ฟางเสวี่ยเฟยสังเกตกิริยา อาการคนทั้งสองผิดแปลกไป จึงไต่ถามขึ้น
“คล้ายพวกท่านมีความในใจใด?”
ริวจิทำท่าจะปฏิเสธ นาคามูระ โยชิอิกลับชิงกล่าวขึ้น
“ข้าพเจ้าคิดถึงสหายผู้หนึ่ง”
มู่หยงไฉ่จิ่งสนใจอย่างยิ่งรีบถามขึ้น
“ต้องเป็นสหายสนิทยิ่ง?”
“ใช่...เราเติบโตมาด้วยกัน นางคอยดูแลข้าพเจ้ามาตลอดจนวันสุดท้ายที่เราได้อยู่ด้วยกัน...”
มู่หยงไฉ่จิ่งไต่ถามต่อไปว่า
“ท่านจากนางมา...”
“มิได้ เป็นนางจากข้าพเจ้าไป...”
มู่หยงไฉ่จิ่งขมวดคิ้ว
“นางดูแลท่านมาตลอด เหตุใดต้องจากท่านไปเรื่องนี้ต้องเป็นเพราะท่านสนใจผู้อื่น มากกว่านางแน่นอน ผู้ชายมักเป็นเช่นนี้”
ริวจิสะกิดแขนมู่หยงไฉ่จิ่ง ห้ามปรามมิให้นางไต่ถามอีกแต่มู่หยงไฉ่จิ่งกลับสะบัดแขนมิใส่ใจ
ยิ่งกล่าวใบหน้าซึ่งเคยแข็งแกร่ง ยิ่งหม่นหมองไร้ราศี
“ใช่...ข้าพเจ้าเป็นเช่นนั้น”
มู่หยงไฉ่จิ่งยังไต่ถามต่อ
“อย่างนั้นสมควรที่นางจากท่านไป”
นาคามูระ โยชิอิคว้าไหสุราขึ้นดื่มอึกใหญ่ ท่ามกลางสีหน้าประหลาดใจของคนรอบข้าง
“ไม่ควร! ไม่สมควรอย่างยิ่ง!”
“ในเมื่อท่านดีกับผู้อื่นมากกว่านาง เมื่อนางจากท่านไป ทำไมถึงไม่สมควร?”
ริวจิดึงแขนนางถลึงตาใส่ หน้าตาเคร่งเครียด พยายามห้ามมิให้ดรุณีช่างสงสัยสะกิดบาดแผลท่านโยชิอิมากไปกว่านี้
นาคามูระ โยชิอิกล่าว คล้ายรำพึงกับตนเอง
“เพราะแม้ข้าพเจ้า ชมชอบผู้อื่นมากกว่านางนางยังดีกับข้าพเจ้า กระทั่ง...กระทั่ง...ช่างเป็นเรื่องที่ไม่ควรอย่างยิ่ง!”
คนทั้งสาม เห็นสภาพของบุรุษเหล็ก ผู้สร้างความระย่อให้ลุ่มน้ำฉางเจียงกลับกลายเป็นเช่นนี้ ต่างลอบทอดถอนใจอย่างหดหู่
มู่หยงไฉ่จิ่งแม้จับใจความ ไม่ได้กระจ่างนัก หากย่อมเดาได้เลา ๆ ว่าเรื่องระหว่างท่านโยชิอิกับแม่นางคนนั้น ต้องมิจบลงด้วยดีแน่นอนคาดว่าเงาของแม่นางผู้นี้ คงฝังอยู่ในจิตใจท่านโยชิอิ เนิ่นนานมิอาจลบเลือน
นางเริ่มสำนึก ตนมิควรถามเรื่องผู้อื่น ให้มากความจริง ๆ
“ผู้อื่นไม่ควรตั้งฉายาท่านว่าไร้รัก ความจริงท่านมิใช่ไร้รักท่านมีความรัก ทั้งเป็นความรักที่งมงายยิ่ง บุรุษมักมีความรักที่งมงาย”
นาคามูระ โยชิอิกล่าวอย่างไร้ความรู้สึก
“เป็นดาบของข้าพเจ้าที่ไร้รัก ข้าพเจ้าเป็นเพียงบุรุษธรรมดาผู้หนึ่ง”
สุ้มเสียงการุณย์ ดังขึ้นจากประตูหน้าอาราม เบื้องหลังคนทั้งสี่อีกครั้ง
“สุราสามสี่จอกย่อมดีต่อสุขภาพ แต่มากเกินไปจะทำลายร่างกายท่านโยชิอิเชิญที่กุฏิอาตมา”
คนทั้งสี่รีบลุกขึ้น เดินตามปู้เอี้ยนต้าซือ เข้าไปภายในอาราม
ปู้เอี้ยนต้าซือให้นาคามูระ โยชิอิกับมู่หยงไฉ่จิ่ง เข้าไปรอท่านในกุฏิก่อนแล้วจึงเรียกฟางเสวี่ยเฟย มาสั่งความกำชับอีกครั้ง
“เจ้าคอยระวัง อย่าให้ใครเข้ามารบกวนอาตมา”
ประมุขตระกูลฟางรับคำ ทั้งยังหันไปพยักหน้า ให้ความมั่นใจกับโยชิโอกะ ริวจิให้คลายความกระวนกระวายลง ก่อนจะหันกายไปหาที่เหมาะ ๆนั่งรอตรงด้านหน้ากุฏิหลังน้อย
โยชิโอกะ ริวจิทรุดลงนั่งกับแคร่ หน้ากุฏิอย่างอ่อนแรงมันเพิ่งรู้สึกตัวว่าตนเอง ไม่ได้หลับนอนตั้งแต่เมื่อคืนวาน มิหนำซ้ำตลอดทั้งวันยังเหนื่อยล้าอย่างยิ่ง เวลานี้แทบประคองตัว ให้ตื่นต่อไปไม่ไหวแล้ว
“ท่านไปนอนพักผ่อนก่อน ข้าพเจ้าจะเฝ้าให้เอง”
ริวจิคิดกล่าวปฏิเสธ หากเมื่อเห็นแววตา ห่วงใยกังวลของสหายผู้ซึ่งรู้จักกันได้เพียงวันเดียว เวลานี้มันถือฟางเสวี่ยเฟยเป็นเช่นสหายสนิทซึ่งคบหากันนานปี คนเช่นมันไม่เคยทำให้สหาย ลำบากใจมาก่อนทั้งทราบสภาพของตนตอนนี้ดี จึงได้แต่ฝืนยิ้ม ลุกเดินกลับเข้าไปยังกุฏิซึ่งต้าซือจัดให้เป็นเรือนนอน
ระหว่างทางเดิน ผ่านกุฏิหลายหลัง อารามนี้มีบริเวณกว้างขวางกุฏิแต่ละหลังห่างกันไม่น้อย กุฏิน้อยหลังหนึ่งยังมีแสงเทียนสว่างอยู่
ริวจิคาดว่าคงเป็นต้าซือคร่ำเคร่ง กำลังศึกษาพระปิฎก ในใจนึกเลื่อมใสนัก
ทว่าฉับพลันนั้น!เท้าของริวจิกลับต้องชะงักลง เนื่องเพราะเงาร่าง อันสะท้อนแสงเทียนภายในห้องกลับไม่ใช่เงาของภิกษุต้าซือ!
เงาร่างที่มันเห็น กลับเป็นเงาร่างของสตรี!
มันไม่ได้ตาฝาดอย่างแน่นอน ผู้ซึ่งได้ฉายาว่ากงจื่อเจ้าสำราญ ไหนเลยแยกเงาบุรุษสตรีไม่ออก
เงาสตรีร่างนั้น สัดส่วนอ้อนแอ้นชวนวาบหวามเงาร่างนั้นเยื้องกายไปที่เตียงนอน แล้วล้มตัวลงบนเตียง มันเห็นเงาร่างอีกหนึ่งเงานั่นเป็นเงาของต้าซือรูปหนึ่ง ท่านกำลังเดินไปที่เตียงเช่นกัน!
ริวจิไม่อาจดูต่อไปได้ มันได้แต่หลบเลี่ยง เดินต่อไปยังที่พักของตนมิคาดปู้เอี้ยนต้าซือสำรวมถึงเพียงนี้ กลับมีศิษย์ลักลอบกระทำเรื่องราวเช่นนี้ได้
มันไม่ทราบ ควรบอกเรื่องนี้ต่อปู้เอี้ยนต้าซือดีหรือไม่นี่ความจริงเป็นเรื่องส่วนตัว หากต้าซือรูปนั้นยังประพฤติเช่นนี้สักวันต้องมีผู้พบเห็นแน่นอน มันไม่จำเป็นต้องยื่นมือยุ่งเกี่ยวอีกทั้งปู้เอี้ยนต้าซือเป็นผู้มีพระคุณ ช่วยชีวิตท่านโยชิอิมันไม่ต้องการสร้างความหนักใจ ให้กับท่านในเวลาเช่นนี้อีก
ดังนั้นมันตัดสินใจ เดินตรงไปที่พักของตนในทันที...
เมื่อใกล้ถึงที่พัก ฝีเท้าของมันต้องชะงักลงอีกครั้ง
เนื่องเพราะท่วงทำนองเพลงแผ่วผิว เยือกเย็นดังก้องกังวานไปทั่วทั้งป่าอันเงียบสงัด
โยชิโอกะ ริวจิรำพึงกับตนเอง อย่างสะท้านใจ
“เป็นผู้ใดกัน...เสียงผิวใบไม้เช่นนี้...หรือเป็น...”
ฟางเสวี่ยเฟยนั่งเอกเขนก อยู่บนแคร่ยาวนอกกุฏิ
หลวงจีนน้อยรูปหนึ่ง ยกน้ำชาป้านหนึ่ง พร้อมอาหารเจอีกจานมาให้
มันจึงค่อยสำนึก ดึกดื่นป่านนี้แล้ว มันมิมีสิ่งใดตกถึงท้องเลยปกติภิกษุไม่ฉันมื้อเย็น เวลาเช่นนี้กลับต้องจัดหาอาหารเจให้กับมันนับว่าสร้างความลำบากให้เหล่าต้าซือจริง ๆ
หลังขอบคุณหลวงจีนน้อย อย่างเกรงใจอยู่หลายคำ มันยึดแคร่นั้นเป็นที่นั่งทานอาหารเจนึกเสียดายอยู่บ้างในอารามไม่อาจดื่มสุราได้
เมื่อความคิดนี้แล่นเข้าในสมอง มันถึงกับเขกศีรษะตนเองดังโป๊ก
ฟางเสวี่ยเฟยหนอ...ฟางเสวี่ยเฟยที่นี่เป็นพุทธสถาน เจ้ายังคิดเช่นนี้ได้อีก
เหลียวมองไปรอบกาย เห็นเพียงแสงโคมรำไร แขวนไว้หน้ากุฏิแต่ละหลังวูบไหวไปมา
ภายในกุฏิบางหลัง ยังมีแสงเทียนเล็ดลอดออกมา สถานที่เงียบเหงาเช่นนี้พี่มู่หยง...ไม่ใช่สิ...ปู้เอี้ยนต้าซือ ไฉนสามารถบำเพ็ญเพียรอย่างโดดเดี่ยวในสถานที่เช่นนี้ได้ถึงเจ็ดปี...
มันยังจำได้...ในวันที่ทราบข่าว การเสียชีวิตของพี่จินหมิงกับพี่เหม่ยเซียน
ท่านต้าซือแทบจะสึกออกเสีย ทั้งที่เพิ่งบวชได้เพียงไม่กี่วันแต่ท่านต้าซือสามารถผ่านช่วงเวลานั้น มาได้ถึงเจ็ดปี...
ช่วงเวลาเจ็ดปีนี้ของท่าน ย่อมต้องยากลำบาก กว่ามันมากมายหลายเท่า...
ขณะกำลังคิดอะไรเรื่อยเปื่อย พลันกระแสเสียงซึ่งคุ้นเคยยิ่งดังก้องกังวานขึ้น ในราวป่าเบื้องล่างอาราม
ฟางเสวี่ยเฟยตัวแข็งทื่อ ลุกขึ้นรวบรวมความกล้าทั้งหมด โผร่างออกไปนอกอารามตรงไปยังแหล่งกำเนิดของเสียงที่ได้ยินทันที!
ชายป่าไม่ห่างเชิงอารามโดดเดี่ยวกลางป่าเขา ยามค่ำคืนเพียงนี้แม้เสียงจักจั่นเรไรยังเงียบสนิท แต่คืนนี้เป็นคืนแปลกประหลาดอย่างยิ่งเสียงหนึ่งกลับดังแผ่วเบาหวีดหวิว ล่องลอยตามสายลม วนเวียนอยู่รอบบริเวณป่า
เป็นเสียงผิวใบไม้...ผู้สามารถผิวใบไม้ เป็นท่วงทำนองนี้มีเพียงผู้เดียว...
สตรีสองคน ในชุดเสื้อคลุมหนา ปกปิดร่างกาย ทั้งสองนางยังใช้ผ้าคลุมสีดำปิดบังใบหน้า
สตรีผู้หนึ่ง กล่าวด้วยน้ำเสียงร้อนรน
“อารามปู้สื่ออยู่ข้างหน้าแล้ว เหตุใดท่านพี่ยังไม่เข้าไป?”
สตรีผู้ผิวใบไม้กล่าวว่า
“เจ้าไม่เห็นหรือ...ก่อนพลบค่ำ ผู้ใดมาเยี่ยมเยียน ท่านต้าซือบ้าง?”
สตรีคนแรกแค่นหัวร่อกล่าวว่า
“เฮอะ พวกนั้นมาแล้วเป็นอย่างไร นี่มิได้เกี่ยวข้องกับ...”
สตรีผู้ผิวใบไม้ ยิ้มแย้มเยือกเย็นกล่าวอธิบาย
“มีแขกอย่างเรามาเยี่ยมเยือน ผู้เป็นเจ้าบ้านอาจลำบากใจทั้งยังอาจทำความรำคาญ ให้แขกคนอื่น ๆ ของเจ้าบ้านอีกด้วยหรือเหตุผลนี้เจ้าก็ไม่เข้าใจ”
สตรีคนแรกพึมพำ
“...ที่แท้พี่หมิงจู เกรงว่าจะต้องเจอกับคุณชายฟาง”
ซ่างกวนหมิงจูหันมองหน้าน้องสาว ดวงตาประหนึ่งคมกระบี่ ซ่างกวนจึงเหม่ยรีบหลบสายตาลนลาน
“เมื่อมาถึงไยต้องรีบร้อน อารามปู้สื่อไม่เคลื่อนย้าย หายไปไหนหรอก...”
ซ่างกวนหมิงจูหยิบใบไม้มาใบหนึ่ง แล้วเริ่มผิวอย่างแผ่วเบาอีกครั้ง
สุ้มเสียงอันเกิดขึ้นดังกังวาน ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเสียงขลุ่ย เมื่อค่ำคืนก่อนเลย...และขณะนี้เสียงขลุ่ยนั้นกลับดังก้องกังวานขึ้นเช่นกัน...
เสียงผิวใบไม้ผสานเสียงขลุ่ย ตอบโต้กันไปมาเสียงขลุ่ยเคลื่อนใกล้เข้ามาทุกขณะ
บัดนี้เจ้าของเสียงขลุ่ย และเจ้าของเสียงผิวใบไม้มายืนอยู่ตรงหน้ากันและกัน
เสียงขลุ่ยจึงหยุดลง...
ซ่างกวนหมิงจูเงยหน้าขึ้น เสียงผิวใบไม้เงียบหาย...
นางจ้องมองบุรุษเบื้องหน้า ไม่ทราบแววตาเช่นนี้ บ่งบอกความรู้สึกใดดวงตาคมกริบ สุกใสเป็นประกาย ทว่าคล้ายมีเกล็ดน้ำตาเกาะรำไร
นางจับจ้องบุรุษผู้นี้ เหม่อลอยเนิ่นนานไม่มีวาจาแม้สักครึ่งคำ หลุดจากปากคนทั้งสอง...