แต่สุดท้ายสติก็เอาชนะกิเลสได้
เขากับหมิงจู...เอาเข้าจริงก็ไม่ได้สนิทกันนัก บางครั้งเธอก็ทำตัวแปลก เขาจึงต้องระวังให้มาก
เจียงตั่วเตือนตัวเองว่าจะต้องไม่เสียการควบคุมกับเธออีกและต่อไปเขาควรจะพยายามหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับเธอ...
โดยเฉพาะเรื่องที่เกิดขึ้นในห้องใต้ดินเก็บเสบียงวันนั้นจะต้องไม่เกิดขึ้นเป็นครั้งที่สอง!
หลังจากหมิงจูกลับถึงบ้านเธอรดน้ำแปลงผักด้วยน้ำจากน้ำพุวิเศษจนชุ่มฉ่ำ ก่อนจะค่อยๆหว่านเมล็ดและกลบด้วยดิน
เธอปลูกผักโขมถั่วฝักยาว ผักกวางตุ้ง และกะหล่ำปลีอย่างละแปลงทั้งยังปลูกต้นหอมและผักชีรวมกันอีกแปลงหนึ่งกว่าจะจัดการเสร็จก็ใช้เวลาไปเกือบทั้งวันแล้ว
หมิงจูร้อนมากจนต้องเข้าไปอาบน้ำในมิติหลังจากออกมาก็เริ่มกลุ้มใจเรื่องอาหารการกินสำหรับมื้อถัดไป
เพราะแต่ก่อนเจ้าของร่างเดิมค่อนข้างขี้เกียจและป้าของเธอก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง ทั้งสองคนจึงไม่ได้ปลูกผักตามฤดูกาลที่เหมาะสมเป็นผลให้นอกจากมันฝรั่งที่หมู่บ้านแบ่งให้และ... บวบที่เลื้อยอยู่บนกำแพงแล้วก็ไม่มีผักตามฤดูกาลอย่างอื่นเลย
แต่ธรรมชาติมักจะมีสิ่งที่ดีที่สุดตอบแทนให้เสมอ
หมิงจูจึงคว้าตะกร้าหวายสานและจอบเล็กๆออกจากบ้านมุ่งหน้าขึ้นเขาไป
บ้านของเธออยู่ท้ายหมู่บ้านถัดออกไปไม่กี่สิบเมตรเป็นพื้นที่เนินเขาเล็กๆ
เธอเดินมาถึงเชิงเขาตั้งใจจะขุดผักป่าสักหน่อย แต่ในยุคนั้นทุกครัวเรือนขาดแคลนทั้งเสื้อผ้าและอาหารผักป่าที่เชิงเขาจึงถูกขุดจนหมดเกลี้ยงไปนานแล้ว
หมิงจูจำต้องเดินลึกเข้าไปในป่าวนเวียนอยู่เกือบครึ่งชั่วโมง ในที่สุดก็พบจี้ไช่ [1] หลายต้นใต้ต้นหวายเก่าแก่ที่ร่มครึ้ม
ยิ่งเดินลึกเข้าไปผักป่าก็ยิ่งมีมากขึ้น นอกจากจี้ไช่แล้วเธอยังเก็บดอกแดนดิไลออนมาได้เกือบครึ่งตะกร้าอีกด้วย
เธอยิ่งขุดยิ่งเพลินเมื่อเดินเรื่อยมาจนถึงใต้ต้นสนเก่าแก่ที่มีลำต้นบิดเบี้ยวดวงตาพลันเหลือบไปเห็นบางอย่างสีขาวนูนโผล่ออกมาข้างรากไม้ใหญ่กลางรอยแยกที่ปกคลุมด้วยกิ่งไม้แห้ง
หมิงจูรู้สึกแปลกใจเดินเข้าไปเขี่ยเศษกิ่งไม้แห้งออก ปรากฏว่าด้านล่างมีก้อนทรงกลมรูปร่างไม่สม่ำเสมอ ผิวภายนอกของมันคล้ายหนังยาง ยืดหยุ่นได้เล็กน้อยและด้านล่างนุ่มนิ่ม
เมื่อเธอลองสัมผัสดูมือก็เปื้อนเมือกเหนียวๆ
หมิงจูดีใจสุดขีดนี่มัน... เห็ดหลินจือเนื้อ?!
หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าไท่สุ้ย[2]เป็นสิ่งมีชีวิตในอาณาจักรโพรทิสตานอกเหนือจากสัตว์ พืชและเชื้อราตามหลักชีววิทยาที่หายาก!
เมื่อตอนที่เธออายุสิบกว่าปีเคยตามพ่อไปเยี่ยมบ้านเพื่อน และเห็นในห้องนั่งเล่นของบ้านนั้นมีอ่างกระเบื้องแช่สิ่งที่คล้ายก้อนเนื้อถูกตัดแบ่งเอาไว้โดยเฉพาะ
ตอนนั้นเจ้าของบ้านบอกว่านั่นคือไท่สุ้ยหนึ่งกิโลกรัมที่เขาซื้อมาด้วยเงินหนึ่งล้านหยวนและยังบอกอีกว่าการดื่มน้ำไท่สุ้ยสามารถรักษาได้สารพัดโรคทั้งยังช่วยให้อายุยืนขึ้นด้วย!
ต่อมาหมิงจูได้เรียนแพทย์จึงได้เห็นจริงๆ ว่าในตำรา ‘ยาพรรณไม้’ [3] ของหลี่สือเจิน มีบันทึกว่า เห็ดหลินจือเนื้อมีหัวและหางเป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถกินและนำมาทำยาได้!
ในตำราชื่อว่า‘คัมภีร์สมุนไพรของเทพเฉินหนง’ [4] ก็มีบันทึกว่าเห็ดหลินจือเนื้อไม่มีพิษ บำรุงร่างกาย เพิ่มพลังชีวิตหากทานต่อเนื่องเป็นเวลานานจะช่วยบำรุงให้ร่างกายปราดเปรียว และชะลอความชรา
แม้จะไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ความมหัศจรรย์ของสิ่งนี้ได้แต่มันก็อุดมไปด้วยโพลีแซคคาไรด์ วิตามิน และสารอาหารอื่นๆ อีกมากมายแม้จะรักษาโรคไม่ได้ ก็ยังสามารถเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายได้!
และสำหรับหมิงจูแล้วสิ่งนี้ทำประโยชน์อื่นๆ ได้อีกมากมาย...
เธอเขี่ยเห็ดหลินจือเนื้อออกมาแล้วนำไปล้างในมิติ โอ้โห ใหญ่มาก อย่างน้อยก็ยี่สิบห้ากิโลกรัม!
หากอยู่ในยุคปัจจุบันเธอคงรวยเละเทะไปแล้ว!
เธอหั่นเห็ดหลินจือเนื้อออกมาประมาณหนึ่งกิโลกรัมครึ่งแล้วออกจากมิติ กลับถึงบ้านก็นำไปเลี้ยงไว้ในโอ่งน้ำจากนั้นมาที่สวนเพื่อเด็ดผักป่ามาทำอาหาร อารมณ์ดีสุดๆ!
เมื่อเจียงตั่วกับหมิงชุนนีเลิกงานกลับมาในเวลาไล่เลี่ยกันเกี๊ยวไส้จี้ไช่ของหมิงจูก็เกือบจะห่อเสร็จพอดี
เธอให้ป้าช่วยก่อไฟและกำลังจะลงเกี๊ยวในน้ำเดือด เฉียวปินก็เข้ามา...แถมยังนำแป้งขาวที่ตั้งใจไปแลกจากในเขตตลาดมาอีกหลายกิโลกรัมด้วย
เหตุผลคือเมื่อวานเขาห้ามปากไม่อยู่กินเยอะไปหน่อย จึงรู้สึกละอายใจ เลยซื้อมาเพื่อเป็นการชดเชย
ตอนแรกหมิงจูไม่ยอมรับแต่เจียงตั่วบอกให้เธอรับไว้ ไม่อย่างนั้นเฉียวปินจะเกรงใจที่มากินข้าวบ้านเธออีกเพราะผู้ชายกินจุ... หมิงจูนึกตามแล้วก็คิดว่าจริง จึงรับไว้
แต่เธอก็ไม่ปล่อยให้เฉียวปินมาเสียเที่ยวเลยชวนเขาอยู่กินเกี๊ยวด้วยกันก่อน
เฉียวปินไม่เคยกินเกี๊ยวเลยนับตั้งแต่มาอยู่ที่หมู่บ้านเสี่ยวจิ่งตอนนี้เขาอยากกินมาก จึงไม่สามารถปฏิเสธ 'คำเชิญอย่างจริงใจ'ของหมิงจูได้
เมื่อรู้ว่าทุกคนทำงานมาทั้งเช้าแล้วคงจะหิว หมิงจูจึงให้ป้าช่วยลงเกี๊ยวหม้อแรกก่อน แล้วเธอก็ห่อเพิ่มอีกหนึ่งถาด
ระหว่างกินข้าวทั้งสามคนกินกันอย่างเอร็ดอร่อย เฉียวปินถึงกับอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชม“พี่สะใภ้ ทำไมฝีมือทำอาหารของคุณถึงได้ดีขนาดนี้? ทั้งที่หน้าตาแบบเดียวกัน แต่ทำไมคุณถึงทำออกมาอร่อยกว่าล่ะ? แม้แต่น้ำชาไผ่หินที่คุณชงเมื่อวานยังอร่อยกว่าที่คนอื่นชงเลย!”
หมิงจูได้ยินคำพูดนั้นก็ปลาบปลื้มดูสิ อานุภาพของเห็ดหลินจือเนื้อมาแล้ว!
เธอทำหน้าเจ้าเล่ห์แล้วพูดว่า“เจ้านี่มันไม่เหมือนกันหรอกนะฉันใส่ส่วนผสมพิเศษอย่างหนึ่งลงไปเพิ่มน่ะ”
เมื่อได้ยินหมิงจูพูดเช่นนั้นเจียงตั่วและเฉียวปินก็หันมามองที่เธอด้วยความอยากรู้พร้อมกัน
แต่หมิงจูเพียงแค่ยิ้มหวานแล้วถามว่า“เจียงตั่วคุณไม่รู้สึกเหรอว่าน้ำที่ฉันให้ดื่มมันรสชาติดีเป็นพิเศษ?”
เจียงตั่วพยักหน้าเขารู้สึกแบบนั้นมาตลอด หวานชื่นมาก ทุกคนดื่มน้ำบ่อเดียวกันแท้ๆแต่กลับไม่มีรสชาติแบบนี้เลย
หมิงจูชวนทั้งสองคนมาที่ห้องครัวเปิดฝาไม้บนโอ่งน้ำ แล้วชี้เข้าไปข้างใน...
“นี่ไง น้ำที่ฉันใช้ คือน้ำที่แช่ด้วยเจ้านี่”
เฉียวปินมองก้อนที่อยู่ในโอ่งด้วยความสับสน...
“พี่สะใภ้ นี่มันอะไรครับ?”
“เห็ดหลินจือเนื้อ หรือที่คนเก่าแก่เรียกว่าไท่สุ้ย”
ไท่สุ้ย?!
ในพริบตานั้นเจียงตั่วมองเธอด้วยสายตาประหลาดใจ เฉียวปินถึงกับอุทานเสียงหลงออกมา“นี่คือไท่สุ้ยเหรอครับ? ผมเคยได้ยินคนพูดกันว่าได้กินไท่สุ้ยแล้วสามารถชุบชีวิตคนตาย สร้างเนื้อเยื่อกระดูกใหม่และคนธรรมดากินแล้วจะมีชีวิตยืนยาว! แต่เจ้าสิ่งนี้หายากมากเลยนะครับ พี่สะใภ้คุณไปหามาจากไหนกัน?”
ชีวิตยืนยาว?คิดว่าเป็นเนื้อของพระถังซำจั๋งหรือไง คนสมัยก่อนช่างกล้าพูด!
แน่นอนว่าหมิงจูจะไม่บอกให้ใครรู้ว่าเธอหามันมาจากบนภูเขาจึงอ้างไปว่า “เมื่อไม่นานมานี้เอง...ฉันไปเจอเข้าตอนออกไปเก็บฟืนข้างต้นหวายที่ตายแล้วหลังบ้าน”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้นเฉียวปินก็ยิ่งไม่เชื่อ!
“เจอได้ง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอครับ? คุณโชคดีจังเลย!”
โชคดี?หมิงจูได้ยินเช่นนี้... คิดตามดูแล้วมันก็จริงแฮะ
ตั้งแต่มาที่โลกนี้เธอก็โชคดีจริงๆ ออกไปซักผ้า ยังมีปลาใจกล้าว่ายมารอที่เท้ารอให้เธอจับขุดผักป่าก็เจอเห็ดหลินจือเนื้อก้อนใหญ่ด้วยนะ...
เรียกได้ว่าเป็น‘เทพีแห่งโชคลาภ’ ตัวจริงเสียงจริงเลย!
เจียงตั่วจ้องมองสิ่งที่อยู่ในโอ่งอยู่ตลอดเวลาคิ้วขมวดเข้าหากัน เขาก็เคยได้ยินเรื่องไท่สุ้ยมาบ้าง แต่ไม่เคยเห็นมาก่อนหมิงจูแน่ใจได้อย่างไร?
“เธอรู้ได้ยังไงว่านี่คือไท่สุ้ย?”
หมิงจูกลั้นหายใจมาแล้ว มาแล้ว ความระแวงของเจียงตั่วมาอีกแล้ว!
โชคดีที่เธอเตรียมตัวไว้ก่อนแล้วจึงตอบกลับอย่างเป็นธรรมชาติว่า “ในตำรา 'ยาพรรณไม้' แล้วก็ 'คัมภีร์สมุนไพรของเทพเฉินหนง'บันทึกไว้นะคะ เจ้าสิ่งนี้มีหลายรูปร่างและหลายสีแต่แก่นแท้ของมันก็ยังเหมือนเดิม คุณวางใจได้เลย ฉันไม่มีทางจำผิดหรอกค่ะ!”
เฉียวปินก็พยักหน้าตาม“หัวหน้าครับ ไท่สุ้ยมันก็เหมือนก้อนเนื้ออ้วนๆ นั่นแหละครับอีกอย่าง... พูดตามตรงนะครับ เมื่อวานผมดื่มน้ำที่พี่สะใภ้ชงให้แล้วแม้จะทำงานมาทั้งวัน แต่ก็ยังรู้สึกมีแรงเต็มเปี่ยม มันคงจะเป็นของจริงนะครับ!พี่สะใภ้ ของสิ่งนี้มันล้ำค่ามากเลยนะ คุณต้องเก็บซ่อนไว้ให้ดีอย่าให้คนไม่ดีขโมยไปได้นะครับ”
“แต่ก่อนฉันก็ซ่อนไว้ตลอด แต่เพราะแต่งงานกับเจียงตั่วแล้ว...ตอนนี้ฉันก็มีคนให้พึ่งพาถึงได้กล้าเอาออกมาแช่ในโอ่งน้ำไง”
คำพูดโดยไม่ตั้งใจของหมิงจูกลับไปกระทบจิตใจส่วนลึกของเจียงตั่วเข้าอย่างจัง...
จังหวะการเต้นของหัวใจเขาเร็วขึ้นอย่างอธิบายไม่ได้ชั่วขณะเขาเหลือบมองไปยังหญิงสาวร่างเล็กที่ยิ้มแย้มสดใสราวกับดอกไม้
คนที่เธอรักจริงๆไม่ใช่เขาด้วยซ้ำ แต่เธอกลับพูดว่า... เขาคือที่พึ่งของเธอ?
คำพูดที่ไม่ได้ตั้งใจมักจะกระทบใจคนได้ง่ายแต่ยิ่งไม่ได้ตั้งใจมากเท่าไหร่ สำหรับเจียงตั่วแล้วยิ่งมีโอกาสที่จะเป็นกับดักได้มากเท่านั้น เขายังต้องระแวงเธอเอาไว้ก่อนอยู่ดี...
เชิงอรรถ
[1]จี้ไช่ เป็นหญ้าสมุนไพรที่พบตามไหล่เขา ทุ่งนาและริมถนนรับประทานได้หลายวิธี ปรุงเข้ากับเนื้อสัตว์หรือทำน้ำซุป หรือทำยำนอกจากนี้ก็มีคุณค่าทางยา เช่นมีวิตามินเอที่ซึ่งมีผลในการรักษาโรคต้อกระจกและตาบอดกลางคืน
[2]ไท่สุ้ย เป็นอีกชื่อหนึ่งของเห็ดหลินจือเนื้อ ถือเป็นยาอายุวัฒนะตามตำนานกล่าวว่าจักรพรรดิฉินสื่อหวาง (จิ๋นซีฮ่องเต้)ได้ส่งคนออกไปตามหาสิ่งนี้เพื่อใช้เป็นยาที่ทำให้เป็นอมตะ
[3]ตำรายาพรรณไม้ หรือตำรายาเปิ๋นเฉ่ากังมู่ เขียนโดย หลี่สือเจินเป็นหนังสือรวม 52 เล่ม กล่าวถึงสมุนไพร 1,892 ชนิด
[4]คัมภีร์สมุนไพรของเทพเฉินหนง หรือคัมภีร์เสินหนงเปิ๋นเฉ่าจิงเนื้อหาเกี่ยวกับเทคนิคการเผายาสมุนไพรจีนในยุคแรกเริ่ม อย่างยุคชุนชิวยุคจั๋นกั๋ว ถึงยุคราชวงศ์ซ่ง