เช้าวันรุ่งขึ้น เซี่ยฮุยยังคงไปโรงเรียนตามปกติ
ระหว่างทางเขาเปิดดูข่าวสารผ่านสายรัดข้อมือ แต่กลับไม่มีรายงานข่าวเกี่ยวกับศพที่เขาฆ่าตายเมื่อคืนที่ผ่านมา
“ดูเหมือนว่าเมื่อคืนฉันจะจัดการสิ่งต่าง ๆ ได้ไม่เลวเหมือนกันนะเนี่ย”
เซี่ยฮุยปิดระบบสายรัดข้อมือของตัวเอง จากนั้นเขาก็สาวเท้าเดินไปโรงเรียนต่ออย่างอารมณ์ดี
ตอนที่มาถึงโรงเรียนก็พบว่าวันนี้เจี่ยปิงอวี่มาถึงโรงเรียนเร็วกว่าเขา และกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนเก้าอี้ประจำตำแหน่งของเธอ
เธอก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสืออย่างตั้งอกตั้งใจ ท่าทางที่จริงจังของเธอดูมีเสน่ห์เป็อย่างมาก
หลังจากเซี่ยฮุยเหลือบมองเธอปราดหนึ่ง เขาก็ดึงสายตาของตัวเองให้กลับมาเป็ปกติอีกครั้ง
ตอนที่เขานั่งลงข้าง ๆ เธอ สายตาอิจฉาริษยาและเกลียดชังของเหล่านักเรียนชายที่นั่งอยู่ต่างก็จ้องมองมาที่เขา
ภายในใจของเซี่ยฮุยแอบรู้สึกสงสารคนเ่าั้ขึ้นมาจับใจ : ถ้าหากพวกนายเห็นผู้หญิงคนนี้ควงไม้ตะบองสั้นแล้วยังมองเธอด้วยสายตาแบบนี้
งั้นก็คง...
เหอะ!
เซี่ยฮุยส่ายหน้าและสะบัดความคิดเ่าั้ออกไป เขาหยิบหนังสือขึ้นมาวางบนโต๊ะ
เขาไม่ได้เปิดหนังสือขึ้นมาเพื่ออ่านมัน แต่กลับวางนิ้วลงบนหนังสือและเคาะเป็จังหวะโดยไม่รู้ตัว
เขาขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย เจี่ยปิงอวี่เห็นท่าทางเหม่อลอยของเซี่ยฮุย ดวงตาของเธอก็กะพริบปริบ ๆ เล็กน้อย
ท่าทางของเพื่อนร่วมโต๊ะคนนี้เปลี่ยนไปจากเดิมมาก เธอยังจำได้ว่าก่อนหน้านี้ตอนที่พวกเธอได้เป็เพื่อนร่วมโต๊ะกันเซี่ยฮุยมักจะระมัดระวังตัวเองตลอดเวลาและดูเป็คนเก็บตัวมาก แต่่นี้เขากลับดูเปลี่ยนไป แม้ว่าเขายังเป็คนเคร่งขรึม แต่อากัปกิริยาและการเคลื่อนไหวของเขากลับแสดงออกถึงอารมณ์ที่ซ่อนอยู่ภายในใจออกมาอย่างเปิดเผยโดยไม่แยแสคนที่อยู่รอบตัวอีกต่อไป
เห็นได้ชัดว่า่นี้ต้องมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นกับเขาจึงทำให้เขาเปลี่ยนไปได้มากขนาดนี้
ถึงแม้ว่าเจี่ยปิงอวี่จะรู้สึกสงสัยและอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา แต่เธอก็ไม่กล้าเสี่ยงถามเื่ส่วนตัวของเขาแบบซึ่ง ๆ หน้า เช่นเดียวกับที่เธอก็ไม่อยากให้คนอื่นรับรู้เื่ราวของเธอเช่นกัน
เธอหันกลับมาอยู่กับตัวเองอีกครั้งและไม่หันกลับไปสนใจเซี่ยฮุยอีก
ตอนนี้เหลือเวลาอีกสองเดือนก็จะถึง่สอบแล้ว ่นี้เหล่านักเรียนต่างขะมักเขม้นอยู่กับการทบทวนบทเรียน
อันที่จริงเซี่ยฮุยก็อยากทบทวนบทเรียนเหมือนกับคนอื่น ๆ แต่เขากลับพบว่าเขาทำไม่ได้
ความทรงจำในโลกใบเก่าของเขาฝังอยู่ในแก่นลึกของสมองก็จริง แต่ก็ไม่ใช่เื่ง่ายเลยที่เขาจะเข้าใจวัฒนธรรมและกลมกลืนอยู่บนโลกใบนี้ภายในระยะเวลาสั้น ๆ ได้
ดังนั้นเซี่ยฮุยจึงล้มเลิกความคิดเ่าั้ ทว่าถึงแม้ว่าจะตัดสินใจเช่นนั้น เขาก็ไม่ได้คิดจะตัดสิทธิ์ตัวเองด้วยการไม่ไปสอบ
ถ้าหากเขาทำแบบนั้นจริง ๆ ป้าของเขาคงได้ตัดออกจากกองมรดกแน่ ๆ
เขาเลือกที่จะเดินบนเส้นทางอื่น...ศิลปะการต่อสู้!
เมื่อเทียบกับร่างกายของเขาในโลกก่อนหน้านี้ เซี่ยฮุยรู้สึกว่าพลังทางกายภาพของเขาในเวลานี้ ตราบเท่าที่มีการควบคุมที่ถูกวิธีและเหมาะสม เขาเชื่อว่าถ้าหากเดินสายศิลปะการต่อสู้ เขาคงสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยดี ๆ ได้ไม่ยาก
นักเรียนสายศิลปะการต่อสู้ต้องเตรียมอะไรบ้างนะ...ในฐานะที่เขาเป็เพียงแค่นักเรียนมัธยมปลายธรรมดา ๆ คนหนึ่งเขาจึงมีความรู้เกี่ยวกับเื่นี้ไม่มากเท่าไหร่นัก
แต่เขารู้สึกว่าปัญหานี้ไม่ได้ใหญ่หลวงขนาดนั้น ลองสักตั้งก็แล้วกัน!
หลังจากตัดสินใจได้แล้ว เซี่ยฮุยก็ยิ่งรู้สึกว่าการที่เขาจะเดินบนเส้นทางนี้เป็สิ่งที่เป็ไปได้
เขาเริ่มวางแผนทางเดินต่อจากนั้น วิกฤติที่เ้าของร่างคนเก่าได้เหลือทิ้งไว้ให้หลังจากที่เขาเข้ามาอยู่ในร่างนี้ได้ถูกกำจัดออกไปแล้ว
หลังจากนี้สิ่งที่เขาต้องทำก็คือสะสมแต้มเสริมความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องเพื่ออัพระดับสกิลให้แข็งแกร่งขึ้นตามลำดับ
แม้ว่าเขาจะปรากฏตัวขึ้นในโลกใบใหม่ แต่ทางระบบก็ยังสามารถปกปิดข้อมูลของเขาได้เป็อย่างดี
เห็นได้ชัดว่าที่นี่ต้องมีคนที่มีความสามารถพิเศษอยู่เยอะมากแน่ ๆ ระบบถึงได้ปกปิดข้อมูลได้ง่ายดายขนาดนี้
ถ้าเช่นนั้น เขาก็ยังเหลือเวลาอีกมาก ไม่จำเป็ต้องเสี่ยงอันตรายเพื่อเข้าหาโลกที่เหนือธรรมชาติ
ถ้าหากทำเช่นนั้นและโชคไม่ดีขึ้นมาเขาอาจจะเจอกับบอสและกลายเป็อาหารกลางวันของมันได้
เซี่ยฮุยนั่งครุ่นคิดเกี่ยวกับทางเดินชีวิตของตัวเองโดยที่เขาไม่รู้ตัวเลยว่าเพื่อนร่วมโต๊ะที่นั่งอยู่ข้าง ๆ แอบชำเลืองมองเขาโดยไม่ได้ตั้งใจเป็ครั้งคราวอยู่หลายครั้ง
เจี่ยปิงอวี่หันกลับมามองหนังสือในมือของตัวเองและแอบถอนหายใจออกมาเบา ๆ เพื่อนร่วมโต๊ะของเธอนับวันก็ยิ่งเข้าใจยากมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วสิ
่เที่ยง ณ ห้องพักครู
“อะไรนะ! เธอจะย้ายไปเรียนสายศิลปะการต่อสู้เหรอ?”
เสียงของครูหลิวเสว่ดังก้องไปทั่วทั้งห้อง ตอนนี้เป็่พักเที่ยงจึงไม่มีครูท่านอื่นนั่งอยู่ในห้อง
ไม่เช่นนั้นเสียงะโของครูหลิวเสว่ผู้ที่วางตัวสง่างามตลอดเวลาคงสร้างความตกตะลึงให้กับทุกคนอย่างแน่นอน
“อีกสองเดือนก็จะสอบปลายภาคอยู่แล้ว เธอจะย้ายสายวิชาตอนนี้เนี่ยนะ?”
ครูหลินเสว่ถามเสียงสูง เธอมองเซี่ยฮุยเด็กชายผอมแห้งแรงน้อย จากนั้นก็ถามด้วยความสงสัยว่า “เธอรู้เงื่อนไขในการเป็นักเรียนสายศิลปะการต่อสู้หรือเปล่า เธอคิดว่าร่างกายของเธอจะเข้าไปอยู่ในที่แบบนั้นได้เหรอ?”
เซี่ยฮุยเงยหน้ามองครูหลิวเสว่ ใบหน้าที่งดงามของเธอเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจและแฝงความโกรธอยู่ในนั้น
เซี่ยฮุยกล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “ครูหลิว ผมตัดสินใจแล้วครับ ผมอยากย้ายไปเรียนสายศิลปะการต่อสู้ครับ”
“คิดดีแล้วเหรอ?”
คู่หลิวเสว่มองเด็กนักเรียนชายผู้แสนซื่อตรงที่ยืนอยู่ตรงหน้า คิดไม่ถึงเลยว่า จู่ ๆ เด็กคนนี้จะตัดสินใจย้ายโรงเรียนใน่ที่กำลังจะสอบปลายภาคเช่นนี้
เธอจึงพูดด้วยน้ำเสียงกระวนกระวาย “เธอตัดสินใจดีแล้วเหรอ? คุยกับทางบ้านเกี่ยวกับเื่นี้หรือยัง? นี่เป็เื่ที่เธอตัดสินใจด้วยตัวเองหรือเปล่า?”
“ครูครับ คะแนนสอบวิชาวัฒนธรรมของผมก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือผมเรียนไม่ได้เื่เลยนะครับ ครูคิดว่าคะแนนสอบของผมสามารถสอบเข้ามหาลัยได้เหรอครับ?”
เซี่ยฮุยเลี่ยงที่จะตอบคำถามของครูหลิวเสว่ด้วยการย้อนถามอีกฝ่าย
“อีกอย่างร่างกายของผมก็ไม่ได้อ่อนแออย่างที่ครูเห็น ตอนที่ผมเรียนอยู่มัธยมต้นปี 3 ผมมีคุณสมบัติที่จะเข้าเรียนสายศิลปะการต่อสู้ระดับต้นนะครับ แต่เป็เพราะสามปีมานี้ผมอยากลองเบนเข็มมาเรียนสายวัฒนธรรมผมก็เลยไม่มีเวลาฝึกฝนร่างกายตัวเอง แต่จริง ๆ แล้วพื้นฐานของผมยังมีอยู่นะครับ”
“ผมคิดว่าถ้าหากต้องเสียเวลาอีกสองเดือนเพื่อเรียนวิชาวัฒนธรรมต่อไป สู้ให้ผมไปเรียนสายศิลปะการต่อสู้ยังจะดีเสียกว่า ผมเชื่อว่าผมสามารถเลื่อนขั้นไปถึงระดับกลางก่อนการสอบเข้าวิทยาลัยได้อย่างแน่นอนครับ”
“ป้าของเธอรู้เื่นี้หรือเปล่า?”
ได้ยินเซี่ยฮุยพูดเช่นนั้นและย้อนนึกถึงคะแนนสอบของเขา ครูหลิวเสว่ก็เริ่มเปิดใจยอมรับการตัดสินใจของเซี่ยฮุย ทว่าเมื่อนึกถึงครอบครัวของเขา เธอจึงต้องย้อนถามกลับไปด้วยความไม่สบายใจ
“ครับ ป้าของผมรู้เื่นี้แล้ว ผมพูดกับป้าแล้วครับ”
แม้ว่าเขาจะพูดโกหก แต่สีหน้าของเซี่ยฮุยกลับไม่แสดงออกถึงความกระสับกระส่ายให้เกิดพิรุธแม้แต่น้อย
เมื่อเห็นท่าทางที่นิ่งสงบของเซี่ยฮุย ครูหลิวเสว่ก็เชื่อเขาในทันที เธอพยักหน้าตอบ
“ในเมื่อปรึกษาและตัดสินใจได้แล้ว ถ้างั้นเธอกลับไปก่อนเดี๋ยวครูจะไปทำเื่ยื่นใบสมัครให้”
ในเมื่อนักเรียนของตัวเอง้าย้ายไปเรียนสายศิลปะการต่อสู้ อีกทั้งยังปรึกษากับทางบ้านแล้ว กฎระเบียบและข้อบังคับของโรงเรียนย่อมอนุมัติอย่างไม่มีเงื่อนไข ครูหลิวเสว่จึงไม่มีเหตุผลที่จะรั้งให้เขาอยู่ต่อไป
“ขอบคุณครับครู”
เซี่ยฮุยเดินออกจากห้องและปิดประตูอย่างเบามือก่อนจะเดินจากไปอย่างเงียบ ๆ
ไม่มีแรงกดดันจากวิชาวัฒนธรรม ส่วนวิชาศิลปะการต่อสู้ก็มีอยู่ในระบบเป็ทุนเดิมอยู่แล้ว ตอนนี้เขาไม่จำเป็ต้องฝึกฝนให้แข็งแกร่งขึ้น
เวลาพักผ่อนใน่เที่ยงเป็่เวลาที่ดีในการพักผ่อนสำหรับเขา เขาเดินรอบ ๆ โรงเรียนเพื่อหาที่พักผ่อนหย่อนใจ หลังจากเจอสถานที่เงียบสงบและร่มรื่นเขาก็เดินเข้ามาเพื่อนั่งพักเงียบ ๆ คนเดียว
่เย็น ตอนที่ใกล้จะถึงเวลาเลิกเรียน
ภายในห้องเรียน เซี่ยฮุยที่กำลังตกอยู่ในภวังค์จู่ ๆ ก็ยืดตัวตรงและทำท่าราวกับกำลังตั้งใจเรียน
สิ่งนี้ทำให้เจี่ยปิงอวี่รู้สึกสงสัยขึ้นมาอีกครั้ง เพียงไม่นานเธอก็เหลือบไปเห็นครูหลิวเสว่ยืนรออยู่ที่หน้าประตูห้อง
เธอแอบชำเลืองมองเซี่ยฮุยโดยไม่พูดอะไร จากนั้นก็ก้มหน้าก้มตาทำแบบฝึกหัดต่อ
“กริ๊ง...”
“เอาล่ะ วันนี้พอแค่นี้นะ เลิกเรียนได้จ้ะ”
คงเป็เพราะเห็นครูหลิวเสว่ยืนรออยู่ที่ประตูห้องเรียน ครูสอนภาษาจึงไม่ยืดเวลาสอนเหมือนกับทุก ๆ วันที่ผ่านมา สิ้นสุดเสียงกระดิ่งเธอก็รีบประกาศเลิกชั้นเรียนทันที
หลังจากพยักหน้าทักทายกับครูสอนภาษา ครูหลิวเสว่ก็เดินเข้ามาด้านในห้อง
“นักเรียนทุกคนนั่งลงก่อน ครูมีเื่อยากจะแจ้งให้ทุกคนทราบ”
เมื่อเห็นครูประจำชั้นเดินเข้ามา เหล่านักเรียนที่กำลังเก็บของก็รีบนั่งลงบนเก้าอี้อีกครั้ง และตั้งใจฟังในสิ่งที่ครูของพวกเขาจะแจ้งต่อจากนี้
หลังจากครูหลิวเสว่ขึ้นมายืนบนแท่นที่อยู่หน้าห้อง เธอก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ เธอแอบเหลือบมองเซี่ยฮุยที่นั่งอยู่ปราดหนึ่งก่อนจะเริ่มพูดขึ้น
“ตอนนี้ใกล้จะจบปลายภาคแล้ว พวกเธอทุกคนต้องตั้งใจอ่านหนังสือใน่เวลาสองเดือนสุดท้ายให้เต็มที่ สิ่งนี้จะช่วยให้พวกเธอมีโอกาสสอบเข้ามหาลัยได้สูงขึ้น...”
ครูหลิวเสว่พูดให้กำลังใจเด็ก ๆ เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา หลังจากนั้นเธอก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนา “เมื่อตอนเที่ยง เพื่อนนักเรียนเซี่ยฮุยเข้ามาหาครู และแจ้งว่า้าเปลี่ยนหลักสูตรไปเรียนสายศิลปะการต่อสู้”
“โว้ว––––”
วินาทีนั้นทุกสายตาก็จับจ้องไปที่เซี่ยฮุย สายตาของคนเ่าั้มีทั้งตกตะลึง ประหลาดใจและดูถูกเหยียดหยาม.
“อะแฮ่ม!”
ครูหลิวเสว่แสร้งไอกระแอมเพื่อดึงดูดความสนใจจากเด็กนักเรียนทุกคน
จากนั้นก็พูดต่อว่า “เนื่องจากเพื่อนนักเรียนเซี่ยฮุยมีคุณสมบัติเข้าเรียนสายศิลปะการต่อสู้ระดับต้นั้แ่มัธยมต้น โรงเรียนจึงอนุมัติคำขอของนักเรียนเซี่ยฮุย และอนุมัติให้เขาย้ายไปเรียนสายศิลปะการต่อสู้ได้”
“ครูหวังว่าคงไม่มีนักเรียนคนอื่นอยากเปลี่ยนสายการเรียนกะทันหันแบบนี้อีกนะ”
เมื่อเห็นท่าทางกระตือรือร้นของนักเรียนบางคน ครูหลิวเสว่ก็พูดตักเตือนขึ้นมา “เพื่อนนักเรียนเซี่ยฮุยมีความสามารถอยู่ในตัว ดังนั้นการเปลี่ยนสายไปเรียนศิลปะการต่อสู้น่าจะช่วยให้เขาพัฒนาได้ดียิ่งขึ้น ส่วนคนอื่น ๆ การสนใจวิชาศิลปะการต่อสู้เป็เื่ที่ดี แต่พวกเธอสามารถไปศึกษาเพิ่มเติมได้หลังจากที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว”
“ตอนนี้สิ่งที่พวกเธอต้องทำคือตั้งใจเรียนและเตรียมตัวเพื่อสอบปลายภาค”
“เซี่ยฮุย เดี๋ยวเธอตามครูไปกรอกแบบฟอร์มที่ห้องพักครูนะ”
พูดจบครูหลิวเสว่ก็เดินออกจากห้องเรียน
เมื่อเห็นเซี่ยฮุยกำลังจะเดินตามครูหลิวเสว่ไปที่ห้องพักครู เจี่ยปิงอวี่ก็รู้สึกประหลาดใจเป็อย่างมาก คิดไม่ถึงเลยว่าเพื่อนร่วมโต๊ะของเธอจะตัดสินใจกะทันหันแบบนี้
“มีความสามารถด้านศิลปะการต่อสู้งั้นเหรอ”
เสียงเบา ๆ หลุดออกมาจากปากของเธอ สมองของเจี่ยปิงอวี่เกิดแสงสว่างริบหรี่ขึ้น ทว่าจู่ ๆ มันก็หายวับไป...