เวลาหนึ่งทุ่ม
จ้าวเทียนเปิดประตูห้องเข้ามาด้วยสีหน้าเหนื่อยอ่อน เรื่องของสำนักโบราณสร้างความปวดหัวให้เขาเป็นอันมาก หรือว่าฉันควรจะฝึกฝนกองกำลังของตัวเอง… เพื่อปกป้องทุกคน… หืม… “ เฉินจิ้ง…นายไปโดนอะไรมา ” จ้าวเทียนถามด้วยความตกใจ เฉินจิ้งเวลานี้นอนเป็นมัมมี่อยู่บนโซฟารับแขก ทั้งตัวเขาเต็มไปด้วยบาดแผลที่ถูกพันเอาไว้ด้วยผ้าขาว มีแต่ส่วนใบหน้าเท่านั้นที่ไม่ได้ถูกผ้าพันไว้ มองใบหน้าที่บวมปูดเหมือนหัวหมูของเฉินจิ้ง จ้าวเทียนก็ต้องกลั้นขำไว้ เขาพอจะรู้แล้วว่าทั้งหมดคงเป็นฝีมือของโม่ซินหยาน เขาจำกลิ่นอายลมปราณที่ตกค้างอยู่บนบาดแผลของเฉินจิ้งได้ เพราะตั้งแต่เข้าสู่ขอบเขตปรมาจารย์ ประสาทสัมผัสการรับรู้ของเขา ก็เพิ่มขึ้นมากกว่าตอนเป็นผู้เชี่ยวชาญหลายเท่า “ คือ…ผมฝึกวิชากับอาเจ้โม่นิดหน่อยครับ ” เฉินจิ้งตอบเสียงอ่อน เพราะสายตาข่มขู่ของโม่ซินหยานที่มองมาเหมือนจะบอกกลายๆ ว่าถ้าเขาปากโป้งคงจะเจ็บตัวอีกไม่ใช่น้อย เฉินจิ้งถูกโม่ซินหยานซ้อมอยู่เกือบ 2 ชั่วโมง อาจจะเป็นเพราะว่าเธอรู้สึกมันส์มือมากเกินไปหน่อย สภาพของเขาเลยเป็นแบบนี้ คืนนี้เขาคงต้องนอนค้างที่นี่แล้วเพราะแค่จะเดินยังเดินไม่ไหวเลย “ ไม่เป็นไรหรอก…กินยาเม็ดนี้ซะ พักที่นี่ซักคืน พรุ่งนี้นายก็ลุกขึ้นเดินได้แล้ว บาดแผลพวกนี้เป็นเพียงแผลภายนอกเท่านั้น ” จ้าวเทียนเดินมาตรวจดูอาการของเฉินจิ้งแล้วพูดขึ้น “ ว่าแต่…นายมาหาฉันมีเรื่องอะไรเหรอ ” จ้าวเทียนถามด้วยความสงสัย “ ลุงซุยให้มารับพี่ไปทานข้าวที่บ้าน…เขาบอกมีเรื่องอยากจะคุยกับพี่ ” เฉินจิ้งตอบ จ้าวเทียนเมื่อได้ยินแบบนั้นก็ถอนหายใจออกมา เขารู้ดีว่าลุงซุยจะคุยเรื่องอะไร แต่เขาก็ไม่รู้จะปฏิเสธอย่างไร เพราะตั้งแต่ที่พ่อเสียไป ลุงซุยก็เหมือนเป็นญาติผู้ใหญ่เพียงคนเดียวของเขาที่ยังเหลืออยู่ “ เอาเถอะ…เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันจะไปพร้อมนายก็แล้วกัน ” จ้าวเทียนพูดขึ้นด้วยท่าทีเหนื่อยใจ เขาคงต้องไปคุยกับลุงซุยให้ชัดเจน คงจะดีกว่า “ อาจารย์…หนูอยากเรียนกระบวนท่าต่อสู้ ” โม่ปิงหยูวิ่งมากอดแขนจ้าวเทียนอย่างออดอ้อน วันนี้เธอเห็นการต่อสู้ของจริงด้วยสองตาของเธอเองแล้วอยากทำได้แบบนั้นบ้าง เคล็ดอมตะที่จ้าวเทียนให้เธอฝึกนั้น มันเป็นการฝึกปราณภายใน เพื่อยกระดับขอบเขตพลัง แต่ตัวเธอเองนั้นไม่มีพื้นฐานการต่อสู้เลย มันก็เหมือนกับเด็กอายุ 10 ขวบที่ถืออาวุธในตำนานเอาไว้ “ ได้สิ…เดี๋ยวพรุ่งนี้ตอนเช้า อาจารย์จะสอนกระบวนท่าต่อสู้ให้เธอเอง ” จ้าวเทียนตอบด้วยรอยยิ้ม เขาลูบหัวโม่ปิงหยูด้วยความเอ็นดู ตอนนี้เขาเองก็เริ่มชินกับนิสัยขี้อ้อนของเธอแล้ว แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ฉันรู้สึกเหมือนมีน้องสาวเพิ่มมาอีกคน… จะว่าไปแล้วน้องสาวจริงๆของฉันล่ะ… โม่ซินหยานที่เห็นจ้าวเทียนมองไปรอบๆบ้าน เหมือนหาใครบางคนอยู่ เธอก็ได้พูดขึ้น “ น้องหยูเหมยเธอบอกว่าจะแวะไปที่ตระกูลลี่…อาจจะกลับมาช้าหน่อย ” หืม “ จะว่าไปวันนี้ที่ตระกูลลี่น่าจะมีการประชุมกับอีก 5 ตระกูลใช่ไหม งั้นเดี๋ยวฉันลองโทรไปถามลี่เฟยดูดีกว่า ” จ้าวเทียนหยิบมือถือออกมาเปิดเครื่อง เขาก็พบว่ามีคนฝากข้อความไว้มากมาย วันนี้หลังจากที่จัดการธุระเสร็จ เขาก็ลืมเปิดเครื่องไปซะสนิท เพราะมัวแต่คิดถึงเรื่องที่ได้ฟังมาจากผู้อาวุโสเหยียน ตรู้ดด หลังกดโทรออกไปไม่นาน ก็มีคนรับสายทันที “ ลี่เฟย…ฉัน ” จ้าวเทียนกำลังจะพูดแต่ก็โดนอีกฝ่ายขัดขึ้นมา “ กว่านายจะเปิดเครื่องได้นะ…รู้ไหมวันนี้มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง! ” “ ก็ฉันบอกไปแล้วไง…ว่าไปฝึกวิชา ” เขาพูดอธิบาย “ ฉันไม่สน…วันนี้นายต้องโดนฉันลงโทษ รู้ไหมวันนี้ตระกูลของฉันเกือบจะล่มสลายแล้วนะ ” “ หืม…มันเกิดอะไรขึ้น ใครเป็นคนทำ ” จ้าวเทียนถามขึ้นด้วยแววตาเย็นชา “ ไม่ต้องห่วง…ตอนนี้เรื่องทุกอย่างจบแล้ว เดี๋ยวฉันจะเล่าให้ฟัง ตอนนี้นายอยู่ไหน ” “ ตอนนี้ฉันอยู่ที่ห้อง ” เขาตอบ “ รออยู่ที่นั่นแหละ!…เดี๋ยวฉันจะไปหา บอกไว้ก่อนนะว่าฉันจับน้องสาวนายไว้เป็นตัวประกันแล้ว ถ้าฉันไปถึงที่ห้องแล้วไม่เจอนายละก็ หึหึ ” ตรู้ดดด! ลี่เฟยกดวางสายไปแล้ว จ้าวเทียนนั่งมองโทรศัพท์ด้วยความรู้สึกแปลกๆ นี่มันเกิดอะไรขึ้น… หลังจากที่เขาคิดหาเหตุผลไม่ได้ ก็โทรกลับไปหาคนอื่นต่อ เพราะช่วงที่เขาปิดเครื่องไว้ มีหลายคนฝากข้อความไว้ให้โทรกลับ ผ่านไป 30 นาที ‘ นี่มันแปลกมาก…ทำไมมีแค่เบอร์ของลี่เหยาเหยา กับพี่กงเสี่ยวเหมยที่ตัดสายฉันทิ้ง ’ ‘ คงจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับพวกเธอใช่ไหม ’ โม่ปิงหยูที่เห็นจ้าวเทียนดูซึมๆไป เธอจึงขยับเข้ามานั่งกอดแขนจ้าวเทียนออดอ้อนเหมือนลูกแมว ซึ่งมันก็ทำให้จ้าวเทียนหลุดหัวเราะออกมาด้วยความขบขัน ปิงหยูคงอยากให้ฉันสบายใจขึ้น… ช่างเถอะ พวกเธอคงไม่เป็นอะไรหรอก… ถ้าเกิดอะไรขึ้น ลี่เฟยก็บอกฉันแล้ว… โม่ซินหยานมองท่าทางสนิทสนมของจ้าวเทียนกับลูกสาวเธอด้วยรอยยิ้ม เธอรู้สึกมีความสุขและอบอุ่นมาก บรรยากาศของครอบครัวคงเป็นแบบนี้เอง การตัดสินใจทำงานให้กับจ้าวเทียนคงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเธอจริงๆ เฉินจิ้งมองภาพตรงหน้าด้วยตาละห้อย ‘ ฉันอิจฉาพี่จ้าวเทียนจริงเลยๆ ’ แอ๊ด! ประตูห้องเปิดออก ลี่เฟยกับจ้าวหยูเหมยเดินเข้ามาทันที “ จ้าวเทียน! วันนี้นายโดนฉันจัดการแน่…..เอ๋ ” ลี่เฟยที่กำลังจะระเบิดอารมณ์ออกมา ก็ต้องตกใจกับภาพที่ได้เห็น จ้าวเทียนนั่งอยู่บนโซฟาอย่างสบาย ด้านซ้ายมีสาวน้อยน่ารัก กำลังนั่งกอดแขนเขาอยู่อย่างออดอ้อน “ หืมมม รู้สึกว่านายจะมีชีวิตที่สุขสบายจริงๆเลยนะ ” ลี่เฟยพูดด้วยน้ำเสียงเฉยชา เธอมองจ้าวเทียนด้วยรอยยิ้มมีเลศนัย แววตาเธอเปล่งประกาย เหมือนค้นพบเรื่องที่น่าสนุก ส่วนจ้าวเทียนนั้น ตอนนี้ใบหน้าเขาแข็งค้างไปเรียบร้อยแล้ว เขาไม่ได้สนใจคำพูดของลี่เฟยแม้แต่น้อย สายตาเขามองไปที่ด้านหลังของลี่เฟย ทำไมพวกเธอถึงอยู่ที่นี่… ด้านหลังลี่เฟยนั้น มีหญิงสาวสองคนกำลังมองมาที่จ้าวเทียนด้วยสายตาเย็นชา… ใช่แล้ว… หญิงสาวทั้งคู่ก็คือลี่เหยาเหยาและกงเสี่ยวเหมยนั่นเอง… เมื่อหันกลับมามองโม่ปิงหยูที่กำลังกอดแขนเขาอยู่ตอนนี้ เขาก็ร้องจบสิ้นแล้วในใจ “ พวกเธอ…ฟังฉันอธิบายก่อนนะ ” จ้าวเทียนยิ้มอย่างอ่อนแรง ตัวเขาตอนนี้รู้สึกเหมือนนักโทษที่ขึ้นลานประหารไม่มีผิด… “ เย้ๆๆ…พี่คือลี่เหยาเหยานี่นา อาจารย์รู้จักเธอด้วยเหรอ หนูกับแม่เป็นแฟนคลับเธอมานานแล้ว ” โม่ปิงหยูร้องขึ้นอย่างดีใจ เธอลุกขึ้นกระโดดโลดเต้นไปหาลี่เหยาเหยาเหมือนกระต่ายน้อยที่ร่าเริง เธอไปหยุดอยู่ตรงหน้าลี่เหยาเหยาด้วยท่าทีเขินอาย แล้วพูดขึ้นด้วยสายตาคาดหวัง “ หนู…หนูขอกอดคุณได้ไหมค่ะ ” ลี่เหยาเหยากับกงเสี่ยวเหมย มองเด็กสาวตรงหน้าด้วยความรู้สึกทำตัวไม่ถูก ตอนแรกพวกเธอเตรียมตัวจะจัดการจ้าวเทียนแล้ว แต่พอเห็นความร่าเริงของเด็กสาวคนนี้ ความโกรธที่มีก็สลายหายไปทันที เธอช่างเป็นเด็กสาวที่น่ารักจริงๆ… พอได้อยู่ใกล้เธอ ฉันก็รู้สึกปลอดโปร่งสบายใจ… “ ได้จ๊ะ…” ลี่เหยาเหยาตอบด้วยรอยยิ้ม เธอรู้สึกเอ็นดูเด็กคนนี้มาก ทั้งยังรู้สึกคุ้นเคยแบบไม่ทราบเหตุผล แวป! เทพธิดาตัวจิ๋วปรากฏตัวขึ้นมาทันที เธอมองแม่หนูน้อยตรงหน้าด้วยแววตาเป็นประกาย “ เหยาเหยา เด็กสาวคนนี้พิเศษมากนะ หมอนั่นโชคดีจริงๆเลย ” เทพธิดาพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม เมื่อเธอเห็นลี่เหยาเหยาเหมือนจะถามอะไรบางอย่าง เธอก็ส่งกระแสจิตไปบอกว่าเดี๋ยวค่อยเล่าให้ฟัง… จ้าวเทียนมองภาพตรงหน้าด้วยสีหน้ามีความสุข เขาถอนหายใจออกมาเบาๆ โม่ปิงหยูนั้นมีดวงวิญญาณของโอสถจักรพรรดิ รอบๆตัวเธอนั้นปกคลุมไปด้วยพลังปราณฟ้าดิน และพลังจิตวิญญาณที่ถูกดึงดูดมา ทำให้ผู้คนที่อยู่รอบๆตัวเธอรู้สึกผ่อนคลาย จิตใจปลอดโปร่ง เป็นประโยชน์ต่อการฝึกตนมาก ” เอ๋…พี่ชายตัวสูงขึ้นรึเปล่า ร่างกายก็ดูใหญ่ขึ้นด้วย ” จ้าวหยูเหมยถามขึ้นด้วยความสงสัย เธออยู่กับจ้าวเทียนตลอดเวลา พี่ชายเธอมีอะไรแปลกไปก็รู้ได้ทันที “ น่าจะสูงขึ้นมา 5cm มั้ง…มันเป็นผลของการฝึกนะ ” จ้าวเทียนตอบ ดีที่ก่อนกลับมาเขาแวะไปตัดผมแล้ว ไม่งั้นน้องสาวเขาคงตกใจกว่านี้ ในขณะที่เขานึกว่าเรื่องในวันนี้คงจะจบแล้ว แปะ! ลี่เฟยได้เอามือมาแตะบ่าของเขาเบาๆ “ นายเพิ่งกลับมา…คงจะยังไม่ได้กินข้าวเย็นใช่ไหม พอดีเลยพวกฉันซื้อของกินมาให้นายเยอะแยะเลย ไม่ต้องห่วงฉันถามจากน้อยสาวนายมาแล้วมีแต่ของที่นายชอบทั้งนั้น ” ลี่เฟยพูดออกมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “ เอ่อ…พี่ชาย หนูเพิ่งนึกได้ว่าต้องทำการบ้าน ขอตัวก่อนนะ ” จ้าวหยูเหมยวิ่งหายเข้าไปในห้องนอนของเธอทันที แกร๊ก! แถมเธอยังล็อคประตูด้วย !!! เอิ่มม “ ตอนนี้ร่างกายของฉันยังไม่ฟื้นตัวที คงกินอะไรไม่ได้หรอก” จ้าวเทียนพูดขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง ตอนนี้เขาคงต้อปกป้องตัวเองก่อน “ นายพูดจริงเหรอ ” ลี่เฟยถามด้วยสีหน้าจริงจัง “ ฉันจะโกหกทำไม…เธอก็เห็นความเปลี่ยนแปลงของร่างกายฉันใช่ไหม ตอนนี้ตัวฉันยังฟื้นฟูไม่เต็มที่เลย ” จ้าวเทียนให้เหตุผลออกมาจนสาวๆเริ่มเชื่อ ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ตอนนี้ลี่เหยาเหยากับกงเสี่ยวเหมยได้มายืนอยู่ข้างหลังจ้าวเทียนเรียบร้อยแล้ว ในมือของทั้งคู่ถือกล่องอาหารอยู่คนละกล่อง… “ งั้นอาหารที่พวกเราซื้อมาละ…จะทำไงดี ” ลี่เฟยพูดออกมาด้วยสีหน้าเซ็งๆ “ ว่าแต่…ปิงหยูเธอหายไปไหนแล้วเหรอ ” จ้าวเทียนถามเบี่ยงประเด็น “ อ๋อ…ฉันให้cdเพลงใหม่ล่าสุดของฉันไปน่ะ ตอนนี้เธอคงกำลังฟังอยู่ในห้อง ” ลี่เหยาเหยาตอบ “ อืม…แล้วพวกเธอซื้ออะไรมาบ้างล่ะ ” จ้าวเทียนถามขึ้นด้วยความอยากรู้ บางทีมันอาจจะไม่เลวร้ายอย่างที่คิด “ สมองหมู ” “ เต้าหู้เหม็น ” โอเค…ดีละที่ฉันกินไม่ได้ ตอนนี้ก็เหลือแต่จะทำไงกับอาหารพวกนี้ดี ทันใดนั้นจ้าวเทียนก็เหมือนหันไปเห็นอะไรบางอย่าง มัมมี่ที่นอนอยู่บนโซฟา… มันกำลังส่งสายตาอ้อนวอนมาทางเขา… ฉันรู้ว่านายก็คงไม่อยากถูกดึงเข้ามาเกี่ยวด้วย… แต่ฉันจะไม่ยอมกินมันแน่นอน… “ เฉินจิ้ง!…นายหิวไม่ใช่เหรอ มากินข้าวเย็นเถอะ ”