"อ้าวคุณพีทชอบทำอาหารเหมือนกันเหรอคะ?"
"ชอบสิครับ! แต่ผมจะมาสายเบเกอรี่ พวกเค้ก ขนมปัง ขนมอบน่ะครับพอเห็นความประณีตของขนมไทยแล้วผมนี่กราบใจเลย"พีทหัวเราะพลางขยับมือไม้ประกอบการเล่า
"ผมว่ามันมีความต่างที่น่าทึ่งนะอย่างเบเกอรี่ของผมเนี่ย มันคือวิทยาศาตร์ที่เป๊ะมาก ชั่งตวงส่วนผสมขาดไปกรัมเดียวขนมเค้กก็อาจจะไม่ฟู แป้งแข็งโป๊กเป็ก้อนหินได้เลย" มนัสวีหัวเราะรับคุยถูกคอขึ้นมาทันที
"จริงค่ะขนมไทยก็ใช้หลักการคล้ายกันนะคะ แต่ดิฉันว่าขนมไทยมันมีความเป็ศิลปะและอาศัย ‘เสน่ห์ปลายจวัก’ สูงมากบางทีไม่มีสูตรชั่งตวงตายตัวหรอกค่ะ ใช้สายตากับความรู้สึกวัดเอาโดยเฉพาะพวกขนมสดที่ต้องเคี่ยวเนื้อกะทิให้แตกมันพอดี หรือการอบควันเทียน...ถ้าใจร้อนเกินไป ขนมก็เสียรสชาติทันทีเลยค่ะ"
"นั่นแหละครับที่เขาเรียกว่าความคลาสสิก!" พีทตาเป็ประกายชวนคุยต่อยอดไปถึงเื่เทคนิคการคุมอุณหภูมิระหว่างเตาอบกับกระทะทองเหลืองอย่างออกรสออกชาติ มนัสวีคุยเพลินจนลืมความเหนื่อยล้า... และลืม ‘เวลา’ไปเสียสนิท
ในขณะเดียวกันบนห้องทำงานชั้นบนสุด ภูดิศนั่งจ้องมองนาฬิกาข้อมือด้วยความหงุดหงิดเขารออาหารเย็นมาเกือบยี่สิบนาทีแล้วหลังจากที่เห็นในกล้องวงจรปิดว่าเธอทำเสร็จแล้ว แต่ทำไมป่านนี้ยังไม่นำขึ้นมาส่ง?
ความผิดสังเกตทำให้ชายหนุ่มทนรอนิ่งๆ ไม่ไหว เขาตัดสินใจเดินลงจากตึกฝ่ายบริหาร เดินตามหาเธอไปทั่วโรงพยาบาลั้แ่ในครัว ในร้านขนมไทย แต่ก็ไม่พบจนกระทั่งสายตาคมกริบเหลือบไปเห็นเงาร่างของหญิงสาวที่คุ้นตาอยู่ในสวนหย่อมหลังโรงพยาบาล
แต่ทว่า...ภาพที่เห็นกลับทำให้หัวใจของเขาเดือดพล่าน มนัสวีกำลังนั่งหัวเราะต่อกระซิกพูดคุยอย่างสนุกสนานและมีรอยยิ้มสดใสอยู่กับ พีท ชายหนุ่มที่เขาไม่ค่อยชอบหน้ารอยยิ้มแบบนั้น... เธอไม่เคยมีให้เขาเลยสักครั้ง!
"มนัสวี!"
เสียงเข้มตวาดกร้าวระคนโมโหดังขึ้น ขัดจังหวะบทสนทนาอันอบอุ่นในสวนทั้งสองคนสะดุ้งหันไปมอง ภูดิศที่เดินตรงดิ่งเข้ามาด้วยใบหน้าบึ้งตึงแววตาฉายความโกรธจัดจนน่ากลัว
"คุณภูดิศ..." มนัสวีหน้าถอดสี รีบลุกขึ้นยืนทันที
"ฉันจ้างเธอมาทำหน้าที่อะไร? ทำไมปล่อยให้ฉันต้องรออาหารจนโมโหแล้วตัวเองกลับมานั่งเอยเฉื่อย คุยเล่นไร้สาระอยู่ตรงนี้!"ภูดิศจ้องหน้าเธอเขม็ง ก่อนจะตวัดสายตาคาดโทษไปทางพีท
"กลับไปทำหน้าที่ของตัวเองเดี๋ยวนี้มนัสวี!"
"ค่ะ... ขอโทษค่ะ"มนัสวีก้มหน้ายอมรับคำแต่โดยดี เธอไม่กล้าหันไปลาพีทด้วยซ้ำรีบก้าวเท้าฉับไวเดินกลับเข้าตึกไปทันทีเพราะกลัวว่าภูดิศจะะเิอารมณ์เื่ผล DNAขึ้นมา
พีทมองตามหลังมนัสวีไปด้วยความงุนงงและสงสัยเต็มอกเขาหันไปมองหน้าภูดิศที่ยังคงยืนตึงใส่เขาก่อนที่เ้าของโรงพยาบาลหนุ่มจะสะบัดหน้าเดินตามหญิงสาวไป พีทขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ... ทำไมมนัสวีถึงดูยอมสยบและทำตามคำสั่งแบบเผด็จการของภูดิศอย่างแปลกประหลาดขนาดนั้น? เหมือนมีชะงักติดหลังไม่มีผิด
++++++++++
่หัวค่ำณ บ้านพัก... พีทเดินกระวนกระวายใจอยู่ในห้องนั่งเล่น จนกระทั่งเห็น ลลิตาพี่สาวของเขาเพิ่งกลับมาจากห้องแล็บวิจัยด้วยท่าทางอิดโรยชายหนุ่มไม่รอช้ารีบเข้าไปถามไถ่เื่ที่ค้างคาใจทันที
"พี่ลิลลี่... ผมมีเื่คาใจอยากถามพี่หน่อย วันนี้ผมเจอคุณมนัสวีที่โรงพยาบาลแล้วไอ้ เอ้ย คุณภูดิศ... น่ะ เดินมาตวาดใส่เธอเสียงดังลั่นเลยแต่แปลกมากที่คุณมนัสวียอมก้มหน้าก้มตาทำตามคำสั่งเหมือนทาสรับใช้ไม่หือไม่อือเลยสักคำ พี่พอจะรู้ไหมว่าทำไมเธอต้องยอมเขาขนาดนั้น?เขามีเื่อะไรกันหรือเปล่าพี่"
คำถามสายฟ้าแลบของน้องชายทำเอาลลิตาชะงักกึกใบหน้าสวยแสดงความอ้ำอึ้งอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาคู่สวยสั่นไหววูบหนึ่งเธอรู้เื่ที่ภูดิศแอบสั่งตรวจ DNA เมื่อประมวลผลจากเหตุการณ์และการกระทำของเขากับมนัสวียิ่งมั่นใจว่าเป็ของเติมเต็มกับของเขาเอง และรู้ดีว่าสถานการณ์ระหว่างสองคนนั้นมันซับซ้อนเกินกว่าคนนอกจะเข้าใจแต่เธอไม่กล้าและไม่พร้อมที่จะเล่าอะไรออกไปในตอนนี้
"เอ่อ... คือ..." ลลิตาอึกอักหลบสายตาจับผิดของน้องชาย ก่อนจะพยายามปรับสีหน้าให้เป็ปกติแล้วเอ่ยตอบปัด ๆ
"คง...คงไม่มีอะไรหรอกพีท มันคงเป็เื่ของเ้านายกับลูกน้องธรรมดานั่นแหละ"
"เ้านายกับลูกน้องเหรอพี่? แต่มันดูรุนแรงเกินไปนะ"พีทท้วง
"ก็... คุณมนัสวีเขาเช่าพื้นที่เปิดร้านขนมไทยของโรงพยาบาลภูดิศไงย่อมต้องเกรงใจและฟังคำสั่งของเขาเป็ธรรมดาแหละน่า อย่าคิดมากเลยพีทไปอาบน้ำนอนได้แล้วไป๊ พี่เหนื่อย อยากพักผ่อนเหมือนกัน"ลลิตาตัดบทแล้วรีบเดินเลี่ยงขึ้นชั้นบนไปทันที
หากแต่...ทันทีที่ประตูห้องนอนปิดลง ลลิตากลับทรุดตัวลงนั่งบนเตียงด้วยความเคร่งเครียดนึกถึงท่าทางอ้ำอึ้งของตัวเองและคำถามของน้องชายในใจของลลิตายิ่งทวีความมั่นใจขึ้นเป็ร้อยเท่าพันทวี...
ภูดิศกับมนัสวี...จะต้องมี ‘ความลับบางอย่าง’ ที่ยิ่งใหญ่และสลักสำคัญปิดบังทุกคนอยู่แน่ ๆและเธอต้องรู้ให้ได้ว่ามันคืออะไร!
++++++++++
เช้าวันหนึ่งบรรยากาศภายในโรงพยาบาลเต็มไปด้วยความคึกคักของผู้คน คุณหญิงดาริกา เดินทางมาบริหารตามปกติทว่าในจังหวะที่กำลังจะก้าวเข้าลิฟต์ผู้บริหารสายตาเฉียบคมของเธอกลับเหลือบไปเห็นแผ่นหลังอันคุ้นตาของหญิงสาวคนหนึ่งในชุดผ้ากันเปื้อนสะอาดสะอ้าน
‘มนัสวี!’
คุณหญิงอุทานในใจด้วยความใและจำได้ทันที เธอรีบก้าวเท้าออกจากลิฟต์หวังจะตามไปซักถามเื่ราวให้หายข้องใจ ทว่าดั่งปาฏิหาริย์หรือโชคชะตากลั่นแกล้ง เพียงแค่เธอโดนคนไข้เดินสวนทางขัดจังหวะแค่แวบเดียว พอหันกลับไปเงาร่างของมนัสวีก็หายลับเข้าไปในแผนกครัวชั้นในเสียแล้ว จะตามต่อก็ไม่ทัน
ด้วยความสงสัยค้างคาใจคุณหญิงดาริกาจึงเดินตรงไปยังเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์เพื่อสอบถามพนักงานแถวนั้นทันที
“ผู้หญิงที่เพิ่งเดินเข้าไปข้างในเมื่อครู่นี้ หล่อนมาทำอะไรที่โรงพยาบาลของเรางั้นเหรอ?” พนักงานต้อนรับยกมือไหว้ตอบอย่างนอบน้อม
“อ๋อ คุณมนัสวีค่ะคุณหญิง่นี้เธอมาทำหน้าที่เป็นักโภชนาการพิเศษของโรงพยาบาลค่ะเห็นว่าต้องเข้าครัวเตรียมวัตถุดิบทำอาหารคลีนเพื่อสุขภาพขึ้นไปส่งให้คุณภูดิศทานทุก ๆ เย็นเลยค่ะ”
คำตอบนั้นทำให้หัวใจของคุณหญิงดาริกากระตุกวูบความเคลือบแคลงสงสัยทวีคูณขึ้นเป็เท่าตัว มนัสวีหายหน้าไปนานแต่กลับมาปรากฏตัวในฐานะคนทำอาหารส่วนตัวให้ลูกชายของเธอ... แถมหน้าตาของเด็กน้อย ‘เติมเต็ม’ ยังถอดพิมพ์มาจากภูดิศราวกับคนเดียวกันอีก!
คุณหญิงดาริกาไม่รอช้าเธอเปลี่ยนจุดหมายปลายทางตรงดิ่งขึ้นไปยังห้องทำงานชั้นบนสุดของ ภูดิศ ทันทีประตูห้องทำงานหรูถูกผลักเปิดออกโดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้าทำเอาท่านประธานหนุ่มที่กำลังตรวจเอกสารอยู่ถึงกับสะดุ้ง
“คุณแม่! มีอะไรหรือเปล่าครับ มาถึงหน้าตาเคร่งเครียดเชียว” ภูดิศรีบลุกขึ้นต้อนรับ
“ดิศ... แม่มีเื่สำคัญจะถาม” คุณหญิงดาริกาเดินมาหยุดตรงหน้าลูกชายสายตาจ้องจับผิด
“เมื่อกี้แม่เห็นมนัสวีในโรงพยาบาลของเรา พนักงานบอกว่าหล่อนมาทำอาหารคลีนให้แกกินทุกเย็น...มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ทำไมมนัสวีต้องมาทำเื่พวกนี้ให้แกแล้วแกปิดบังอะไรแม่ไว้รึเปล่า!”
คำถามรุกฆาตของมารดาทำให้ภูดิศใจหายวาบชายหนุ่มลอบกลืนน้ำลาย เขายังไม่พร้อมจะเปิดเผยเื่ผล DNA หรือเื่เด็กน้อยเติมเต็มให้คุณหญิงดาริการู้เพราะกลัวเื่ราวจะบานปลายและควบคุมไม่ได้สมองอันชาญฉลาดรีบเค้นหาคำโกหกเพื่อเอาตัวรอดทันที ภูดิศแสร้งทำสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะแค่นยิ้มหยัน
“ไม่มีอะไรหรอกครับคุณแม่... ก็แค่เื่เงิน ๆ ทอง ๆ”
“เื่เงินยังไง?” คุณหญิงขมวดคิ้ว
“ก็มนัสวีเขาติดหนี้ผมอยู่ก้อนใหญ่น่ะสิครับ ไม่มีปัญญาจ่ายคืนผมก็เลยบังคับให้เขามาทำงานใช้หนี้ด้วยการทำอาหารคลีนให้ผมทุกวันเป็การชดใช้”
ภูดิศแกล้งเน้นเสียงเข้มเพื่อความสมจริงก่อนจะโยนะเิลูกใหญ่ลงไปอีกเพื่อตัดความสัมพันธ์ในสายตาแม่
“คุณแม่ไม่ต้องไปสนใจเขาหรอกครับ ผู้หญิงคนนั้นน่ะ...พอเลิกกับผมไปปุ๊บ ก็รีบแล่นไปมีแฟนใหม่ปั๊บเลยน่าจะถังแตกจนต้องดิ้นรนหาเงินหัวซุกหัวซุนนั่นแหละครับ”
คำโกหกคำโตของลูกชายเหมือนน้ำมันที่ราดลงบนกองไฟในอกของคุณหญิงดาริกาใบหน้าของผู้ดีเก่าเริ่มเปลี่ยนเป็บึ้งตึงด้วยความผิดหวังและไม่พอใจอย่างรุนแรง
‘มีแฟนใหม่แล้ว... แถมยังติดหนี้ภูดิศจนต้องมาทำงานชดใช้’
ความคิดของคุณหญิงเตลิดเปิดเปิงไปกันใหญ่ภาพลักษณ์ของมนัสวีที่เคยดูเป็ผู้หญิงหัวอ่อน ยอมให้เงินซื้อได้ บัดนี้กลับแย่ลงไปอีกในสายตาของเธอคุณหญิงดาริกากำมือแน่น นึกเคืองในใจที่มนัสวีทำตัวเห็นแก่เงิน ไร้ศักดิ์ศรี ยังทำตัวมีปัญหาเื่เงิน ๆ ทอง ๆจนน่าอับอาย
“งั้นหรอกเหรอ...” คุณหญิงดาริกาเอ่ยเสียงเ็าั์ตาฉายแววผิดหวังอย่างปิดไม่มิด
“แม่ไม่คิดเลยนะว่ามนัสวีจะเป็ผู้หญิงเห็นแก่เงินและทำตัวน่าผิดหวังได้ถึงขนาดนี้! ในเมื่อเป็แค่ลูกหนี้มาทำงานใช้หนี้...แกก็ดูแลควบคุมให้ดีแล้วกัน อย่าให้มาสร้างความเสื่อมเสียให้โรงพยาบาลของเราได้!”
ภูดิศมองอาการหัวฟัดหัวเหวี่ยงของมารดาแล้วได้แต่แอบถอนหายใจในใจเขารู้ดีว่าคำโกหกนี้ทำให้มนัสวีกลายเป็คนผิดในสายตาแม่ไปกันใหญ่แต่มันเป็ทางเดียวที่เขาจะกุมความลับเื่เติมเต็มไว้กับตัวและสามารถกลั่นแกล้ง... หรือดึงรั้งเธอให้อยู่ข้างกายได้ต่อไปโดยไม่มีใครเข้ามาแทรกแซง!