"เดี๋ยวเดียวขอรับ เดี๋ยวเดียว!ท่านแขกโปรดรอสักครู่" พนักงานรีบโค้งคำนับขออภัยต่อผู้ดูแลอู๋ผู้ดูแลอู๋จึงโบกมือไล่เขาไป
จากนั้นหันมากล่าวกับอันซิ่วเอ๋อร์และอันเถี่ยมู่ว่า"โรงเตี๊ยมนี้ดีทุกอย่าง ติดก็แต่ทำอาหารช้าไปหน่อยหากเป็นวันธรรมดาก็คงไม่เป็นไร แต่วันนี้ข้าต้องรีบกลับไปดูการประลองสัตว์หากโชคดีแทงถูกข้าง ก็รวยไปเลย แต่หากเหมือนพวกท่านในวันนี้ ซื้อช้าไปก็ขาดทุนเอาน่ะสิ"
อันซิ่วเอ๋อร์ได้ยินเช่นนั้นก็คิดในใจที่แท้ตนเป็นฝ่ายหลอกลวงแท้ๆ แต่กลับพูดราวกับว่าเป็นความผิดของพวกนางเสียเองผู้ดูแลอู๋ผู้นี้ช่างมีลิ้นสองแฉก ร้ายกาจนัก
ผู้ดูแลอู๋สาธยายถึงความดีงามของโรงเตี๊ยมอย่างออกรสมีเพียงอันเถี่ยมู่ที่ร่ำสุราเงียบๆ ครั้นผู้ดูแลอู๋หยุดพูดหมายจะคีบถั่วลิสงแต่กลับพบว่าจานว่างเปล่าเสียแล้ว เมื่อก้มลงดูจึงเห็นว่าถั่วลิสงคั่วหมดจานตรงกันข้ามกับอันเถี่ยมู่ที่ยังคงวางท่าสงบนิ่ง โยนถั่วลิสงเม็ดสุดท้ายเข้าปากอย่างไม่สะทกสะท้าน
"โอ๊ะ! อาหารมาแล้ว" ผู้ดูแลอู๋กำลังจะสั่งถั่วลิสงเพิ่มเมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นเสี่ยวเอ้อร์สองสามคนถือถาดเดินเข้ามาใกล้ วางถาดลงบนโต๊ะแล้วทยอยยกอาหารบนถาดลงมาทีละอย่าง กล่าวว่า "ให้ท่านแขกรอนานแล้วขอเชิญรับประทานตามสบายขอรับ"
อันซิ่วเอ๋อร์พยักหน้าขอบคุณส่วนผู้ดูแลอู๋ก็ใช้ตะเกียบเชื้อเชิญทั้งสองให้ลงมือกิน
อันซิ่วเอ๋อร์และอันเถี่ยมู่มิได้เกรงใจคีบอาหารเข้าปากอย่างเต็มที่ แม้ว่าวันนี้จะถูกเขาหลอกลวงแต่สำรับอาหารบนโต๊ะก็มิได้ด้อยคุณภาพ แปดอย่างหนึ่งซุป ช่างโอ่อ่าสมฐานะรสชาติก็เลิศล้ำ ผู้ดูแลอู๋คุยโม้ถึงโรงเตี๊ยมไว้เสียมากดูท่ามิได้เป็นการกล่าวเกินจริง
แน่นอนว่าอาจเป็นเพราะในชนบทหาอาหารเลิศรสเช่นนี้ได้ยากทั้งสองจึงไม่เคยลิ้มลองของดีๆ มาก่อนจึงรู้สึกว่าอาหารของโรงเตี๊ยมนี้อร่อยเป็นพิเศษแม้แต่อันซิ่วเอ๋อร์ก็มิได้กังวลเรื่องภาพลักษณ์ กินเสียจนท้องป่อง
อันเถี่ยมู่เดิมก็เป็นคนกินจุอยู่แล้ววันนี้ยิ่งมาด้วยความคิดว่าต้องกินให้คุ้มค่าที่สุดจึงกินอย่างเต็มที่จนอาหารบนโต๊ะแทบเกลี้ยง ผู้ดูแลอู๋เห็นดังนั้นก็แอบตกตะลึงแต่เมื่อคิดว่าอย่างไรเสียตนก็ต้องจ่ายค่าอาหารอยู่แล้วจะเหลือหรือไม่เหลือก็ราคาเท่าเดิม เขาก็เลยทำเป็นไม่ใส่ใจ
ครั้นอิ่มหนำสำราญแล้วผู้ดูแลอู๋จึงพาอันซิ่วเอ๋อร์และอันเถี่ยมู่ไปชมการประลองสัตว์อันเถี่ยมู่ไม่มีความสนใจ กล่าวว่าจะกลับไปนอน อันซิ่วเอ๋อร์เป็นห่วงอันเถี่ยสืออยากจะไปดู แต่กลัวอันเถี่ยมู่จะจับสังเกตได้จึงกล่าวกับผู้ดูแลอู๋ว่าจะไปหาโรงเตี๊ยมพักผ่อน
ผู้ดูแลอู๋กลับกระตือรือร้นยิ่งนักเมื่อได้ยินดังนั้นก็รีบห้ามปราม "โอ้! จะรีบไปไยชมการประลองสัตว์เสร็จแล้วค่อยไปหาโรงเตี๊ยมก็ยังทัน โอกาสเช่นนี้หาได้ยากยิ่งการประลองที่น่าตื่นเต้นเช่นนี้ หากพวกท่านไม่ไปดู ช่างน่าเสียดายนักยิ่งไปกว่านั้น ปกติแล้วค่าเข้าชมต้องเสียสิบอีแปะที่นั่งพิเศษด้านในยิ่งต้องจ่ายเพิ่ม แต่ข้าพาพวกท่านไป นั่งที่นั่งพิเศษได้เลยไม่ต้องเสียเงินแม้แต่อีแปะเดียว"
อันเถี่ยมู่เดิมทีไม่อยากไปดูแต่เมื่อได้ยินว่าค่าเข้าชมต้องเสียถึงสิบอีแปะ คิดว่าหากไม่ไปก็เสียดายเปล่าจึงเปลี่ยนใจกล่าวว่า "ไปดูก็ได้อย่างไรเสียก็แค่เสียเวลาสักหน่อย"
แต่ก่อนจะเข้าสู่สังเวียนใหญ่อันเถี่ยมู่ได้หาที่เหมาะๆ ขุดหลุมฝังจิ้งหรีดที่ตายไปแล้วการกระทำนี้ทำให้ผู้ดูแลอู๋ถึงกับเอ่ยชมไม่ขาดปาก "สหายอัน ท่านช่างมีเมตตายิ่งนักจิ้งหรีดตัวนี้ตายแล้วยังได้รับการดูแลจากท่านถึงเพียงนี้นับเป็นวาสนาของมันโดยแท้"
ส่วนในใจของเขาคิดเช่นไรนั้นก็สุดจะหยั่งรู้ได้บางทีอาจกำลังเยาะเย้ยว่าเขาเสแสร้งอยู่ก็เป็นได้
ความคิดของอันเถี่ยมู่กลับเรียบง่ายยิ่งนักจิ้งหรีดตัวนี้หาเงินให้เขา หากมันยังมีชีวิตอยู่ เขาย่อมเลี้ยงดูมันอย่างดีใครเลยจะรู้ว่ามันจะบาดเจ็บสาหัสจากการประลอง เมื่ออันเถี่ยมู่นำมันใส่กรงกลับมาพอทานข้าวเสร็จก็พบว่ามันสิ้นใจไปเสียแล้ว เขาทำได้เพียงฝังมันลงดินหวังว่าชาติหน้ามันจะได้ไปเกิดในภพภูมิที่ดี
ครั้นจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้นอันเถี่ยมู่จึงตามผู้ดูแลอู๋เข้าไปในสังเวียนใหญ่ มิได้มาด้วยภารกิจเช่นคราวก่อนคราวนี้เขาจึงมิได้มีเรื่องอื่นในใจ คอยแต่สังเกตสิ่งรอบข้างเป็นระยะๆรู้สึกอยากรู้อยากเห็นไปเสียทุกสิ่ง
ผู้ดูแลอู๋สุ่มถามคนผู้หนึ่งได้ความว่าการประลองสัตว์ที่เป็นรายการเด่นยังไม่เริ่มจึงพาพวกเขาทั้งสองไปชมการชนไก่ก่อน อันซิ่วเอ๋อร์ในใจก็คลายกังวลลงบ้างแล้วจึงแสร้งถามอย่างไม่ใส่ใจว่า
"ผู้ดูแลอู๋ท่านเป็นผู้ดูแลในสังเวียนนี้ ท่านคงทราบว่าคืนนี้การประลองสัตว์มีรายการใดบ้างใช่หรือไม่เจ้าคะ? กรุณาบอกพวกเราได้หรือไม่?"
"ข้ามิได้ดูแลสังเวียนประลองสัตว์เรื่องพวกนี้ข้าไม่รู้หรอก" ผู้ดูแลอู๋ส่ายหน้ากล่าวว่า "อย่างไรเสียก็สนุกแน่นอนถึงเวลานั้นพวกท่านย่อมไม่ผิดหวังแน่ พวกท่านไม่รู้หรอกว่าในเมืองนี้มีคุณหนูและฮูหยินสูงศักดิ์จำนวนเท่าใดที่คลั่งไคล้การประลองสัตว์"
เมื่อกล่าวจบผู้ดูแลอู๋จึงพาอันซิ่วเอ๋อร์และอันเถี่ยมู่เข้าไปในสังเวียนชนไก่
อันซิ่วเอ๋อร์เป็นห่วงอันเถี่ยสือจึงมิได้มีความสนใจในการชนไก่เท่าใดนัก กลับเป็นอันเถี่ยมู่ที่ชมอย่างออกรสผู้ดูแลอู๋ก็ไปเสี่ยงโชคอีกครั้ง แต่ก็แพ้อีก
ครั้นชมการชนไก่จบไปหนึ่งรอบ สามคนก็ออกมาผู้ดูแลอู๋คำนวณเวลา แล้วรีบพาพวกเขาทั้งสามไปยังสังเวียนประลองสัตว์เมื่อพวกเขาไปถึง ที่นั่งด้านในก็เต็มไปด้วยผู้คนแล้วครานี้ด้วยบารมีของผู้ดูแลอู๋อันซิ่วเอ๋อร์จึงได้นั่งในที่นั่งซึ่งค่อนข้างอยู่ด้านหน้า
แม้จะเป็นเวลากลางคืนแต่ภายในสนามกลับสว่างไสวราวกับกลางวันมีเพียงบนเวทีประลองที่จุดคบเพลิงเพียงไม่กี่ดวง แลดูมืดสลัว
ทุกคนต่างรอคอยการประลองที่เป็นรายการเด่นจู่ๆ ไฟก็วูบดับ คบเพลิงบนเวทีดับลงทันที เวทีประลองตกอยู่ในความมืดมิดอันซิ่วเอ๋อร์ใจเต้นระทึก จากนั้นนางก็ได้ยินเสียงโซ่ลากดังครืดคราดก่อนที่คบเพลิงที่ดับไปจะค่อยๆ ถูกจุดขึ้นมาใหม่
รอบข้างส่งเสียงโห่ร้องดังสนั่นอันซิ่วเอ๋อร์หันไปมอง เห็นว่าไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใด บนอัฒจันทร์ก็เต็มไปด้วยผู้คนที่นั่งด้านในก็ไม่มีที่ว่างเหลือ
ยังจำได้ว่าครั้งแรกที่มาคือตอนกลางวันนางและจางเจิ้นอันยืนอยู่ด้านนอก ตอนนั้นผู้คนก็มิได้มากมายเท่านี้แต่ครั้งนั้นก็ทำให้นางตกตะลึงแล้ว คราวนี้ได้นั่งอยู่ด้านในเมื่อกรงเหล็กขนาดใหญ่ถูกเข็นขึ้นมา เสียงอื้ออึงข้างหูก็ดังขึ้นเรื่อยๆกึกก้องสะท้าน
คบเพลิงบนเวทีประลองสว่างจ้าขึ้นเรื่อยๆผู้ดูแลของสนามประลองดึงผ้าคลุมที่บังแสงออกจากกรงผู้คนต่างร้องอุทานออกมาพร้อมกัน ในกรงที่วางอยู่นั้นกลับเป็นพยัคฆ์ร้ายตัวมหึมา!
อาจเป็นเพราะเสียงของผู้คนรบกวนมันหรืออาจเป็นเพราะถูกปลุกจากการหลับใหล พยัคฆ์ร้ายตัวนั้นก็ลืมตาขึ้นทันทีสายตาที่คมกริบดุร้ายจ้องตรงมายังทิศทางของอันซิ่วเอ๋อร์ทำให้นางรู้สึกใจสั่นระรัว มันน่ากลัวเกินไปแล้ว
"พี่รองพวกเราไม่ดูแล้วได้หรือไม่เจ้าคะ?" ในยามนี้อันซิ่วเอ๋อร์เริ่มลังเลใจ แค่เห็นเสือนางก็กลัวแล้วอย่าว่าแต่จะต้องทนดูนักสู้ประลองกับพยัคฆ์ร้ายตัวนี้เลย เสือร้ายถึงขั้นกินคนได้ใครเล่าจะเอาชนะมันได้? นางแทบไม่อยากจินตนาการถึงฉากนองเลือดที่กำลังจะเกิดขึ้น
"อย่ากลัวเลย ดูให้จบก่อนแล้วค่อยไป"อันเถี่ยมู่เห็นพยัคฆ์ร้ายตัวนี้กลับคึกคักขึ้นมาจ้องมองไปยังกลางสนามอย่างไม่กะพริบตาอยากจะเห็นนักรบผู้หาญกล้าท้าทายพยัคฆ์ร้ายตัวนี้เสียจริง!
"ใช่แล้ว ไม่มีอะไรน่ากลัวพยัคฆ์ร้ายตัวนี้มันเข้ามาถึงพวกเราไม่ได้หรอกน่า ด้านหน้ามีรั้วเหล็กกั้นอยู่"ผู้ดูแลอู๋ก็ปลอบอยู่ข้างๆ เขาก็ชมอย่างออกรสเช่นกัน
อันซิ่วเอ๋อร์อยากจะจากไปแต่อันเถี่ยมู่และผู้ดูแลอู๋ทั้งสองคนไม่ยอมไป นางตัวคนเดียวจะไปที่ไหนได้?รู้อย่างนี้ สู้ไปหาโรงเตี๊ยมดีๆ นอนหลับสบายๆ เสียแต่แรกดีกว่านางไม่มีความสนใจในเรื่องเหล่านี้เลยสักนิด
"เอาล่ะน้องหญิง เจ้าอย่ากลัวเลยไม่เป็นไรหรอกน่า"
อันเถี่ยมู่ปลอบใจอย่างขอไปทีแล้วก็หันสายตากลับไปยังกลางสนาม อันซิ่วเอ๋อร์กำผ้าเช็ดหน้าแน่นจะก้มหน้าก็ทำไม่ได้ จะเงยหน้าก็ไม่กล้า
นางจึงหลับตาลงแสร้งทำเป็นพักสายตาแต่เสียงโห่ร้องในสนามกลับดังกระหึ่มขึ้นเรื่อยๆนางได้ยินเสียงโฆษกในสนามดังขึ้นว่า "ขอเชิญพบกับนักสู้นิรนามของเราในวันนี้เขาอาสามาท้าประลองกับพยัคฆ์ร้าย เพื่อมอบการแสดงอันน่าตื่นตาตื่นใจให้แก่ทุกท่านบัดนี้ทุกท่านสามารถวางเดิมพันได้ พยัคฆ์ร้ายชนะ อัตราต่อรองหนึ่งต่อหนึ่งนักสู้นิรนามชนะ อัตราต่อรองหนึ่งต่อสอง!"
ในอีกหนึ่งเค่อ [1]ต่อมาผู้ดูแลของสนามประลองก็เดินเข้ามาถามทุกคนว่าจะวางเดิมพันหรือไม่ผู้ดูแลอู๋วางเงินสิบตำลึง เดิมพันว่านักสู้นิรนามจะชนะแม้แต่อันเถี่ยมู่ก็วางเงินหนึ่งตำลึงตามมารยาท เมื่อถามอันซิ่วเอ๋อร์อันซิ่วเอ๋อร์แม้แต่จะมองก็ไม่มอง เพียงแต่ส่ายหน้าปฏิเสธ
ไม่นานนัก ผู้ที่รับเดิมพันจากทุกคนก็จากไปทุกคนต่างกลั้นหายใจจ้องมองไปยังเวทีประลอง พยัคฆ์ร้ายตัวนั้นดูร้อนรนส่งเสียงคำรามครั้งแล้วครั้งเล่า มันใช้ร่างกระแทกกรงเหล็กอย่างต่อเนื่องการเคลื่อนไหวอันรุนแรงทำให้กรงเหล็กส่งเสียงดังครืดคราง ฟังแล้วทำให้ผู้คนหวาดหวั่นโดยไม่มีสาเหตุหากมิใช่เพราะมีรั้วเหล็กหนาแน่นกั้นอยู่ด้านหน้าคาดว่าคนเหล่านี้คงขาสั่นเผ่นหนีไปนานแล้ว
อันซิ่วเอ๋อร์แอบลืมตาขึ้น มองไปข้างหน้าเห็นว่าผู้ดูแลของสนามประลองปลดกุญแจ แล้วออกจากเวทีประลองไปยืนอยู่ข้างนอกใช้ตะขอเหล็กยาวๆ ค่อยๆ ดึงสลักบนกรงเหล็กออก เมื่อสลักกรงเปิดออกพยัคฆ์ร้ายก็รีบคลานออกมาจากกรง เชิดคอคำรามอย่างองอาจ สายตาอันคมกริบจ้องไปยังมุมมืดมุมหนึ่งของเวทีประลอง
อันซิ่วเอ๋อร์จึงได้เห็นว่าที่มุมเวทีประลองนั้นยังมีคนผู้หนึ่งยืนอยู่คงจะเป็นนักสู้นิรนามที่โฆษกในสนามประลองกล่าวถึงก่อนหน้านี้เมื่อเห็นพยัคฆ์ร้ายก้าวไปข้างหน้าทีละก้าวเข้าใกล้มุมนั้นหัวใจของอันซิ่วเอ๋อร์ก็อดเต้นระรัวขึ้นมามิได้
จริงสิ คนผู้นั้นเหตุใดยังไม่หนีเล่า?
พยัคฆ์ร้ายเข้าใกล้มุมนั้นเรื่อยๆมันอ้าปากกว้างคำราม กระโจนเข้าใส่ หมายจะขย้ำคนผู้นั้นทันทีที่เห็นว่ากำลังจะกัดคนผู้นั้นได้แล้ว ผู้คนก็ร้องอุทานออกมาพร้อมกันแต่ในชั่วพริบตานั้นเอง คนผู้นั้นกลับเคลื่อนไหวเขาหลบหลีกการจู่โจมของพยัคฆ์ร้ายได้อย่างฉิวเฉียดและฉวยโอกาสคว้าหนังคอของมันกระโดดขึ้นขี่หลังพยัคฆ์ร้ายไป
เห็นเพียงเขาเงื้อกำปั้นทุบลงบนหัวพยัคฆ์ร้ายอย่างแรงพยัคฆ์ร้ายก็ส่งเสียงร้องโหยหวนออกมา ทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะใจสั่นหวั่นไหวแต่ทว่านักสู้นิรนามบนหลังพยัคฆ์ร้ายกลับมิได้หวั่นเกรงยังคงเงื้อกำปั้นทุบลงบนหัวพยัคฆ์ร้ายอย่างต่อเนื่อง
ในที่สุดพยัคฆ์ร้ายก็โกรธจัดมันคำรามก้องฟ้า บิดตัวอย่างรุนแรง สะบัดไปมานักสู้นิรนามที่อยู่บนหลังไม่ทันระวังตัว ถูกมันเหวี่ยงกระเด็นออกไปกลิ้งอยู่บนพื้นสองสามตลบจึงจะทรงตัวได้
อันซิ่วเอ๋อร์ในใจบอกตนเองว่าจะไม่ดูแต่ดวงตากลับจับจ้องไปยังเวทีประลองนางรู้สึกว่าเงาร่างของนักสู้ผู้นี้ดูคุ้นตาชอบกล แต่เขาหันหลังให้นางตลอดเวลาทำให้นางมองเห็นไม่ชัดเจน