“ เ้าหญิงครับตื่นได้แล้วครับ ” ฉันได้ยินเสียงที่คุ้นเคยเรียกแต่เลือกที่จะนอนต่อ รู้แล้วว่าเช้าแต่ยังไม่อยากลุก
“ เ้าหญิง ” ใครสักคนเขย่าตัวฉันเลยจำใจต้องลืมตาขึ้นมาสู้แสง ม่านถูกรวบไปเรียบร้อยแล้วทั้งห้องจึงสว่างโดยไม่ต้องเปิดไฟ
“ ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองยังไม่ได้นอนเลย ” ฉันพูดด้วยความงัวเงีย เมื่อคืนกว่าจะกลับถึงห้องก็เที่ยงคืนกว่าแล้วยังต้องตื่นเช้าไปเรียนอีก ฉันจะเอาพลังงานมาจากไหนถ้าต้องยุ่งขนาดนี้
“ แต่วันนี้มีคาบว่างนี่ครับ ” “ ไว้ถึงตอนนั้นค่อยพักก็ได้ครับ ” ฉันมองฝาแฝดผิวแทนสองคนยืนยิ้มด้วยความสดใส
“ เฮ้อ… . ” ฉันได้แต่ถอนหายใจ ก่อนจะเดินตามสาวใช้นอกห้องไปอาบน้ำตามปกติ
แต่งตัวเรียบร้อย กินข้าวเช้าแบบรีบๆเสร็จก็ะโขึ้นรถตู้เพราะดูจากนาฬิกาก็เกือบจะสายแล้ว
“ วันนี้มารับเร็วหน่อยนะ อยากรีบกลับไปพัก ” ฉันบอกคนขับรถที่ตอนนี้ขับมาจอดอยู่หน้าประตูโรงเรียน จังหวะที่เดินพ้นประตูเข็มสั้นของนาฬิกาก็เคาะไปที่เลขแปดพอดีทันเวลาแบบเฉียดฉิว
“ มาช้าจังนะวันนี้ ” ฉันเดินมานั่งโต๊ะตัวเองก่อนอาจารย์จะเข้ามาได้ไม่ถึงห้านาที คนที่นั่งข้างหน้าก็หันมาทักทายพร้อมรอยยิ้มเ้าเล่ห์
“ พอดีนอนน้อยเลย ‘ เหนื่อย’ เอามากๆ ” ฉันจงใจเน้นคำว่าเหนื่อยตอบจอตโตในร่างเด็กมอปลายไปด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว เพราะใครกันทำให้ฉันต้องเป็แบบนี้!
เ้าของผมสีทองหนายุ่งที่แสนเปล่งประกายหัวเราะออกมา เดม่อนต้องใช้ภาพลวงตาเก่งมากถึงทำให้รอยยิ้มเขาน่ารักได้ขนาดนี้ ถึงจะหงุดหงิดไปบ้างแต่การมาโรงเรียนแล้วยังได้เจอเขา ฉันก็อุ่นใจ
เรายุติบทสนทนาเพียงเท่านั้น ชั่วโมงเรียนดำเนินไปตามที่มันควรจะเป็ ฉันพยายามโฟกัสกับเนื้อหาที่อาจารย์สอนจะได้ไม่ต้องไปโหมอ่านหนังสือตอนใกล้จะสอบ
ตึ้งตึงตึงตึ่ง
ฉันแทบจะะโโลดเต้นด้วยความดีใจเมื่อเสียงกริ่งพักเที่ยงของโรงเรียนดังขึ้น ตอนบ่ายเหลือแค่วิชาภาษาอังกฤษแล้วก็พักยาวจนเลิกเรียน อยากขอบคุณอาจารย์คนใดก็ตามที่ออกแบบตารางเรียนมาให้ มีประสิทธิภาพจริงๆ
ในขณะที่ฉันกับควีนกำลังจะเดินออกจากห้องไปโรงอาหาร จอตโตก็มายืนขวางด้วยสีหน้าดูเป็กังวล
“ มีอะไรหรือเปล่า? ” เขาไม่เคยทำหน้าเคร่งเครียดให้เห็นฉันจึงพลอยกังวลใจตามไปด้วย
“ พอดีวันนี้ผมมีธุระอาจจะต้องกลับตอนนี้เลย ” ฉันไม่เข้าใจว่ามันสำคัญตรงไหน เพียงแค่เขาลาครึ่งวันต้องกังวลขนาดนั้นเลยเหรอ?หรือกำลังจะไปทำงานสำคัญกันนะ?
“ งั้นเหรอ งั้นก็…..โชคดีนะ ” ฉันไม่รู้จะตอบเขาว่าอะไรเลยอวยพรพร้อมกับยิ้มให้เป็มารยาทหนึ่งทีเผื่อเขาจะผ่อนคลายขึ้น
“ จะรีบกลับมานะครับ ” ดวงตาสีส้มประกายทองอบอุ่นจริงจังขึ้นตามน้ำเสียงที่เปล่งออกมา
“ ไม่ต้องรีบก็ได้วันนี้ไม่มีอะไร ฉันบอกคนขับรถให้มารับเร็วกว่าปกติด้วย ไม่ต้องห่วงหรอก ” ฉันไม่เข้าใจจุดประสงค์ที่เขา้าจะสื่อ เขาจะรีบกลับมาเพื่อจะเรียนให้ทัน? หรือว่าเป็ห่วงอะไรที่โรงเรียนนี้กันนะ
“ งั้นเหรอครับ คุณเอมมาลีฝากดูแลแคนดี้ด้วยนะครับ ” เขาหันไปบอกควีนที่ยืนข้างฉันด้วยสีหน้าจริงจังเหมือนตัวเองกำลังจะไปออกรบแล้วไม่มีโอกาสรอดกลับมา
ควีนสับสนไม่ต่างจากฉันจึงได้แต่รับปากแล้วไม่ได้พูดอะไรต่อ ตอนนี้ฉันเริ่มเข้าใจแล้วว่าเขาเป็ห่วง คำพูดเมื่อคืนที่ว่า ‘ เป็ห่วงเ้าหญิงของผม ’ อาจจะไม่ใช่แค่แกล้งพูด แต่อาจจะห่วงมากเกินไปจนลืมว่าที่นี่โรงเรียนไม่น่าจะมีอันตรายอะไรเกิดขึ้นได้
พอรู้ว่าเขาเป็ห่วงเราขนาดนี้ก็ดีใจเหมือนกันนะ ตลอดเวลาั้แ่มาเรียนด้วยกันเป็ห่วงฉันแบบนี้ตลอดไหมนะ?
ฉันยิ้มหวานแล้วตบแขนเขาเบาๆสองทีเป็การให้กำลังใจก่อนจะแยกย้าย ฉันจูงมือเพื่อนสนิทไปกินข้าวอย่างอารมณ์ดี ในขณะที่จอตโตเข้าไปเก็บกระเป๋า
ทั้งหมดออกไปโดยที่ไม่ทันสังเกตเลยว่ามีใครบางคนแอบฟังบทสนทนาของพวกเขาอยู่
“ ฉันเอง ” เด็กชายที่เคยเป็หัวโจกในโรงเรียนโทรศัพท์หาพรรคพวกของตน
“ ตอนบ่ายมันไม่อยู่ โอกาสมีแค่วันนี้วันเดียวเท่านั้นจับนังนั่นมาขอโทษฉันให้ได้ ” ความแค้นของเด็กชายที่สะสมมาั้แ่วันเปิดเทอม รอเพียงเวลาเหมาะสมจะเอาคืน รอยยิ้มชั่วร้ายเผยออกมาจากคนที่เป็หัวหน้ากลุ่มอันตพาลของโรงเรียน ด้วยความที่พ่อเป็มาเฟียดูแลเขตหนึ่งในเมือง ความบ้าอำนาจและการทำเื่โหดร้ายได้หน้าตาเฉยจึงถูกถ่ายทอดผ่านการเลี้ยงดู
หมด่เวลาพักก็กลับมาเรียนวิชาสุดท้ายของวัน พอมานั่งเรียนแล้วไม่เห็นคนผมสีทองตรงหน้ารู้สึกโหว่งข้างในเล็กๆ แอบเป็ห่วงบอสที่ออกไปทำงานเหมือนกันนะ ขอให้ราบรื่นละกัน ฉันจะตั้งใจเรียนแทนเองไม่ต้องห่วง
คงเพราะตั้งใจพอสมควรเลยรู้สึกว่าเวลาผ่านไปไวกว่าที่คิด หลังจากได้ยินเสียงกริ่งหมดเวลาและครูเดินออกไปจากห้องแล้ว ฉันก็ลุกขึ้นมาบิดี้เี
“ ควีน ฉันจะไปตู้กดน้ำ เอาไรไหมเดี๋ยวซื้อมาฝาก ” ฉันเอ่ยถามคนที่เก็บหนังสือลงกระเป๋าอย่างเรียบร้อย
“ ไม่เป็ไร ให้ฉันไปเป็เพื่อนไหม ? ” เ้าของเส้นผมมีม่วงเข้มยิ้มหวานให้ฉันอย่างสุภาพ
“ ไม่ต้องหรอกไปแป๊บเดียวเดี๋ยวมา ” ฉันเดินออกจากห้องไปเปิดตู้ล็อคเกอร์เพื่อหยิบกระเป๋าเหรียญ ก่อนจะมุ่งหน้าไปตู้กดน้ำที่ใกล้ที่สุด
เนื่องจากเป็คาบว่างพร้อมกันทั้งโรงเรียนจึงมีนักเรียนเกาะกลุ่มคุยกันตามทางเดิน บางส่วนขนข้าวของที่ใช้สำหรับทำกิจกรรมในชมรมของตน
แค่เพียงเลี้ยวซ้ายตรงแยกทางเดินนี้ฉันก็จะได้กดชาเขียวมาดื่มแต่สายตาดันเหลือบไปเห็นใครบางคนกำลังเดินมา นั่นมัน…หัวหน้าแก๊งอันธพาลที่เคยหาเื่ฉันตอนวันเปิดเทอมนี่ เดินมากับเพื่อนอีกคนแถมหน้าตาดูเกรี้ยวกราดสุดๆ เห็นอย่างนั้นจนจึงเลือกที่จะเดินกลับไม่อยากเอาตัวเองไปเสี่ยงเลย
“ ถ้าเจอยัยนั่นจับไว้ให้ได้ อย่าให้หลุดมือ ” ฉันได้ยินคนที่เป็หัวหน้าพูดขึ้นขณะที่กำลังจะเดินกลับ อยู่ๆก็เสียวสันหลังวาบไม่แน่ใจว่า ‘ ยัยนั่น ’ ที่พูดถึงหมายถึงฉันหรือเปล่า
“ ผมให้คนไปดักไว้ตามทางแล้วครับ เหมือนมันจะออกจากห้องมาแล้ว ”
“ ดี ”
ไม่ต้องหันไปมองก็รู้เลยว่าพวกมันทำหน้าแบบไหนอยู่ จะตามจับฉันไปทำอะไรอีกเนี่ย จอตโตก็ไม่อยู่ ฉันจะทำยังไงดี
ระหว่างที่ยังหาทางออกให้ตัวเองไม่เจอ ฉันเลือกเข้าไปหลบในห้องเรียนห้องหนึ่งที่เปิดประตูทิ้งไว้และมั่นใจว่าไม่มีใครอยู่ ฉันพยายามแทรกตัวหลบหลังประตู เผื่อพวกนั้นเดินมาทางนี้จะได้ไม่ถูกจับ
ที่ที่ปลอดภัยในโรงเรียนนี้งั้นเหรอ… ถ้าซ่อนตามห้องเรียนยังไงก็ถูกเจอแน่ จะให้วิ่งออกไปซ่อนที่หอนาฬิกาก็เสี่ยงต่อการถูกเห็นเกินไป
ทันใดนั้นฉันก็คิดได้ว่าควรจะไปซ่อนที่ห้องผู้อำนวยการคงจะปลอดภัยที่สุด ระยะทางจากตรงนี้ก็ไม่ได้ไกลมาก แต่ถ้าจะไปโดยไม่ให้มีใครเห็นก็เป็เื่ยากพอสมควร
ฉันวาดแผนที่ในหัวคร่าวๆว่าไปทางไหนดีที่สุด พอเสียงฝีเท้าเดินผ่านไปฉันก็ค่อยๆชะโงกหน้าออกมาดู มั่นใจว่าปลอดภัยแล้วจึงรีบเดินไปตามทางเดินหลัก เพื่อให้ไปถึงห้องผู้อำนวยการได้ไวที่สุด
ฉันเร่งฝีเท้า ก้มหน้าเดินแต่ก็คอยสอดส่องรอบๆจะได้รีบหลบก่อนเจอตัวอันตราย ก็รู้ว่าผมของตัวเองค่อนข้างเด่นฉันจึงพยายามหาอะไรมาคลุมไว้
อุตส่าห์คิดว่าจะรอดไปจนถึงห้องผู้อำนวยการก็ดันเจอผู้ชายสองคนยืนดักอยู่หน้าประตู ทางรอดสุดท้ายของฉัน พังทลาย……..
ทำยังไงดีนะ จะไปหลบที่ไหนดี ห้องเรียน โรงอาหาร โรงยิม สระว่ายน้ำ?? ฮือออ ฉันอยากจะบ้า ใครก็ได้ช่วยฉันที!!
“ เฮ้ย!! อยู่ตรงนั้น!! ”
เสียงะโไล่หลังมา จากที่กำลังยืนนิ่งใช้ความคิดฉันก็สี่คูณร้อยวิ่งไปจากตรงนี้อย่างไว แย่แล้ววว โดนเจอเข้าจนได้!!
วิ่งหนีก็ต้องรีบคิดหาที่ซ่อนไปด้วย เหลือบมองนาฬิกาข้อมืออีกตั้งสองชั่วโมงกว่าจะเลิกเรียน ฉันจะอยู่รอดโดยไม่ถูกจับสองชั่วโมงได้ยังไงกันนะ
ฉันวิ่งจนหอบ ขาเริ่มหนัก ความเร็วเริ่มลด พยายามมองรอบตัวว่าวิ่งมาถึงตรงไหน ก็พบว่ามาถึงด้านหลังที่เป็แปลงผักและดอกไม้ จำได้ว่าใกล้ๆมีเรือนเพาะชำเก่าๆอยู่เลยตัดสินใจวิ่งไปซ่อนที่นั่นเพราะไม่ค่อยเห็นคนเข้าไป
โชคดีที่ประตูไม่ได้ล็อกฉันจึงรีบเข้าไปซ่อนใต้โต๊ะเพาะต้นกล้า ยอมตัวเปื้อนคลานไปแทรกตัวระหว่างถุงดินกับกระถางที่วางซ้อนกันไว้ พยายามเก็บทุกอย่างเข้ามาให้มิดชิดลบร่องรอยเท่าที่ทำได้
“ อยู่ในนี้หรือเปล่า!! ”
ได้ยินเสียงโหวกเหวกไกลๆคิดไปเองว่าพวกนั้นอาจจะเริ่มมาค้นที่นี่แล้ว ฉันนั่งกอดเข่าให้นิ่งที่สุด ได้แต่ภาวนาไม่ให้ถูกเจอ
ตึ่ง
เสียงค้นข้าวของดังขึ้นไม่หยุดและมันก็ใกล้เข้ามาเรื่อยๆจนฉันกลัว
“ ไปเถอะ ป่านนี้มันวิ่งไปโรงยิมแล้ว ”
เสียงผู้ชายคนหนึ่งพูดจากนั้นเสียงฝีเท้าวิ่งก็ค่อยๆหายไป ฉันถอนหายใจแต่ยังไม่กล้าขยับตัวเผื่อว่าอาจจะเป็แผนการหลอก จึงเลือกที่จะนั่งกอดเข่าอยู่อย่างนั้น รอบข้างมืดมองไม่เห็นหน้าปัดนาฬิกาว่ากี่โมงแล้ว โทรศัพท์ก็ไม่ได้หยิบมาทั้งเนื้อทั้งตัวมีแค่กระเป๋าเหรียญ
หยดน้ำตาไหลออกมาตามความสิ้นหวังในใจ ในนี้ทั้งแคบและอับมากเสื้อผ้าก็เปื้อนไปหมด ฉันอยากกลับบ้านแล้วทำไมต้องมายุ่งกับฉันด้วย ฉันไม่ได้ทำอะไรให้ใครสักหน่อย ยิ่งพอเอามือที่เปื้อนดินเปื้อนฝุ่นเช็ดน้ำตายิ่งรู้สึกสกปรกไปหมด
‘ ฮือ…ใครก็ได้ช่วยฉันที จอตโตนายอยู่ไหน? ’ พอทนไม่ไหวฉันก็คิดถึงเขาขึ้นมา ตลอดเวลาหากมีเื่อะไรเขาจะคอยช่วยฉันเสมอ ฉันอุ่นใจมากเมื่อได้อยู่ใกล้เขาแต่ตอนนี้เขาอยู่ไหน? เขาจะมาช่วยฉันไหม?
“ จอตโต… ”