ขบวนเดินทางข้ามเขาลูกแล้วลูกเล่าโดยไม่หยุดพัก ตั้งใจจะให้ถึงเป้าหมายภายในเวลาเพียงอาทิตย์เดียว ซึ่งนับว่าหนักหนาเป็อย่างมากสำหรับขบวนใหญ่ที่ขนสำภาระมามากมายกับระยะทางที่ปกติแล้วใช้เวลาเดินทางกว่าครึ่งเดือน ทว่าเพื่อให้ทันการกับความเสี่ยงที่กองทัพกำลังเผชิญอยู่จึงต้องไปให้เร็วที่สุดเท่านั้นแม้จะผลาญกำลังกายไปมากเท่าไหร่ก็ตามที
“ปวดหลังงง ข้าปวดหลังจะตายอยู่แล้ววว” เสียงหวานโอดครวญของสตรีที่นอนเหยียดยาวศีรษะหนุนตักอันจื่อเทาส่วนขาไปทางหลัวสุ่ยิ
“หากไม่หยุดข้าจะกลับไปขี่ม้าแล้วนะ” อันจื่อเทาสุดจะทนกับเสียงของคนๆ เดียวดังกรอกหูมาตลอดทางจนอื้ออึงไปหมดแล้ว ไม่รู้เ้าตัวไปเอาพลังมาจากไหนนักหนาจ้อได้ทั้งวัน
“ก็มันปวดนี่ขอบ่นหน่อยเถอะ รถก็โยกจนเครื่องในจะมากองรวมกันอยู่แล้ว"ฟังที่ไหนบ่นต่ออีกต่างหาก เ้าเด็กคนนี้นี่มัน...
“….” ได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนขยับกายเตรียมลงอย่างที่ว่าจริงๆ หลี่ซูเซียนเห็นเช่นนั้นก็รีบหุบปากฉับทันควันคว้าหมับกอดเอวคนอายุมากกว่าไว้มั่น
“ไม่เอานะเฮียอย่าทิ้งผมไว้แบบนี้สิ อีกหน่อยจะถึงที่ที่ว่าแล้วนะครับ” ลนลานจนเผลอหลุดภาษาบ้านเกิดออกมาทั้งส่งสายตาอ้อนวอนมาให้อีก
“ก็ได้” เห็นอย่างนั้นแล้วทำใจแข็งต่อไม่ได้ ตามจริงให้เขาคุ้มกันอยู่ข้างนอกก็ได้ไม่เห็นจำเป็ต้องนั่งเบียดรถม้าคันเดียวกันเลย คงจะกลัวมากจริงๆนั่นแหละ
“ผมว่าแล้วเฮียใจดีที่สุดเลย” หลี่ซูเซียนกอดหมับไปอีกทีเมื่ออีกคนนั่งลงที่เดิม อันจื่อเทาได้แต่ส่ายหน้ากับความซุกซนของเด็กเกรียน เอาเถอะ รับปากว่าจะช่วยแล้วก็ช่วยให้สุดแล้วกัน
“พวกเ้า….” อีกหนึ่งชีวิตในรถคันเดียวกันที่เงียบมาตลอดทางจนนึกว่าเป็ท่อนไม้เอ่ยขึ้นหลังจากแดเนียลหลับไปได้สักพัก
“อะไร?” อันจื่อเทาขานรับพลางขยับกายให้ตัวเองนั่งถนัดมากขึ้นเมื่อยามเด็กเกรียนยึดตักเขาเป็หมอนชั่วคราว
“เมื่อครู่พวกเ้าคุยอันใดกันรึ? ภาษาที่พวกเ้าใช้…ไม่เข้าใจ” รู้อยู่แล้วว่าทั้งสองคนไม่ใช่คนจากโลกนี้ตามคำบอกเล่าของหลี่ซูเซียน หากแต่เมื่อได้มาเผชิญหน้าจริงๆ ก็อดจะเอ่ยถามขึ้นมาไม่ได้
“อย่าใส่ใจเลย เพียงเด็กคนนี้พูดไร้สาระก็เท่านั้น” หลัวสุ่ยิร้องอ้อพยักหน้าเข้าใจแล้วไม่ได้กล่าวสิ่งใดอีก อันจื่อเทาก็เงียบเพราะไม่รู้จะพูดอะไรต่อ เกิดความอึดอัดขึ้นมาโดยที่ทั้งสองคนก็รู้สาเหตุดี เนินเท่าไหร่ก็ไม่อาจทราบหลัวสุ่ยิจึงเป็ฝ่ายเอ่ยขึ้นมาก่อน
“หลี่ซูเซียนบอกว่าเ้าไม่ใช่อี้หย่งเพ่ยซาน” นานเท่าไหร่แล้วนะที่ไม่ได้สนทนากับคนผู้นี้ อาจจะหลังจากเหตุการณ์วันนั้นล่วงเลยมาถึงวันที่รู้ความจริงจากปากหลี่ซูเซียนเขาก็ไม่กล้าไปพบอี้หย่ง….ไม่สิ คนนี้ๆ ไม่ใช่เสี่ยวซานของเขาอีกต่อไปแล้ว
“ใช่” อันจื่อเทาลอบมองสีหน้าเศร้าหมองเหมือนแบกโลกไว้ทั้งใบแล้วได้แต่ทอดถอนใจเงียบๆ คนเดียว ไม่แปลกที่จะทำตัวไม่ถูก จู่ๆ คนสำคัญจากไปกระทันหันซ้ำมีิญญาจากไหนไม่รู้ยึดครองร่างไว้จะรู้สึกไม่สะดวกใจที่จะสนทนาด้วยก็เป็เื่ปกติ
“ไม่ใช่เสี่ยวซานของข้าจริงๆ สินะ” คล้ายรำพันกับตัวเองคนเดียว นึกไม่ถึงว่าหลัวสุ่ยิจะให้ความสำคัญกับอี้หย่งเพ่ยซานมากมายขนาดนี้ ดวงตาคู่งามทอดมองใบหน้าโศกศัลย์ของชายหนุ่มแล้วเกิดความสงสัยขึ้นมาในใจ
“นี่ หลัวสุ่ยิ” เ้าของชื่อรีบสลัดความรู้สึกที่ฉายชัดบนใบหน้าให้กลับมาเป็ปกติดั่งเดิมขานรับออกไป เห็นเช่นนั้นอันจื่อเทาจึงกล่าวต่อ “ดูเ้าจะเอ็นดูอี้หย่งเพ่ยซานมากเลยนะ”
“เขาเป็น้องชายที่ข้ารักมากที่สุด"หลัวสุ่ยิมีพี่น้องร่วมบิดาหลายคน แต่มีไม่กี่คนที่จะเรียกพี่น้องได้เต็มปาก การแย่งชิงตำแหน่งผู้นำสกุลหลัวที่ท่านแม่พร่ำบอกมาั้แ่จำความได้ทำให้ต้องละทิ้งคำว่าพี่น้องไปเหลือเพียงคู่แข่งที่ต้องกำจัดทิ้งเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เองการได้มีอี้หย่งเพ่ยซานอยู่เคียงข้างในฐานะน้องชายคนหนึ่ง ได้ทำในสิ่งที่พี่ชายคนหนึ่งพึ่งกระทำให้แก่น้องชายได้มันทำให้หลัวสุ่ยิเหมือนได้รับการเติมเต็ม
“แค่น้องชายหรือ?” ประโยคที่ดังแทรกขึ้นทำให้ห้วงความคิดของชายหนุ่มหยุดชะงัก ดวงตาคมหันมองเ้าของวาจาก่อนเค้นหัวเราะออกมากับคำตอบที่เขารู้สึกย้อนแย้งเสียเหลือเกิน
ยังไม่ทันได้กล่าวสิ่งใดออกไปเสียงอึกทึกคึกโครมจากด้านนอกดึงความสนใจไปก่อนพร้อมกับแดเนียลที่ตื่นนอนเมื่อรับรู้ถึงสถานการณ์ที่กำลังจะเกิด
“เสี่ยวจื่อ!!” เสียงหลัวเจิ้งเหยียนดังจากด้านนอกเ้าของชื่อรีบดึงม่านออกเดี๋ยวนั้น เห็นหลัวเจิ้งเหยียนบังคับม้าเข้าใกล้ด้วยสีหน้าร้อนรน อันจื่อเทามองไปโดยรอบประเมินสถานการณ์ด้วยความรวดเร็ว
“เจิ้งเหยียนไม่ต้องห่วงข้า รักษาตัวให้ดีอย่าได้ประมาทเด็ดขาด” สายตาดื้อรั้นที่ส่งกลับมาเดาได้ไม่ยากว่าอีกฝ่ายไม่ยอมทำตามที่บอกแน่ๆ อันจื่อเทาจึงกล่าวต่อไม่ให้อีกฝ่ายทันแย้งได้ “ข้าจะไม่เป็อะไร”
ดวงตาคู่งามทอประกายความมั่นใจเจือความห่วงใยไม่ต่างจากตน หลัวเจิ้งเหยียนมองสบนิ่งเพียงชั่วครู่ก็ถอนหายใจออกมาอย่างจำยอม “ได้โปรดอย่าได้าเ็”
“เ้าก็ด้วย” หลัวเจิ้งเหยียนเพียงยิ้มรับไม่ได้กล่าวสิ่งใดต่อ กระตุกบังเหียนเพื่อเข้าปะทะกับโจรป่าหรืออะไรก็ตามที่เข้าปล้นเสบียงในความดูแลของตน
ขณะกำลังหันหลังไปนั้นในจังหวะที่ไม่ทันมีใครสังเกต ดวงตาคู่คมของสองพี่น้องสบกันชั่วครู่เพียงกระพริบตาหลัวเจิ้งเหยียนก็ควบม้าออกไปแล้ว
“เฮีย มันเริ่มแล้วครับ” แดเนียลกอดแขนคนอายุมากกว่าไว้แน่นมองออกไปด้านนอกที่กำลังชุลมุนวุ่นวายบ้างคนตายต่อหน้าต่อตาทำเอาไม่อาจควบคุมอาการสั่นไว้ได้
“ใจเย็นเ้าหนู ตั้งสติไว้ไม่ต้องกลัว” กล่าวพลางมองไปโดยรอบเพื่อหาช่องทางให้สองพระนางได้หลบชั่วคราว สองคนนี้ไม่เป็อะไรหรอก แต่พ่อพระรองของเขาที่กำลังอยู่กลางดงศัตรูนี่สิ เห็นแล้วทนมองเฉยๆ โดยไม่ทำอะไรเลยไม่ได้จริงๆ
“หลัวสุ่ยิ เ้าลองคิดดูทีว่าจะจัดการกับสถานการณ์ในตอนนี้ยังไง” ความร้อนรนเริ่มเกิดเมื่อจำนวนฝ่ายตรงข้ามมีมากกว่าที่คาดการไว้กว่าเท่าตัวซ้ำยังมีอาวุธครบมือ หลัวเจิ้งเหยียนกับอี้หย่งหยางเจี๋ยต่อให้เก่งกาจแค่ไหนแต่จะรับมือกับคนจำนวนมากขนาดนี้ได้อย่างไร
“เ้าอยู่เฉยๆ อย่าทำให้เ้านั้นพะวงก็พอ”
“หมายความว่ายังไง?” ถึงจะไม่พอใจกับสิ่งที่อีกฝ่ายกล่าวมาทว่าเมื่อไตร่ตรองดูดีๆ กลับทำให้รู้สึกประหลาดใจกับคำตอบที่ได้ไม่น้อย
“ข้าพูดชัดเจนแล้ว” ป่วยการจะถามต่อ อันจื่อเทาจิ๊ปากขัดใจหันสายตากลับไปยังเหตุชุลมุนพร้อมกับคิดหาวิธีคลี่คลายในหัว
“เฮียครับ” แดเนียลสะกิดหลังจากนิ่งเงียบอยู่นาน อาการสั่นก็ดูจะหายไปบ้างแล้ว “ผมมีะเิมาด้วย5อัน อนุภาพของมันพอๆ v40 ถึงจะจัดการไม่ได้ทั้งหมดแต่น่าจะลดจำนวนคนลงได้บ้าง”
“แดเนียลรออยู่ในนี้ห้ามไปไหน” ไม่มีเวลาให้คิดนาน อันจื่อเทาเก็บความสงสัยไว้ในใจคว้าเอาหีบใบเล็กที่แดเนียลยื่นให้แล้วะโลงจากรถม้าทันที
“นั่นเ้าจะทำอะไร” หลัวสุ่ยิตาโตรีบะโตามลงไปติดๆ
“หากไม่ช่วยก็อยู่เฉยๆ อย่ามาขัดขาข้า” มือขาวหยิบกระบอกไม้ไผ่อัดแน่นไปด้วยดินปืนออกมาพิจารณาเมินเฉยต่อสายตาศิษย์สำนักหยางจิ่วหลายคนที่คุ้มกันอยู่รอบรถม้ามองมาด้วยสายตาหลากหลาย
หลัวสุ่ยิเงียบไปชั่วอึดใจพิจารณาปลายกระบอกไม้ไผ่ที่มีชนวนยื่นออกมาสุดท้ายก็ล้วงกระบอกเงินเล็กๆ ส่งให้ “เ้ามีตัวจุดชนวนหรือ”
“ขอบคุณ” อันจื่อเทายื่นกระบอกไม้ไผ่ไปตรงหน้าเชิงบอกให้จุดให้ที หลัวสุ่ยิเข้าใจทว่ายังไม่กล้าจุดในทันที
“เ้าแน่ใจหรือ?” ตอนนี้ยังคงชุลมุน คนของทั้งสองฝ่ายฟาดฟันกันไม่รู้ฝ่ายไหนเป็ฝ่ายไหน หากเดาไม่ผิดเ้าสิ่งนี้คงคล้ายๆดอกไม้ไฟหากโยนมันออกไปจะเป็ผลดีจริงๆใช่ไหม?
“เชื่อข้าสิ”
หลัวสุ่ยิมองไปยังเหตุการณ์ชุลมุนตรงหน้าก่อนหันกลับมามองหน้าคนข้างกายอีกหน ดวงตาคู่งามประกายดุดันมองมาทางเขาอย่างพยายามอดทนราวกับว่ากำลังจะหมดความอดทนเต็มทีพาให้หวนนึกไปถึงเหตุการณ์ในกระท่อมวันนั้นขึ้นมา
“อืม ข้าเชื่อเ้า” สุดท้ายก็ทำตามอีกฝ่าย้า กระบอกสีเงินเมื่อถูกเปิดเชื้อไฟด้านในก็ลุกโชนออกมา อันจื่อเทาไม่รอช้าจุดชนวนทันทีก่อนใช้กำลังภายในะโขึ้นเสียงดัง
“เจิ้งเหยียน!!” สัญลักษณ์มือที่เคยคุยกันตอนขี่ม้าถูกนำมาใช้ หลัวเจิ้งเหยียนรีบหันไปสั่งศิษย์ในสำนักถอยออกมาด้วยความรวดเร็ว ขณะเดียวกันชนวนที่ถูกจุดติดไฟอันจื่อเทาไม่รอช้าเมื่อเห็นว่าฝ่ายตนถอยออกมาจึงขว้างออกไปด้วยความรวดเร็ว
ตู้มมม!!!!
แรงะเิเป็อย่างที่แดเนียลบอกไว้ไม่มีผิด เมื่อโดนเข้าไปเต็มๆ ฝ่ายตรงข้ามที่กำลังไล่ต้อนเข้ามาอย่างหยามใจกระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง อันจื่อเทาไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายตั้งตัวโยนลูกที่สองตามไปติดๆ
ตู้มมม!!!
เสียงกัมปนาทกึกก้องตามมาด้วยเสียงร้องด้วยความเ็ป บางคนหลบไม่ทันโดนะเิไปเต็มๆ ก็ยากจะรักษาชีวิตไว้ได้ เศษชิ้นเนื้อกระจัดกระจายกลิ่นเืคละคลุ้งกลิ่นไหม้ชวนคลื้นเหียนบ้างอาเจียนออกมาเพราะไม่อาจทนมองภาพอันสยดสยองได้ คนจากฝ่ายตรงข้ามเริ่มเสียขวัญ ทว่าเมื่อไม่มีคำสั่งให้ถอยจากผู้เป็หัวหน้าก็ไปไหนไม่ได้นอกจากบุกเข้าไปอย่างไม่รู้จักเข็ดหลาบ หากแต่เป้าหมายเปลี่ยนมาอีกทางก็เท่านั้น อันจื่อเทาไม่โง่ปล่อยให้ตนเองมีอันตรายอยู่แล้วรีบจุดะเิลูกต่อไปขว้างออกไปทันที
ะเิในมือทำให้ได้เปรียบก็จริง แต่มีจำนวนจำกัดหากไม่รีบปิดฉากคงยากจะรอดไปได้ ทำไงดีถึงจะตัดกำลังฝ่ายนั้นไปได้มากแต่ศิษย์สำนักหยางจิ่วต่างเป็มือใหม่ทั้งนั้นจะรับมือกับสถานการณ์นี่ได้มากน้อยแค่ไหน คนเจ็บก็มากคนตายก็มีแล้วอย่างนี้จะทำยังไงต่อไปดีล่ะ
“เกวียนตรงนั้นบรรทุกสุรามาหลายไห” คำพูดของหลัวสุ่ยิเหมือนชี้ทางให้ สุราเป็เชื้อเพลิงชั้นดีหากติดไฟคงลุกลามใหญ่โตสามารถสร้างความลำบากให้ศัตรูแล้วอาศัยจังหวะนั้นหนีไปได้
ทว่ามีผลดีย่อมมีผลเสีย ผลดีคือสกัดศัตรูไว้ได้ผลร้ายคือทางเราอาจหนีไม่พ้นโดนไฟครอกไปด้วย อีกทั้งสัมภาระมากมายจะขนหนียังไงทัน วิธีนี้จึงนับว่าเสี่ยงไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ว่าถ้ามีตัวแปรอื่น…..
“ภูมิทัศน์ของเขาลูกนี้เป็ยังไง”
“…….” สิ่งที่อยากรู้ถูกกระซิบบอกข้างหู อันจื่อเทาคิดตามพลางประมวลสถานการณ์ไปด้วย ทุกสิ่งต้องแข่งกับเวลาและในยามนี้กองทัพขนาดย่อมของฝ่ายตรงข้ามก็เริ่มตั้งตัวได้แล้ว ถึงจำนวนจะลดลงไปมากแต่ทหารที่เจนสนามรบกับศิษย์สำนักคุ้มภัยสมัครเล่นการเตรียมใจมันต่างกัน
“เข้าใจแล้ว” ไม่มีเวลาให้ไตร่ตรองนานนัก อันจื่อเทาส่งสัญญานมือให้หลัวเจิ้งเหยียนพาทุกคนถอยไปอีกก้าวและให้รวมกลุ่มกันไว้ ก่อนโยนะเิอีกลูกไปสกัดแล้วรีบวิ่งไปยังกลุ่มศิษย์สำนักที่รวมตัวกันอยู่
“เสี่ยวจื่อเ้าาเ็หรือไม่"ทันทีที่ถึงตัวหลัวเจิ้งเหยียนรีบคว้าคนไปกอดไว้แน่น อันจื่อเทากอดกลับพร้อมกับบอกถึงแผนการแล้วให้ส่งต่อไปยังคนด้านหลังโดยเร็วที่สุด
“เวลามีไม่มาก พวกเ้ารักษาตัวด้วย” กล่าวจบก็ผละออกจากอ้อมกอดของอีกคน พอดีกับหลัวสุ่ยิตามมาทีหลังพร้อมกับถุงกระดาษห่ออย่างดีในมือ
“ฝากพวกท่านด้วย"อันจื่อเทากำชับกับพี่ใหญ่อีกครั้ง อีกคนทำเพียงรับคำก่อนหายไปด้วยความรวดเร็วพร้อมกับศิษย์ในสำนักอีกจำนวนหนึ่ง หลัวเจิ้งเหยียนหันมองคนรักอีกครั้งก่อนตามสหายไปติดๆ
เมื่อกำลังหลักไปคนที่เหลือใช้โอกาสที่อีกฝั่งกำลังชุลมุนกับแรงะเิและฝุ่นควันรวมถึงการก่อกวนเพื่อถ่วงเวลาจากคนของสำนักคุ้มภัย พุ่งเข้าหาเกวียนในความรับผิดชอบของตนเอง จากการต่อสู้ทำให้ม้าที่ใช้ลากเหลือไม่กี่ตัวบางคนจึงต้องใช้แรงเข็นออกไปสุดกำลังเพื่อแข่งกับเวลา โชคดีเป็ทางลาดใช้แรงไม่เยอะก็เคลื่อนย้ายลงไปทางเดิมได้
ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วนับว่าทำเวลาได้ดีเมื่อเทียบกับขนาดและปริมาณมากมายของทั้งคนและสัมภาระ เมื่ออีกฝั่งตั้งตัวได้รุกบุกเข้ามาอีกครั้งอันจื่อเทาโยนะเิลูกสุดท้ายไปยังเกวียนบรรทุกสุราที่ถูกดันไปยังจุดหมายที่วางไว้
แรงะเิทำให้ทุกอย่างแตกกระจาย ของเหลวเมื่อไม่มีภาชนะบรรจุไหลทะลักออกกระจัดกระจายไปตามแรงก่อนเกิดเป็เปลวไฟลุกลามไปยังเชื้อเพลิงที่ถูกตระเตรียมไว้ก่อนหน้าไม่นานไปจนถึงต้นไม้ใบหญ้ารอบๆ บวกกับแรงลมที่หอบเอาเปลวเพลิงไปทางกองทหารฝ่ายตรงข้ามทำให้ไม่มีใครตั้งรับทันหนีตายกันจาระหวั่นอย่างกับมดแดงแตกรัง โชคดีก็รอดหนีไปได้โชคร้ายก็จมอยู่ในกองเพลิง
อย่าว่าแต่ทางศัตรูเลยทางสำนักคุ้มภัยขนาดเตรียมการเอาไว้ยังรอดไปได้หวุดหวิดชวนให้อกสั่นขวัญหายไม่น้อยเลยทีเดียว
นับว่าเป็แผนที่ดีแต่ความสูญเสียก็มากอยู่เหมือนกัน หากแถวนี้ไม่มีแม่น้ำสายใหญ่เกรงว่าไฟคงลุกลามใหญ่โตไปกว่านี้ ดีไม่ดีอาจไม่สามารถเอาชีวิตรอดได้เลย ต้องขอบคุณความช่างสังเกตของหลัวสุ่ยิละนะงานนี้
“เ้าช่างสังเกตนัก”
“อย่าชมข้าเลยมันเป็แผนการของเ้า” คาดไม่ถึงว่าอีกคนจะใช้วิธีบ้าระห่ำถึงเพียงนี้ อดจะคิดไม่ได้หากภูมิทัศน์ของเขาลูกนี้ไม่เป็ใจคนผู้นี้จะทำอย่างไร
“ถ่อมตัวเสียจริง” สิ่งที่อยากพูดก็พูดไปแล้วอันจื่อเทาจึงไม่มีสิ่งใดจะเอ่ยต่อ ประจวบเหมาะกับเห็นแดเนียลจอดรถม้ารอรับพอดีจึงรีบเร่งฝีเท้าเข้าไปหา
ทว่าวันนี้คงไม่ใช่วันดีของเขากระมัง เมื่อลมเกิดเปลี่ยนทิศกระทันหันเปลวเพลิงที่โหมกระพืออยู่พลันเปลี่ยนทาง จากที่คิดว่ารอดแล้วต้องมาหนีตายกันอีกครั้ง เสบียงก็ต้องรักษาให้ดีชีวิตก็ต้องรักษาให้มั่นจึงทำได้เพียงเข็นเกวียนเสบียงหนี บ้างควบม้าบ้างวิ่งหนีหาทางรอดกันสุดชีวิต
***********************************