แสงอาทิตย์ใน่เที่ยงของวันส่องลงมากระทบที่ผิวขาวของฟางเหนียง หญิงสาวเงยหน้ามองท้องฟ้าสลับกับทางขึ้นเขาอย่างสิ้นหวังพร้อมหยิบถุงเงินของตนเองที่เหลือขึ้นมานับ แต่พบว่ามันเหลือเพียงแค่ 1 เหรียญเงินเท่านั้น ตอนมานางจ้างรถม้าไป 2 เหรียญเงิน แล้วเช่นนี้มันจะพอได้เช่นไร เครื่องประดับเ้าคนหน้าดุผู้นั้นก็ไม่ให้ข้าขายเพื่อแลกเปลี่ยนเป็เงิน เห็นทีตอนนี้มี 2 ทางเลือกนั่นก็คือเดินกลับขึ้นไปในสำนัก อีกทางเลือกคืออาศัยรถม้าคนที่รู้จักติดไป แต่ทางที่ 2 นางคงต้องตัดมันทิ้งไปได้เลย เพราะนางไม่รู้จักใครเลยและอีกอย่างคนทั้งสำนักไม่ชอบนาง ดีหน่อยถ้าโชคดีอาจมีคนไปบอกท่านรองเ้าสำนักว่านางไม่มีรถม้ากลับก็ได้
เมื่อคิดได้เช่นนั้นฟางเหนียงจึงเดินกลับเข้าไปในตลาดและเลือกซื้อน้ำดื่มมาเล็กน้อย จากนั้นเดินออกจากตลาดไปตามทางขึ้นสำนัก อากาศใน่นี้นั้นดีนัก มีลมอ่อนๆ ตลอดทั้งทาง เพียงแค่เส้นทางขึ้นต้องใช้เรี่ยวแรงมากหน่อย อีกทั้งยังต้องเร่งฝีเท้าหากไปถึงช้าเกรงว่าคงต้องถึงมืดค่ำเอา
"ไอย๊ะ ไอย๊ะ ไอย๊ะ ฮูฮู่ฮู~~~"
เสียงหวานดังออกมาตลอดทางอย่างมีความสุข เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องเหนื่อยหรือหวาดกลัว การหาอะไรทำให้ตนเองไม่คิดฟุ้งซ่านเป็วิธีเดียวที่นางคิดได้ ขามาที่เป็ทางลงเขายังใช้เวลา 2 เค่อ อีกทั้งยังเป็รถม้า หากให้นางคำนวณด้วยสายตา ระยะทางคงไม่ต่ำกว่า 10 ลี้เป็แน่
"โอ๊ย~~~ ไม่มีผู้ใดผ่านมาเลยหรืออย่างไร"
เป็เวลากว่า 1 ชั่วยามแล้วที่หญิงสาวเดินมา จากความรู้สึกของนาง น่าจะเดินได้มาเพียงแค่ 5 ลี้ เพราะเป็ทางขึ้นเขาอีกทั้งร่างนี้ยังดูบอบบาง อ่อนแอเช่นนี้ ระยะทางที่เหลือคงใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1 ชั่วยามเป็แน่ ตอนนี้หญิงสาวกลัวอย่างเดียวคือในฤดูนี้มักมืดค่ำเร็วมาก หากค่ำก่อนไฟนางก็ไม่มี อีกทั้งสมัยนี้ยังไม่มีเสาไฟเหมือนโลกปัจจุบัน ไม่รู้ว่าหากมืดค่ำแล้วสัตว์ที่หากินตอนกลางคืนจะโผล่มาหรือไม่ เมื่อคิดถึงสัตว์ที่เป็พลังิญญาของคนร้ายที่ลักลอบเข้าสำนักเมื่อหลายวันก่อน ทำให้หญิงสาวถึงกลับส่ายหน้าไม่ให้ตนเองต้องคิด ครานี้ฟางเหนียงไม่เพียงเร่งฝีเท้าแต่ถึงขนาดที่ออกแรงวิ่งด้วย
.
1 ชั่วยามผ่านไป
แสงอาทิตย์ที่หญิงสาวเคยเห็นตอนนี้มันลับขอบฟ้าหายจากสายตาหญิงสาวไปแล้ว ซึ่งเร็วกว่าที่นางคาดการณ์เสียอีก แต่แปลกที่นี่กลับไม่มืดมากจนมองไม่เห็นทางถึงแม้ไม่มีดวงอาทิตย์
"เหตุใดถึงยังไม่ถึงอีก ข้าไม่ไหวแล้วนะ"
ฟางเหนียงไม่พูดเปล่า ร่างกายนางที่ใช้กิ่งไม้เพื่อค้ำยันตัวเองไว้ตกไปที่พื้น และร่างกายนางเองก็เช่นกันหญิงสาวล้มไปกองกับพื้นเรียบร้อย
"์ส่งให้ข้ามาเข้าค่ายหรือเช่นไร ถึงได้ให้ข้าเดินทางไกลเช่นนี้ ฮื่อ~~~~"
ฟางเหนียงปล่อยโฮออกมาอย่างทนไม่ไหว ถ้าเป็ในร่างก่อนในโลกนั้นที่ออกกำลังกายเป็ประจำระยะทางแค่นี้นางไม่บ่นแน่ แต่ร่างที่บอบบางเช่นนี้เดินมาถึงนี่ก็ถือว่าเก่งมากแล้ว หญิงสาวถอดรองเท้าออกเผยให้เห็นข้อเท้าขาวเนียนแต่ที่เท้ากลับแดงและช้ำไปหมด
"เฮอะ! เฮ๊อะ! อ่อนแอเสียจริงนะ!"
หญิงสาวโทษตัวเองพร้อมทำหน้าหมั่นไส้ แต่ในจังหวะนั้นนางกลับรู้สึกเหมือนมีตัวอะไรวิ่งผ่าน หญิงสาวเงียบเสียงของตนเองอย่างตั้งใจฟัง ขนแขนของนางลุกซู่เมื่อััได้ถึงสิ่งผิดปกติ
โฮก~~~~
เสียงของสัตว์ชนิดหนึ่งดังออกมาจากในป่า และเสียงของใบไม้แห้งดังสนั่นบริเวณนั้น เหมือนมีสัตว์ใหญ่กำลังวิ่งไปมาอยู่รอบๆ บริเวณไม่ไกลจากตัวนางมากนัก เสียงนกหลายชนิดต่างพร้อมใจกันส่งเสียงร้องดังจนลั่นป่า เร็วกว่าความคิดฟางเหนียงไม่มีกะจิตกะใจถึงขนาดเสียเวลาสวมรองเท้า เมื่อเสียงนั้นดังขึ้นมาอีกครั้งนางลุกขึ้นวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต และไม่รู้สึกเจ็บที่เท้าเลยแม้แต่น้อย แต่โชคชะตาไม่ได้เข้าข้างนางนัก เมื่อตัวที่น่ากลัวกลับโผล่ออกมาจากป่า และดักอยู่กลางทางที่นางต้องไป
โฮก~~~
สัตว์มหึมาตัวสูงใหญ่กว่า 2 เมตร อ้าปากคำรามเสียงดัง ตามด้วยลมพัดอย่างรุนแรงหญิงสาวที่ยืนอยู่เบื้องหน้าแทบปลิว ลักษณะตัวมันคล้ายเสือทั่วไป ขาหน้ามันยาวกว่าขาหลังและมีหางสั้น เขี้ยว้ายาวกว่าเขี้ยวด้านล่างและมีลักษณะแบนและโค้งคล้ายมีดดาบ เหมือนไว้สำหรับจู่โจมและฉีกเนื้อได้อย่างว่องไว สัตว์ชนิดนี้คนที่นี่เรียกมันว่า เสือเขี้ยวดาบ
คราว~~~ กรร~~~
มันหมอบเล็กน้อยก่อนที่จะขู่และส่งเสียงต่ำ พร้อมเดินวนรอบตัวหญิงสาวเหมือน้าหาทางเข้าโจมตีนาง สัตว์ตัวสูงใหญ่ และหญิงสาวที่ตอนนี้ผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าเปรอะเปื้อนและที่เท้ายังเต็มไปด้วยเืเนื่องจากนางวิ่งเมื่อสักครู่ เท้าที่บอบบางช้ำไปหมด เมื่อกระทบกับหินและก้อนกรวดทำให้เกิดาแได้ง่าย และกลิ่นเืนี้เองทำให้สัตว์ตัวนี้ได้กลิ่นและออกมาหวังจะกินนางเป็อาหาร
"ฮื่อ~~~"
หญิงสาวร้องออกมาด้วยความกลัว น้ำตาไหลอาบแก้มเป็ทาง นางหันหน้าตามเสือตัวนั้นอย่างระวัง ในหัวตอนนี้นางมึนงงและสิ้นหวัง
โฮก~~~
เสือเขี้ยวดาบคำรามเสียงดังจากนั้นกระโจนใส่หญิงสาว
.
หอผดุงคุณธรรม
"คารวะเ้าสำนัก"
เสียงขององครักษ์หน้าประตูเอ่ยพร้อมทำท่าคารวะ หนิงเฟิ่งเพียงพยักหน้าและเดินเข้าไป ตอนนี้หยงอี๋และเชียวรุ่ยกำลังตรวจนับบัญชีของทางสำนักอยู่
"คารวะเ้าสำนัก"
ทั้งคู่เอ่ยทักในทันที หนิงเฟิ่งเองก็ทำมือคารวะตอบเช่นกัน
"ท่านมาที่นี่มีเื่อันใดหรือขอรับ"
หยงอี๋เอ่ยถาม เพราะหากไม่มีเื่สำคัญคงไม่มาถึงที่นี่เป็แน่
"ข้าเพียงอยากได้สมุดผลคะแนนระดับความสามารถของศิษย์ทุกคน"
"เช่นนั้นวันรุ่งขึ้น ข้าจะให้คนนำไปส่งที่ตำหนัก"
"อื้ม"
หนิงเฟิ่งเอ่ยเพียงสั้นๆ เพราะปกติเขาเป็คนพูดน้อยอยู่แล้ว และเื่นี้ทุกคนเองก็รู้เช่นกัน ทั้งคู่คุยเื่คนร้ายที่ลักลอบเข้ามาในสำนักเมื่อครั้งที่แล้วต่ออีกเล็กน้อย
"เช่นนั้นข้าฝากเ้าเื่นี้ด้วย ไม่ว่าเช่นไรครั้งนี้ต้องกระจ่างเอาให้รู้ว่าสำนักแห่งนี้ไม่ใช่สนามเด็กเล่นที่มันจะส่งใครมาก็ได้ตามใจชอบ"
หนิงเฟิ่งเอ่ยสั่งเสียงเข้ม ่นี้เขายุ่งตัวเป็เกลียวบางเื่จึงต้องวานให้หยงอี๋ช่วยเขาอีกแรง
"เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน" หนิงเฟิ่งเอ่ยขึ้นเสียงเรียบพร้อมลุกขึ้นจากเก้าอี้ แต่สายตากลับเหลือบไปเห็นถุงเงิน 1 ถุงวางอยู่
"เหตุใดยังมีถุงเงินเหลืออยู่ มิใช่ว่าเงินเดือนนี้ของศิษย์ทุกคนแจกจ่ายไปเมื่อ 7 วันก่อนแล้วหรือ"
"อ่อ นี่เป็ส่วนของแม่นางฟางเหนียงขอรับ ข้าเองก็ไม่เห็นนางมารับเช่นกันคิดว่าจะให้คนนำไปให้นาง แต่ก่อนคนรับใช้นางจะมารับให้ครั้งนี้นางตัวคนเดียวเกรงว่าคงลืมเป็แน่"
หยงอี๋เอ่ยอย่างอธิบาย ทำให้หนิงเฟิ่งนึกไปถึงเหตุการณ์เมื่อตอนกลางวันที่ตลาด 'ที่นางนำเครื่องประดับไปขายเป็เพราะไม่มีเงินหรือ นางโง่งมถึงขนาดไม่รู้เื่เช่นนี้เลยหรืออย่างไร' หนิงเฟิ่งเอ่ยกับตัวเองในใจ แต่ก็ไม่ได้สนใจและเดินออกไป แต่จังหวะนั้นกลับมีองครักษ์คนหนึ่งวิ่งเข้ามาเสียก่อน ทำให้ประตูบานใหญ่ที่ชายหนุ่มกำลังเปิดโดนที่ตัวของเขาเล็กน้อย
"ขออภัยเ้าสำนักขอรับ"
"อุกอาจเช่นนี้มีเื่อะไรกัน"
หยงอี๋ที่เห็นเช่นนั้นรีบเอ่ยถามในทันที เพราะอาจมีคนร้ายลอบเข้าสำนักเหมือนครั้งที่แล้วอีก
"เอ่อ...เรียนรองเ้าสำนัก องครักษ์หน้าสำนักให้มาเรียนท่านว่าคุณหนูฟางเหนียงที่ออกไปตลาดั้แ่เมื่อตอนกลางวัน ตอนนี้ยังไม่เห็นกลับเลยขอรับ"
"เ้าว่าเช่นไรนะ"
หยงอี๋เอ่ยออกมาเสียงดัง เร็วกว่าความคิดหนิงเฟิ่งขยับตัวในทันที
"นำรถม้าตามไป"
หนิงเฟิ่งหันมาสั่งหยงอี๋เสียงดัง ส่วนตนก็ใช้พลังภายในพุ่งทะยานออกไปทันที โดยใช้วิชาตัวเบาออกไปขืนไปรถม้าเห็นทีคงไม่ทันการณ์ เพราะทางขึ้นเขานั้นมีสัตว์ดุร้าย นั่นก็คือ เสือเขี้ยวดาบ มันจะออกมาในเวลากลางคืนเท่านั้นและไม่ได้มีเพียงแค่ตัวเดียว
"ข้าพึ่งบอกเ้าว่ามิให้สร้างปัญหา..."
ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นและกัดฟันด้วยความโมโหจนเห็นกรามชัด
.
ทางด้านฟางเหนียง
หญิงสาวหลับตาลงพร้อมรับความเ็ปแต่ขณะนั้นเองกลับมีแสงสีขาวเกิดขึ้นที่ตัวนาง มันก่อตัวเป็รูป 5 เหลี่ยมหลายชิ้นต่อกันเหมือนเกราะ หญิงสาวเงยหน้ามองพบว่าแสงนั้นมาจากนกั์สีขาวที่เป็พลังิญญาของนางเอง
เมื่อรู้ว่านี่คือพลังิญญาของตนจึงใช้มือสองข้างต้านทานสู้แรงกับเสือที่โจมตีมาด้วยพละกำลังมหาศาล
อร๊าก~~~
ฟางเหนียงร้องออกมาเสียงดังเมื่อตนเองปล่อยพลังออกไป จนเสือตัวนั้นต้องกระเด็นไปไกลพอสมควร แต่แค่นี้กลับไม่สามารถทำอะไรมันได้
คราว~~~
มันส่งเสียงขู่หญิงสาวอีกครั้งพร้อมเดินวนรอบตัวฟางเหนียงอย่างหาทางโจมตี ครั้งนี้หญิงสาวไม่ได้กลัวมันอีกแล้วแต่กลับรู้สึกเหนื่อยล้าและเจ็บระบมไปทั้งตัว ดวงตางามจ้องตาเสือตัวนั้นอย่างไม่หวาดหวั่น ที่ระหว่างคิ้วปรากฏรูปเพชรเล็กๆ เกิดแสงสีขาวสะท้อนออกมา เหนือศีรษะนางคือสัตว์ิญญาของนาง นกตัวสีขาวรูปร่างสูงใหญ่กางปีกกว้างร้องเสียงดังเหมือนกำลังข่มขู่เสือตัวนั้นกลับอย่างไรอย่างนั้น พร้อมกระพือปีกจนเกิดลมกว้าง
โฮก~~~
เสือคำรามเสียงดังและะโมาทางหญิงสาวในทันที มันเลือกจู่โจมที่ปีกนก หญิงสาวเองก็รวบรวมพลังสะบัดสุดกำลัง เพราะนางเองก็ใช้พลังไม่เป็และไม่รู้ว่ามันต้องทำเช่นไร จึงทำได้เพียงป้องกันและคอยรับมือเท่านั้น 'หากครั้งนี้ข้ารอดไปได้ ข้าสัญญาว่าจะตั้งใจร่ำเรียนและฝึกฝนพลังิญญาเป็แน่' หญิงสาวเอ่ยขึ้นในใจ และพยายามส่งพลังเพื่อให้เสือตัวนั้นหลุดไปจากตนให้ได้
กรี๊ด~~~
หญิงสาวร้องออกมาด้วยความเจ็บ เมื่อปีกอีกข้างถูกเสือตัวนั้นจู่โจมมาอีกครั้ง ครานี้นางไม่มีแรงที่จะสะบัดอีกแล้ว และดูเหมือนครั้งนี้น่าจะตายเป็ครั้งที่ 2 ั้แ่มาอยู่ที่โลกแห่งนี้ หญิงสาวยังตัดพ้อกับตนเองไม่จบก็มีเหมือนลูกไฟขนาดใหญ่พุ่งมาทางเสือตัวนั้นอย่างรุนแรงจนมันกระเด็นหงายหลังไปในที่สุด
ฟางเหนียงหันไปทางทิศทางที่ลูกไฟนั้นส่งมา พบว่าที่ด้านหลังนางคือหนิงเฟิ่งที่ศีรษะเขาคือนกขนาดใหญ่ที่ใหญ่กว่านางมากๆ ตัวสีแดงมันร้องคำรามที่ปากพ่นออกมาเป็ไฟอย่างั ชายหนุ่มส่งพลังไปที่นก จากนั้นนกตัวนั้นก็บินร่อนไปทางเสือและพ่นไฟจนไหม้เกรียมทั้งตัวแม้แต่เศษขี้เถ้าก็ไม่เหลือ ฟางเหนียงยิ้มอย่างดีใจเมื่อในที่สุดนางก็รอดแล้ว ความเหนื่อยล้าบวกกับพลังที่ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างผิดวิธีเมื่อสักครู่ ทำให้เปลือกตาที่หนักอึ้งค่อยๆ ปิดลงช้าๆ พลังิญญาของนางก็ค่อยๆ หายไปในอากาศ หนิงเฟิ่งที่เห็นเช่นนั้นก็รีบพุ่งทะยานมารับร่างหญิงสาวในที
"ฟางเหนียง"
ชายหนุ่มเอ่ยเรียกหญิงสาวเสียงดัง เขากำหมัดแน่นด้วยความโกรธตัวเอง หากมาช้ากว่านี้เพียงนิดชีวิตนางเขาก็รักษาไว้ไม่ได้ ถึงแม้เขาจะไม่ชอบนางเพียงใดแต่นี่ก็ไม่ใช่สิ่งที่นางควรได้รับหรือต้องเจอ เขาผิดเองที่เข้าใจนางเื่ที่นางแอบเอาของมีค่ามาขาย ทั้งที่นางไม่รู้ว่าตนจะได้รับเงินทุกเดือน จนทำให้นางต้องเดินกลับเช่นนี้
ดวงตาคมมองสภาพหญิงสาวที่ดูไม่ได้ เสื้อผ้าเปื้อนไปด้วยดินฉีกขาดจากรอยเล็บที่ถูกโจมตี ผมเผ้ายุ่งเหยิง เท้าสองข้างที่ไม่ได้สวมรองเท้ามีาแและเต็มไปด้วยเื ใบหน้าเลอะคาบดิน ที่ปากมีโลหิตสีแดงเนื่องจากใช้พลังไปมาก คราบน้ำตายังอยู่ที่แก้ม มือหนาเอื้อมไปเข็ดให้นางอย่างรู้สึกสงสาร
"เ้าสำนัก"
เสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลังชายหนุ่ม หนิงเฟิ่งยกมือห้ามไว้ก่อนที่จะเดินเข้ามา
"ส่งเสื้อคลุมเ้ามา"
หนิงเฟิ่งเอ่ยสั่งเสียงเรียบและรับเสื้อคลุมมาจากหยงอี๋ จากนั้นใช้มันคลุมตัวหญิงสาวเอาไว้และอุ้มนางขึ้นรถม้าไป