สายลมยามบ่ายที่เคยพัดเอื่อยหยอกล้อกับยอดหลิว บัดนี้กลับหยุดนิ่งราวกับถูกแช่แข็งด้วยรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านครอบคลุมทั่วทั้งลานประลองบุปผา นครชิงโจวที่เคยอึกทึกครึกโครมตกอยู่ในความเงียบงันระดับที่แม้แต่เสียงหยาดเหงื่อหยดกระทบพื้นหินอ่อนก็ยังสามารถได้ยิน ผู้ชมนับแสนชีวิตบนอัฒจันทร์ต่างเบิกตากว้าง กลั้นลมหายใจจ้องมองภาพเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเปกันระหว่างความหวาดกลัวและความตื่นตะลึงสุดขีด
ซากร่างที่ไร้สติและสูญเสียจุดตันเถียนของหั่วเหยียน ยอดฝีมือจากสำนักอัคคีผลาญ ถูกลากลงจากลานประลองไปอย่างเงียบเชียบ ทิ้งไว้เพียงรอยเืสีคล้ำและเถ้าถ่านที่ไหม้เกรียม บนลานหินโลหิตนั้น บัณฑิตหนุ่มนามลู่เฉินยังคงยืนหยัดด้วยท่วงท่าที่สง่างามและมั่นคง ชุดผ้าฝ้ายสีขาวสะอาดตาของเขาพลิ้วไหวเบาๆ ั์ตาสีอำพันที่ลุ่มลึกดุจห้วงเหวไร้ก้นจ้องตรงไปยังอัฒจันทร์ฝั่งตะวันออก ทะลุทะลวงผ่านม่านอากาศไปหยุดอยู่ที่ใบหน้าอันซีดเผือดของคุณชายอู๋จื่อิ
คำท้าทายที่ไร้เสียงทว่ากึกก้องกัมปนาทในความรู้สึก ได้กระชากเอาหน้ากากแห่งความเย่อหยิ่งของตระกูลอู๋ให้ฉีกขาดกระจุยกระจาย
"อู๋จื่อิ..." ลู่เฉินเอื้อนเอ่ยทำลายความเงียบ น้ำเสียงของเขาราบเรียบประดุจผิวน้ำในทะเลสาบ ทว่าแฝงไว้ด้วยคมมีดที่พร้อมจะเชือดเฉือนทุกสรรพสิ่ง "ผู้คุ้มกันของเ้าพ่ายแพ้ไปแล้ว ศิษย์พี่จากสำนักของเ้าก็ถูกทำลายรากฐานไปแล้ว บัดนี้บนกระดานหมากรุกแห่งนี้ เหลือเพียงขุนที่ต้องลงมาเดินด้วยตนเอง หากเ้ายังมีความกล้าหาญหลงเหลืออยู่บ้าง ก็จงก้าวลงมาพิสูจน์ศักดิ์ศรีของเ้าเสียเถิด"
ใบหน้าของอู๋จื่อิบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้นและอัปยศอดสูจนถึงขีดสุด เส้นเืสีเขียวปูดโปนขึ้นที่ขมับและลำคอ ฟันซี่คบกรามบดเข้าหากันจนเกิดเสียงดังกึกกัก นายน้อยผู้ถูกประคบประหงมมาั้แ่เยาว์วัย ไม่เคยมีผู้ใดกล้าหยามเกียรติเขาต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้มาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ยืนอยู่เบื้องล่างคือบัณฑิตยากไร้ที่เขาเคยใช้ฝ่าเท้าเหยียบย่ำมาก่อนหน้านี้
"ไอ้สวะโสโครก! เ้าคิดว่าเอาชนะหั่วเหยียนที่ประมาทได้ แล้วจะสามารถยืนหยัดต่อหน้าข้าได้อย่างนั้นหรือ!"
อู๋จื่อิคำรามลั่นประดุจสัตว์ป่าที่ถูกแทงด้วยหอก เขาลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ไม้สลัก เตะโต๊ะน้ำชาเบื้องหน้าจนแตกกระจาย ก่อนจะพุ่งทะยานร่างลงจากอัฒจันทร์ ลอยละลิ่วข้ามอากาศและทิ้งน้ำหนักตัวลงบนลานประลองหินอ่อนอย่างรุนแรง
"ตึง!!"
แรงกระแทกทำให้ลานหินเกิดรอยร้าวเป็ทางยาว อู๋จื่อิยืดตัวขึ้นยืนตระหง่าน ลมปราณธาตุไฟระดับกลั่นลมปราณขั้นที่สามะเิออกจากร่างอย่างบ้าคลั่ง เปลวเพลิงสีแดงฉานลุกโชนห่อหุ้มร่างกายของเขาประดุจเกราะเพลิง อุณหภูมิโดยรอบพุ่งสูงขึ้นฉับพลันจนอากาศสั่นไหว แสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงมาทอด เงา ของอู๋จื่อิให้ขยายใหญ่ทาบทับไปบนพื้นหิน ดูน่าสะพรึงกลัวและคุกคามยิ่งนัก
"วันนี้ข้าจะสับร่างของเ้าให้เป็หมื่นชิ้น และนำกระดูกของเ้าไปโยนให้สุนัขกิน!" อู๋จื่อิตวาดกร้าว มือขวาของเขาตวัดไปที่เอว ชักกระบี่ยาวที่สลักลวดลายเปลวเพลิงออกมาจากฝัก ใบกระบี่นั้นเป็สีแดงก่ำราวกับเพิ่งถูกตีขึ้นมาจากเตาหลอม มันคือ 'กระบี่เพลิงผลาญ' อาวุธระดับิญญาขั้นต่ำที่ผู้นำตระกูลอู๋มอบให้เป็ของขวัญล้ำค่า
บนอัฒจันทร์วีไอพี เยี่ยจื่ออวิ๋นขมวดคิ้วเรียวงามเข้าหากันแน่น นางจับจ้องไปที่กระบี่ในมือของอู๋จื่อิด้วยความกังวล แม้ลู่เฉินจะมีรากฐานกายาที่แข็งแกร่งจากการหล่อหลอม ทว่าการใช้มือเปล่ารับการโจมตีจากอาวุธระดับิญญาที่ผสานด้วยปราณธาตุไฟขั้นที่สามนั้น ถือเป็การกระทำที่เสี่ยงต่อการสูญเสียอวัยวะอย่างยิ่ง
ทว่าลู่เฉินบนลานประลองกลับยังคงยืนนิ่งสงบ สองมือไพล่หลัง ท่วงท่าผ่อนคลายประดุจกำลังเดินชมสวนดอกไม้ ั์ตาสีอำพันของเขามองทะลุผ่านเปลวเพลิงที่บ้าคลั่ง สติปัญญาของปัญญาชนกำลังประมวลผลการเคลื่อนไหว ลมหายใจ และจุดศูนย์ถ่วงของศัตรูอย่างละเอียดลออ ทุกสิ่งถูกนำมาคำนวณในห้วงสมองอย่างรวดเร็ว
"ปราชญ์กล่าวว่า อาวุธที่แหลมคมที่สุด หาใช่กระบี่ในมือไม่ ทว่าคือสติปัญญาที่มองเห็นจุดจบของการต่อสู้ั้แ่ยังไม่เริ่มต้น" ลู่เฉินเอ่ยเสียงเรียบ "กระบี่ของเ้ามีแต่ความโกรธเกรี้ยว ไร้ซึ่งความหนักแน่น มันก็เป็ได้แค่เพียงแท่งเหล็กร้อนๆ เท่านั้น"
"หุบปาก!"
อู๋จื่อิทนฟังคำสั่งสอนไม่ไหวอีกต่อไป เขาถีบเท้าพุ่งทะยานเข้าหาลู่เฉินด้วยความเร็วสูงสุด กระบี่เพลิงผลาญถูกตวัดฟาดฟันเป็แนวขวาง คลื่นรังสีดาบสีแดงฉานพุ่งแหวกอากาศเข้าใส่ลำคอของบัณฑิตหนุ่ม ความร้อนของมันมากพอที่จะระเหยหยาดน้ำค้างในอากาศให้เหือดแห้งไปในพริบตา
ลู่เฉินไม่ได้ถอยหนี เขาเบี่ยงลำตัวท่อนบนเอนไปด้านหลังเพียงเล็กน้อย รังสีดาบเพลิงพุ่งเฉียดหน้าอกของเขาไปอย่างหวุดหวิด ทิ้งไว้เพียงประกายไฟที่ปะทุขึ้นกลางอากาศ ในจังหวะที่อู๋จื่อิชักกระบี่กลับเพื่อเตรียมแทงซ้ำ ลู่เฉินก็ก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้าครึ่งก้าว แทรกตัวเข้าไปในระยะประชิดอย่างแเี
มือขวาของบัณฑิตหนุ่มยื่นออกไปประดุจอสรพิษฉกเหยื่อ นิ้วชี้และนิ้วกลางที่เคลือบด้วยลมปราณสีอำพันอันหนาแน่น พุ่งเข้าเคาะที่จุดชีพจรบริเวณข้อมือของอู๋จื่อิอย่างแม่นยำ
"กึก!"
ความเ็ปแปลบแล่นปราดเข้าสู่เส้นประสาท อู๋จื่อิรู้สึกชาหนึบที่ท่อนแขนขวาจนกระบี่เพลิงผลาญเกือบจะหลุดจากมือ เขาเบิกตากว้างด้วยความตระหนก รีบถีบตัวถอยร่นออกไปรักษาระยะห่างทันที
"ความเร็วของเ้า... ทำไมมันถึงรวดเร็วเช่นนี้!" อู๋จื่อิหอบหายใจหนักหน่วง ลมปราณธาตุไฟในร่างปั่นป่วนจากการถูกสกัดจุดชีพจรชั่วคราว เขาเพิ่งตระหนักได้ว่า ข้อมูลที่บอกว่าลู่เฉินอยู่ในระดับกลั่นลมปราณขั้นที่หนึ่งนั้นเป็เื่หลอกลวง ความเข้มข้นของพลังที่กระแทกเข้ามาเมื่อครู่ คือพลังของระดับกลั่นลมปราณขั้นที่สองระดับสูงสุด!
"ความเร็วของข้ามิได้เกิดจากการใช้กำลัง แต่เกิดจากการมองเห็นเส้นทางที่สั้นที่สุด" ลู่เฉินตอบกลับด้วยความเยือกเย็น "เพลงกระบี่ของเ้าเต็มไปด้วยช่องโหว่มากมาย ทุกครั้งที่เ้าเงื้อกระบี่ขึ้น ลมปราณของเ้าจะไปกระจุกตัวอยู่ที่แขนขวา ทิ้งให้หน้าอกและจุดตันเถียนเปิดโล่ง หากข้า้าสังหารเ้าเมื่อครู่ เ้าคงสิ้นใจไปแล้ว"
การถูกสั่งสอนราวกับเป็ศิษย์ชั้นปลายแถวกลางลานประลอง ยิ่งสุมไฟแค้นในอกของอู๋จื่อิให้ลุกโชนทะลุขีดจำกัด เขากัดฟันจนเืไหลซึมจากมุมปาก ยกกระบี่เพลิงผลาญขึ้นชูเหนือศีรษะ รวบรวมลมปราณธาตุไฟทั้งหมดในร่างกายจนถึงหยดสุดท้าย เปลวเพลิงสีแดงก่ำควบแน่นจนกลายเป็สีส้มอมขาว อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นจนพื้นหินอ่อนใต้ฝ่าเท้าของเขาหลอมละลายกลายเป็หยดลาวา
"อย่ามาอวดดีให้มากนักไอ้สวะ! รับท่าไม้ตายสูงสุดของสำนักอัคคีผลาญไปเสีย! เพลิงพิโรธผ่า์!"
อู๋จื่อิฟาดกระบี่ลงมาอย่างสุดกำลัง เปลวเพลิงมหาศาลพุ่งทะยานออกจากใบมีด ก่อตัวเป็รูปคลื่นอัคคีขนาดั์ที่มีความสูงกว่าสามจั้ง (สิบเมตร) พุ่งกวาดกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างบนลานประลองเข้าหาลู่เฉิน ความร้อนแรงของมันแผดเผาอากาศจนเกิดเสียงหวีดหร้องดุจภูตผี ทอด เงา อันมืดมิดของเปลวเพลิงให้ปกคลุมอัฒจันทร์ฝั่งตรงข้าม สร้างความตื่นตระหนกจนผู้ชมต้องลุกหนีด้วยความหวาดกลัว
ท่ามกลางวิกฤตแห่งความตาย ลู่เฉินกลับหลับตาลง สมาธิของเขาดิ่งลึกลงสู่จุดศูนย์กลางของสติปัญญาและจิติญญา บรรณาลัยแห่งความรู้ที่เขาสั่งสมมาทั้งชีวิตกำลังประมวลผลหาทางออก ในขณะเดียวกัน สัญชาตญาณสัตว์เทวะก็กำลังคำรามก้องอยู่ภายใน
‘เปลวไฟที่รุนแรงที่สุด ย่อมมีจุดศูนย์กลางที่เปราะบางที่สุด’
ลู่เฉินลืมตาขึ้น ั์ตาสีอำพันสว่างเจิดจ้าดุจดวงดาว เขาไม่ถอยหลบ เพราะคลื่นเพลิงนี้กว้างใหญ่เกินกว่าจะหลบพ้น บัณฑิตหนุ่มก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างมั่นคง รวบรวมลมปราณสีอำพันทั้งหมดในจุดตันเถียนให้ไหลทะลักมาที่หมัดขวา พลังงานอันบริสุทธิ์และดิบเถื่อนก่อตัวเป็สัญลักษณ์ของกรงเล็บพยัคฆ์ขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมฝ่ามือของเขาเอาไว้
"เมื่อปัญญาชนต้องเผชิญกับความบ้าคลั่ง... วิถีเดียวที่จะหยุดยั้งได้ คือการบดขยี้มันด้วยความเด็ดขาดที่เหนือกว่า!"
ลู่เฉินพุ่งทะยานร่างเข้าหาคลื่นอัคคีั์ประดุจดาวตกที่สวนทางกับพายุเพลิง เขาไม่ได้ใช้พลังปะทะกับเปลวไฟแบบตรงๆ แต่สายตาอันเฉียบคมของเขาจ้องมองไปยัง ‘จุดศูนย์กลาง’ ของคลื่นเพลิง ซึ่งเป็จุดที่ลมปราณของอู๋จื่อิเชื่อมต่อกับใบกระบี่
"หมัดพยัคฆ์ทลายมรรคา!"
หมัดขวาที่อัดแน่นไปด้วยเจตจำนงของสัตว์เทวะา พุ่งกระแทกเข้าสู่จุดศูนย์กลางของคลื่นเพลิงพิโรธอย่างแม่นยำไร้ที่ติ!
"เปรี้ยง!!!!"
เสียงะเิกึกก้องกัมปนาทะเืเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งนครชิงโจว พลังอำนาจอันมหาศาลของการปะทะทำให้ลานหินอ่อนแตกร้าวและทรุดตัวลงเป็หลุมลึก เปลวเพลิงสีส้มอมขาวที่เคยดุร้ายและบ้าคลั่ง ถูกพลังหมัดที่รุนแรงกว่าและแม่นยำกว่าฉีกกระชากออกเป็สองซีกราวกับม่านผ้าที่ถูกฉีกขาด!
คลื่นลมปราณสะท้อนกลับพัดพาเอาเปลวไฟให้แตกซ่านกระจายไปในอากาศ อู๋จื่อิที่อยู่เื้ัคลื่นเพลิงเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงสุดขีดจนดวงตาแทบจะถลนออกจากเบ้า ท่าไม้ตายสูงสุดที่เขาภาคภูมิใจ ท่าไม้ตายที่ใช้พลังทั้งหมดที่มี กลับถูกบัณฑิตยากไร้ทำลายลงด้วยหมัดเดียว!
ยังไม่ทันที่อู๋จื่อิจะได้ดึงสติกลับมา ร่างของลู่เฉินก็พุ่งทะลุม่านควันไฟเข้ามาประชิดตัวแล้ว มือซ้ายของบัณฑิตหนุ่มคว้าจับข้อมือขวาของนายน้อยตระกูลอู๋ที่กำลังถือกระบี่เอาไว้แน่น ก่อนจะออกแรงบิดด้วยความรวดเร็วและเด็ดขาด
"กร๊อบ!"
"อ๊ากกกก!"
เสียงกระดูกข้อมือหักดังก้องพร้อมกับเสียงร้องโหยหวนของอู๋จื่อิ กระบี่เพลิงผลาญหลุดร่วงลงสู่พื้นหิน ลู่เฉินไม่ปล่อยให้ศัตรูได้มีโอกาสพักหายใจ เขาตวัดเท้าขวาเตะกวาดเข้าที่ข้อพับเข่าของอู๋จื่อิอย่างรุนแรง ทำให้ร่างที่เคยเย่อหยิ่งต้องทรุดตัวลงคุกเข่ากระแทกพื้นต่อหน้าบัณฑิตหนุ่มอย่างหมดสภาพ
ความเงียบสงัดเข้าครอบงำลานประลองอีกครั้ง ไม่มีเสียงเชียร์ ไม่มีเสียงปรบมือ มีเพียงเสียงหอบหายใจด้วยความหวาดกลัวของผู้ชม และเสียงครางครวญด้วยความเ็ปของอู๋จื่อิ
แสงตะวันสาดส่องลงมาอาบร่างของลู่เฉินที่ยืนตระหง่านอยู่เหนือผู้พ่ายแพ้ ชุดผ้าฝ้ายสีขาวของเขายังคงปราศจากรอยไหม้ ั์ตาสีอำพันค่อยๆ จางหายไป กลับคืนสู่ดวงตาสีดำขลับอันลุ่มลึกของปัญญาชน ทว่ากลิ่นอายแห่งความตายที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเขานั้น กลับทำให้ผู้ที่จ้องมองต้องรู้สึกหนาวสั่นไปถึงขั้วกระดูก
"ตอนที่เ้าเหยียบย่ำมือของข้าที่หน้าร้านจินซิ่ว เ้าเคยคิดหรือไม่ว่าวันหนึ่งเ้าจะต้องมาคุกเข่าอยู่แทบเท้าของข้าเช่นนี้?" ลู่เฉินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าก้องกังวานไปทั่วลานประลอง
อู๋จื่อิเงยหน้าขึ้นมองลู่เฉินด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้นและความหวาดกลัว ใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเืและฝุ่นดินบิดเบี้ยวจนน่าสมเพช "จะ... เ้ากล้าทำร้ายข้า! บิดาของข้าและสำนักอัคคีผลาญจะไม่มีวันปล่อยเ้าเอาไว้! พวกมันจะตามล่าเ้าไปจนสุดหล้าฟ้าเขียว สับร่างของเ้าและครอบครัวของเ้าให้กลายเป็ชิ้นๆ!"
แทนที่จะแสดงความหวาดกลัว ลู่เฉินกลับแย้มยิ้มบางๆ เป็รอยยิ้มที่เย็นเยียบประดุจน้ำแข็งพันปี "ปัญญาชนย่อมรู้ซึ้งถึงคำว่า 'ถอนหญ้าต้องถอนราก' หากตระกูลอู๋และสำนักของเ้าปรารถนาจะล้างแค้น ข้าก็จะรออยู่ที่นครชิงโจวแห่งนี้ ทว่าสำหรับเ้า... การเดินทางบนมรรคาแห่งผู้ฝึกตน ได้สิ้นสุดลงแล้ว ณ บัดนี้"
ลู่เฉินยื่นมือขวาออกไป วางทาบลงบนจุดตันเถียนบริเวณหน้าท้องของอู๋จื่อิ ลมปราณสีอำพันอันหนาแน่นถูกบีบอัดจนกลายเป็เข็มเล่มเล็ก พุ่งทะลวงเข้าสู่ร่างกายของศัตรูอย่างรวดเร็วและไร้ความปรานี
"ไม่! อย่านะ!" อู๋จื่อิกรีดร้องสุดเสียงเมื่อตระหนักถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น
"ปัง!"
เสียงะเิทึบๆ ดังขึ้นจากภายในร่างกายของอู๋จื่อิ จุดตันเถียนที่กักเก็บลมปราณถูกทำลายจนแหลกละเอียด พลังิญญาทั้งหมดรั่วไหลออกจากร่างประดุจลูกโป่งที่ถูกเจาะ อู๋จื่อิกระอักเืคำโตก่อนจะล้มฟุบลงกับพื้น หมดสติไปพร้อมกับอนาคตที่พังทลาย
ลู่เฉินชักมือกลับ ยืดตัวขึ้นยืนอย่างสง่างาม ทอดสายตามองข้ามลานประลองไปยังอัฒจันทร์ของเหล่าขุนนาง การกระทำของเขาเป็การประกาศศักดาอย่างชัดเจนว่า บัณฑิตผู้นี้มิใช่ปัญญาชนที่ยอมก้มหัวให้อำนาจมืดอีกต่อไป ทว่าคือพยัคฆ์ร้ายที่พร้อมจะฉีกกระชากผู้ใดก็ตามที่บังอาจมาขวางทาง
เหนืออัฒจันทร์นั้น เยี่ยจื่ออวิ๋นลุกขึ้นยืนช้าๆ รอยยิ้มแห่งความพึงพอใจปรากฏบนใบหน้างดงามของนาง การประลองในวันนี้ได้พิสูจน์แล้วว่า หมากที่นางเลือกเดินนั้นทรงพลังและเฉียบขาดเพียงใด
งานประลองบุปผาได้จบลงด้วยชัยชนะอันเด็ดขาดของบัณฑิตนิรนาม ทว่าพายุลูกใหญ่แห่งการนองเืในมณฑลชิงโจว เพิ่งจะเริ่มก่อตัวขึ้นเท่านั้น!