หนิงเฉิงผายมือไปทางเก้าอี้“เชิญคุณชายนั่งก่อน”
“ขอบคุณ”เฉินมู่อิ๋งเดินไปนั่งที่เก้าอี้ ลูกน้องของหนิงเฉิงก็ยกน้ำชากับขนมมาต้อนรับทันที“น้ำชาขอรับ”
“อ่า โอสถพิษศิลา”หนิงเฉิงนั่งลงพลางเอ่ยตาแวววาวเป็ประกายเฉินมู่อิ๋งหยิบขวดโอสถพิษศิลากับโอสถแก้พิษศิลาออกมายื่นให้อย่างละขวด หนิงเฉิงรีบยื่นมือไปรับมาเปิดจุกดูแล้วพยักหน้าหงึกๆ“เยี่ยมๆๆ”
เขาส่งขวดโอสถให้ซีห้าวซีห้าวรับไปแล้วถอยออกไป หนิงเฉิงยกชาขึ้นจิบแล้วพูดว่า“มีคนมาถามหาโอสถพิษศิลาไม่น้อยเลย ไม่ทราบว่าคุณชายยังมีอีกหรือไม่?”
“ท่านคิดว่าหลอมโอสถง่ายเหมือนปลูกหัวผักกาดรึ?”เฉินมู่อิ๋งย้อนถาม หนิงเฉิงรีบส่ายหน้า “ไม่ๆ แน่นอนว่าไม่ง่ายเพียงแต่ถ้าคุณชายมีอีกก็น่าจะนำออกมาขายจะได้หยกมากขึ้นอย่างไรล่ะ”
“ของดีมีน้อยจึงจะยิ่งมีราคาสูงไม่ใช่หรือ?”เฉินมู่อิ๋งย้อนถามอีก หนิงเฉิงพยักหน้าหงึกๆ “ใช่ๆ คุณชายกล่าวถูกแล้ว”
“ในเมื่อไม่มีอะไรแล้วเช่นนั้นข้าไปล่ะ”เฉินมู่อิ๋งบอกแล้วลุกขึ้น หนิงเฉิงรีบเรียก “เดี๋ยวก่อนคุณชาย”
เฉินมู่อิ๋งหันไปมองหนิงเฉิงรีบหยิบป้ายทองส่งให้ “นี่เป็ป้ายของตลาดหากคุณชายซื้อของจากทางตลาดจะได้ส่วนลดที่ถูกกว่าราคาทั่วไป 15 ส่วนร้อย อีกทั้งหากคุณชายถือป้ายนี้ไปไม่ว่าจะใช้ให้คนของตลาดทำอะไรให้ก็จะได้ส่วนลด15 ส่วนร้อยเช่นกัน”
“อ่อ”เฉินมู่อิ๋งรับมาเก็บใส่ถุงฟ้าดินแล้วเดินจากไปหนิงเฉิงมองตามแล้วหลิ่วตาสั่งลูกน้อง ลูกน้องก็ลอบตามคุณชายโอหยางไปครั้งนี้เขาจะไม่ยอมให้พลาดอีก! จะต้องสืบให้ได้ว่าคุณชายโอหยางผู้นี้เป็ใครหน้าตาเช่นไร เฉินมู่อิ๋งกลับไปที่กระโจมพักผ่อนของตัวเอง นอนเล่นอยู่ในกระโจมจนกว่าจะถึงเวลาเริ่มงานประมูลคนของตลาดก็จับตาดูอยู่อย่างลับๆ
จนกระทั่งได้ยินเสียงตีฆ้องร้องป่าว “งานประมูลโอสถกำลังจะเริ่มแล้วๆ”
เฉินมู่อิ๋งลุกขึ้นแล้วออกจากกระโจมไปเดินไปยังเวทีทรงกลมยกพื้นสูง 2 เมตร เขาปะปนอยู่ในหมู่ผู้คนไม่โดดเด่นสะดุดตา เขามองไปรอบๆเห็นคนของหลายสำนักมากันมากยิ่งกว่าครั้งที่แล้วเสียอีกซึ่งเขาไม่รู้หรอกว่าคนเหล่านี้มาก็เพราะโอสถพิษศิลาของเขาที่ทำให้คนทั้งหลายสนอกสนใจเพราะโอสถระดับ1 ที่แม้แต่โอสถแก้พิษระดับ 9 ยังไม่อาจแก้พิษได้จะไม่ให้พวกเขาแตกตื่นได้อย่างไรแน่นอนว่าพวกเขาย่อมอยากได้กลับไปศึกษากันยิ่งนักอีกทั้งยังเป็โอสถพิษที่ไร้กลิ่นจึงยิ่งทำให้ผู้คนสนใจมากยิ่งขึ้นเพราะหาก้าใช้โอสถนี้ฆ่าคนก็ลงมือได้โดยที่ศัตรูไม่ทันรู้ตัว ความร้ายกาจเช่นนี้ทำให้พวกเขาอยากได้ยิ่งนัก
เฉินมู่อิ๋งมองไปทางคนของสำนักหมื่นดาราที่ยืนออกันอยู่ข้างเวทีด้านหนึ่งเขาเห็นอาจารย์จงอยู่ในหมู่คนพวกนั้นด้วย ทำให้เขาเลิกคิ้วขึ้น “หือ?”
จงฮ่วนยืนอยู่ในกลุ่มลูกศิษย์ของเขารอคอยอย่างเงียบๆ ครั้งที่แล้วลูกศิษย์กลับไปบอกเื่โอสถพิษศิลาทำให้เขาเกิดความสนใจยิ่งนักแต่เขาก็ไม่กล้าไปขอดูโอสถกับอาจารย์หยางหรอกนะ อาจารย์หยางเป็คนอารมณ์แปรปรวนยิ่งกว่าสตรีเสียอีกเกิดเขาพูดไม่เข้าหูอาจารย์หยางขึ้นมา ถูกอาจารย์หยางสั่งสอนเขาจะร้องหาความยุติธรรมจากใครได้อีกสู้มารอประมูลโอสถพิษศิลาในงานประมูลยังดีเสียกว่า
บุรุษชุดดำคนเดิมเดินขึ้นไปบนเวทีแล้วกล่าวว่า“งานประมูลโอสถเริ่มต้น ณ บัดนี้”
สตรีคนหนึ่งก็ถือถาดเดินขึ้นไปบุรุษชุดดำก็กล่าวว่า “นี่เป็โอสถ........”
เฉินมู่อิ๋งไม่ค่อยสนใจการประมูลใน่นี้เท่าไหร่แน่นอนว่าโอสถที่นำออกมาใน่แรกๆ ย่อมเป็โอสถที่หาไม่ยากและระดับไม่สูงมากนัก่ท้ายๆ ซิถึงจะเป็โอสถหายากและระดับสูง เขาจึงรอดูการประมูล่ท้ายมากกว่า ตอนนี้เขาสนใจดูผู้คนมากกว่า
เพราะเห็นคนจากหลายสำนักมารวมกันมากกว่าครั้งที่แล้วทำให้เขาเกิดความสงสัยว่าอาจจะมีโอสถหายากถูกนำมาประมูลในครั้งนี้กระมังเขาก็อยากดูโอสถหายากเช่นกัน การประมูลดำเนินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงโอสถพิษศิลาเมื่อโอสถนี้ถูกนำออกมาผู้คนก็ฮือฮาทันที เฉินมู่อิ๋งรู้สึกประหลาดใจมากที่โอสถพิษศิลาของตัวเองได้รับความสนใจจากผู้คนมากถึงขนาดนี้
“เริ่มประมูลได้”บุรุษชุดดำกล่าว คนของสำนักเทียนเต๋าก็เสนอราคาทันที “1 แสน”
ผู้คนได้ยินราคาแล้วฮือฮาขึ้นมาแค่ราคาเปิดประมูลก็ถึง 1 แสนแล้ว!
“2 แสน”คนของสำนักหนึ่งเสนอราคาแข่ง ทำให้มีคนเสนอราคาแข่ง “3 แสน”
“1 ล้าน”คนของสำนักเทียนเต๋าเสนอราคาพลางมองคนอื่นๆ อย่างเยาะหยัน เมื่อราคาขึ้นมาถึง 1ล้าน ก็เกิดความเงียบงันขึ้นมาทันที บุรุษชุดดำมองไปรอบๆ กำลังจะเอ่ยปาก พลัน! คนของสำนักซ่อนจันทร์ก็เสนอราคาขึ้นมา “2 ล้าน”
คนของสำนักเทียนเต๋ามองคนของสำนักซ่อนจันทร์อย่างโกรธเคือง“หึ! กล้ามาเสนอราคาแข่งกับข้า เช่นนั้นข้าก็จะให้เ้าได้รู้ว่าสำนักข้าร่ำรวยเพียงใด”
“5 ล้าน”เขาเสนอราคาออกไป คนของสำนักซ่อนจันทร์มองอย่างเยาะหยัน “หึ!10 ล้าน”
“โอ!” ผู้คนอุทานอื้ออึง ไม่ทันไรก็ถึง 10 ล้านแล้ว! คนของสำนักเทียนเต๋ากัดฟันกรอดๆแล้วเสนอราคา “20 ล้าน”
“50 ล้าน”คนของสำนักซ่อนจันทร์เสนอราคาพลางยิ้มเยาะ คนของสำนักเทียนเต๋าถลึงตาแล้วเสนอราคา “100ล้าน”
“โอ!” ผู้คนอุทานอีกครั้ง คนของสำนักขนาดเล็กและขนาดกลางต่างๆ ได้แต่มองดู 2สำนักใหญ่ประมูลราคาแข่งกันอย่างไม่อาจสู้ได้ พวกเขาไม่ได้มีหยกมากถึงขนาดนั้น!
จงฮ่วนกัดฟันกรอดๆเขาคิดว่าเขาจะประมูลโอสถพิษศิลาไปราวๆ ไม่เกิน 10 ล้านแต่ตอนนี้ราคาโอสถสูงลิ่วเกินไปเขาจึงไม่คิดจะร่วมประมูลด้วยเลยราคาโอสถพิษศิลาและโอสถแก้พิษศิลาจริงๆ แล้วอาจจะมูลค่าไม่สูงถึงขนาดนั้นก็ได้แต่ที่ราคาพุ่งขึ้นไปถึงขนาดนี้เป็เพราะ 2 สำนักนั้นแข่งกันประมูลอย่างไรล่ะนี่ไม่ใช่เื่ราคาอีกต่อไป แต่เป็เื่ของศักดิ์ศรีแล้วหากสำนักใดยอมแพ้ก่อนก็จะเสียศักดิ์ศรีน่ะซิ
“หึ! หากเ้าอยากได้มากถึงขนาดนั้นก็เชิญเ้าเอาไปเถอะ” คนของสำนักซ่อนจันทร์เอ่ยขึ้นมานางไม่เสนอราคาแข่งอีก เพราะ 100 ล้านเป็จำนวนที่สูงเกินไปสำหรับโอสถระดับ 1ที่นางมาประมูลก็เพราะท่านเ้าสำนักสนใจโอสถนี้อยากจะได้กลับไปศึกษาดูเสียหน่อยท่านเ้าสำนักให้หยกพวกนางมา 50 ล้าน ในเมื่อราคาพุ่งไปถึง 100 ล้านเช่นนี้พวกนางก็ไม่คิดจะเสนอราคาแข่งแล้วรอไว้ครั้งหน้ามีโอสถพิษศิลาออกมาอีกพวกนางค่อยประมูลกลับไปก็ได้
“หึ!” คนของสำนักเทียนเต๋าแค่นเสียงเยาะทีหนึ่ง บุรุษชุดดำมองๆ แล้วถามว่า “ยังจะมีใครให้ราคาสูงกว่า100 ล้านหรือไม่?”
เกิดความเงียบงันขึ้นมาทันทีบุรุษชุดดำมองกวาดไปรอบๆ แล้วประกาศว่า “โอสถพิษศิลาและโอสถแก้พิษศิลาเป็ของท่านแล้ว”
เขาผายมือไปทางผู้ประมูลคนของสำนักเทียนเต๋าเหยียดยิ้มแล้วเดินแหวกผู้คนไปจ่ายค่าโอสถที่กระโจมสตรีบนเวทีก็ถือถาดเดินลงไป นางรู้สึกมือสั่นๆ นิดหนึ่ง เพราะโอสถที่นางถืออยู่ราคาถึง100 ล้านเชียวนะ!
เฉินมู่อิ๋งก็คาดไม่ถึงว่าราคาจะพุ่งไปถึงขนาดนั้นนี่ทำให้เขาใมากจริงๆ แล้วมองคนของสำนักเทียนเต๋าที่ใช้หยกราวกับเป็ก้อนหินข้างทางอย่างไรอย่างนั้นสำนักเทียนเต๋าช่างร่ำรวยเสียจริง เหอๆๆๆ...
เขามองคนของสำนักซ่อนจันทร์แล้วพอจะเดาความคิดพวกนางได้พวกนางย่อมคิดว่าโอกาสหน้ายังมีอยู่น่ะซิ ดังนั้น เขาจึงคิดว่าจะไม่นำโอสถพิษศิลาเข้าร่วมประมูลสักระยะเอาไว้สักปีหน้าค่อยส่งโอสถพิษศิลาเข้าร่วมประมูลละกัน หึๆๆๆ...
หลังจบการประมูลผู้คนก็แยกย้ายกันไป เฉินมู่อิ๋งก็รอจนคนอื่นๆ เข้าไปรับค่าโอสถกันหมดแล้วเขาจึงเข้าไปเป็คนสุดท้าย ทันทีที่ผู้ดูแลตลาดเห็นก็รีบผายมือต้อนรับขับสู้ราวกับว่าคุณชายโอหยางเป็บ่อเงินบ่อทองอย่างไรอย่างนั้น“คุณชาย เชิญนั่งๆ”
“อืม”เฉินมู่อิ๋งนั่งลง ยกชาที่ลูกน้องของหนิงเฉิงยกมาให้ขึ้นจิบอย่างใจเย็น หนิงเฉิงนำถุงฟ้าดินใบหนึ่งยื่นให้“นี่เป็ค่าโอสถของคุณชาย เชิญท่านนับดูก่อน”
“อืม”เฉินมู่อิ๋งรับถุงฟ้าดินใบนั้นมาแล้วมองสำรวจในถุงเขาเห็นหยกปราณฟ้าดินกองเป็ูเาย่อมๆ ลูกหนึ่งอยู่ในถุง เขาจึงคิดจะย้ายหยกเ่าั้มาเก็บไว้ในถุงฟ้าดินของตัวเองแล้วคืนถุงใบนี้ให้หนิงเฉิงไปแต่หนิงเฉิงรีบพูดขึ้นว่า “ถุงฟ้าดินใบนี้มอบให้คุณชายไปเลยท่านไม่ต้องคืนให้ข้าหรอก”
“อ่อ ขอบคุณมาก”เฉินมู่อิ๋งจึงเก็บถุงฟ้าดินใบนั้นใส่อกเสื้อแล้วเก็บเข้าไปในแหวนคุนเฉียนอย่างเงียบกริบเขาดึงมือออกมาแล้วยกชาขึ้นจิบ จากนั้นก็บอกว่า “โอสถพิษศิลาข้าจะนำมาประมูลอีกครั้งปีหน้า”
“หา!” หนิงเฉิงใมาก เฉินมู่อิ๋งพูดขึ้นว่า “ของดีมีน้อยราคาย่อมสูงไม่ใช่รึหากหาได้ง่ายเหมือนหัวผักกาดยังจะมีราคาอีกรึ”
“อา...”หนิงเฉิงปากอ้าค้าง คำพูดของคุณชายโอหยางถูกต้องแล้ว ที่ราคาโอสถพุ่งไปถึง 100ล้านก็เป็เพราะ 2 สำนักใหญ่แย่งกันอย่างไรล่ะ หากว่าต่อๆ ไปยังมีโอสถพิษศิลาออกมาเรื่อยๆ ราคาย่อมตกลงแน่นอน นี่เป็หลักการค้าขายที่เขาเองก็รู้ดีเขาสูดลมหายใจเข้าแล้วพยักหน้าหงึกๆ “ข้าเข้าใจแล้ว เช่นนั้นข้าจะประกาศออกไปว่าจะไม่มีโอสถพิษศิลาอีกจะมีมาอีกครั้งเมื่อไหร่ก็ไม่รู้จริงๆ บางทีอาจจะไม่มีอีกแล้วก็ได้ จริงไหมคุณชายหึๆๆๆ...”
“ใช่”เฉินมู่อิ๋งพยักหน้า “ครั้งหน้าข้าจะเอาโอสถชนิดอื่นมาเข้าร่วมประมูลล่ะกัน”
“ได้ๆ ข้าจะรอ”หนิงเฉิงยิ้มแย้มตอบ เฉินมู่อิ๋งวางถ้วยชาลงแล้วถามว่า “คนของท่านจะตามข้าอีกนานไหม?”
“...”หนิงเฉิงสะดุ้งในใจทีหนึ่ง เห็นคุณชายโอหยางมองจ้องมาดวงตาใต้หน้ากากนั่นดูดุดันจนเขาเผลอกลืนน้ำลายทีหนึ่งเขาสูดลมหายใจเข้าแล้วรีบบอกว่า “ไม่ตามแล้วๆ”
“ดี”เฉินมู่อิ๋งเอ่ยคำเดียวแล้วลุกขึ้นเดินออกไป หนิงเฉิงมองตามแล้วถอนหายใจเขาสั่งลูกน้องไม่ให้ตามคุณชายโอหยางแล้ว หากทำให้คุณชายขุ่นเคืองใจขึ้นมาย่อมไม่ใช่เื่ดีแน่นอนว่าเขาย่อมไม่กล้าทำให้คุณชายท่านนี้ขุ่นเคืองใจเด็ดขาดบ่อเงินบ่อทองเช่นนี้เขาย่อมคิดรักษาเอาไว้เป็อย่างดี ไม่แน่ว่าครั้งหน้าอาจจะมีโอสถอะไรที่ทำให้ะเืฟ้าดินเช่นนี้ออกมาอีกก็ได้เขาเชื่อว่าตัวเองมองออกว่าคุณชายโอหยางคนนี้เป็ยอดอาจารย์หลอมโอสถที่น่าจะเก่งกาจเทียบเท่ากับอาจารย์หลอมโอสถระดับ9
อาจารย์หลอมโอสถระดับ9 หาง่ายนักหรือ แน่นอนว่าไม่ง่ายเลย ทั่วทั้งแดนเซียนนับด้วยมือข้างเดียวก็ครบแล้วคนหนึ่งก็คืออาจารย์หยาง อีกคนก็คืออาจารย์จง อีกคนก็คือรองเ้าสำนักเทียนเต๋าหากว่าคุณชายโอหยางคนนี้เทียบเท่ากับท่านอาจารย์เ่าั้แน่นอนว่าย่อมไม่ใช่บุคคลที่เขาควรจะล่วงเกินด้วยเื่เล็กๆ น้อยๆ เพียงเพราะอยากรู้ฐานะแท้จริงของอีกฝ่ายในเมื่อคุณชายไม่อยากให้รู้เช่นนั้นก็ยังไม่ต้องรู้ก็ได้หากว่าวันหน้าติดต่อค้าขายกันไปเรื่อยๆ เช่นนี้เขาแน่ใจว่าวันหน้าคุณชายจะต้องหลุดปากออกมาด้วยตัวเองเป็แน่
เฉินมู่อิ๋งออกจากกระโจมแล้วเดินเล่นอยู่ในตลาดพักใหญ่เขาเดินวนไปวนมาจนแน่ใจว่าไม่มีใครติดตามมาอีกก็โล่งใจ จากนั้นเขาก็หาที่ๆมีกลุ่มคนพลุกพล่านแล้วเดินปะปนไปกับผู้คน เมื่อสบโอกาสก็เก็บหน้ากากกับผ้าคลุมไปในชั่วพริบตาแล้วเดินปะปนไปกับผู้คนเขาเดินเข้าเดินออกกระโจมนั้นกระโจมนี้อยู่พักใหญ่แล้วก็ออกจากตลาดกลับสำนักไปส่วนงานประมูลอาวุธในวันพรุ่งนี้เขาไม่สนใจแล้วเพราะเขาไม่คิดจะเข้าร่วมประมูลอาวุธน่ะซิ เขาอยากหลอมอาวุธของตัวเองมากกว่าเขาจะต้องหลอมอาวุธของตัวเองให้ได้!
เมื่อกลับถึงสำนัก เฉินมู่อิ๋งก็ไปหาศิษย์พี่เลี่ยงก่อนขอบะหมี่กินชามหนึ่งแล้วก็กลับเขาไผ่ไป เมื่อกลับถึงกระท่อมเขาก็ศึกษาตำราหลอมอาวุธของอาจารย์เฟยเทียนต่อ เขาเก็บตัวอยู่ในกระท่อมไม่ออกไปไหนจนกระทั่งศิษย์พี่เลี่ยงเอาปิ่นโตมาส่งก็ออกไปรับปิ่นโตแล้วกลับเข้ากระท่อมปิดประตูนั่งกินข้าว เขารีบกินให้อิ่มแล้วก็กลับไปอ่านตำราของอาจารย์เฟยเทียนต่อ
หยางซีหยุนแอบมองอยู่ไกลๆเห็นเ้าศิษย์ชั่วเก็บตัวเงียบอยู่แต่ในกระท่อมเขาจึงเฝ้ามองอีกพักหนึ่งถึงได้กลับเรือนไผ่ไป
ครั้นค่ำคืนมาเยือน เฉินมู่อิ๋งซึ่งอาบน้ำแล้วสวมเพียงอาภรณ์ตัวในนั่งอยู่บนเตียงกำลังจะนอนพลัน! เขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าย่องผ่านกระท่อมไป เขาขมวดคิ้วเพราะเสียงฝีเท้านั้นไม่ใช่อาจารย์หยาง อีกทั้งไม่ใช่แค่คนเดียว แต่น่าจะสามสี่คนกระมังเสียงฝีเท้าเ่าั้ค่อยๆ ห่างออกไปเรื่อยๆ ดูเหมือนว่ากำลังตรงไปยังเรือนไผ่ของอาจารย์หยางเฉินมู่อิ๋งจึงลงจากเตียงอย่างเงียบกริบ ย่องไปแง้มหน้าต่างมองดู เขาเห็นเงาดำๆสามสี่เงากำลังมุ่งหน้าไปทางเรือนไผ่ของอาจารย์หยางจริงๆ “หรือว่าเป็มือสังหาร?”
เขามองดูเงาพวกนั้นที่ค่อยๆห่างออกไป ด้วยความสงสัยเขาจึงหยิบอาภรณ์สีดำออกมาสวมแล้วลอบตามคนกลุ่มนั้นไป
แกร๊บ! เสียงเหยียบกิ่งไผ่แห้งดังขึ้นในความมืด คนกลุ่มนั้นหยุดชะงักทันทีแล้วซุบซิบกัน “ชู่ว! เ้าเบาหน่อยซิ”
เสียงที่พึมพำดุออกมานั้นเป็เสียงสตรีเงาข้างๆ พยักหน้าหงึกๆ เฉินมู่อิ๋งซึ่งตามหลังคนกลุ่มนั้นไปจึงรู้ว่าคนที่พูดเป็สตรีส่วนคนอื่นๆ ยังคลุมเครือไม่แน่ชัด แต่ดูจากความสูงแล้วคนกลุ่มนั้นสูงต่ำไม่ต่างกันมากนักรูปร่างผอมๆ กันทั้งหมด แล้วคนกลุ่มนั้นก็เดินย่องไปอีกเฉินมู่อิ๋งลอบตามไปอย่างเงียบกริบ ตัวเขากลืนไปกับสภาพแวดล้อมราวกับกลายเป็ส่วนหนึ่งของป่าไผ่อย่างไรอย่างนั้นเขารักษาระยะห่างจากคนกลุ่มนั้นพอประมาณ
จนกระทั่งคนกลุ่มนั้นไปถึงเรือนไผ่ พวกนั้นอ้อมไปทางด้านหลังเรือนไผ่แล้วแอบซุ่มอยู่ข้างก้อนหินที่ตกแต่งเหมือนูเาจำลอง เฉินมู่อิ๋งก็ไม่เคยเข้าไปด้านหลังเรือนไผ่จึงไม่รู้ว่าด้านหลังเรือนไผ่เป็สวนที่ตกแต่งอย่างดีมีบ่อน้ำร้อนควันลอยกรุ่น ทำให้มองดูแล้วเหมือนเป็สรวง์อย่างไรอย่างนั้น
คนกลุ่มนั้นซุ่มอยู่เงียบๆเหมือนกำลังรอคอย เฉินมู่อิ๋งมองคนกลุ่มนั้นเขม็ง มีเสียงฝีเท้าเดินมาเฉินมู่อิ๋งมองไปเห็นอาจารย์หยางเดินออกจากจากเรือนไผ่เขาจึงตื่นตัวพร้อมที่จะเข้าช่วยเหลืออาจารย์หยางทันทีที่คนกลุ่มนั้นคิดลงมือ
หยางซีหยุนถอดอาภรณ์ออกทีละชั้น...ทีละชั้นจนเหลือแต่กางเกงขายาวตัวในตัวเดียว แผงอกล่ำสันปรากฎท่ามกลางแสงสลัวของหยกแสงที่ส่องสว่างอยู่โดยรอบหยกแสงนี้จะเปล่งแสงออกมาจางๆ หากมีก้อนเดียวก็จะคล้ายแสงจันทร์ในคืนเดือนเพ็ญแต่เมื่อรวมหลายๆ ก้อนก็จะส่องสว่างมากขึ้น บริเวณโดยรอบมีหยกแสงวางไว้ตามจุดต่างๆรอบๆ บ่อน้ำร้อน รวมแล้วราวๆ เจ็ดแปดก้อนกระมัง ทำให้บริเวณบ่อน้ำร้อนสว่างสลัวๆผิวที่ขาวผ่องของเขาสะท้อนกับแสงจากหยก ทำให้คนกลุ่มนั้นมองจ้องเขม็ง
หยางซีหยุนก้าวลงไปในบ่อน้ำร้อนเขาแช่น้ำร้อนอย่างสุขสบาย เอนหลังพิงขอบบ่อ เงยหน้ามองดูดาวบนฟ้าคนกลุ่มนั้นจ้องมองเขม็ง แต่ก็ไม่มีท่าทีว่าจะพุ่งเข้าไปลงมือเสียทีทำให้เฉินมู่อิ๋งที่มองอยู่ด้านหลังคนกลุ่มนั้นได้แต่รอคอยเขาไม่เห็นสีหน้าของคนกลุ่มนั้นที่กำลังมองอาจารย์หยางอย่างหลงใหล ใช่! พวกนางเป็ศิษย์ของสำนักหมื่นดารา พวกนางไม่ได้มีใจคิดฆ่าอาจารย์หยางพวกนางเพียงแค่้าแอบดูอาจารย์หยางเท่านั้นพวกนางแอบไปตีสนิทกับเลี่ยงจินถามเกี่ยวกับเขาไผ่ทำให้พอจะรู้เกี่ยวกับตำแหน่งอาคมบนเขาไผ่คร่าวๆ
หากลอบเข้าไปจากทางกระท่อมของศิษย์คนเดียวของอาจารย์หยางแล้วเดินไปตามเส้นทางจนถึงเรือนไผ่ก็จะไม่ถูกอาคมบนเขาไผ่พวกนางฟังแล้วก็ชวนกันมาแอบดูอาจารย์หยางแต่คิดไม่ถึงว่าจะได้เจออาจารย์หยางออกมาแช่น้ำร้อนเช่นนี้ นี่กำไรจริงๆพวกนางมองดูอย่างหลงใหลจนหน้าแดงก่ำ จนกระทั่งรู้สึกว่ามีอะไรอุ่นๆไหลลงมาจากมุมปาก หนึ่งคนในนั้นจึงรู้สึกตัวยกมือขึ้นแตะข้างมุมปากของตัวเองพบว่าเป็น้ำลายของนางนั่นเอง การเคลื่อนไหวนี้ทำให้หยางซีหยุนจับััได้เขาลุกขึ้นนั่งตัวตรงทันที สีหน้าเย็นเยียบขึ้นมาทันใด “ใคร!?”
ศิษย์หญิงเ่าั้เห็นอาจารย์หยางลุกขึ้นก็ก็ใจนหลุดเสียงอุทาน“อุ๊ย!”
หยางซีหยุนได้ยินเสียงก็ยิ่งมีสีหน้าเย็นเยียบยิ่งขึ้น“ไสหัวออกมา! หลบๆ ซ่อนๆ อยู่ทำไม!”
กระบี่เซียนของเขาพุ่งออกมาจากถุงฟ้าดินลอยอยู่เื้ัเขา ศิษย์หญิงเ่าั้จับมือกันแน่นแล้วรีบวิ่งหนีไปข้างหลังทันทีเสียงน้ำร้อนไหลลงบ่อน้ำร้อนทำให้หยางซีหยุนฟังเสียงฝีเท้าได้ไม่ถนัดนักเขารู้แต่ว่ามีคนกำลังวิ่งหนีไปในความมืดจึงลุกขึ้นสะบัดกระบี่เซียนให้ไล่ตามไปทันทีกระบี่เซียนบินออกไป ฟิ้ว!
เฉินมู่อิ๋งซึ่งอยู่ไม่ห่างจากคนกลุ่มนั้นมากนักทันทีที่คนกลุ่มนั้นวิ่งมาทางเขา เขาก็ลุกขึ้นยืนขวางเอาไว้ “จะหนีไปไหน?”
“อ้า!” ศิษย์หญิงกลุ่มนั้นใที่จู่ๆ ก็ถูกคนๆ หนึ่งขวางทาง หนึ่งคนในกลุ่มพวกนางตั้งสติได้ในพริบตายื่นมือคว้าไหล่คนที่ขวางหน้าเอาไว้แล้วเหวี่ยงไปข้างหลังพวกนางทันทีจากนั้นก็คว้ามือศิษย์พี่ศิษย์น้องแล้วรีบวิ่งหนีไปตามทางเดิมที่ลอบเข้ามาทันที
“โอ๊ะ!” เฉินมู่อิ๋งร้องคำหนึ่งเห็นว่าพวกนางเป็ศิษย์ร่วมสำนักจึงตกตะลึงไปครู่หนึ่งแต่เพียงตกตะลึงครู่เดียวนั้นก็เพียงพอให้พวกนางลงมือแล้ววิ่งหนีไปได้เฉินมู่อิ๋งเซไป ยังไม่ทันตั้งตัวจู่ๆ กระบี่เซียนก็พุ่งมาถึงตัวเขาแล้วเขายกแขนขึ้นกันตามสัญชาตญาณ หยางซีหยุนก็พุ่งมาถึงพอดีเขาหยุดกระบี่เซียนเอาไว้ห่างจากคนๆ นั้นแค่นิ้วเดียวเพราะเขาอยากจะดูหน้าคนที่กล้าแอบเข้ามาให้ชัดๆ
เฉินมู่อิ๋งไม่รู้สึกถึงความเ็ปอะไรจึงลดแขนลงเห็นกระบี่เซียนหยุดอยู่กลางอากาศ เห็นอาจารย์หยางยืนอยู่ตรงหน้า สีหน้าถมึงทึงยิ่งนักเขากลืนน้ำลายเอือก แล้วขยับปากจะพูด “เอ่อ...”
“หึ! ศิษย์ข้าช่างชั่วช้าเสียจริง กล้ามาแอบดูอาจารย์ตัวเองอาบน้ำเช่นนี้ เลว! เลวจนข้าคิดไม่ถึงจริงๆ” หยางซีหยุนด่าน้ำเสียงเย็นเยียบดวงตาลุกโชนราวกับมีเปลวไฟลุกเรืองอยู่ในดวงตาคู่นั้น แต่เปลวไฟนั้นกลับทำให้เฉินมู่อิ๋งรู้สึกเหมือนตกลงไปในโพรงน้ำแข็งเย็นเฉียบอย่างไรอย่างนั้นเฉินมู่อิ๋งยังไม่ทันจะอธิบายอะไรก็เห็นอาคมผนึกพุ่งเข้าใส่ตัวเขาแล้วทำให้เขาตัวแข็งค้างขยับตัวไม่ได้
“หึ! ศิษย์ชั่วๆ เช่นเ้า ข้าจะเฆี่ยนให้หลังขาดเชียว!”หยางซีหยุนมองอย่างโกรธจัด ยื่นมือไปหิ้วคอเสื้อเ้าศิษย์ชั่วแล้วลากกลับไปที่เรือนไผ่เฉินมู่อิ๋งถูกลากครูดไปกับพื้นทำให้เขารู้สึกเจ็บแสบยิ่งนักแต่เขาก็ร้องไม่ได้เพราะถูกผนึกเอาไว้
กระบี่เซียนบินกลับไปเข้าไปในถุงฟ้าดินหยางซีหยุนลากเ้าศิษย์ชั่วไปถึงด้านหลังเรือนไผ่ก็จับเ้าศิษย์ชั่วมัดโยงกับขื่อแล้วหยิบแส้ออกมาจากถุงฟ้าดินจากนั้นก็ฟาดขวับ!
เฉินมู่อิ๋งเจ็บยิ่งนักแต่ก็ร้องไม่ออกเสียงของเขาจุกอยู่ในปาก เขาจดจำความแค้นครั้งนี้เอาไว้ศิษย์หญิงพวกนั้นเขาจำหน้าพวกนางได้หมดทุกคน โดยเฉพาะคนที่ผลักเขาไปรับกระบี่นั่นคอยดูซิ เขาจะตอบแทนพวกนางอย่างสาสมเลยทีเดียวส่วนอาจารย์หยางที่ลงโทษเขาโดยที่ไม่ให้โอกาสเขาได้อธิบายแม้แต่น้อยเขาก็จดจำความแค้นนี้ไว้ในใจแล้ว
ขวับ! แส้ที่ 2 ฟาดใส่หลังเขา ทำให้เขาเจ็บมากขึ้นหยางซีหยุนฟาดแส้ไปพลางมองอย่างโมโหจัด ศิษย์คนอื่นหรือแสนดีแสนน่ารักแต่ศิษย์ของเขากลับทำแต่เื่ชั่วๆ เช่นนี้ทำให้เขาโกรธจนแทบอยากจะฆ่าให้ตายเลยทีเดียวมือจึงฟาดแส้ใส่แผ่นหลังเล็กนั่นอย่างไม่ออมแรงเลยทีเดียว เขาฟาดขวับ! ขวับ! ขวับ!...
เฉินมู่อิ๋งเจ็บจนน้ำตาคลอในดวงตาเขาพยายามฝืนไม่ให้มันไหลออกมา เขาไม่เคยต้องถูกลงโทษเช่นนี้เลยสักครั้งมีแต่สั่งคนอื่นเฆี่ยนตีผู้อื่น ความเ็ปเช่นนี้ทำให้เขายิ่งแค้นใจนัก ทำดีกลับได้ความชั่วตอบแทนเสียนี่!
หากเขาไม่ห่วงอาจารย์หยางว่าจะถูกคนฆ่าตายเขาคงไม่ออกจากกระท่อมตามคนพวกนั้นมาหรอกเมื่อมาถึงแล้วกลับกลายเป็ว่าอาจารย์หยางเข้าใจเขาผิดคิดว่าเขามาแอบดูอาจารย์อาบน้ำอีกทั้งไม่ให้โอกาสเขาได้อธิบายอะไรเลย อาจารย์ที่อคติเช่นนี้ไม่สมควรเป็อาจารย์เขาหรอก! เขาจึงยิ่งรู้สึกเกลียดอาจารย์หยางมากขึ้นในเมื่อยัดเยียดความผิดให้เขาเช่นนี้ เขาก็ไม่คิดจะอธิบายอะไรแล้วเขาได้แต่ทนความเ็ปไปเรื่อยๆ
หยางซีหยุนฟาดแส้ใส่ไม่รู้กี่ทีต่อกี่ทีเขาฟาดจนอาภรณ์สีดำฉีกขาดเห็นแผ่นหลังขาวเต็มไปด้วยรอยแส้เืไหลซึมออกมาตามรอยแผลพวกนั้น เขามองอย่างไม่คิดสงสารแม้แต่น้อย ในความคิดเขาศิษย์ชั่วช้าเช่นนี้สมควรเฆี่ยนให้หลังขาด!
เฉินมู่อิ๋งถูกเฆี่ยนจนสลบไปเมื่อไหร่ไม่รู้หยางซีหยุนมองอีกทีเห็นเ้าศิษย์ชั่วสลบไปแล้วจึงได้หยุดมือเพราะหากเฆี่ยนมากกว่านี้อีกมันคงตายคาแส้เสียก่อนเขาตวัดมือไป กระบี่เซียนก็บินออกมาจากถุงฟ้าดินแล้วตัดเชือกจนขาดร่างของเฉินมู่อิ๋งก็ร่วงตุบกองกับพื้นอยู่ตรงนั้นหยางซีหยุนมองอย่างยังโมโหไม่หาย เขาเก็บกระบี่เก็บแส้แล้วหยิบอาภรณ์ของเขาเดินอ้อมร่างเ้าศิษย์ชั่วเข้าเรือนไปเขาปล่อยมันไว้ตรงนั้นไม่คิดจะช่วยแก้มัดสักนิด ปล่อยให้มันนอนอยู่ตรงนั้นไปเถอะเขามองมันแล้วสะบัดหน้าไป “หึ!”
Donate
เชิญบริจาคให้ไรท์ได้ทาง บัญชี ธ.กสิกรไทย
เลขบัญชี 084-3-79715-6
ชื่อบัญชี น.ส.แสงแข ช้วนใย
หรือทาง True Money wallet :098-651-1489
จะบริจาค 5 บาท 10 บาทก็ได้ค่ะ
ติดตามข่าวสารและพูดคุยกับไรท์เตอร์ได้ทาง
เพจ readfree.in ค่ะ
https://www.facebook.com/readfree.in/
ทางเว็บไซต์ www.readfree.in ค่ะ
และทาง Line Official Account : https://lin.ee/qEBuZvK
ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ