บทที่ 14 การฝึกฝนอันหนักหน่วง
ณ สถานที่ฝึกฝน
สถานที่แห่งนี้เป็เหมือนนรกสำหรับเด็กน้อยเพราะสภาพแวดล้อมนั้นแห้งแล้ง ร้อนระอุและหนาวเย็น ซ้ำยังมีกลิ่นอายลี้ลับคอยกดดันให้อ่อนแอลง
“นับจากวันนี้เป็ต้นไปพวกเ้าทั้งห้าต้องใช้ชีวิตอยู่ในสถานที่แห่งนี้ พวกเ้าห้าคนต้องคอยดูแลและช่วยเหลือซึ่งกันและกันหากพวกเ้า้าน้ำและอาหารจงปีนูเาลูกนั้น ใครไม่ปีนขึ้นไปจะไม่มีอะไรกิน ส่วนข้าจะเฝ้ามองและไม่เข้าไปช่วยเหลือ” กล่าวจบราชันพยัคฆ์ขาวพลันหายตัวไปทิ้งให้เด็กน้อยห้าตกอยู่ในความกลัว
“จิงจิง ข้ากลัว!” เด็กคนหนึ่งโผเข้ากอดเด็กสาวด้านข้างด้วยความกลัว โดยไม่ได้มองคนอื่นว่ากลัวไม่ต่างกันกลัวถึงขั้นไม่กล้าขยับ ได้แต่ยืนสั่นเทาราวกับลูกนกตกจากรัง
ราชันพยัคฆ์ขาวผู้เฝ้ามองเด็กน้อยทั้งห้าจาก้าเห็นว่าผ่านไปนานเด็กน้อยทั้งห้ายังไม่เคลื่อนไหวมันได้มองระยะทางระหว่างเด็กน้อยทั้งห้ากับยอดเขาคล้ายครุ่นคิดบางอย่าง
‘ระยะทางไปยอดเขาไม่ได้ไกลสำหรับเด็กน้อยเ่าั้ห่างเพียงสิบกิโลเมตร รึว่าต้องรอให้ความหิวเป็แรงกระตุ้น’ราชันพยัคฆ์ขาวเลือกไม่เข้าไปแทรกแซงแต่เลือกรอดูว่าเด็กน้อยทั้งห้าจะทำยังไงต่อไป
ผ่านไปสามชั่วโมง
เสียงท้องร้องของเด็กชายคนหนึ่งพลันดังขึ้นให้เด็กอีกทั้งสี่คนหยุดสั่นกลัว เด็กหญิงคนหนึ่งทรุดตัวนั่งร้องไห้น่าเสียดายที่ยังไม่มีเด็กคนไหนก้าวเดินสักก้าว
กระทั่งเสียงท้องร้องของเด็กทั้งห้าผลัดกันส่งเสียงสลับไปมาเด็กชายคนหนึ่งจึงเริ่มก้าวเดินไปทางูเา ใบหน้าดูไม่แน่วแน่แต่แฝงความปรารถนาเอาไว้ชัดเจน
หลังจากนั้นเด็กคนอื่นก็เริ่มเดินตามเด็กชายเด็กที่ร้องไห้ก็หยุดร้องและเดิมตามเด็กคนอื่นไป
แม้ว่าเหล่าเด็กน้อยเริ่มเดินไปยังทิศทางของูเากันแล้วแต่พอเดินไปได้หนึ่งกิโลเมตรก็มีท่าทีเริ่มหมดแรง
ทว่า! มีเด็กชายคนหนึ่งยังคงก้าวเดินต่อไป เดินต่อไปเรื่อยเรื่อยอย่างไม่ย่อท้อต่อให้เหน็ดเหนื่อยเพียงใดยังคงก้าวต่อไป เขาเป็เด็กคนที่ก้าวเดินคนแรก
ผ่านไปอีกสามชั่วโมง
เด็กชายคนได้มาถึงยอดเขาพอมาถึงก็ได้พบกับโจ๊กถ้วยเล็กถ้วยหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะหินอ่อนใต้ต้นหลิว ถ้าเขากิน จะกินได้เพียงสิบคำดูไปแล้วไม่น่าจะอิ่มด้วยซ้ำ
เพียงแต่เด็กชายเลือกกินโจ๊กไปหกคำและเดินลงเขาไปป้อนโจ๊กให้เด็กคนอื่นคนละคำพอโจ๊กคำสุดท้ายถูกป้อนถ้วยโจ๊กก็หายไปพร้อมกับช้อน
ราชันพยัคฆ์ขาวเห็นการกระทำจึงรู้สึกสนใจเด็กคนนี้“ยอดเยี่ยม เ้ามีน้ำใจอยู่บ้าง น่าเสียดายพอทานหมดแล้วเ้าต้องเดินขึ้นมาใหม่ถ้า้าทานเพิ่ม”
สิ้นเสียงราชันพยัคฆ์ขาวเด็กชายได้ถูกนำกลับมายังจุดเดิมในตอนแรกแต่ดูเหมือนเด็กชายจะเริ่มก้าวเดิน..ไม่สิ..เขาวิ่ง วิ่งไปทางูเาอีกครั้งทั้งยังะโขึ้นมาว่า “ข้าจะวิ่งขึ้นไปกินจนกว่าจะอิ่ม”
สิ่งที่เด็กชายะโออกมาไม่ได้ดังมากนัก เพียงสร้างความประหลาดใจราชันพยัคฆ์ไม่น้อยเพราะเสียงะโเต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น
.
.
.
ณ สวนอันงดงามราวป่า์ที่ใดสักแห่ง
ชุนกำลังนั่งดื่มสุรากับชายหนุ่มคนหนึ่ง
“เซียนหลินท่านรู้ไหมว่าเศษเสี้ยวิญญาข้าในผลึกอสูร ได้พบกับคนที่มาจากโลกใบเดียวกับพวกเราข้าได้พูดคุยกับเขาหลายปีเชียวมันช่างสนุกยิ่งกว่าได้ท่องสามสิบหกมหาดาราจักรเสียอีก”ชุนกล่าวพลางดื่มสุราอย่างมีความสุข เซียนหลินจึงหัวเราะชอบใจ
“ฮ่าๆๆ เ้ากล่าวอย่างมีความสุขช่างหาได้ยากคนผู้นั้นต้องน่าสนใจไม่น้อย”
“เขาน่าสนใจมากต่างหากท่านต้องไปพบเข้าด้วยตัวเองสักครั้งจะเข้าใจ ผู้ไม่สนใจว่าจะอยู่หรือตายแต่กำลังทำตามสัญญาและค้นหาอดีตที่ขาดหาย”
“เ้าหมายความว่าอย่างไร?” เซียนหลินเกิดความสนใจ หลังได้ยินชุนบอก
“ท่านถามข้าทำไมไม่ใช่ว่าท่านมองดูทุก่เวลาและทุกสรรพสิ่งได้มิใช่รึ!” ชุนกล่าวพลางรินสุราใส่ถ้วย เซียนหลินได้ยินพลันส่ายหน้า
“ใช่แต่น่าเสียดายมันไม่เพลิดเพลินเท่ากับมีคนเล่าให้ฟัง”
“ข้าเล่าให้ท่านฟังก็ได้เพราะท่านต้องไปดาวโลกกับข้า..”
“เหตุใดต้องไปกับเ้า?” เซียนหลินถามขึ้น ขัดจังหวะไม่ให้ชุนกล่าวต่อ เพราะ้าคำตอบ
“ค่าเล่าเื่ให้ท่านฟัง!” ชุนตอบสั้นๆและเริ่มเล่าเื่ราวของเจียอี้ให้เซียนฟัง ั้แ่พบกันรวมไปถึงเื่ราวในอดีตของเจียอี้ที่สูญเสียไป
“น่าสนใจดังเ้าว่าเสียจริงศพผู้เดินบนเส้นทางแห่งมารและอสูร” เซียนหลินเผยแววตาล้ำลึกยากเข้าใจหลังชุนเล่าจบแต่ชุนรับรู้ว่าสายเช่นนั้นมันเป็เหมือนคนพบเจอเื่สนุกเพราะชุนเคยเจอกับตัวมาก่อน
“ข้าเล่าทุกอย่างไปแล้วเหลือเพียงรอให้เจียอี้ไปยังโลก พวกเราถึงจะกลับไป” ชุนหันไปมองเซียนหลินเซียนหลินพยักหน้าให้ และกล่าวบางอย่างคล้ายพึ่งนึกได้
“เ้าพูดถึงการรอคอยอีกหนึ่งปีเ้าก็เป็อิสระจากการพิทักษ์ตระกูลหลิวกับปกปักดินแดนบุปผาผลิบานแล้วนี่”
“ท่านพูดถูกข้าเกือบลืมไปเสียสนิท ใช้ชีวิตในดินแดนบุปผาบานมาร้อยล้านปีเกือบลืมเื่นี้ไป”ชุนได้ยินเซียนหลินบอกจึงนึกได้ว่า เขาใกล้จะเป็อิสระจากคำสัญญาหนึ่งในใจเหมือนยกูเาออกจากอก
“ขอบคุณที่ท่านเตือนไม่งั้นข้าคงต้องใช้เวลาเรียกร่างแยกกลับมารวมอีกสักพัก” ชุนขอบคุณเซียนหลิน
หลังจากนั้นเซียนหลินได้เปิดห้วงมิติเวลาเข้าไปดูเื่ราวของเจียอี้พร้อมกับชุน
“ยามข้าพบเจอเจียอี้ข้าจะมอบผลึกเซียนให้เขาก้าวข้ามไปสู่ระดับศพเซียน เวลานั้นมาถึงความสนุกคงบังเกิด”เซียนหลินกล่าวจบ ต่อจากนั้นชุนกับเซียนหลินก็เปลี่ยนไปพูดคุยเื่สัพเพเหระ และดื่มสุราต่อราวกับกำลังเฉลิมฉลอง
.
.
.
ผ่านไปเก้าปี
ทางด้านราชสีห์เร้นลับที่ถูกสั่งให้ไปเก็บกวาดเหล่าคนชุดดำ มันได้ถอนรากถอนโคนเหล่าคนชุดดำกระทั่งตระกูลเจียงยังล่มสลาย แต่ว่าหน้าที่ของมันยังไม่หมด
เพราะว่าเจียอี้ได้ปล่อยให้อสูรอีกแปดตัวในตันเถียนออกไปฝึกฝนนอกจากราชันพยัคฆ์ขาวแล้ว อสูรทั้งเก้าต้องไปฝึกฝนและเพิ่มระดับพลัง
เนื่องจากความพิเศษของเคล็ดวิชาบ่มเพาะอสูรที่รวมเข้ากับวิชาสิบอสูรทำให้เกิดเป็เคล็ดวิชาบ่มเพาะอันยอดเยี่ยม หลังจากไปสู่ระดับเทวะอสูรทั้งสิบสามารถออกไปจากตันเถียนและฝึกฝนวิชาของพวกมันได้เหมือนสัตว์อสูรปกติทั้งยังเพิ่มพลังบ่มเพาะเองได้
ถ้าเกิดว่าอสูรทั้งสิบบ่มเพาะไปถึงระดับราชันเทวะและกลับเข้าสู่ตันเถียน พลังปราณอสูรของเจียอี้จะไปถึงระดับราชันเทวะซ้ำยังใช้เคล็ดวิชาที่อสูรทั้งสิบฝึกฝนได้
แต่ว่าเคล็ดวิชามีก็มีความเสี่ยงสูงไม่เพียงอสูรทั้งสิบจะต้องผ่านทัณฑ์เทวะ์ที่แข็งแกร่งกว่าเจียอี้ประสบด้วยตัวมันเองพวกมันยังมีโอกาสถูกทำลายและส่งผลต่อเจียอี้
ซึ่งจุดนี้ไม่น่าเป็ห่วงเพราะพวกมันสามารถกำเนิดใหม่ในตันเถียนเจียอี้ได้น่าเสียดายสิ่งที่มันฝึกฝนมาจะหายไปและต้องเริ่มฝึกฝนใหม่หากไม่ได้กลับเข้าไปในตันเถียนก่อน นั่นเป็จุดอ่อนที่สุดของเคล็ดวิชานี้
.
.
.
ภายในสถานที่ฝึกฝน
เหล่าเด็กน้อยที่เริ่มจะก้าวเข้าสู่วัยหนุ่มสาวเติบโตกว่ากาลก่อนไม่น้อย
หลังผ่านไปถึงเก้าปี เหล่าน้อยทั้งห้าได้แข็งแกร่งขึ้นกว่าเมื่อก่อนไม่รู้กี่เท่าเพราะต้องผ่านการฝึกฝนของราชันพยัคฆ์ขาวที่ไม่ต่างจากเอาชีวิตรอดในขุมนรก
ถ้าจะให้เล่าต้องย้อนไปปีแรกที่เป็เหมือน์ของเหล่าเด็กน้อยนอกจากวิ่งขึ้นเขาที่มีระยะห่างไปเรื่อยเรื่อยเพื่อทานอาหารก็ไม่มีการฝึกเพิ่มเติมอะไร
แต่พอเข้าปีที่สองสถานที่ฝึกฝนได้เปลี่ยนไปเป็มีความอันตรายมากขึ้นเพราะเหล่าเด็กน้อยผ่านป่าและกับดักง่ายๆ
ปีที่สามปีที่สี่และปีที่ห้า อันตรายก็ยิ่งมากขึ้นคราวนี้ไม่ใช่แค่เอาตัวรอดหรือฝ่ากับดักซ้อนกับดักสุดแสนอันตราย ยังมีอสูรระดับหนึ่งที่มีพลังเทียบเท่ากับระดับสร้างรากฐานอยู่ตามทาง
หากไม่ลงมือสังหารอสูรก็ไม่สามารถไปต่อได้และแน่นอนว่าปลายทางไม่ได้มีแค่อาหาร ยังมีสมุนไพรสำหรับขัดเกลาร่างกายและส่งเสริมการบ่มเพาะ
เมื่อเข้าสู่ปีที่หก การฝึกฝนของเด็กทั้งห้าแทบจะกลายเป็การเอาชีวิตรอดทุกลมหายใจต้องเร่งเพิ่มความแข็งแกร่งไม่หยุดพัก เพราะทุกๆหนึ่งเดือนอสูรจะแข็งแกร่งขึ้น จนตอนนี้เหล่าเด็กน้อยต้องต่อสู้กับอสูรระดับสาม
ปีที่เจ็ดเหล่าเด็กน้อยต้องต่อสู้กับอสูรระดับปฐีเพื่อได้เพิ่มระดับบ่มเพาะ และยังต้องฆ่าหลายตัว
ปีที่แปดเหล่าเด็กน้อยต้องต่อสู้กับอสูรระดับนภา แต่กว่าจะสังหารได้สักตัวต้องใช้เวลาสามเดือนเพราะว่าต้องต่อสู้กับอสูรแบบตัวต่อตัว
ปีที่เก้าเหล่าเด็กน้อยต้องต่อสู้กับอสูรระดับ์มันแข็งแกร่งถึงขั้นเด็กน้อยทั้งห้าร่วมมือกันยังทำได้แค่หลบหนีกว่าจะลงมือสังหารได้ก็กินเวลาไปครึ่งปี
เมื่อสู่ปีที่สิบซึ่งก็คือในปัจจุบันราชันพยัคฆ์ขาวได้ลงมาหาเหล่าเด็กน้อยอีกครั้ง
“ดีมากพวกเ้าผ่านความยากลำบากมาได้เก้าปี ปีสุดท้ายนี้มีเพียงบททดสอบสองอย่างหนึ่งพวกเ้าทุกคนต้องฝึกฝนให้ไปถึงระดับ์ สองพวกเ้าต้องออกไปจากสถานที่แห่งนี้ให้ได้ใครไม่สามารถทำได้จะต้องอยู่ต่ออีกสิบปี เป็ผู้ฝึกสอนเด็กตระกูลหลิงรุ่นใหม่”ราชันพยัคฆ์ขาวกล่าวเสียงดังฟังชัด แต่เวลานี้เหล่าเด็กน้อยไม่ได้เข้าใจเจตนาของมันเพราะทุกคนมุ่งมั่นเอาไว้เพียงออกไปจากสถานที่ฝึกฝนที่เป็ดังนรกแห่งนี้
ตึ้ง!
ราชันพยัคฆ์ขาวตะปบฝ่าเท้าลงพื้นทันใดนั้นพื้นดินก็สั่นะเื ทุกสิ่งในสถานที่ฝึกฝนพลันหายไปแต่ตำราเคล็ดวิชาและโอสถบ่มเพาะปรากฏขึ้นมาจากพื้นแทน
ทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นในชั่วพริบตาสร้างความใให้เด็กทั้งห้าไม่น้อย ไม่นานนักความรู้สึกเ่าั้ล้วนมลายหายไปเพราะราชันพยัคฆ์ขาวกล่าวทิ้งท้าย ก่อนจะหายตัวไป
“จำคำข้าเอาไว้ใครผ่านไปไม่ได้อยู่ที่นี่ต่ออีกสิบปี”
“ไม่ดีแล้วพวกเราต้องเร่งฝึกฝน” เด็กชายคนหนึ่งอุทาน แล้วเริ่มเลือกเคล็ดวิชาเพราะความโหดร้ายในการฝึกฝนมันเป็เสมือนฝันร้ายมิอาจลบเลือนส่วนเด็กสาวอีกคนได้เดินมาเลือกโอสถบ่มเพราะ เพื่อไปบ่มเพาะต่อ
เด็กอีกสามคนเห็นสองคนเริ่มฝึกฝนไหนเลยจะอยู่เฉยได้ ตลอดการฝึกฝนมันพิสูจน์ทุกอย่างแล้วว่าทุกคนยังอ่อนแอ ต่อสู้กับอสูร์ได้อย่างยากลำบากยิ่งไม่ต้องคิดถึงอสูรเทวะ ด้วยพลังห้าที่อยู่ในระดับนภา มันเป็แค่ฝัน
“ข้าจะฝึกจนไปให้ถึงระดับเทวะ”เด็กสาวคนหนึ่งตั้งมั่นกับตัวเองและหยิบโอสถกับตำรา เหมือนเด็กชายที่สร้างความสนใจให้ราชันพยัคฆ์ขาว