เขตตึกที่66 ซึ่งเซียวหลิงซีพักอาศัยอยู่ทุกผู้คนในตระกูลเซียวล้วนจดจำได้เนื่องจากความง่ายดายในการจดจำเมื่อได้ยินเซียวจิ่วเอ่ยคำว่า “เขตตึกที่ 66”อย่างแรกที่ผู้คนล้วนนึกถึงคือเจ้าของตึก
ฝูงชนแยกตัวออกและโดดเดี่ยวเซียวหลิงซีอยู่ตรงกลางส่งผลให้นางไม่มีที่ใดในการหลบซ่อนกายอีกต่อไปสีหน้าของเซียวเล่ยแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรงขณะที่เซียวเช่อพลันคิ้วขมวด จากนั้นสีหน้าของเขาพลันแปรเปลี่ยนเป็นดำมืดทะมึนสุดเปรียบปานเมื่อชายหนุ่มก้าวเดินออกมาเบื้องหน้าและบดบังเซียวหลิงซีไว้คลื่นความโกรธแค้นพุ่งทะยานอย่างบ้าคลั่งภายในอกของชายหนุ่ม รอคอยการระเบิดออก
กระทั่งเซียวเช่อได้ยินเซียวจิ่วเอ่ยคำว่า“เขตตึกที่ 66” ออกมาชายหนุ่มจึงได้เข้าใจว่าความรู้สึกขัดข้องในอกของตนที่มีมาตลอดในเช้าวันนี้หมายถึงอะไร!
ก่อนหน้านี้มีผู้คนมากเกินไปทั้งยังยืนรวมเบียดเสียดกัน ด้วยเหตุนั้นเซียวกวงหยุนจึงไม่สามารถหาจุดที่เซียวหลิงซียืนอยู่ได้ ทว่า ขณะนี้มันสามารถมองเห็นนางได้อย่างชัดเจน ทันทีที่เห็น สายตาของมันพลันเปล่งประกายวาววับประดุจหมาป่าล่าเหยื่อสตรีนางนี้มิได้งดงามเช่นเซี่ยชิงเยว่ ทว่า นางเป็นนางงามน้อยอย่างแท้จริงหญิงสาวมีดวงตากระจ่างสุกใสโดยกำเนิด ซี่ฟันขาวเรียงตัวสวยงามใบหน้าให้ความรู้สึกอ่อนโยนสง่างาม น่ารักเปี่ยมเสน่ห์โดยเฉพาะอย่างยิ่งดวงตาของนาง ซึ่งขณะนี้เต็มไปด้วยความรู้สึกวิตกระคนหวาดหวั่นทว่าในแววตายังคงสะท้อนเปล่งประกายคล้ายบึงน้ำแร่สะอาดสดใสเปี่ยมด้วยระลอกคลื่น
เซียวกวงหยุนกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากจิตใจสะท้านพลิกคว่ำ
…เจ้าเซียวยู่หลงผู้นั้นมิได้โกหกข้าจริงๆ!…
แม้เซียวหลิงซีจะด้อยกว่าเซี่ยชิงเยว่ทางด้านรูปลักษณ์ทว่านางเพียงด้อยกว่าเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ว่าอย่างไรรสชาติของนางย่อมน่าพึงพอใจไม่ต่างกัน หากนางเติบโตขึ้นกว่านี้ไม่แน่ว่าความงามของนางอาจทัดเทียมกับเซี่ยชิงเยว่
…ไม่นึกว่าเมื่อข้ามาถึงสถานที่ชนบทเช่นนี้ข้ากลับสามารถพบเจอกับสิ่งที่สามารถเรียกได้ว่าเป็นความงามระดับโลกนี่ย่อมต้องเป็นของขวัญที่ฟ้าประทานมาให้ข้าในการเดินทางอันยาวนานและยากลำบากขนาดนี้!
เซียวกวงหยุนเริ่มจะรู้สึกขึ้นมาว่าการปฏิเสธการมาเยือนยังตระกูลเซียวเมืองเมฆาล่องของตนในตอนแรกนั้นช่างเป็นความคิดที่โง่เขลาอย่างที่สุด…โชคยังดีที่มันไม่สามารถปฏิสธคำสั่งของบิดาได้ในที่สุดและจำยอมต้องเดินทางมานี่ที่
“เซียวหลิงซี…เป็นเจ้าได้ยังไง?!”
เมื่อเห็นว่าเป็นเซียวหลิงซีสีหน้าของเซียวหยุนไห่พลันแสดงออกถึงความตกใจ จากนั้นตื่นตระหนกจากนั้นกลายเป็นเหนือความคาดหมาย
“ไม่ใช่ข้า…ท่านผู้นำ..ข้าไม่ได้ทำจริงๆ!” เซียวหลิงซีสั่นศีรษะปฏิเสธอย่างแรงใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น นางเคยมีความคิดที่จะขโมยผงชีพจรลมปราณจริงทว่าหลังจากถูกเซียวเล่ยจับได้นางกลับเข้าห้องนอนอย่างเชื่อฟังและหลับใหลตลอดคืน…นางไม่รู้อะไรเรื่องการขโมยผงชีพจรลมปราณแม้แต่น้อย
“โอ้ ไม่น่าเชื่อ ข้าคาดไม่ถึงจริงๆว่าขโมยที่แสนใจกล้าจะเป็นเพียงเด็กสาวคนหนึ่ง”เซียวกวงหยุนกล่าวด้วยเสียงประหลาดใจ“แต่ข้าได้ลั่นปากไปแล้วว่าไม่ว่าโจรจะเป็นใคร ข้าจะไม่ปล่อยมันไปง่ายๆ!”
“ฮึ่ยย! เซียวหลิงซีทำไมเจ้า…ทำเรื่องมุทะลุและบ้าบิ่นเช่นนี้?!ผงชีพจรลมปราณในกล่องใบนี้เป็นสมบัติที่พรรคตระกูลเซียวนำส่งผ่านระยะทางหลายพันลี้เพื่อมอบเป็นของขวัญแก่ตระกูลเรา! เรื่องนี้เจ้า…ข้าควรทำยังไงดี?” เซียวหยุนไห่ถอนหายใจโดยแรงด้วยสีหน้าเปี่ยมความเศร้าเสียใจ
“ท่านผู้นำ! ไม่ใช่ข้านะ ข้าไม่ได้ขโมยมันจริงๆ!นี่ต้องเป็น…เป็นความเข้าใจผิดอะไรบางอย่าง! ข้าไม่ได้ขโมยมันไปจริงๆ!” เซียวหลิงซีสั่นศีรษะหลายครั้งคราใบหน้าทั้งดวงซีดขาวราวกระดาษ
เซียวกวงหยุนกล่าวด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นดุดัน“ผงชีพจรลมปราณกล่องนี้ถูกพบอยู่ภายใต้หมอนหนุนของเจ้า หากไม่ใช่เจ้าขโมยมันไปเช่นนั้นเจ้าหมายความว่ามันสามารถงอกปีกออกมาและบินไปที่นั่นได้เองงั้นรึ!? แม่นางน้อยข้าให้โอกาสให้เจ้ารับผิดซะแต่แรก เป็นเจ้าไม่รับโอกาสนั้นเองตอนนี้ข้ามีหลักฐานพร้อมมูล รวมทั้งพยานนับไม่ถ้วนที่เป็นบุคคลภายนอกเจ้ายังจะปฏิเสธอีกรึ ? ดูท่าว่าเจ้าคงจะไม่ยอมรับง่ายๆถ้าข้าไม่ลงทัณฑ์สถานหนักแก่เจ้าสินะ!”
“ลงทัณฑ์สถานหนัก”ห้าคำนี้ส่งผลให้เซียวหลิงซีสั่นสะท้านไปทั้งร่างหากไม่ใช่ว่ามีเซียวเช่อช่วยพยุงกายนาง หญิงสาวคงล้มหมดสติลงไปบนพื้นแล้วมือของเซียวเช่อกำหมัดแนบแน่นจนบังเกิดเสียงดัง “กร๊อบ” ดังต่อเนื่องจากข้อนิ้วของชายหนุ่มชายหนุ่มจับจ้องมองเซียวกวงหยุนอย่างระมัดระวังทั่วร่างกายของชายหนุ่มพลันปลดปล่อยคลื่นพลังออกมาเป็นครั้งแรกในชีวิต…มันคือรังสีฆ่าฟันที่แท้จริง!
“นายน้อยเซียว โปรดอย่าเพิ่งวู่วาม!”เซียวหยุนไห่ก้าวเท้ามาเบื้องหน้าทันทีพร้อมคุกสองเข่าลงบนพื้น มันกล่าวด้วยน้ำเสียงวิงวอนขอร้อง“เซียวหลิงซีหยิบฉวยสิ่งของของพรรคไปนับเป็นความผิดที่มิอาจอภัยได้…ทว่านางมิใช่คนเลวร้าย ในตระกูลเซียวนางล้วนเป็นที่ชื่นชอบสาเหตุที่นางทำการขโมยผงชีพจรลมปราณล้วนมีเหตุผลอันซับซ้อน…”
“เหตุผลซับซ้อน? เหตุอันใด?” เซียวกวงหยุนถามด้วยสีหน้าทะมึน
เซียวหยุนไห่ปรายตามายังเซียวหลิงซีและเซียวเช่อที่ยืนเคียงคู่กันมันพูดด้วยสีหน้าแววตาสำนึกเสียใจ“เซียวหลิงซีเป็นบุตรีคนเดียวของผู้อาวุโสห้าของตระกูลเซียวเราทว่านางมีหลานชายนามเซียวเช่อผู้ซึ่งเกิดมาพร้อมเส้นชีพจรลมปราณที่พิการ…ด้วยเส้นชีพจรที่ผิดปกติไม่ว่าเซียวเช่อจะโตขึ้นเพียงไหน ยังคงเปรียบประดุจชีวิตทั้งชีวิตถูกทำลายเซียวหลิงซีรักถนอมเซียวเช่ออย่างมากทั้งยังพยายามค้นพบวิธีการในการฟื้นฟูเส้นชีพจรลมปราณมาโดยตลอด…นี่เป็นสิ่งที่ทุกผู้คนในตระกูลเซียวเมืองเมฆาล่องเราทราบกระจ่างทุกคนในที่นี้ล้วนสามารถเป็นพยานได้ในข้อนี้สาเหตุที่เซียวหลิงซีมีความกล้าที่จะขโมยผงชีพจรลมปราณสมควรสืบเนื่องมาจากนางได้ยินว่าผงชีพจรลมปราณสามารถฟื้นฟูเส้นชีพจรที่ถูกทำลายดังนั้น ด้วยความตั้งใจในการรักษาหลานชายของตนนางจึงกระทำการเลวทรามลงไปโดยไม่ยั้งคิด”
“แม้นางจะทำผิด ทั้งยังมีหลักฐานชัดแจ้งข้าขอร้องนายน้อยเซียวให้ผ่อนผันต่อนางเนื่องจากนางยังคงอายุน้อยและมีจิตใจดีงามตระกูลเซียวแห่งเมืองเมฆาล่องย่อมต้องสำนึกในบุญคุณนี้ไม่ลืมเลือน”
แม้ว่าเซียวหยุนไห่จะแสดงท่าทางต่ำต้อยทว่าทุกคำพูดที่ออกจากปากล้วนแสดงออกถึงความจริงใจ พุ่งตรงเข้าสู่หัวใจของผู้คนสร้างความตื้นตันให้แก่บุคคลที่ได้ยินคำพูดของเซียวหยุนไห่ยังบ่งบอกถึงสาเหตุที่เซียวหลิงซีอาจหาญกระทำการขโมยผงชีพจรลมปราณของพรรคตระกูลเซียวให้บุคคลภายนอกได้เข้าใจ…กลับกลายเป็นว่าผงชีพจรลมปราณนั้นมีความสามารถรักษาฟื้นฟูเส้นชีพจรที่ถูกทำลายมิน่าเล่า….
ทุกผู้คนในเมืองเมฆาล่องต่างทราบกระจ่างถึงเส้นชีพจรลมปราณที่พิกลพิการแต่กำเนิดของเซียวเช่อข้อเท็จจริงที่บ่งชี้ว่าเซียวหลิงซีรักถนอมและวิตกกังวลอย่างมากต่อสภาพเส้นชีพจรของเซียวเช่อเองล้วนเป็นสิ่งที่สมาชิกตระกูลเซียวเมืองเมฆาล่องต่างล่วงรู้ด้วยเหตุผลเหล่านี้หากเซียวหลิงซีจะทำการหยิบฉวยผงชีพจรลมปราณล้วนไม่ใช่เรื่องไร้สาระทว่ามีเหตุผลสนับสนุนอย่างยิ่ง
ผู้คนหลายคนล้วนลอบดูแคลนท่าทีประจบประแจงต่อเซียวกวงหยุนของเซียวหยุนไห่แต่ทว่า ในขณะนี้ การแสดงออกของมันสร้างความประทับใจอย่างยิ่งต่อทุกคน…เพราะเพื่อปกป้องสมาชิกของตระกูลเซียวเราผู้นำตระกูลเซียวกลับกล้าร้องขอความเมตตาด้วยกำลังทั้งหมดที่มีต่อหน้าสมาชิกพรรคตระกูลเซียวผู้คั่งแค้นคำพูดของมันที่กล่าวออกมาล้วนกระทบจิตใจผู้ฟัง มันยังถึงกับคุกเข่าขอร้องอีกด้วย
มีเพียงเซียวเช่อที่ลอบหัวเราะขึ้นจมูกอย่างเจ็บแค้น
…ช่างแสดงได้อย่างแนบเนียนนัก!…
ภายนอกมันเป็นบุคคลที่คุกเข่าร้องขอความเมตตาเพื่อเซียวหลิงซี ทว่าในความเป็นจริงกลับเป็นการรับรองข้อกล่าวหาของเซียวหลิงซีว่าเป็นความจริง! หากเซียวเช่อเป็นเพียงคนนอกอาจเป็นไปได้ว่าแม้แต่เขาก็คงปักใจเชื่อว่าเซียวหลิงซีเป็นคนลงมือเองทุกสิ่ง
“กลับกลายเป็นว่าเรื่องนี้มีที่มาเช่นนี้”หลังจากฟังคำเซียวหยุนไห่ สีหน้าของเซียวกวงหยุนอ่อนโยนลงเล็กน้อยมันกล่าวด้วยถ้อยคำอ่อนลงว่า “อืม..ข้าผู้สูงศักดิ์มิใช่คนโหดร้ายและไร้เมตตาในเมื่อที่นางกระทำการทั้งหมดล้วนเพื่อประโยชน์ของหลานชาย ด้วยความรู้สึกเช่นนี้หากนางยอมรับผิดแต่โดยดีและขอขมาต่อข้า ข้าคงไม่ใจไม้ไส้ระกำตัดสินความ…”
“ข้าไม่ได้ทำ! ข้าไม่ได้เป็นคนทำจริงๆ!”เซียวหลิงซีสั่นศีรษะปฏิเสธอย่างหนักแน่นหญิงสาวกัดฟันแนบแน่นพร้อมทั้งตะโกนเสียงแหบแห้งว่า “ถ้าข้าเป็นคนทำข้าจะยอมรับอย่างแน่นอน…แต่ข้าไม่ได้เป็นคนขโมยผงชีพจรลมปราณจริงๆ! ข้าไม่รู้จริงๆว่ามันมาอยู่ในห้องของข้าได้อย่างไร…นี่ต้องเป็นความเข้าใจผิดอะไรบางอย่างแน่ๆ! ท่านผู้นำตระกูลเชื่อข้าเถอะ ข้าไม่ได้ทำจริงๆ!”
การที่หญิงสาวตะโกนโต้ตอบเช่นนี้ล้วนไม่สามารถสั่นคลอนผู้ใดได้ทว่ากลับมีท่าทีตรงข้ามต่อการไม่ยอมรับผิดของเซียวหลิงซี…นางเป็นบุคคลเพียงคนเดียวที่เปี่ยมด้วยเหตุผลในการขโมยผงชีพจรลมปราณทั้งยังถูกค้นพบหลักฐานภายในห้องนอนของตนข้อเท็จจริงเหล่านี้ล้วนสามารถยืนยันความผิดที่นางกระทำเซียวหยุนไห่ถึงกับยอมคุกเข่าขอร้องโดยไม่สนใจอันตรายหรือเกียรติศักดิ์ศรีอันใดเพราะเพื่อนางการกระทำนี้ทั้งแสดงออกถึงความกรุณาอย่างยิ่ง ทั้งสามารถสั่นคลอนจิตใจผู้คนทว่านางยังคงไม่ยอมรับผิด!
สีหน้าของเซียวกวงหยุนที่เพิ่งอ่อนโยนเมื่อครู่กลับกลายเป็นมืดครึ้มอีกครั้งมันพูดพร้อมหัวเราะเยาะว่า “จะมีความเข้าใจผิดได้อย่างไร? พรรคตระกูลเซียวเราค้นพบผงชีพจรลมปราณนี้ในห้องของเจ้าด้วยตนเองเจ้าจะบอกว่าพรรคตระกูลเซียวเราจัดฉากให้ร้ายเจ้า แม่นางน้อยจากตระกูลเซียวเล็กกระจ้อยร่อยเช่นนี้? ฮึ?”
เซียวกวงหยุนกล่าวคำพูดเหล่านี้ออกมาด้วยความโกรธแค้นและมั่นใจอย่างยิ่ง…พรรคตระกูลเซียวที่แสนยิ่งใหญ่จะจงใจจัดฉากเพื่อให้ร้ายคนจากตระกูลเซียวที่ไม่มีค่าอันใดในสายตาของพวกมันแม้แต่น้อย? นี่คงกลายเป็นเรื่องตลกต่อทุกผู้คนที่ได้ยินคำพูดเหล่านี้
ถึงตอนนี้เซียวหลี่ผู้อาวุโสลำดับที่หนึ่งแห่งตระกูลเซียวลุกขึ้นยืนชายชราชี้นิ้วไปยังเซียวหลิงซีพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงดุดัน “เซียวหลิงซี!เจ้าทำความผิดใหญ่หลวง ทั้งยังสร้างความอับอายให้แก่ตระกูลเซียวเราทั้งตระกูลท่านผุ้นำตระกูลขอความเมตตาให้แก่เจ้าด้วยตนเองแม้แต่นายน้อยเซียวเองยังให้ความเมตตาแก่เจ้า แต่เจ้ายังคงไม่ยอมรับน้ำใจมีตาหามีแววไม่!…เจ้าทำให้พวกข้าผิดหวังนัก!”
“เฮ้อ ที่ยิ่งกว่าผิดหวังคือพวกข้าล้วนเศร้าเสียใจนัก”ผู้อาวุโสลำดับสองเซียวป๋อสั่นศีรษะพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงโศกเศร้าว่า“นางไปไกลถึงขั้นไม่เห็นการยืนกรานร้องขอความเมตตาแก่นางของท่านผู้นำอยู่ในสายตา…เฮ้อ! เซียวหลิงซีพรรคตระกูลเซียวเป็นชนชั้นเยี่ยงไรจึงจะจงใจหรือกระทำการผิดพลาดใดในการกล่าวหาใส่ความเจ้า? หากเจ้าสามารถกลับตัวได้เมื่อทำผิดนั่นเป็นการดี แต่เจ้ากลับยังแสดงท่าทางเช่นนี้ต่อหน้าสหายทั้งหลายในเมืองเมฆาล่องแห่งนี้นี่ทำให้ตระกูลเซียวเราเสื่อมเสียหน้ายิ่งนัก”
“…ข้า…ท่าน…ท่าน…”เมื่อเห็นสายตาสมเพชเวทนารวมทั้งสายตาเย็นชาจากทุกผู้คนจับจ้องมา ทั่วทั้งร่างกายอันบอบบางน่ารักของเซียวหลิงซีพลันสั่นสะท้านหยดน้ำตาหลั่งลงมาจากดวงตาของนาง ภายในใจกลับกลายเป็นว่างเปล่านางไม่สามารถแม้แต่จะเปล่งเสียงออกมาเป็นประโยคได้
ชั่วขณะนี้เองเซียวเช่อบีบมือเล็กของหญิงสาวเบาๆ ชายหนุ่มยืนเคียงข้างนาง พร้อมกล่าวด้วยเสียงอันอบอุ่นที่มีเพียงนางสามารถได้ยินว่า“อาหญิงเล็ก อย่ากลัวไปเลย…จากนี้ไป ห้ามท่านพูดอะไรทั้งสิ้นเพราะตอนนี้ไม่ว่าท่านพูดอะไรล้วนไม่มีความหมายไม่ต้องสนใจว่าพวกมันเชื่อถือท่านหรือไม่ข้าล้วนเชื่อมั่นในตัวท่านเสมอมา…ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเอง”
…ปล่อยให้เป็นหน้าที่…ของข้า…
พลังวรยุทธ์ของชายหนุ่มล้วนอ่อนด้อยร่างกายอ่อนแอ ชายหนุ่มเติบโตมาท่ามกลางการปกป้องคุ้มครองของนางทว่าเป็นร่างกายอันอ่อนแอนี้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้านางเมื่อชายหนุ่มกล่าวคำพูดเหล่านั้น ความคิดคำนึงอันฟุ้งซ่าน ไร้ทางต่อต้านรวมทั้งความเย็นชาทั้งหลายแหล่ที่ได้รับล้วนกลับกลายเป็นสงบเย็นและอบอุ่นขึ้นมาอย่างรวดเร็วและไม่น่าเชื่อ…นี่คล้ายกับเมื่อพวกมันกลับกลายเป็นเด็กตอนที่ไม่ว่านางถูกรังแกเมื่อไรชายหนุ่มต้องเข้ามาสอดแทรกเพื่อป้องกันนางอยู่เบื้องหน้า และใช้ทั้งสองมือ สองเท้ารวมถึงฟันในปากเป็นอาวุธที่ทรงประสิทธิภาพเพื่อปกป้องนางจากการได้รับบาดแผลแม้เพียงนิด…
…เซียวเช่อ…หญิงสาวพึมพำแผ่วเบาภายในใจ
“อะแฮ่ม…อะแฮ่ม…”เซียวเช่อก้าวเท้ามาเบื้องหน้าสองสามก้าวพร้อมทำเสียงกระแอมสองสามครั้งเพื่อดึงความสนใจจากฝูงชนชายหนุ่มก้มศีรษะลงเล็กน้อยพร้อมทั้งกล่าวด้วยรอยยิ้ม“นายน้อยเซียวและสหายทั้งสามผู้เดินทางไกลมาที่นี่จากพรรคตระกูลเซียวขอให้ข้าได้แนะนำตัว…ข้าคือหลานชายของเซียวหลิงซีคือเซียวเช่อผู้ซึ่งทุกคนตัดสินว่าไม่มีคุณสมบัติดีเด่นอันใดข้ามีข้อสงสัยอยากไต่ถามท่านผู้นำตระกูลเกี่ยวกับการขโมยและการค้นหาผงชีพจรลมปราณนี่คงไม่ถือว่าเป็นการสร้างปัญหามากมาย ใช่หรือไม่ ?”
“อ้อ…เจ้านี่เองคือขยะที่น่ารังเกียจของเมืองเมฆาล่องนี้?”เซียวกวงหยุนเหลือบตามองเซียวเช่ออย่างเย็นชาพร้อมทั้งเปล่งเสียงหัวเราะเย้ยหยัน“เจ้าคงไม่ได้คิดจะหาข้อแก้ตัวให้กับท่านอาของเจ้าหรอกใช่มั้ย? หึๆ ก็ได้ข้าเองก็อยากรู้ว่าเจ้าจะค้นพบพิรุธอันใดจากคำถามของเจ้า”
“ลูกเช่อ…” เซียวเล่ยผู้ซึ่งยืนใบหน้าซีดขาวมานานเปล่งเสียงแผ่วเบาสิ่งที่ชายชราได้รับคือสัญญาณมือจากหลานชายที่ทำท่าทางให้ชายชราเงียบลงก่อนจากทางด้านหลัง
“ดีมาก!” เซียวเช่อผงกศีรษะพร้อมทั้งเคลื่อนสายตาไปจับจ้องยังเซียวหยุนไห่“ท่านผู้นำตระกูล ข้ามีคำถามเล็กน้อยที่ต้องการถามเกี่ยวเนื่องกับผงชีพจรลมปราณ…”
ไม่รอให้เซียวหยุนไห่ตอบคำเซียวเช่อถามต่อในทันทีว่า “คำถามแรก…ท่านผู้นำ ท่านเองด้วยระดับการฝึกฝนทั้งวรยุทธ์และความสุขุมเยือกเย็นของจิตใจ ล้วนโดดเด่นกว่าผู้คนทั้งหลายในตระกูลเซียวที่ยิ่งกว่านั้น ท่านยังคงเป็นบุคคลที่เยือกเย็นและรอบคอบ หากไม่เช่นนั้นท่านคงไม่สามารถเป็นผู้นำตระกูลของตระกูลเซียวได้ เรื่องนี้ ทุกผู้คนในตระกูลเซียวรวมทั้งทุกคนในเมืองเมฆาล่องล้วนทราบดี เช่นนั้นคำถามคือ… ด้วยความสุขุมรอบคอบของท่านผู้นำเมื่อได้รับของขวัญจากพรรคตระกูลเซียวการตัดสินใจที่ดีที่สุดคือเก็บของสิ่งนั้นไว้กับตัวเนื่องเพราะมีเพียงการเก็บไว้กับตัวท่านเท่านั้นจึงถือว่าปลอดภัยที่สุด…ทว่าท่านผู้นำกลับนำมันไปไว้ยังห้องพยาบาลซึ่งสามารถพูดได้ว่าเป็นสถานที่ซึ่งไร้การป้องกันอย่างที่สุดภายในตระกูลเซียวท่านผู้นำสามารถอธิบายการกระทำนี้ได้หรือไม่?”