้ง ก็ไม่มีใครในหมู่บ้านต้อนรับพวกเขาอีก
ที่นั่น ผู้คนต่างมองนางแปลก ๆ ดังนั้นนางจึงขอให้โก่วจือออกมาด้วยกัน
โดยไม่คาดคิดว่าจะเจอหน่วนเป่าระหว่างทาง และเมื่อนึกถึงคำพูดที่แม่เฒ่าเหยาเคยรำพึงรำพันตอนอยู่ที่บ้าน ‘บ้านที่ดีขนาดนั้นได้สมควรเป็นพวกเราที่ได้อยู่อาศัย’ ‘เซียวหน่วนหยางนังเด็กชั่วคนนั้นควรถูกขายออกไปเป็นเจ้าสาว’
นางยังเห็นว่าเสื้อผ้าสีชมพูบนตัวหน่วนเป่าดูใหม่มาก ส่วนตัวเองไม่ได้สวมเสื้อผ้าใหม่มานานแล้ว แล้วนังเด็กคนนี้กล้าดีอย่างไรถึงใส่มัน!
ไหนจะขนมอีก ทั้งสวยงามทั้งหอมหวาน แม้แต่หลิวเกิ่นเซิงยังได้กิน ตัวเองกลับไม่ได้กินเสียอย่างนั้น
จาวตี้ขอให้โก่วจือไปขุดดิน แล้วให้เขาหยุดหลิวเกิ่นเซิงไว้ ไม่ว่าอย่างไรนางก็จะสั่งสอนนังเด็กนี่ให้ได้
“หน่วนเป่าไม่อยากเล่น เจ้าตัวประหลาดน่าเกลียด!”
หน่วนเป่าโกรธมากและผลที่ตามมาจะร้ายแรงยิ่งขึ้นแบบนี้
ต้องบอกว่าคำว่าน่าเกลียดสำหรับเด็กผู้หญิงอายุตั้งแต่หนึ่งขวบไปจนถึงสิบขวบถือว่าร้ายแรงมาก
หลังจากที่เสี่ยวเหยาซื่อถูกบังคับให้ทำงานบ้าน นางก็ไม่มีเวลาดูแลจาวตี้อีกต่อไป จาวตี้จึงออกไปเล่นนอกบ้านทุกวัน
เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า ผิวที่ตากแดดก็เริ่มเข้มขึ้นและตอนนี้ผิวของนางยังเข้มกว่าหลิวเกิ่นเซิงเสียอีก
“ตัวดำอย่างกับถ่าน ฟันก็เหลือง ยังคิดที่จะเล่นกับหน่วนเป่าอีกหรือ อยากให้หน่วนเป่านึกรังเกียจจนตายเลยหรือไง”
หลิวเกิ่นเซิงเอามือปิดปากนาง “พูดเรื่องตายได้อย่างไร พูดตามพี่เร็ว ‘ถุยถุยถุย สิ่งไม่ดีจงออกไป’”
“ถุยถุยถุย สิ่งไม่ดีจงออกไป” หน่วนเป่าทำตามอย่างว่าง่าย ยิ้มยิงฟันขาว ตบปากแปะ ๆ แล้วทำท่าโยนไปทางจาวตี้
ดวงตาของจาวตี้แดงก่ำด้วยความโกรธ นางหันไปพูดกับโก่วจือ “ตีพวกมันเลย!”
หลิวเกิ่นเซิงตะโกนเสียงดัง “โก่วจือถ้าเจ้ากล้าลงมือล่ะก็ ข้าจะขอให้ปู่ข้าไล่ครอบครัวของเจ้าออกจากหมู่บ้าน”
ประโยคนี้ใช้ได้ผล และหมัดที่ยกขึ้นของโก่วจือก็ชะงักค้าง
เขาสามารถสร้างปัญหาให้ตัวเองได้ แต่เขาไม่สามารถสร้างปัญหาให้กับครอบครัวได้
หลี่เจิ้งเป็นเหมือนผู้นำของหมู่บ้าน นี่คือสิ่งที่ทุกครอบครัวบอกลูก ๆ ของตน
หน่วนเป่าไม่ได้หยุด “ผมเจ้ามันยุ่งยิ่งกว่ารังนกเสียอีก แม้แต่แม่ไก่ก็ยังไม่กล้าวางไข่บนหัวเจ้าเพราะมันสกปรกเกินไป”
“ผิวก็ดำคล้ำ ไม่ใช่ว่าเป็นคนผิวหนาอย่างนั้นหรือ”
“หน่วนเป่าออกจะสวยขนาดนี้ ไม่มีทางเป็นน้องสาวตัวประหลาดอย่างเจ้าหรอก” พูดจบก็กระซิบหลิวเกิ่นเซิง “วิ่ง”
หลิวเกิ่นเซิงสับเท้าวิ่งหนีทันที พร้อมกับเสียงกรีดร้องดังตามหลังมา
เมื่อเด็กชายวิ่งไปถึงลานนวดข้าว หลิวเกิ่นเซิงก็ค่อย ๆ ชะลอฝีเท้าลง “พวกเขาคงไม่ไล่ตามมาถึงตรงนี้หรอก”
หน่วนเป่าเชิดคางขึ้น “ไม่ไล่มาหรอก ร้องไห้กับความโชคร้ายอยู่ตรงนั้นนั่นแหละ”
หลิวเกิ่นเซิงยิ้ม “เจ้ายังเจ็บตาอยู่หรือไม่”
หน่วนเป่าพยักหน้าแล้วเม้มริมฝีปาก “ยังเจ็บอยู่ แต่ถ้าได้กินน่องไก่ก็คงจะดีขึ้น”
ตอนนี้ชักหิวแล้ว การทำตามคำพูดที่ตั้งไว้มันกินพลังไปมากจริง ๆ ถึงอย่างไรนางก็ยังคงเป็นลูกสัตว์ตัวน้อย
ถึงหลิวเกิ่นเซิงจะไม่ได้เรียนหนังสือ แต่เด็กชายก็รู้สึกว่าคำพูดของหน่วนเป่ามีบางอย่างแปลก ๆ
“ฮ่า ๆ ตอนนี้ข้าเสกน่องไก่ไม่ได้ซะด้วย”
หน่วนเป่าคิดในใจ ข้ามีมิติเทพมังกรอยู่ แต่ข้าเอามันออกมาไม่ได้ พลังยังไม่เพียงพอ
“ข้ารู้จักสถานที่หนึ่ง ข้าจะพาเจ้าไปเอง” เด็กชายกระซิบกระซาบราวกับเรื่องนี้เป็นความลับอันใหญ่หลวง
เมื่อทั้งสองเดินมาถึงหน้าโถงบรรพบุรุษ หลิวเกิ่นเซิงขาแข็งไม่อยากเข้าไป
คืนก่อนหน่วนเป่าเห็นหลี่เจิ้งเอาไก่ย่างเข้าไปข้างใน
ตั้งแต่ครั้งล่าสุดที่นางกลายร่างเป็นมังกรทองตัวน้อยเข้าไปในห้องบรรพบุรุษ เหล่าบรรพบุรุษก็ไม่กล้ากินเครื่องเซ่นไหว้อีกเลย แม้ว่าหลี่เจิ้งจะเอาไก่ตุ๋นมาวางไว้ก็ตาม
แต่กลิ่นนี้ช่างหอมหวนชวนน้ำลายสอเสียจริง
เมื่อคืนมังกรทองตัวน้อยไม่ได้มา ดังนั้นไก่ตัวนี้พวกเขาน่าจะได้กินกัน บรรพบุรุษหลายคนต่างหลงใหลรสชาติที่แสนอร่อย
ซึ่งถ้าเทพเจ้าหรือบรรพบุรุษกินอาหารเซ่นไหว้ อาหารจะสูญเสียรสชาติเดิมไป
“ที่นี่มี มาเถอะ”
“ข้าไม่ไป ไม่อยากเข้าไปจริง ๆ”
ปล่อยข้าไปเถอะ!
ด้วยความแข็งแรงของหน่วนเป่า นางจึงดึงเด็กชายที่ตัวสูงกว่าเข้าไปด้วย
เหล่าบรรพบุรุษกำลังคุยกันอย่างออกรส
ทันใดนั้นประตูห้องโถงบรรพบุรุษก็ถูกผลักเปิดออก
เจ้าก้อนแป้งเพิกเฉยต่อ ‘ผี’ ที่อยู่รอบ ๆ และตรงไปที่ไก่ตุ๋น
ท่ามกลางสายตาสิ้นหวังของหลิวเกิ่นเซิงและบรรพบุรุษ “อื้ม⁓ อาหร่อย”
นางต้องการแบ่งมันให้กับหลิวเกิ่นเซิง แต่เกรงว่า ‘ผี’ เหล่านี้จะตามตีก้นหลี่เจิ้งถึงในความฝัน
เพื่อประโยชน์ของทุกคน นางจะรับผิดชอบไก่ตัวนี้เอง!
เซียวหน่วนหยางกินเกลี้ยงสะอาดเหมือนครั้งที่แล้ว แต่ครั้งนี้ไม่มีใครป้อนน้ำให้ เลยรู้สึกเค็มไปหน่อย
“ไปเถอะ พวกเรากลับไปกินน้ำกัน หิวน้ำแย้ว”
หลิวเกิ่นเซิงคิดในใจ ทั้งกล้าด่าคน กล้ากินไก่เซ่นไหว้ เจ้าไม่หิวน้ำแล้วใครจะหิวล่ะ
ตอนนี้เขารู้สึกชื่มชมนางอยู่หน่อย ๆ
สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจยิ่งกว่านั้นคือจู่ ๆ ถ้วยน้ำชาก็ปรากฏขึ้นที่ปากของหน่วนเป่า
นางดื่มดังอึก ๆ ๆ “ขอบคุณมาก”
ขณะนั้นเองก็ดึงหลิวเกิ่นเซิงออกมา เด็กชายคล้ายได้สติรีบวิ่งออกไปพร้อมกับร้องเสียงหลงไปตลอดทาง
หน่วนเป่าแบมืออย่างช่วยไม่ได้ “ถ้าดูเหมือนไม่เคารพบรรพบุรุษ พี่ไปฟ้องหลี่เจิ้งก็ได้นะ”
นางไม่รู้ว่าความคิดของตนเองจะถูกนำไปบอกในคืนนี้ หลังจากนั้นนางก็ไม่ได้พบ ’พี่เกิ่นเซิง’ ไปอีกหลายวัน
หลิวเกิ่นเซิงวิ่งหนีไป ส่วนหน่วนเป่าเดินกลับมาบ้านคนเดียว
ส่วนจาวตี้ผู้เคราะห์ร้ายรายใหม่ล้มลงระหว่างทางกลับบ้าน ไม่เพียงแต่ริมฝีปากแตก แต่ฟันยังหักอีกด้วย
นางร้องไห้เลือดไหลเต็มปาก กลับถึงบ้านก็ต้องซักผ้าให้กับเสี่ยวเหยาซื่อและถูกตีอีกครั้ง
“หน่วนเป่า ทำไมเจ้าถึงมาอยู่ตรงนี้คนเดียว เกิ่นเซิงล่ะ” หลินซื่อกลับบ้านมาก็เห็นเจ้าก้อนแป้งเดินมาอย่างช้า ๆ
หน่วนเป่าหันไปมอง เมื่อเห็นสภาพของลูกสาว หลินซื่อพลันป้องปากร้องตะโกน “ตายแล้ว ตัวเจ้าทำไมเป็นแบบนั้นเกิดอะไรขึ้น”
เมื่อเห็นมารดา ความเข้มแข็งของหน่วนเป่าพลันพังทลาย น้ำตาไหลหยดแหมะ ๆ “ตั้นแม่ หน่วนเป่าถูกรังแก”