เมื่อเข้าไปถึงสิ่งแรกที่ประทับใจของจารุจันทร์เลยก็คือการตกแต่งที่สวยงามแปลกตา เพราะทั้งห้องถูกทาด้วยสีส้มเอาไว้ซึ่งตัดกับสีขาวของตัวบ้านส่วนฝาผนังของห้องทั้งสี่ทิศมีช่องสี่เหลี่ยมเหมือนช่องของหน้าต่างแต่้าโค้งเป็รูปทรงโดมยอดแหลมซึ่งกรอบของช่องนั้นถูกทาด้วยสีขาวจึงทำให้ดูโดดเด่นออกมาเพราะตัดกับสีของผนังห้อง
ในแต่ละช่องนั้นมีเครื่องปั้นดินเผาที่ถูกเคลือบจนมันวาววางประดับเอาไว้ซึ่งแต่ละอันล้วนมีลวดลายงดงามแปลกตา บ้างก็เป็ลายตารางเฉียงๆ บ้างก็เป็ลายสามเหลี่ยมเล็กๆเรียงแถวต่อกัน บางอันก็เป็ลวดลายเลื้อยพันไปมาและบางอันก็ถูกติดด้วยกระจกโมเสกเล็กๆ เรียงให้เป็ลวดลายงดงามน่าเก็บสะสม
แม้แต่โซฟาก็มีสีสันไม่แพ้กันเพราะมันเป็สีแดงเืนกคาดเส้นทับด้วยสีขาว ซึ่งเข้าชุดกับหมอนอิงส่วนโต๊ะที่ตั้งอยู่ด้านหน้าโซฟา เป็โต๊ะไม้แข็งแรงทรงกลมขาโต๊ะถูกทำให้เป็เส้นโค้งเชื่อมต่อกันทั้งสี่ขาดูเหมือนเป็ประตูโค้งที่เธอเริ่มเห็นจนชินตานับั้แ่เหยียบย่างมาที่นี่ ส่วนผืนพรมนุ่มๆที่เธอกำลังเหยียบอยู่นี่กลับมีสีเหลืองนวลๆซึ่งช่วยทำให้ห้องดูสว่างขึ้นมาเล็กน้อย
คราวนี้จารุจันทร์เงยหน้าขึ้นมองโคมไฟระย้าพวงใหญ่ที่ทำมาจากคริสทัลแท้บ้างแสงไฟจากโคมไฟทำให้ห้องที่มืดทึบ เพราะไม่มีหน้าต่างดูงดงามแบบลึกลับและชวนค้นหายิ่งนักมันดูมีเสน่ห์จนหญิงสาวหลงคิดว่าเดินเข้ามาสู่ดินแดนอันลึกลับก็ไม่ปาน
จารุจันทร์มองทุกอย่างภายในห้องด้วยสายตาชื่นชมแม้สีของห้องและสีของเครื่องใช้ต่างๆ จะตัดกันจนดูไปคนละทิศละทางทว่าในความเป็จริงแล้ว เมื่อได้มายืนมองทุกอย่างรวมกันอยู่ตรงนี้มันกลับดูสวยงามแปลกตาและมีเสน่ห์ให้มองได้ไม่เบื่อเลยจริงๆ
เห็นทีกลับเมืองไทยไปคราวนี้เธอคงต้องไปศึกษาการตกแต่งบ้านสไตล์โมร็อกโกบ้างเสียแล้วจะได้เอาไปตกแต่งห้องนอนของเธอดูบ้าง คงได้นอนอย่างมีความสุขแน่ๆหญิงสาวอมยิ้มอย่างชอบอกชอบใจในความคิดของตนเอง แล้วก็ต้องตื่นจากภวังค์ของความคิดเมื่อเอเลน่าจูงมือเธอเข้าไปหาหญิงวัยกลางคนที่นั่งเด่นเป็สง่าอยู่บนโซฟาในชุดอันงดงามราคาแพงส่วนด้านขวามือของท่านมีชายหนุ่มหน้าตาดีแต่งกายเรียบร้อยแต่มีรสนิยมนั่งอยู่เคียงคู่กับหญิงสาวหน้าตาดีคมเข้ม ซึ่งก็แต่งตัวงดงามไม่แพ้กัน
“คุณป้าคะนี่จันทร์...เพื่อนรักของหนูค่ะ”เอเลน่าเอ่ยแนะนำจารุจันทร์ให้เ้าของบ้านฝ่ายหญิงได้รู้จักซึ่งท่านก็ส่งยิ้มเอื้ออารีมาให้เป็การทักทายจารุจันทร์จึงยิ้มตอบกลับไปด้วยความรู้สึกโล่งใจที่ได้รับไมตรีจิตดีๆจากเ้าของบ้าน
“ยินดีที่ได้รู้จักนะจ๊ะทุกคนที่นี่ยินดีต้อนรับเพื่อนรักของเอเลน่าด้วยความเต็มใจจ้ะ” จารีน่าทักทายออกมาด้วยภาษาอังกฤษที่ดีเยี่ยม ซึ่งจารุจันทร์ก็ตอบกลับด้วยภาษาเดียวกันด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“ขอบพระคุณคุณป้ามากค่ะ”
“ส่วนนี่พี่จัสฟาลูกชายคนรองของคุณป้ากับภรรยาของเขาจ้ะ” เอเลน่าเอ่ยแนะนำต่อ จัสฟากับภรรยากล่าวต้อนรับอย่างเป็มิตรยิ่งทำให้จารุจันทร์รู้สึกโล่งอกเข้าไปใหญ่ที่จะอยู่ที่นี่ เพราะหากเ้าของบ้านคนใดคนหนึ่งมีท่าทีอึดอัดละก็...เธอคงไม่สามารถแบกหน้าขออาศัยอยู่ได้หรอก
เมื่อแนะนำให้รู้จักกันเสร็จแล้วและอยู่คุยด้วยกันต่ออีกนิดหน่อย เอเลน่าก็พาเพื่อนรักขึ้นไปที่ชั้นสองของคฤหาสน์เพื่อพาไปยังห้องนอนที่ได้จัดเตรียมเอาไว้ให้ ซึ่งพอเข้าไปอยู่ในห้องแล้วจารุจันทร์ก็ยิ่งชอบใจนักเพราะห้องนอนของเธอเป็เหลืองสดใส ผนังของห้องถูกตกแต่งเหมือนห้องรับแขกจะผิดกันก็ตรงที่ห้องรับแขกใช้วางเครื่องปั้นดินเผาแต่ของห้องนอนเธอเอาไว้วางพวกหนังสืออ่านเล่นต่างๆและในช่องก็ถูกวาดเป็ลวดลายแบบอาหรับ ส่วนเตียงนอนนั้นก็เป็เตียงสไตล์อาหรับเช่นกันซึ่งทั้งกว้างขวางและนุ่มสบาย ตรงมุมของห้องมีโซฟาเดียวสีแดงอยู่สองตัวซึ่งพนัก้าที่ใช้สำหรับเอนหลังก็เป็รูปโค้งยอดแหลมๆ อีกเช่นเดิมซ้ำยังหมอนอิงใบเล็กๆ มีสีเดียวกันกับโซฟา แต่มีพู่สีเหลืองเล็กๆห้อยติดอยู่ทั้งสี่ด้านวางอยู่ด้วย
ส่วนผืนพรมที่วางรองอยู่ด้านล่างก็มีสีแดงเช่นกันซึ่งเป็พรมเปอร์เซียอย่างดี ที่ถูกสั่งทอด้วยมือเป็พิเศษลวดลายของผืนพรมก็ช่างงดงาม จนบางครั้งเธอไม่กล้าแม้แต่จะเหยียบมันเลยทีเดียวแต่สิ่งที่จารุจันทร์ชอบมากที่สุด เห็นจะเป็ระเบียงด้านนอกของห้อง เพราะเท่าที่เธอสังเกตจากด้านล่างนั้นแทบจะไม่มีหน้าต่างเปิดรับลมเลยสักบาน ซึ่งเธอมารู้ในภายหลังจากเพื่อนว่าการที่บ้านของคนโมร็อกโกไม่ค่อยมีหน้าต่าง เป็เพราะที่มีทะเลทรายเวลามีพายุมันจะหอบเอาเม็ดทรายมาด้วย จึงนิยมสร้างบ้านไม่ให้มีหน้าต่างมากนักเพื่อเป็การป้องกันฝุ่นทรายไม่ให้ปลิวเข้ามาได้นั่นเอง
เท่าที่หญิงสาวอ่านข้อมูลเกี่ยวกับประเทศโมร็อกโกมาคร่าวๆนั้น ที่นี่มีชื่อเต็มๆ อย่างเป็ทางการว่าราชอาณาจักรโมร็อกโกเป็ประเทศที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา ทิศเหนือของประเทศติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมีช่องแคบยิบรอลตาร์เป็ตัวแบ่งกั้นระหว่างโมร็อกโกกับสเปนซึ่งเป็ประเทศในทวีปยุโรปเอาไว้ ทิศตะวันตกติดกับมหาสมุทรแอตแลนติกส่วนทิศใต้ติดกับมอริเตเนีย และทิศตะวันออกติดกับประเทศแอลจีเรีย
โมร็อกโกเป็ประเทศที่มีความแตกต่างจากประเทศอื่นๆในทวีปเดียวกันอย่างมาก เพราะมีความทันสมัยและความเจริญรุ่งเรืองกว่า เนื่องจากครั้งหนึ่งประเทศทางแถบยุโรปอย่างสเปนและฝรั่งเศสเคยเข้ามามีบทบาทในทางการเมืองและการปกครอง จึงได้นำเอาวัฒนธรรมต่างๆ เข้ามาเผยแพร่ด้วยทำให้ดินแดนแห่งนี้มีความเป็ยุโรปอยู่มากทีเดียว
ภูมิประเทศของโมร็อกโกนั้นมีความหลากหลายทางภูมิศาสตร์มากเพราะมีทั้งทะเลทราย ูเาสูงที่มีหิมะตกปกคลุมยอดเขาและมีชายฝั่งทะเลที่อุดมสมบูรณ์ที่นี่จึงได้ชื่อว่าเป็ประเทศที่เย็นที่สุดในหมู่ประเทศที่ร้อนที่สุดโมร็อกโกเป็ประเทศที่นับถือศาสนาอิสลาม ประชาชนส่วนใหญ่นับถืออิสลาม
ส่วนภาษานั้นหากใช้ในทางราชการจะใช้ภาษาอารบิก แต่หากพูดคุยกันทั่วไปก็มีทั้งอารบิก ฝรั่งเศสสเปนและอังกฤษปะปนกันไปซึ่งอันนี้เป็เื่จริงเพราะเอเลน่าก็พูดภาษาที่กล่าวมาทั้งหมดได้แม้บางภาษาอาจจะไม่คล่องมากนัก แต่ก็เรียกได้ว่าสื่อสารได้รู้เื่
“เฮ้อ...นุ่มสบายดีจังเลย” หญิงสาวร้องออกมาด้วยสีหน้าเบิกบานใจ ขณะทิ้งตัวลงนอนบนเตียงนุ่ม “ฉันมีความสุขมากเลยเอเลน่า ทุกคนที่นี่ใจดีกับฉันเหลือเกินแถมยังจัดห้องสวยๆ แบบนี้ให้ฉันอยู่อีก”จารุจันทร์หยุดพูดไปครู่หนึ่งก่อนจะเด้งตัวลุกขึ้นนั่งแล้วคว้ากระเป๋ากล้องถ่ายรูปออกมาเปิดเธอหยิบกล้องสุดรักสุดหวงออกมาจากกระเป๋ามาเปิดเครื่องเตรียมจะถ่ายทว่าก็ต้องหยุดชะงัก แล้วหันไปมองหน้าเพื่อนรัก พลางถามด้วยความไม่แน่ใจ “ฉันขอถ่ายรูปห้องนี้ได้หรือเปล่าเอเลน่า”
“ได้สิ ทำไมจะไม่ได้ล่ะ”
เมื่อได้รับคำอนุญาตจารุจันทร์ก็จัดการถ่ายรูปภายในห้องนอนไปหลายภาพซึ่งในภาพเ่าั้ก็มีเธอกับเอเลน่าถ่ายคู่กันด้วย เมื่อถ่ายรูปเล่นกันจนพอใจแล้วสองสาวก็ทิ้งตัวลงนอนเล่นบนเตียง คุยเล่นกันอย่างสนุกสนานก่อนที่เอเลน่าจะดันตัวลุกขึ้นนั่งแล้วถามเพื่อนรักว่า
“เธอชอบที่นี่ไหม”
“ชอบสิ ชอบมากด้วยฉันชอบการตกแต่งบ้านของที่นี่จังเลยเอเลน่ามันดูสวยแปลกตาและมีเสน่ห์น่าค้นหาอย่างบอกไม่ถูก มันทำให้ดูได้ไม่เบื่อเลยล่ะ”
เอเลน่ามองเพื่อนสาวตาด้วยรอยยิ้มเพราะคำพูดของเพื่อนสาว ทำให้เธอมีความหวังในสิ่งที่คิดจะทำมากยิ่งขึ้น
“เธอคงเริ่มหลงมนต์เสน่ห์ของโมร็อกโกเข้าแล้วล่ะนี่ถ้าเธอได้ไปเที่ยวที่สวยๆ ด้วยละก็...คงจะไม่อยากกลับเมืองไทยเป็แน่”
“นั่นสินะว่าแต่ว่าเธอจะพาฉันไปเที่ยวที่ไหนบ้างเหรอ ฉันหาข้อมูลมาบ้างเหมือนกันนะแต่ก็ไม่ได้เจาะลึกมากหรอก เพราะฉะนั้นนอกจากพาฉันเที่ยวแล้วเธอยังต้องให้ข้อมูลกับฉันด้วยนะ...รู้ไหม”
“เื่ให้ข้อมูลฉันคงช่วยเธอไม่ค่อยได้แต่ไม่ต้องกลัวไปหรอกนะ เพราะฉันเตรียมไกด์กิตติมศักดิ์ไว้ให้เธอเรียบร้อยแล้ว” เอเลน่าบอกเสียงใส แต่ั์ตาสวยกลับฉายแววมีเลศนัยบางอย่างออกมาแวบหนึ่งซึ่งจารุจันทร์ไม่ทันสังเกตเห็น เพราะมัวแต่นอนเล่นมองโน่นมองนี่ไปตามเื่
“เยี่ยมเลย” จารุจันทร์ตบมือชอบใจ ก่อนจะถามด้วยความอยากรู้ “ว่าแต่เขาเป็ใครเหรอ”
“พี่อัลฟาญาติผู้พี่ของฉันเอง เขาเคยพาเพื่อนต่างชาติของเขาไปเที่ยวอยู่บ่อยๆก็เลยต้องศึกษาข้อมูลเอาไว้น่ะ”
“แล้วพี่อัลฟาของเธอจะมีเวลาว่างไปเที่ยวกับพวกเราได้ทุกวันเหรอถ้าเขาไม่ค่อยว่างก็อย่าไปรบกวนเขาเลยนะเอเลน่า ฉันเกรงใจ”
“ไม่ต้องเกรงใจหรอก่นี้งานของพี่อัลฟาไม่มีอะไรมาก อีกอย่างเขาก็อยากไปเที่ยวด้วยเพราะปีนี้เขายังไม่ได้ไปเที่ยวพักผ่อนที่ไหนเลย”
“ถ้าเป็แบบนั้นฉันก็ค่อยสบายใจหน่อย”
“สบายใจได้ฉันรับรองเลยว่าพี่อัลฟาเต็มใจพาเธอไปเที่ยวอย่างแน่นอนแล้วก็มั่นใจได้เลยนะว่าเขาจะช่วยให้ข้อมูลที่เธอ้าได้อย่างแน่นอนหรือถ้าไม่รู้เขาก็สามารถหาข้อมูลให้กับเธอได้เพราะพี่อัลฟามีเพื่อนที่ทำงานอยู่ในกระทรวงการท่องเที่ยวอยู่หลายคนเลย” เอเลน่าเล่าให้ฟังเสียงจ้อยๆ “นี่...พี่ชายคนนี้ของฉันน่ะทำงานเก่งมากเลยนะจะบอกให้หน้าตาก็หล่อเหลาจนพวกสาวๆ พากันคลั่งไคล้เลยล่ะ และที่สำคัญพี่อัลฟานิสัยดีมากแล้วก็เป็สุภาพบุรุษมากๆ ด้วย แถมยังจิตใจดีด้วยนะเพราะเขาชอบช่วยเหลือคนอื่นเสมอเลย อ้อ...เล่นดนตรีก็ได้เล่นกีฬาก็เป็อีกด้วยนะแถมยัง...”
“เดี๋ยวนะ หยุดพูดก่อนนะขอฉันถามหน่อยสิว่าพี่ชายเธอคนนี้เป็คนจริงๆ หรือเปล่าทำไมถึงได้เก่งไปหมดทุกอย่างแบบนั้นน่ะ”จารุจันทร์เอ่ยแซวด้วยความขบขัน พลางยันตัวลุกขึ้นนั่ง
เอเลน่าฟังแล้วก็ตีแขนเพื่อนไปทีหนึ่งพร้อมกับค้อนให้เสียขวับหนึ่งด้วย
“บ้าจริงเลยเธอเนี่ย พี่ฉันเป็คนสิยะเป็คนที่แสนเพอร์เฟกต์น่ะเข้าใจไหม ผู้ชายแบบพี่ฉันที่ทั้งหล่อ รวย นิสัยดีแถมยังเป็โสดแบบนี้น่ะหาไม่ได้ง่ายๆ นะจะบอกให้”
“แล้วไง” จารุจันทร์ลอยหน้าลอยตาถามพลางคว้ากล้องถ่ายรูปไปเก็บไว้กระเป๋าเอาไว้ดังเดิม
เอเลน่ามองตามแล้วบอกด้วยน้ำเสียงขึงขัง
“ก็ไม่แล้วไงหรอกแค่เล่าให้ฟังว่าพี่อัลฟาของฉันดีมากแค่ไหนเท่านั้นเอง”
“อืม ฉันเข้าใจแล้วว่าพี่ชายเธอดีมาก” หญิงสาวลากเสียงคำท้ายยาวๆ พร้อมกับหันมายิ้มล้อเลียนเพื่อนสาว “แต่ฉัน้าแค่ไกด์นำเที่ยวนะเอเลน่าไม่ได้้าเ้าบ่าวมาแต่งงานด้วย เพราะฉะนั้นเธอไม่ต้องเสียเวลามาบรรยายสรรพคุณของพี่ชายเธอให้ฉันฟังหรอก”
เอเลน่าฟังคำเพื่อนแล้วก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ เธอรู้สึกขำตัวเองมากกว่าที่พูดจาเหมือนจะเสนอพี่ชายให้เพื่อน ถึงแม้ความเป็จริงเธอคิดจะทำเช่นนั้นก็ตามซึ่งทำแบบนี้มันก็ดูจงใจเกินไปหน่อย ทว่าไหนๆก็หลวมตัวเปิดเผยความ้าออกมาขนาดนี้แล้วหญิงสาวก็อยากลองถามความคิดของเพื่อนรักดูสักหน่อย
“อะไรมันก็ไม่แน่ไม่นอนนะจันทร์บางทีเธออาจได้ว่าที่เ้าบ่าวกลับไปเมืองไทยด้วยก็ได้นะ”
“แม่ฉันคงช็อกตายแน่ๆ” จารุจันทร์บอกเสียงกลั้วหัวเราะ ก่อนจะถอนใจออกมาเบาๆเมื่อนึกถึงเื่ที่คาราคาซังอยู่เธอภาวนาเหลือเกิน...ภาวนาขอให้จิรารัตน์ทำสำเร็จด้วยเถอะทุกอย่างจะได้ลงตัวและมีความสุขกันเสียทีหนึ่ง
“ไม่หรอกน่าว่าแต่เธอจะไม่ลองพิจารณาดูหน่อยเหรอ”
“พิจารณาอะไร” เธอถามอย่างไม่เข้าใจ
“ก็พี่ชายฉันไง”
จารุจันทร์มองหน้าเพื่อนแล้วหัวเราะออกมาก่อนบอก
“นี่...ฉันยังไม่เคยเห็นหน้าตาของพี่ชายเธอเลยนะจะให้พิจารณาได้ยังไงกันล่ะ”
“เดี๋ยวเย็นนี้ก็ได้เห็นแล้วล่ะ”
“โอเคเอาไว้ให้เห็นหน้าแล้วจะบอกแล้วกันนะ”จารุจันทร์บอกอย่างอ่อนใจ ก่อนจะชวนเพื่อนรักคุยเื่อื่น ซึ่งเอเลน่าก็ไม่เซ้าซี้เพื่อนเื่นี้อีก
่เวลาหัวค่ำจารุจันทร์ลงมาทานอาหารร่วมกับทุกคนในบ้านหญิงสาวจึงได้รู้จักกับเ้าของบ้านฝ่ายชายผู้มีนามว่ามุฟฟา มุนบาราฟนายตำรวจใหญ่ที่มีผู้คนนับหน้าถือตามากมายเพราะท่านเป็ตำรวจตงฉินและไม่เคยใช้อำนาจหน้าที่ในทางที่ผิดเลย
มุฟฟาเป็ชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ใบหน้าค่อนข้างดุดันยิ่งมีหนวดเคราหนาประกอบด้วยแล้วท่านยิ่งดูน่าเกรงขามเข้าไปใหญ่ซึ่งตอนแรกจารุจันทร์ออกจะหวาดๆแต่พอได้พูดคุยกันในบรรยากาศแสนผ่อนคลายบนโต๊ะอาหารเช่นนี้แล้วหญิงสาวก็พบว่าจริงๆ แล้วมุฟฟาไม่ใช่คนดุอะไรมากนัก มิหนำซ้ำท่านออกจะใจดีด้วยซ้ำไปจึงหายหวาดกลัวและทำตัวตามสบายมากขึ้นส่วนชายหนุ่มคนที่สองที่เธอได้รู้จักมีนามว่าราฟ เขาเป็พี่ชายคนโตที่อัธยาศัยดีแม้จะดูค่อนข้างขรึมไปหน่อย แต่หญิงสาวก็สังเกตได้ว่า หากพูดกับเอเลน่าเมื่อไหร่ท่าทีของเขาจะผ่อนคลายลง จนกลายเป็อ่อนโยนทันที
ความจริงค่ำนี้จารุจันทร์ควรได้พบกับอัลฟา พี่ชายคนเก่งของเอเลน่าซึ่งเป็บุตรชายคนเล็กของมุฟฟากับจารีน่า แต่เพราะชายหนุ่มติดนัดสำคัญกะทันหันจึงไม่สามารถกลับมารับประทานอาหารค่ำร่วมกับทุกคนได้ หญิงสาวรู้สึกเฉยๆที่ไม่ได้เจอหน้าอัลฟา แต่เอเลน่านั้นถึงกับบ่นอุบซึ่งเธอก็ไม่รู้ว่าเพื่อนบ่นอะไรบ้าง เพราะฟังภาษาสเปนไม่ออก
อาหารในมื้อนี้เป็มื้อพิเศษที่เ้าของบ้านจัดเตรียมไว้เพื่อต้อนรับจารุจันทร์โดยเฉพาะ ทำให้เธอรู้สึกซาบซึ้งใจในความปรานีของพวกท่านมากและเพราะหญิงสาวยังไม่เคยทานอาหารโมร็อกโกมาก่อน จารีน่าจึงจัดอาหารโมร็อกโกมาต้อนรับเธอแต่ก็มีอาหารฝรั่งเศสปะปนอยู่บ้าง เพราะกลัวว่าแขกพิเศษทานไม่ได้
อาหารจานแรกที่จารุจันทร์ได้ลองชิมนั้นเป็ซุปที่เรียกว่าฮาริร่าซึ่งปรุงจากถั่วต้มใส่เส้นพาสต้าและเครื่องเทศลงไป ส่วนจานที่สองเป็สลัดโมร็อกโกผักทุกอย่างถูกหั่นเป็ชิ้นเล็กๆ หรือไม่ก็สับจนละเอียดเสิร์ฟเป็จานเคียงอาหารหลัก ซึ่งเป็เนื้อย่างที่เรียกว่าเคบับ
อีกจานหนึ่งที่จารุจันทร์เห็นแล้วชอบมากนั่นก็คือทาจีนเป็อาหารที่มีหน้าตาคล้ายกับสตู แต่อยู่ในภาชนะดินเผาที่มีฝาปิดเป็รูปทรงกรวยที่มีลวดลายสวยงาม ซึ่งหญิงสาวมารู้ในภายหลังจากปากเพื่อนว่าทาจีนนั้นความจริงแล้วเป็ชื่อของภาชนะต่างหากแต่คนมักเรียกติดปากจนกลายเป็ชื่ออาหารไปโดยปริยาย
ทาจีนนั้นเป็ภาชนะสำหรับใส่อาหารที่สามารถนำไปตั้งปรุงอาหารบนเตาไฟได้ และเสิร์ฟขึ้นโต๊ะทั้งแบบนั้นได้เลยโดยไม่ต้องเทใส่จานให้วุ่นวายอีก ทุกบ้านในโมร็อกโกจะต้องมีทาจีนไว้ใช้เสมือนเป็เอกลักษณ์ประจำชาติก็ไม่ปาน
อาหารอีกจานที่เธอได้ลองชิมนั้นจะเรียกได้ว่าเป็อาหารขึ้นชื่อของโมร็อกโกเลยก็ว่าได้นั่นก็คือคูสคูส (Couscous) ทำมาจากแป้งสาลี ข้าวบาร์เลย์หรือเมล็ดข้าวเซโมลินา โดยนำมาคลึงจนกลายเป็เม็ดเล็กๆแล้วนำไปนึ่งจนนุ่มกับครีม น้ำสต๊อกเนื้อแกะก็มีส่วนผสมของเครื่องเทศและผักเจ็ดชนิดด้วยกัน เสิร์ฟพร้อมเนื้อกับผักต้มซึ่งพอได้ลองชิมแล้วก็พบว่ามันทั้งนุ่มและอร่อย อย่างที่เพื่อนรักการันตีไว้จริงๆ
จารุจันทร์ทานอาหารร่วมกับทุกคนอย่างเพลิดเพลินพอจบอาหารคาวแล้วของหวานก็เสิร์ฟขึ้นโต๊ะทันทีซึ่งเธอก็ไม่ปฏิเสธที่จะลองชิมและตบท้ายด้วยการจิบชาสะระแหน่อย่างมีความสุข
หลังจากจบมื้ออาหารแสนพิเศษลงหญิงสาวก็เข้าร่วมวงสนทนากับทุกคนในบ้านซึ่งทุกคนก็ให้เกียรติโดยการพูดเป็ภาษาอังกฤษเพื่อให้เธอเข้าใจไปด้วย และพอถึงเวลาอันสมควรแก่การพักผ่อนแล้วทุกคนก็แยกย้ายกันไป
เพราะได้นอนพักผ่อนในตอนบ่ายไปบ้างแล้วพอถึงเวลาต้องนอนหลับจริงๆ จารุจันทร์ก็ไม่สามารถข่มตาให้หลับลงได้เมื่อทำยังไงก็นอนไม่หลับ หญิงสาวจึงตัดสินใจลุกจากเตียง เดินออกไปยืนรับลมเย็นๆที่ระเบียงของห้องนอนแทน เธอยืนรับลมอยู่นานพอสมควร จนรู้สึกเริ่มง่วงขึ้นมาบ้างเลยตั้งใจจะไปนอนอีกครั้ง ทว่าเสียงรถยนต์ที่ดังขึ้นด้านล่างก็ดึงความสนใจให้เธอหยุดยืนดู เนื่องจากห้องนอนของเธออยู่ด้านหน้าของคฤหาสน์พอดี
รถยนต์สีดำคันหนึ่งค่อยๆแล่นเข้ามาจอดหน้าคฤหาสน์ ก่อนที่ชายหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาวมีเสื้อสูทสีดำวางพาดแขนเอาไว้กับกางเกงสแลคสีดำสนิทจะก้าวลงมาจากรถหลังจากที่คนขับรถลงมาเปิดประตูให้ จารุจันทร์มองไม่เห็นหน้าตาของอีกฝ่ายเพราะเขาหันหลังให้เธอและที่ตรงนั้นแสงไฟก็ค่อนข้างสลัวทำให้มองเห็นอะไรได้ไม่ชัดเจนนักจากระยะไกลเธอมองชายหนุ่มเบื้องล่างที่กำลังยืนคุยกับคนขับรถเสียเพลิน จึงไม่ทันได้ตั้งตัวเมื่อจู่ๆ เขาก็หันมาทางทิศที่เธอยืนอยู่และเงยหน้าขึ้นมองราวกับรู้ว่าเธอกำลังแอบมองเขาอยู่
ด้วยความใและคิดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะจารุจันทร์จึงยืนสบตากับชายหนุ่มไม่มีหลบ ทั้งๆ ที่อยู่ห่างไกลกันและมองแทบไม่เห็นหน้า แต่หญิงสาวกลับรู้สึกถึงแรงดึงดูดอะไรบางอย่างจากผู้ชายคนนี้จนเธอคิดว่าตัวเองต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ ที่คิดอะไรเพ้อเจ้อแบบนี้
ทั้งสองจ้องมองกันอยู่นานและชายหนุ่มก็ไม่มีทีท่าว่าจะเดินเข้าบ้านเสียที สุดท้ายจารุจันทร์ก็ต้องเป็ฝ่ายหนีเสียเองเมื่อจู่ๆ ก็รู้สึกขัดเขินขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ หญิงสาวปิดประตูระเบียงแล้วเดินไปนั่งบนเตียงด้วยสีหน้าครุ่นคิด เธอกำลังสงสัยว่าเขาเป็ใครซึ่งคำตอบแรกที่ได้มาก็เป็ชื่อของอัลฟา ชายหนุ่มที่เธอยังไม่เคยเห็นหน้าแต่กลับได้ยินชื่อนับครั้งไม่ถ้วนจากปากของเพื่อนสาว
“สงสัยคงเป็เขาล่ะมั้ง” เธอพึมพำออกมาก่อนจะเอนตัวลงนอนด้วยความรู้สึกที่อยากจะเจอหน้าผู้ชายคนเมื่อกี้นี้เหลือเกินซึ่งเธอก็ได้แต่บอกตัวเองว่า พรุ่งนี้เธอคงได้เจอเขาและคงได้รู้ว่าเขาจะใช่อัลฟาย่างที่คิดจริงๆ หรือเปล่า