เมื่อเห็นว่าจินเฉิงกังวลเื่ของตน จินเยว่จึงเอื้อมมือน้อย ๆ ของตนเองมาจับมือพี่ชายไว้ พร้อมกับพูดให้เขาสบายใจ
“พี่ใหญ่ไม่ต้องกังวลหรอกเ้าค่ะ ข้าทนได้หากต้องเจอคำพูดดูถูกถากถางจากคนอื่น”
จินเฉิงหลังจากที่หวังเหล่ยเรียกพบ เพื่อสอบถามเื่เรียนที่สำนักศึกษาของเขา
พอเดินออกมาเจอจินเยว่ ทำให้เขาเกิดความกังวลว่าน้องสาวของเขาจะทนไหวได้อย่างไร หากต้องเจอผู้คนข้างนอกนั่น
แม้จะไม่ได้ยินเสียงหัวเราะเยาะจากผู้คน แต่แค่สายตาที่มองมา อาจทำให้จินเยว่ทนไม่ไหวก็ได้ นางอายุแค่นี้จะไปทนไหวได้อย่างไรกัน
“ข้าจะไปด้วย” เมื่อได้ยินจินเฉิงบอกว่าจะไปด้วย จินเยว่ถึงกับหัวเราะออกมาเบา ๆ
จินเยว่มองหน้าพี่ชายพร้อมรอยยิ้ม ความรู้สึกได้รับความห่วงใยจากใครสักคน ทำให้จินเยว่รู้สึกดี
“พี่ใหญ่ ข้าไม่รู้ว่าคุณหนูหวังอัน จะพาข้าไปที่ไหน ถ้าหากนางไปที่ที่มีแต่ผู้หญิงท่านจะทำอย่างไร วางใจเถอะเ้าค่ะน้องสาวของท่านซะอย่าง อย่างไรไม่ทำให้พี่ใหญ่ต้องขายหน้าแน่นอนเ้าค่ะ”
แม้จินเยว่จะยืนยันว่าตนสามารถยืนหยัดได้ทุกสถานการณ์ แต่เพราะนางยังไม่ออกจากจวนั้แ่เกิดเื่
“หากเ้าว่าอย่างนั้น ข้าก็จะได้สบายใจ รอเ้าอยู่ที่จวนอย่างสงบ”
ก่อนที่จินเฉิงจะแยกตัวออกไป หวังอันก็เดินออกจากเรือนของนาง
“คุณชายจินเฉิง” เมื่อหวังอันเอ่ยทักทายก่อน จินเฉิงจำเป็ต้องค้อมหัวตอบรับ
“คุณหนูหวังอัน จะพาน้องสาวของข้าไปเที่ยวที่ไหนกันขอรับ ถึงได้พากันแต่งตัวงดงามเช่นนี้”
เมื่อได้ยินว่าจินเฉิงชมว่านางสวย หวังอันจึงหัวเราะอย่างมีความสุข
“ข้าจะพาคุณหนูจิน ไปเปิดหูเปิดตา ท่านไม่ต้องห่วงรับรองว่านางจะต้องสนุกแน่”
จินเฉิงกับจินเยว่แอบมองหน้ากัน แต่กลับคิดเหมือนกันว่า เื่ราวที่จะเกิดขึ้นต้องไม่ใช่เื่ดีสำหรับจินเยว่
หวังอันพาจินเยว่เดินออกมาตรงลานหน้าจวนอันกว้างขวาง ตอนนี้มีรถม้าจอดอยู่ถึงห้าคัน
“เ้ารอพ่อนานหรือไม่” เสียงที่เอ่ยขึ้นด้านหลัง ทำให้คุณหนูทั้งสองและสาวใช้ผู้ติดตาม ต้องหันกลับมามอง
คนที่กำลังเดินออกมาขึ้นรถม้า คือคนในจวนและทุกคนต่างแต่งกายอย่างงดงาม
จินเยว่เริ่มรู้สึกว่าตนเองเป็ส่วนเกินในทันที แต่เมื่อมาถึงขนาดนี้แล้วปฏิเสธก็คงไม่ง่าย
“อ้าวคุณหนูจินเยว่ ก็ไปด้วยหรือ” กู้ชิงฮูหยินใหญ่ของจวนตระกูลหวังเดินเข้ามาหาจินเยว่อย่างนึกเอ็นดู
“วันนี้เ้าแต่งตัวได้งดงามเสียจริง” จินเยว่รีบขอบคุณกู้ชิงที่ชม เพราะนางรู้สึกเกรงใจที่ครอบครัวหวัง ต้องมีนางมาเป็ภาระ
เมื่อเห็นว่าแม่ของตนเองไปชมแต่จินเยว่ หวังอันก็เกิดความไม่พอใจขึ้นมาทันที
“แล้วข้าล่ะเ้าคะท่านแม่ ข้าไม่งามหรืออย่างไร” ฮูหยินกู้ชิงนั้น รู้ดีว่าหวังอันเป็คนอย่างไร จึงรีบเอ่ยชม
“ลูกสาวของแม่ต้องงามกว่าใครอยู่แล้ว” หวังอันที่ได้รับคำชมเช่นกันจึงยิ้มออกมาได้
แต่ในใจของนางนั้นกำลังเดือดพล่าน แค่มองก็รู้อยู่แล้วว่าตอนนี้คนที่งามที่สุดในที่นี้คือจินเยว่
แม้ว่าวันนี้จินเยว่จะแต่งหน้าแค่บางเบา ชุดที่สวมใส่ก็แค่พอดูได้ แต่ความงามของนางก็ยังโดดเด่น
แม้หวังอันที่แต่งหน้าประณีตกว่า ยังมองออกว่าจินเยว่ที่แต่งตัวธรรมดา ก็ยังมองออกว่าสวยกว่านางมาก
ยิ่งมีหวังผิงเพิ่มมาอีกคน หวังอันยิ่งไม่ชอบใจ หากเป็ไปได้ นางไม่อยากให้จินเยว่และหวังผิงต้องไปด้วย
แต่เพราะวันนี้นางมีแผนการ จึงจำเป็ต้องข่มใจ แม้จะเกลียดแค่ไหน นางก็ต้องรอ
หวังอันคิดว่า วันนี้จินเยว่คุณหนูกาฝาก จะต้องขายหน้า หวังผิงบุตรฮูหยินรองนางก็สมควรโดนจัดการเช่นกัน
เมื่อคืนหวังอันคิดวางแผนไว้มากมาย แต่ตอนนี้คิดว่าไม่น่าจะได้ใช้เพราะแค่จินเยว่ออกไปข้างนอก ถือว่าแผนการของนางสำเร็จแล้ว
“เมื่อมาครบทุกคนแล้ว ก็ขึ้นรถม้ากันเถอะ เดี๋ยวจะไม่ทันงาน” หวังเหล่ยบอกกับทุกคน
แล้วก้าวขึ้นรถม้าพร้อมกับกู้ชิง ซึ่งงานนี้คนที่ได้ออกงานมีแค่ฮูหยินใหญ่เท่านั้น ฮูหยินรองตู้ซื่อจึงต้องรออยู่ที่บ้าน
รถม้าคันที่สองหวังอันขึ้นไปนั่ง พร้อมกับชินหรง ที่ขนข้าวของของคุณหนูของตนขึ้นรถม้าไปด้วย
รถม้าคันที่สามหวังผิงกับสาวใช้ขึ้นไปนั่ง คันที่สี่จินเยว่และเจียวหวง ส่วนคันที่ห้าสาวใช้ประจำตัวของฮูหยินสองคน
เมื่อขบวนรถม้าของจวนตระกูลหวังเริ่มออกเดินทาง บรรยากาศในรถม้าแต่ละคันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
คันที่หนึ่งเงียบสงบ น้อยครั้งที่หวังเหล่ยกับกู้ชิงจะหันมาคุยกัน ต่างอยู่ในภวังความคิดของตนเอง
คันที่สองหวังอันกำลังฮึดฮัดไม่พอใจ นางจึงบ่นกับชิงหรงไม่หยุด
“ข้าเกลียดนางคุณหนูจิน เหตุใดท่านพ่อจึงช่วยพวกนั้น แล้วยังให้มาอยู่ในจวนด้วยนะ”
“ใจเย็นเ้าค่ะคุณหนู อย่างไรคุณหนูกับคุณชายจินก็ไม่ได้อยู่ตลอดไปนี่เ้าคะ”
“ข้ารู้ แต่ข้าอยากให้นางรีบออกไปเดี๋ยวนี้เลย เห็นแล้วขัดหูขัดตาข้านัก”
ในใจของชินหรง รู้ซึ้งถึงความคิดอิจฉาในใจของหวังอัน ความจริงแล้วหวังอันเป็หญิงสาวที่งามสมกับเป็คุณหนูใหญ่ของจวน
แต่ที่ทำให้ความงามของนางด้อยค่า คือสีหน้าท่าทางที่เอาแต่ใจตนเอง ชอบใช้อำนาจข่มผู้อื่น
จนทุกคนเอือมระอา เสน่ห์ของนางจึงลดน้อยลง ซึ่งคนที่ทำให้หวังอันเป็เช่นนี้ก็คือชินหรงนั่นเอง
“แล้วคุณหนูมีวิธีจัดการอย่างไรเ้าคะ” เมื่อชินหรงเอ่ยถาม หวังอันมีสีหน้าพอใจเหมือนกับว่าสิ่งที่นางคิดไว้สำเร็จไปแล้ว
“เดี๋ยวเ้าจะเห็นเอง” ชินหรงร่วมหัวเราะอย่างสะใจไปกับหวังอันด้วย
รถม้าคันที่สาม หวังผิงที่แต่งตัวแต่งหน้ามาอย่างสวยงาม แต่ไม่มีความสุขเมื่อนางต้องออกมานอกจวน
ในตอนนี้ไม่มีตู้ซื่อแม่ของตนออกมาด้วย นางจึงรู้สึกเหมือนตนเองอยู่ตัวคนเดียว
“เจินเจิน เ้าว่าวันนี้ท่านพี่หวังอันจะหาเื่ มากลั่นแกล้งข้าอีกหรือไม่”
เจินเจินมองสีหน้าไม่มีความสุขของคุณหนูของตน นางได้แต่นึกสงสาร
เพราะคุณหนูหวังผิง โดนคุณหนูใหญ่เล่นงานประจำ และไม่มีใครกล้ายื่นมือเข้ามาช่วย
“ไม่หรอกกระมังเ้าคะ วันนี้เราไปจวนตระกูลฉี งานนี้มีผู้คนมากหน้าหลายตา คุณหนูใหญ่คงไม่กล้าหรอกเ้าค่ะ”
แม้จะได้รับคำปลอบใจจากสาวใช้ หวังผิงก็ยังมีสีหน้ากังวลใจอยู่
รถม้าคันที่สี่ ไม่มีคำพูดใดออกจากปากจินเยว่และเจียวหวง ทั้งสองเพิ่งมาเจอกันยังไม่ถึงสองวัน จึงยังไม่มีความคุ้นเคย
ทั้งคู่ต่างหยั่งเชิงกันอยู่ จินเยว่นั้นนางไม่สนใจเลยว่าเจียวหวงจะคิดอย่างไรกับตน
ตอนนี้สิ่งที่ใหญ่กว่า คือเมื่อลงจากรถม้านางต้องเจอกับคลื่นสายตาของผู้คนที่พุ่งมาที่นางอย่างแน่นอน
ไม่ว่าแต่ละคนจะมีสีหน้าอย่างไร ไม่ใช่เื่ที่ต้องเก็บมาคิด แต่นางจะทนไหวหรือไม่
จินเยว่ได้แต่ถามตนเอง หากมีคนเข้ามาพูดเื่ไร้พลังของนางต่อหน้า นางจะนิ่งอยู่ได้หรือเปล่า
ส่วนเจียวหวง สังเกตจินเยว่ที่กำลังมองเหม่อออกไปนอกรถม้า
เจียวหวงเคยคิดสงสัยอยู่ตลอดเวลาเื่พลังของจินเยว่ ก่อนออกเดินทางนางไปกระซิบถามลุงลู่คนขับรถม้าแล้ว
ลุงลู่ยังยืนยันว่าวันทดสอบพลังของจินเยว่นั้น นางเป็คนไร้พลังจริง
ทำให้เจียวหวงรู้สึกว่าไม่ยุติธรรมเลยที่ตนเองต้องมารับใช้คนไร้ค่าเช่นนี้
“หากเ้าไม่อยากมาเป็สาวใช้ของข้าแล้ว ข้าจะแจ้งให้ฮูหยินเปลี่ยนคนใหม่มาให้ข้า เ้าไม่ต้องกังวล”
เจียวหวงรู้สึกใ นางแค่มองจินเยว่ ไม่ได้พูดอะไรออกมา สีหน้าที่แสดงออกก็ปกติ เหตุใดจินเยว่ถึงรู้ว่านางคิดอะไรอยู่
การเงียบของเจียวหวง ทำให้จินเยว่เข้าใจว่านางไม่พอใจที่ต้องมารับใช้คนไร้ค่าเช่นตน
และที่สำคัญหลังจากที่จินเยว่สามารถเพิ่มพลังสู่สีน้ำเงินขั้นสุด นางได้ยินเสียงความคิดของคน
ช่างเป็เื่น่าตื่นเต้นที่ชวนให้ตื่นตะลึง เมื่อสักครู่ที่จินเยว่เพ่งสมาธิจดจ่ออยู่ที่ความคิดของเจียวหวง
เสียงความคิดของเจียวหวง ดังก้องอยู่ในหัวของจินเยว่
หากจินเยว่ไม่พูดออกมา คงไม่เห็นสีหน้าใของเจียวหวง ที่ไม่คิดว่าจินเยว่จะรู้ถึงความคิดของตน
แต่จินเยว่ก็ไม่ได้โกรธ เพราะเจียวหวงควรได้ตัดสินใจด้วยตนเองว่านางพอใจหรือไม่ที่ต้องมาดูแลรับใช้จินเยว่
เมื่อเดินทางมาถึง คนที่มาจากจวนตระกูลหวังพากันลงจากรถม้าเพื่อเดินเข้าไปร่วมงาน ที่จัดอยู่ด้านในจวนตระกูลฉี
“ท่านเสนาบดีมาแล้ว เชิญด้านในเลยขอรับ” พ่อบ้านจวนตระกูลฉี ยิ้มแย้มต้อนรับครอบครัวของหวังเหล่ยอย่างดี
แต่ไม่ใช่กับจินเยว่ สายตาที่พ่อบ้านมองมา เสียดแทงถึงหัวใจดวงน้อยของนางแทบจะทนไม่ไหว
ยังดีที่ความเข้มแข็งของณัชพร ยังหลงเหลืออยู่บ้าง ไม่อย่างนั้นลำพังกำลังใจของจินเยว่ นางคงวิ่งร้องไห้กลับจวนไปแล้ว
จินเยว่พยายามสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ บอกตนเองว่า นี่แค่คนหนึ่งคนเท่านั้น
หากนางเดินเข้าไปด้านใน จะโดนสายตาทิ่มแทงมากมายกว่านี้
แล้วก็เป็จริง เมื่อครอบครัวตระกูลหวังเดินเข้ามาในงาน แเื่ที่มาก่อน หันมาทักทายครอบครัวของเสนาบดีหวังเหล่ย
ยกเว้นจินเยว่ ที่ทุกคนจงใจทำเหมือนมองไม่เห็น แต่สายตาที่ส่งมา ทำให้จินเยว่รู้สึกราวกับตนเองทำผิดอะไรร้ายแรง จนพวกเขาอภัยให้ไม่ได้
จินเยว่รู้ว่าที่นี่ไม่มีใครต้อนรับนาง หรือจะพูดให้ถูกคือในแวดวงของคนธรรมดาไม่ต้อนรับคนไร้พลัง
“ท่านเสนาบดี เชิญมาทางนี้เลย เราจัดที่นั่งไว้ให้พวกท่านไว้เรียบร้อยแล้ว”
ฮูหยินใหญ่ของจวนตระกูลฉี รีบเข้ามาต้อนรับครอบครัวหวังทันที ที่มองเห็นพวกเขาเดินเข้ามาในงาน
“เอ่อ ที่นั่งที่จัดไว้ไม่ครบ คนที่เหลือก็ไปนั่งด้านนอกก็แล้วกันนะ” สิ้นเสียงของฮูหยินใหญ่ของจวนตระกูลฉี
แเื่มากมายก็หันมามองจินเยว่เป็ตาเดียวกัน แต่เพราะหวังเหล่ยเรียกจินเยว่ไว้ ถึงทำให้นางต้องมานั่งอึดอัดอยู่ตรงนี้
“ข้าขอให้คุณหนูจินนั่งกับครอบครัวของพวกเรา ทุกท่านคงไม่ว่าอะไรนะ”
เมื่อคนที่เอ่ยขึ้นเป็เสนาบดีหวังเหล่ย จึงไม่มีใครกล้าขัด ตอนนี้ไม่ใช่เฉพาะจินเยว่เท่านั้นที่อึดอัด
คนอื่นที่เห็นว่ามีจินเยว่อยู่ในงานด้วย ทุกคนก็เกิดความอึดอัดเช่นกัน แต่ก่อนที่ความอึดอัดจะเพิ่มขึ้นมากกว่านี้
พ่อบ้านของจวนตระกูลฉี ก็ออกมาพูดต้อนรับแเื่ที่มาร่วมงานในวันนี้
“วันนี้ที่ท่านเสนาบดีฉีเฟยได้เชิญทุกท่านมา เพื่อร่วมเป็สักขีพยานการทดสอบพลังของบุตรชายคนเล็กของท่าน ต่อไปเป็การเริ่มพิธีการเลยนะขอรับ”
หลังจากนั้นผู้เฒ่าของตระกูลฉีห้าคน นำอัญมณีประจำตระกูลออกมา เพื่อให้บุตรชายคนเล็กของฉีเฟยได้ทำการทดสอบ