บทที่สี่สิบห้า
ความจริงที่เจ็บปวด
“คุยกันให้เข้าใจเถอะไอ้สิงห์” จอมทัพตบไหล่ที่ลู่ลงของสิงหราชเบา ๆ ร่างสูงโปร่งเดินปลีกตัวไปอีกทาง เพื่อให้เวลาส่วนตัวกับเพื่อนสนิทและภรรยาของอีกฝ่าย
สิงหราชที่น้ำตายังคงนองใบหน้า ยกมือขึ้นปาดเช็ดน้ำตาจนแห้งสนิท ถึงได้หันหลังกลับไปเผชิญหน้ากับคนตัวเล็ก ดวงตาคมแดงก่ำวูบไหวขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อได้เห็นว่าใบหน้าสวยหวานของภรรยานั้น ยังคงเต็มไปด้วยคราบน้ำตา
“เรามาคุยกันเถอะค่ะ ลองหันหน้ามาคุยกันสักครั้ง” นิรณายกมือขึ้นเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้า ร่างเล็กสาวเดินไปทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ตัวยาว
นิรณาพยายามที่จะใช้น้ำเย็นเข้าลูบ ยอมวางความทิฐิทั้งหมดที่ตัวเองมีอยู่ลง เพื่อที่จะ ได้หาข้อสรุปสุดท้ายเกี่ยวกับข้อกล่าวหา ที่สามีมอบให้ตัวเธอและครอบครัวโดยเร็วที่สุด
แม้จะรู้สึกหวาดกลัวกับความจริง หากแต่ในเวลานี้นิรณาไม่ต้องการที่จะยืดเวลาออกไปอีกแล้ว ยินยอมที่จะรับความเจ็บปวดที่จะเกิดขึ้นด้วยความเต็มใจ หลังจากนี้สามีจะตัดสินกันอย่างไร ภรรยาคนนี้ก็จะก้มหน้ายอมรับโดยที่ไม่มีข้อแม้
แม้จะเป็นเหมือนการเร่งให้ความสัมพันธ์มันจบเร็วขึ้น หากแต่นิรณาก็คิดว่ามันคงจะดีกว่า ที่จะปล่อยให้เรื่องราวทุกอย่างมันคาราคาซังอยู่แบบนี้ และปล่อยให้ความทรมานมันกัดกินหัวใจของพวกเราไปเรื่อย ๆ แบบที่ไม่มีที่สิ้นสุด
สิงหราชสาวเท้าเดินเข้าไปใกล้กับภรรยา ใบหน้าหล่อคมคายเครียดขึงอย่างเห็นได้ชัด ในยามที่ทิ้งตัวลงนั่งใกล้กับคนตัวเล็ก มือหนาวางราบลงบนเข่าของตัวเอง ไม่มีแม้แต่ความกล้า ที่จะยื่นมือออกไปกอบกุมมือเล็กเอาไว้ดังเช่นทุกครั้ง
นิรณาปรายตามองสามีก่อนจะยกยิ้มบาง ๆ ส่งไปให้ ดวงตากลมโตที่บอบช้ำจากการร้องไห้อย่างหนัก ทอดมองสามีด้วยสายตาที่อ่อนแรง หากแต่ก็ยังคงเต็มไปด้วยความรักลึกซึ้งอย่างเช่นทุกครั้ง
“เรามาจบเรื่องนี้กันเถอะค่ะพี่สิงห์” นิรณาสูดลมหายใจเข้าปอด ก่อนจะเอ่ยพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูดีขึ้นกว่าเมื่อสักครู่
คนตัวเล็กกำลังพยายามทำให้บรรยากาศ ระหว่างตัวเองและสามีไม่ตึงเครียดจนเกินไป ดวงตากลมโตทอดมองไปด้านหน้า หวังจะให้ความสวยงามของทะเลกว้าง ได้ปลอบประโลมหัวใจที่บอบช้ำของตัวเอง
ในเมื่อหลีกหนีจากโชคชะตาไม่พ้น สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดก็คือต้องยอมรับมันให้ได้ ขอเพียงแค่คำอธิบายให้กระจ่าง หลังจากนี้นิรณาก็ไม่คิดจะเรียกร้องอะไรจากสามีไปมากกว่านี้อีกแล้ว
“พี่รักเอิงนะ” สิงหราชเอ่ยพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ ความอ่อนแอมากมายถาโถมเข้ามาจนยากกับการรับมือ
สิงหราชเลือกที่จะพูดยืนยันความรู้สึกของตัวเองออกไปให้กับภรรยาได้รับรู้อีกครั้ง เพราะกลัวว่าหลังจากที่พูดคุยกันจบในวันนี้ อาจจะไม่มีโอกาสได้พูดมันอีกแล้ว
ร่างหนาผ่อนปรนลมหายใจออกมาเบา ๆ เมื่อพูดจบ พยายามรวบรวมสติของตัวเองให้ได้มากที่สุด ดวงตาคมทอดมองออกไปที่ทะเลกว้าง เพื่อหาจุดพักสายตา
“เอิงทราบค่ะ” นิรณายกยิ้มออกมากับตัวเองเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำบอกรักจากสามี
หากแต่ไม่ได้เอ่ยบอกรักกลับไปอย่างเช่นทุกครั้ง ถึงแม้ว่าความรักที่มีให้กับอีกฝ่ายนั้น มันจะมีมากมายจนเอ่อล้นหัวใจก็ตาม แต่ในสถานการณ์แบบนี้ นิรณาก็กลัวเหลือเกินว่าความรักของตัวเอง มันจะกลายเป็นเรื่องที่น่าลำบากใจของสามีเสียมากกว่าความยินดี
ในฐานะภรรยา นิรณายังคงยืนยันคำเดิม ว่าไม่เคยคิดที่จะสร้างปัญหาหรือความลำบากใจใดให้กับสามีเลยสักครั้ง และหากคำว่ารักของเธอ มันจะต้องทำให้อีกฝ่ายรู้สึกลำบากใจ ในการจะตัดสินใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น เธอก็ขอเก็บความรู้สึกนั้นเอาไว้กับตัวเสียดีกว่า
ไม่ว่าปัญหาในครั้งนี้มันจะมีจุดจบเช่นไร นิรณาก็มีเพียงความหวังดีต่อสามีอย่างสิงหราช ไม่เคยมีความคิดที่จะทำร้ายอีกฝ่ายเลยสักครั้ง และหากการมีอยู่ของตัวเองในชีวิตของอีกฝ่าย จะเป็นสาเหตุของความเจ็บปวดที่เจ้าตัวต้องเผชิญอยู่ในตอนนี้ นิรณาก็พร้อมที่จะเดินจากไปแต่โดยดี เพื่อยุติความเจ็บปวดนั้นของคนที่รัก
“จำอาอิงอรได้หรือเปล่า” ร่างหนาเอ่ยถามขึ้น เมื่อเห็นว่าภรรยานิ่งเงียบไป เก็บซ่อนความน้อยใจเอาไว้ในส่วนลึกของหัวใจ ที่ในครั้งนี้ภรรยาไม่ได้เอ่ยบอกรักกลับมาอย่างเช่นทุกครั้ง
“จำได้ค่ะ” นิรณาเอ่ยตอบกลับไป ดวงตากลมโตหลับพริ้มลงเพื่อตั้งสติของตัวเองให้มั่นคง
“ที่อาอรกลายมาเป็นอย่างเช่นทุกวันนี้ เรื่องทุกอย่างมันเกิดขึ้นจากการมีข้อพิพาทระหว่างคนสองกลุ่ม หนึ่งก็คือชาวบ้านบนเกาะวิมันสิตรา และรวมไปถึงตระกูลมยมราชพลีซึ่งเป็นครอบครัวของพี่”
“ส่วนอีกกลุ่มก็คือนายทุนหน้าเลือด ที่จ้องจะลุกล้ำธรรมชาติเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง” สิงหราชเอ่ยเล่าย้อนความกลับไป ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด น้ำเสียงทุ้มก็ยังคงเจือไปด้วยความเจ็บปวดเมื่อพูดถึงเรื่องนี้
“..........” นิรณาเปิดเปลือกตาขึ้น ก่อนจะปรายตามองไปทางสามีเล็กน้อยด้วยความรู้สึกเห็นใจ เพราะรับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดผ่านจากน้ำเสียงของอีกฝ่ายได้เป็นอย่างดี
มือเล็กที่กอบกุมอยู่บนตักเคลื่อนไหวตามสัญชาตญาณ เมื่อได้เห็นว่าสามีของตัวเองกำลังเจ็บปวดเพราะเรื่องราวในอดีต หากแต่ก็ตัดใจดึงมือกลับมาวางเอาไว้ที่เดิม เพราะลึก ๆ แล้วไม่มั่นใจเสียด้วยซ้ำ ว่าความเป็นห่วงนี้ของตัวเอง สามีอย่างสิงหราชก็ยังต้องการมันอยู่หรือเปล่า
“อาอรเป็นหนึ่งคนที่เป็นตัวตั้งตัวตี ในการออกมาขับไล่พวกนายทุนออกจากพื้นที่ของเกาะวิมันสิตรา พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะต่อสู้เพื่อคนบนเกาะ” ภาพผู้หญิงตัวเล็กที่ยอมสู้จนหลังชนฝาเพื่ออุดมการณ์ของตัวเอง ผุดขึ้นมาในหัวของสิงหราชอีกครั้ง
“ผู้หญิงคนนั้นใจแกร่งไม่แพ้ใครเลย เธอทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างสมบูรณ์ และดำรงตนในฐานะลูกหลานของชาวเกาะวิมันสิตราได้อย่างสมเกียรติที่สุด เกาะวิมันสิตราไร้คนบุกรุก พวกนายทุนยอมที่จะล่าถอยออกไป”
สิงหราชเอ่ยพูดไปเรื่อย ๆ จากสิ่งที่ติดค้างอยู่ในความทรงจำของตัวเอง นิรณาเองก็ทำหน้าที่เป็นผู้ฟังที่ดี คนตัวเล็กทำเพียงนั่งฟังเงียบ ๆ และปล่อยให้คนพี่ได้พูดไป โดยที่ไม่ได้เร่งรัดหรือบีบคั้นอีกฝ่ายแต่อย่างใด
“ชัยชนะในครั้งนั้นทำให้เกิดการงานฉลองกันไปสามวันสามคืน พี่เองก็ยังจำความสุขเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี” พูดมาถึงตรงนี้ สิงหราชก็เผลอยิ้มมุมปากออกมาเล็กน้อย เพราะยังคงจำภาพรอยยิ้มแสนหวานของผู้เป็นอาได้เป็นอย่างดี
“แต่แล้วหลังจากนั้นแค่เพียงไม่นาน ผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังใจจดใจจ่ออยู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนบนเกาะอย่างอาอร ก็หายตัวไปจากบ้านไปอย่างไร้ร่องรอย”
นิรณายกมือขึ้นปิดปากของตัวเองเอาไว้ด้วยความตกใจ จากที่ฟังมาจนถึงตอนนี้ เธอเองก็พอที่จะเริ่มคาดเดาเหตุการณ์ ที่จะเกิดขึ้นกับผู้หญิงคนหนึ่งที่หายตัวออกจากบ้านไป และกลับมาในสภาพที่ต้องใช้ชีวิตในฐานะผู้ป่วยทางจิตได้บ้างแล้ว
“ในตอนนั้นมยมราชพลีเหมือนตายทั้งเป็น พยายามทำทุกทางเพื่อตามหาเธอคนนั้น แต่ละวันที่ผ่านไปเหมือนหัวใจมันโดนกรีดด้วยมีดลงบนรอยแผลเดิม เพราะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนที่กำลังตามหาจะเป็นตายร้ายดียังไง”
“ปู่ของพี่ตรอมใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นจนล้มป่วย พ่อของพี่ต้องทำหน้าที่ในฐานะของลูกชายและพี่ชาย จนไม่มีเวลาแม้แต่นาทีเดียว ที่จะกลับบ้านมาหาเมียหาลูก แม่ของพี่ก็แอบร้องไห้ทุกคืน เพราะหวาดกลัวว่าสามีของตัวเองจะได้รับอันตรายไปอีกคน”
“และพี่ที่เป็นเพียงแค่เด็กวัยรุ่น ก็ทำได้แค่เพียงมองดูคนที่ตัวเองรัก เจ็บปวดเจียนตายไปกับเรื่องนี้”
“เวลาผ่านไปจากวันกลายเป็นเดือน ท่ามกลางความทรมานของคนที่ยังมีความหวัง สุดท้ายผู้หญิงคนนั้นก็กลับคืนสู่อ้อมกอดของมยมราชพลีอีกครั้ง” สิงหราชผ่อนปรนลมหายใจออกมาอย่างหนัก เมื่อรู้สึกว่าตัวเองนั้นหายใจลำบากได้มากขึ้น เมื่อภาพของผู้เป็นอาในวันที่กลับบ้านมาสะท้อนขึ้นมาในความคิด
“พี่สิงห์” นิรณาเอ่ยเรียกคนข้างกายขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เบาหวิว ดวงตากลมโตรื้นไปด้วยน้ำตา
“ผู้หญิงคนหนึ่งถูกย่ำยีศักดิ์ศรีลูกผู้หญิงมานานนับเดือน กลับบ้านมาพร้อมกับลูกน้อยที่อยู่ในท้องของตัวเอง และความอัปยศอดสูที่ต้องแบกรับเอาไว้เพียงลำพัง ทำให้เธอตัดสินใจที่จะจบชีวิตของตัวเอง” ร่างหนาปล่อยให้น้ำตาของตัวเองไหลออกมา
“ฮึก ฮือ” นิรณาหลุดสะอื้นออกมาเช่นกันเมื่อได้ยินอย่างนั้น รู้สึกสงสารอิงอรจนต้องหลั่งน้ำตาออกมา เกิดคำถามในใจขึ้นมากมาย ว่าทำไมคนหนึ่งคนถึงต้องพบเจอกับชะตากรรมที่หนักหนาสาหัสถึงเพียงนี้
“แต่โชคดีที่หมอช่วยเอาไว้ได้ แต่มันก็ได้เพียงร่างกายเท่านั้น” สิงหราชร้องไห้ออกมาอยู่ตลอดเวลา หากแต่ริมฝีปากก็ยังเอ่ยเล่าถึงเรื่องที่เคยเกิดขึ้น
“ฮึก แล้วจับตัวคนร้ายได้ไหมคะพี่สิงห์” นิรณายกมือขึ้นปาดน้ำตา ก่อนจะเอ่ยถามกลับไปด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ ในใจของเธอภาวนาให้พวกคนชั่วช้าสามานย์ได้รับผลกรรมของตัวเอง
“จับได้แค่เพียงลูกน้องหางแถว ที่ยอมขายอิสระของตัวเองเพื่อแลกกับเงินก้อนโต ส่วนคนบงการก็ลอยตัวเพราะรวยล้นฟ้า” สิงหราชกัดฟันกรอดด้วยความแค้นใจ
“ฮือ” นิรณาร้องไห้ออกมาอีกครั้งเมื่อได้รู้ว่า ผู้หญิงคนหนึ่งที่ถูกกระทำอย่างทารุณ จนจิตใจแตกสลายไม่สามารถที่จะเยียวยาได้ กลับไม่ได้รับความเป็นธรรมเลยแม้แต่น้อย
“แต่มยมราชพลีก็ไม่เคยคิดที่จะทอดทิ้งเธอ และไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน ก็ยังมีความหวังที่จะลากตัวเดนนรกพวกนั้นมารับโทษ” สิงหราชปรายตามองไปที่ภรรยา ดวงตาคมหม่นแสงลงจนน่าใจหาย
“จนเมื่อวาน พิมพ์ดาวก็กลับมาพร้อมกับสัญญาการร่วมลงทุนของพวกเดนนรกพวกนั้น ที่มีรายชื่อพร้อมกับนามสกุล และมีหลักฐานการลงลายมือชื่อครบถ้วน”
“คะ ค่ะ” นิรณาหันไปสบสายตากับสามี ร่างเล็กเอ่ยตอบรับออกไปด้วยน้ำเสียงที่แกว่งจนแทบจะไม่เป็นคำ
“โสภี เกียรติคุณไพศาล พอจะคุ้นชื่อนี้บ้างหรือเปล่า นิรณา มยมราชพลี” สิงหราชเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงกร้าว ร่างหนากำหมัดของตัวเองเอาไว้แน่นเพื่อระงับความเจ็บปวด
“ฮึก” ร่างเล็กยกมือขึ้นปิดปากด้วยความตกใจ เมื่อได้ยินชื่อคนที่ใช้นามสกุลเดียวกันกับตัวเองหลุดมาจากปากสามี
“ส่วนพี่คุ้นกับมันมากเลยเอิงเอย เพราะคนที่พี่นอนกอดอยู่ทุกคืน ก็เป็นหนึ่งคนที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเกียรติคุณไพศาลเหมือนกัน!!” ร่างหนาตวาดออกมาเสียงดังลั่นด้วยความเจ็บช้ำ รอยแผลเดิมยิ่งกว่าถูกกรีดซ้ำด้วยมีดนับพันเล่มจากความจริงในเรื่องนี้
“ฮึก ฮือ พี่สิงห์” นิรณาร่ำไห้ออกมาอย่างหนัก ไหล่เล็กห่อเข้าหาตัวเองอย่างน่าสงสาร
ทั้งที่เป็นฝ่ายดึงดันอยากจะรับรู้ความจริง แต่สุดท้ายก็กลับกลายมาเป็นคนที่ยอมรับความจริงไม่ได้เสียเอง นิรณาไถลตัวลงจากเก้าอี้ด้วยความอ่อนแรง ทิ้งตัวลงนั่งร้องไห้อยู่บนพื้นทรายด้วยความเสียใจ
ที่หนึ่งในเครือญาติของตัวเองกลับเป็นคนที่มีส่วนร่วมในการสร้างความเจ็บปวด และความชอกช้ำให้กับครอบครัวของสามีตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอเองแม้จะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้อยู่ดีในเรื่องของเทือกเถาเหล่ากอตัวเอง
………………………………………………….
เป็นอีกหนึ่งตอนที่ตัวละครตกอยู่ในสภาวะบีบคั้นอารมณ์ด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย ในพาร์ทของสิงหราชภาพความจำและความเจ็บปวดที่เคยเกิดขึ้นในอดีตมันยังคงชัดเจนอยู่เสมอ อ่านมาถึงตอนนี้อาจจะมีหลายคนที่อยากจะหยิกหลังพระเอกและนักเขียน แต่…. ขอให้สิงหราชรับจบแล้วกันค่ะ แม่มันอย่างเลดี้ไม่เกี่ยว 55555555
อ่านแล้วอย่าลืมคอมเม้นท์ส่งฟีดแบคกลับมาหานักเขียนอย่างเลดี้หน่อยนะคะ อยากบอกว่ามันเป็นแรงผลักดันในการอัปเดตนิยายมาก ๆ เลย
และอย่าลืมกดเข้าชั้น กดหัวใจ และที่สำคัญอย่าลืมกดติดตามนามปากกาอิสตรีเริงรมย์กันเอาไว้นะคะ เพราะตอนนี้กำลังเร่งสานต่อพล็อตมากมายที่ได้ทำการดองเอาไว้ในไหแบบเร่งด่วน และแพลนที่จะปล่อยงานในตอนนี้ก็ยาวทั้งปี ฮือออ