เราทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ด้วยกันในห้องครูใหญ่ทั้งหมด ฟากหนึ่งคือพวกแบรนโด้ เขาคอยเอากระดาษทิชชู่ซับเืที่ยังคงไหล อีกฝั่งคือพวกฉันที่มีอเดลและเควินอยู่ด้วย ครูใหญ่ยืนเท้าเอวตรงกลางพร้อมกับมิสเตอร์ควิ้นท์ที่เอาแต่มองพวกเราทุกคนด้วยแววตาขึงขัง
“ซินแคลร์” ครูใหญ่จ้องมองหน้าฉันแล้วส่ายหัว “ไม่อยากจะเชื่อว่ามันจะมีครั้งที่สอง” เขาเอ่ยอย่างเหนื่อยใจ
“แล้วครั้งนี้รุนแรงถึงขั้นทำร้ายร่างกายกัน” มิสเตอร์ควิ้นท์เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า “โทษที่มีอยู่มันคงน้อยไปสำหรับเธอใช่ไหม” เขากล่าวอย่างคาดโทษ
“แต่เื่นี้ไม่ได้เกิดจากพวกหนูเป็คนเริ่มก่อน” ฉันเงยหน้าขึ้นมองมิสเตอร์ควิ้นท์เหลือบตาไปยังแบรนโด้ที่เอาแต่เบือนหน้าหนี “ถ้าจะมีใครผิดก็ต้องเป็พวกเขา”
“นี่เธอยังไม่รู้ความผิดของเธองั้นเหรอ” มิสเตอร์ควิ้นท์ยื่นหน้าเข้ามาถามให้ฉันได้แต่ยืนกลั้นหายใจ
“นั่นเพราะพวกเขามาหาเื่แคลร์ก่อน” อเดลท้วงขึ้น เบนและมากาเรตส่งเสียงเห็นด้วยจากข้างหลัง
“และฉันค่อนข้างผิดหวังในตัวเธอนะอเดลที่เข้ามามีส่วนร่วมในเื่นี้” มิสเตอร์ควิ้นท์ยังเอาแต่คาดโทษพวกเรา ฉันได้แต่พยายามข่มใจให้เย็นแล้วกำมือตัวเองไว้แน่นกับสิ่งที่มันเกิดขึ้น
“พวกเขาเป็คนมาหาเื่และทำร้ายร่างกายก่อนด้วย” เควินบอกอย่างหนักแน่น
“ฉันเข้าใจว่าเธอเป็ห่วงน้องสาวนะเควิน” ครูใหญ่เอ่ย พวกแบรนโด้คงพึ่งรู้ว่าเควินเป็พี่ชายของแคลร์ถึงได้แต่มองหน้ากันไปมา “แต่มันมีวิธีการจัดการที่ดีกว่านี้”
“แบบไหนเหรอคะ แบบที่ว่าฝั่งพวกหนูทุกคนต้องทนยอมโดนให้พวกเขารังแกซ้ำ ๆ นั่นน่ะเหรอ” ฉันทำใจกล้าเถียง “ถ้าคุณไม่หลับตาดูก็คงเห็นว่าพวกหนูทุกคนได้รับาเ็ไม่ต่างกัน”
“ซินแคลร์!” มิสเตอร์ควิ้นท์เรียกเสียงดังที่ฉันเอาแต่โต้เถียง แต่นี่มันความจริงที่เกิดขึ้นและฉันจะไม่ยอมกับเื่นี้อีกแล้ว
“แล้วทำไมต้องตั้งคำถามกับคนที่โดนรังแกแต่ไม่เคยถามคนที่รังแกก่อนล่ะคะว่าเขาทำแบบนั้นทำไม” ฉันบอกมินเตอร์ควิ้นท์เขายืดตัวแม้มปากแน่นแล้วหายใจเข้า
“งั้นเธอจะบอกว่าพวกเธอไม่ผิดงั้นเหรอ”
“หนูไม่เคยบอกว่าตัวเองไม่ผิดแต่หนูไม่เข้าใจว่าทำไมพวกคุณถึงต้องคอยแต่จะมากล่าวหาพวกหนูอยู่ฝั่งเดียว”
“...”
“พวกหนูยอมรับผิดค่ะ จะให้พวกหนูรับผิดชอบยังไงก็ได้” ฉันจ้องเขม็งไปหาแบรนโด้ “แต่พวกหนู้าคำขอโทษอย่างจริงใจจากเขาก่อน” มิสเตอร์ควิ้นท์หันไปหาแบรนโด้
“ฉันจะให้โอกาสพูดว่าเื่มันเป็มายังไง”
“คือผม...” แบรนโด้เอาแต่ก้มหน้ามองพื้น “คือ ๆ ๆ”
“พวกผมไม่มีอะไรที่ต้องอธิบาย” อเล็กซ์ที่ยืนเอามือไพร่หลังอยู่ข้าง ๆ ยืดอกแล้วเงยหน้าขึ้นนิดหน่อย ฉันได้แต่มองเขาอย่างไม่เข้าใจเพราะเื่ที่เตือนสติกับเขาไปไม่ได้ทำให้เขาคิดได้เลยงั้นหรือ
“เธอหมายความว่ายังไงอเล็กซ์” ครูใหญ่เดินเข้าไปหา อเล็กซ์ทำเพียงแค่เหลือบตาแล้วเอาแต่มองไปยังข้างหน้าต่อเหมือนเดิม
“ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเขาจะพูดแบบนั้น” เป็มากาเรตที่พูดขึ้นเบา ๆ
“เห็นเขาเอาแต่นิ่งไปตั้งนานนึกว่าจะคิดได้เสียอีก” เบนเสริม “ว่าแล้วเชียวว่าคนพวกนี้นิสัยเสียเป็สันดาน”
“ไอ้...” เพราะว่าเควินคือคนที่อเล็กซ์ต่อยก่อนเขาถึงได้แต่ยืนกำหมัดแล้วจ้องหน้าอเล็กซ์อย่างไม่วางตา
“ยังไงอเล็กซ์” มิสเตอร์ควิ้นท์พาตัวเองไปอยู่ตรงหน้าของเขา อเล็กซ์เหลือบมองฉันหนึ่งครั้งแล้วเม้มปากแน่น เขาสูดหายใจเข้าแล้วเริ่มพูด
“ผมหาเื่แคลร์มาั้แ่แรกและรังแกเธอตลอดโดยไม่สนใจว่าเธอจะรู้สึกแย่หรือคิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันน่ารังเกียจแค่ไหน นั่นเป็เหตุผลที่พวกผมไม่ต้องอธิบายอะไรอีกเพราะว่าพวกผมผิดมาเสมอผิดมาตลอด” เขาบอกมิสเตอร์ควิ้นท์ด้วยเสียงหนักแน่นก่อนจะหันมาหาพวกฉันทั้งตัว “สิ่งที่พวกผมควรทำต่อจากนี้คือกล่าวขอโทษเธอและยอมรับผิดทุกอย่างอย่างไม่มีข้อแก้ตัวครับ”
“ว้าวไม่อยากจะเชื่อ” มากาเรตหันไปคุยกับเบน
“งั้นหรือ” มิสเตอร์ควิ้นท์ถามความคิดเห็นจากแบรนโด้ที่ยังคงก้มหน้าไม่ยอมสายตาของฉัน
“นั่นเพราะแบรนโด้ชอบแคลร์แต่เพราะหล่อนไม่ได้เล่นด้วยเขาคงรู้สึกเสียหน้าครับ” หนึ่งในนั้นเริ่มพูดขึ้น
“แถมยังเอาแต่บอกพวกเราว่าควรแกล้งหล่อน” และตามด้วยอีกคน “พวกเราที่เห็นว่าเป็เื่สนุกเลยทำไปแบบไม่คิดอะไรนั่นยิ่งเป็ความผิดที่ไม่ควรให้อภัยเลยด้วยซ้ำ” พวกเขาทุกคนเอาแต่ก้มหน้าก้มตา
“งั้นเหรอแบรนโด้” ครูใหญ่ถามซ้ำเขาเลยพยักหน้ายอมรับ
“เอ่อ...” ฉันไม่ควรคาดหวังอะไรจากแบรนโด้เพราะเขาคงไม่คิดจะเปลี่ยนถึงได้เอาแต่ก้มหน้าและอ้ำอึ้งไม่ยอมยืดอกยอมรับผิดเหมือนกับอเล็กซ์
“พวกเธอออกไปก่อนเื่นี้ฉันจะคุยกับพวกเขาต่อ” เป็มิสเตอร์ควิ้นที่บอกกับพวกเรา เบนและมากาเรตะโอย่างดีใจ “แล้วฉันจะคุยเื่นี้กับพวกเธอทีหลัง”
“หมายความว่ายังไงคะ” ฉันถามอย่างไม่เข้าใจเพราะคนอย่างมิสเตอร์ควิ้นท์ไม่น่าจะปล่อยผ่านเื่นี้ไปอย่างง่ายดาย
“หมายความว่าสิ่งที่เธอทำคือการป้องกันตัวเอง” เขาถอานหายใจอย่างยอมรับ “และเธอไม่ผิดทีนี้ก็ออกไปได้แล้ว”
ถึงจะยังมึนงงแต่ก็เข้าใจได้ว่ามิสเตอร์ควิ้นท์คงจะตัดสินได้ว่าอะไรคือสิ่งที่ผิดและถูก อย่างน้อยพวกฉันก็ไม่ถูกคาดโทษและพวกของแบรนโด้จะได้รู้ตัวสักทีว่าสิ่งที่เขาทำไม่ถูกต้อง
“เฮ้...” อเล็กซ์รีบเข้ามาหาก่อนที่ฉันจะเดินตามพวกเบนกับมากาเรตออกไป “สำหรับเื่ที่เกิดขื้นฉันไม่ควรจะได้รับการให้อภัยแต่ฉันก็อยากจะบอก...” เขาพูดกับฉันเสียงอ่อนลง “ฉันขอบคุณเธอนะแคลร์ ขอบคุณที่ทำให้ฉันมีสติ”
ฉันไม่ได้ตอบอะไรเพราะเควินเข้ามายกแขนพาดไหล่ฉันไว้ เขายังคงคับแค้นอเล็กซ์อยู่ไม่น้อยถึงได้แต่จ้องหน้าอเล็กซ์อย่างไม่วางตา
“อย่าได้เข้ามาใกล้น้องสาวฉันอีกต่อไปอเล็กซ์” เควินขู่เสียงเข้มแล้วพาฉันเดินตามทุกคนออกไป “เขาไม่ได้มาทำอะไรเธอใช่ไหมแคลร์” เขาถามในขณะที่ฉันจับแขนเขาออกจากไหล่ตัวเอง
“ไม่” ฉันตอบ
“โล่งใจเป็บ้า ฉันคิดว่าครูใหญ่จะเรียกแม่มาโรงเรียนแล้ว” เควินเงยหน้าถอนหายใจเมื่อเราออกจากห้องครูใหญ่มาแล้ว
“ไงก็ขอบใจนายนะเควิน” ฉันนึกถึงภาพที่เขาวิ่งเข้ามาช่วยได้อยู่เลย อย่างกับพระเอก “ว่าแต่มันจะไม่เป็ไรเหรอที่นายไปบอกกับทุกคนว่าฉันเป็น้องสาวนาย” เควินปิดปากขำเช่นเดียวกับเบนและมากาเรต
“นี่เธอยังเชื่อว่าไม่มีคนรู้ว่าเราเป็พี่น้องกันอยู่อีกเหรอ” ฉันได้แต่กระพริบตาแล้วหันไปหาเบนและมากาเรต
“พวกนายรู้อยู่แล้วเหรอ” พวกเขาพยักหน้าขึ้นลง
“เว้นฉันคนนึง” อเดลยกมือขึ้นนิดหน่อย เขายกยิ้มส่งมาให้ฉัน “แต่ก็ขอบคุณที่เข้ามาช่วยตอนที่แบรนโด้จะเข้ามาต่อยฉันซ้ำนะ” เขาหันไปบอกเควิน
“ไงก็เถอะตอนนี้ฉันขอไปห้องพยาบาลก่อนรู้สึกไม่ไหวแล้ว” มากาเรตเอ่ยขึ้น
“ใช่พวกนายควรไปทำแผล” เบนบอกแล้วก้มมองเข่าตัวเอง “และฉันก็ด้วย” เขาเดินตามมากาเรตไป
“ฉันต้องเข้าเรียนแล้วน่ะ” เควินใช้นิ้วโป้งซับมุมปากตัวเอง “แค่นี้ไม่ได้ทำให้ฉันเจ็บหรอกนะ” แล้วเดินออกไปทันที ฉันได้แต่ยักไหล่แล้วหันไปหาคนที่ยังยืนอยู่ข้าง ๆ
“นายก็ควรไปนะ” เพราะแผลที่โหนกแก้มนั่นคงเจ็บน่าดู
“ใช่เอาจริง ๆ นะ เจ็บเป็บ้า” เขาห่อตัวแล้วทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ ท่าทางเหมือนเด็กของเขาทำให้ฉันอดที่จะขำไม่ได้ “ฉันไม่คิดว่าตัวเองต้องมาโดนอะไรแบบนี้เลย” เอาซะฉันรู้สึกผิดขึ้นมาทันที
“คือฉันขอบคุณนายนะและก็ขอโทษด้วยที่ทำให้นายต้องมายุ่งกับเื่นี้” อเดลรีบยืดตัวแล้วโบกมือไปมา
“ไม่เลยแคลร์ฉันต่างหากที่ต้องขอบคุณเธอ” เขาบอก
“ไงนะ” ฉันไม่เข้าใจเขาจะมาขอบคุณอะไร
“มันช่วยปลดล็อกความเพิกเฉยที่ฉันมีน่ะ” เขาเบ้หน้า “ตอนนั้นฉันคิดว่าต้องทำอะไรสักอย่าง”
“แต่ก็เถอะยังไงก็ขอบคุณ” อเดลยกยิ้ม “ว่าแต่นายจะไม่ไปทำแผลแน่เหรอ”
“ก็ผู้ชายมีแผลอยู่บนหน้ามันดูเท่ดีไม่ใช่เหรอ” ฉันหลุดขำออกมาในทันที
จู่ ๆ ฉันก็รู้สึกอิจฉาแคลร์ขึ้นมานิดหน่อย หล่อนมีเพื่อนอย่างเบนและมากาเรตที่พร้อมช่วยเหลือ มีพี่ชายอย่างเควินที่ลุกขึ้นมาปกป้อง หากฉันยังคงเป็เอลลีคิดไม่ออกเลยว่าจะมีคนเข้ามาช่วยและปกป้องฉันได้ไหม แต่จะหวังอะไรในเมื่อตอนนั้นฉันก็เป็เหมือนกับคนอื่น ๆ ที่เอาแต่ยืนมองอยู่เฉย ๆ เพราะคิดว่าเื่นี้มันไม่เกี่ยวกับตัวเอง
“ฉันต้องไปห้องน้ำก่อนน่ะ” บอกอเดลที่เดินอยู่ใกล้ ๆ รู้สึกประหม่าตอนเดินผ่านนักเรียนบางคนที่ยังหลงเหลือยู่ตรงทางเดิน พวกเขาเอาแต่มองฉันกับอเดลเป็ตาเดียวเพราะคงเป็ภาพแปลกตาที่เด็กเนิร์ดอย่างฉันในตอนนี้กำลังเดินเคียงข้างกับอเดลที่เป็ดังมาก ๆ และเป็ขวัญใจของคนทั้งโรงเรียน
“โอเค” อเดลยิ้มนิดหน่อย “ไงก็...ไว้เจอกันอีกนะ”
ฉันพยักหน้าให้แล้วเดินแยกออกไปเข้าห้องน้ำอีกทาง ในจังหวะที่กำลังจะเอื้อมมือไปจับลูกบิดก้านโยก ประตูก็ถูกเปิดออกจากคนด้านในทำเอาฉันในิดหน่อยที่เราเกือบจะเดินหน้าชนกัน
“ขอโทษ...เอลลี?” เบิกตากว้างที่เห็นว่าเป็เธอ “มาทำอะไรที่นี่” ฉันสั่นหัวเพราะดันไปถามในเื่ที่รู้อยู่แล้ว
“ฉันก็มาเข้าห้องน้ำ” เธอว่าแล้วทำท่าจะเดินไป
“โอเค” เพราะเื่ที่ผ่านมาในวันหยุดยังคงทำให้เอลลีไม่พอใจ “โทษที” เอ่ยเบา ๆ ตอนเบี่ยงตัวขยับทางให้กับเธอ
“เธอ” แต่เธอก็หยุดและหันมาหาฉันที่ยังคงจับที่ก้านโยกประตูไว้อยู่ “เธอ...ไม่เป็อะไรมากใช่ไหม” ถามโดยไม่ได้มองหน้า ฉันคิดขึ้นได้ว่าเื่ที่พึ่งเกิดขึ้นในโรงอาหารคงดังไปทั่วอย่างแน่นอน
“ก็ไม่เป็ไรมาก” ฉันยักไหล่
“ฉันไม่ได้จะหาคำแก้ตัวให้เขานะ” เอลลียกมือเกาต้นแขนอีกข้าง “อเล็กซ์เมื่อก่อนเขาไม่ได้เป็แบบนี้แต่ว่าเขาก็สมควรถูกลงโทษที่ทำกับเธอแล้วล่ะ แบบว่าฉันหวังว่าเขาจะคิดได้ในเื่ที่เธอบอกเขาไป” อย่างน้อยเธอกับอเล็กซ์ก็เป็เพื่อนกันมาก่อนเมื่อตอนเด็ก ๆ เหตุผลที่เข้าไปพูดกับอเล็กซ์แบบนั้นเพราะว่าฉันเข้าใจดีทุกอย่าง
“ว่าแต่เธอรู้ได้ไงฉันไม่เห็นเธอที่โรงอาหารเลย”
“คือเธอคงยังไม่รู้แต่ว่าตอนนี้คลิปที่ถูกถ่ายในโรงอาหารกำลังเป็ที่พูดถึงในโรงเรียนเรามากเลยล่ะ”
“อ่า...งี้ฉันก็ดังใหญ่เลยสินะ” เอลลีขำนิดหน่อย
“ฉันไปล่ะ” ว่าแล้วก็รีบเดินออกไป ฉันเอาแต่มองตามหลังเอลลีและยกยิ้มเพียงลำพังเพราะตอนนี้เธอคงไม่โกรธฉันเท่าวันก่อนแล้ว อย่างน้อยก็ถือว่าเป็สัญญาณที่ดีเพราะต่อจากนี้ฉันจะได้ลงมือทำตามแผนที่วางไว้ในหัวของตัวเองได้สักที
แต่ว่า...ในขณะที่ถอดเสื้อฮู้ดซักคราบนมจืดจากแบรนโด้ที่อ่างล้างมืออยู่ ใครบางคนก็ออกมาจากห้องด้านในสุดแล้วเดินมาหยุดอยู่ข้าง ๆ ฉัน
“ให้ตายเหอะ...” ทำไมฉันนึกไม่ออกเลยว่าที่เอลลีพึ่งออกไปนั่นเป็เพราะเธอไม่ได้จะมาเข้าห้องน้ำหากแต่เป็เพราะเธอเข้ามาเจอกับแฮดลี่ย์ต่างหาก
“ไงแคลร์” หล่อนทักทายผ่านกระจกแล้วโน้มตัวไปล้างมือ ฉันหลับตาพยายามข่มใจให้เย็นไม่คิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้องน้ำด้านในนั่น แต่จู่ ๆ อากาศก็ร้อนขึ้นมาเพราะตอนนี้ความทรงจำตอนนั้นกำลังไหลเข้ามาในสมองเป็ฉาก ๆ
“อือ” ตอบกลับในลำคอแล้วตั้งใจกับการขยี้เสื้อฮู้ดที่อยู่ในอ่างล้างมือ “เลิกคิดสิบ้าเอ้ย!” เผลอบอกตัวเองเป็คำพูดออกมาจนทำให้คนที่กำลังล้างมืออยู่หลุดขำเสียงเบา
“คิดอะไรอยู่” หล่อนเอี้ยวตัวไปหยิบกระดาษเช็ดมือแล้วเอียงคอจ้องฉัน
“ไม่หนิ” เผลอช้อนตามองเลยเห็นใบหน้าของแฮดลี่ย์กำลังยกยิ้ม หล่อนยักคิ้วทั้งสองข้างให้แล้วหันไปส่องกระจกแกล้งเอานิ้วเกลี่ยลิปที่เลอะมุมปากของตัวเอง หล่อนรู้และหล่อนตั้งใจทำให้ฉันเห็นเพราะแบบนั้นฉันเลยหน้าแดงอย่างไม่อาจห้ามได้ ทำไมตอนเอลลีออกไปฉันถึงไม่เอะใจที่ริมฝีปากเธอแดงอมชมพูขนาดนั้นทั้งที่ไม่เคยทาลิปกัน
“เธอเท่มากเลยนะที่ต่อยแบรนโด้จนเขาเืกลบปากขนาดนั้น” ฉันหลับตาลงอีกครั้งพยายามไม่สนใจแต่แฮดลี่ย์ก็ยังทำมาเป็พูดคุยกับฉันอยู่ได้ “ฉันเห็นหมอนั่นกร่างไปทั่วเลยล่ะ หวังว่าเขาจะได้รับบทเรียน”
“อือ”
“เสื้อสวยดีนะ” จู่ ๆ หล่อนก็เปลี่ยนเื่เหลือบมองเสื้อยืดที่ฉันสวมใส่แล้วฉันก็ได้แต่ทำเป็ตั้งใจขยี้ฮู้ดต่อไปเพราะรู้สึกเขินอายกับลายเสื้อยืดของตัวเองนิด ๆ ไอเลิฟมัมมีแอนด์แด๊ดสีสดใสตัวเบอเริ่มทั้งหน้าและหลังเนี่ยนะ? เมื่อเช้าหยิบมาใส่โดยไม่คิดอะไรเพราะไม่นึกว่าจะต้องมาถอดฮู้ดออกแบบนี้เสียหน่อย น่าอายเป็บ้า...
“อือ” แล้วฉันก็ตอบไปเพียงเท่านั้น
“นี่เธอจะพูดกับฉันแค่นี้จริงเหรอแคลร์” แฮดลี่ย์พิงสะโพกของตัวเองไว้กับอ่างล้างมือตอนหันมาหา หล่อนกำลังกอดอกตัวเองไว้หลวม ๆ
“จะให้ฉันพูดอะไรกับเธอ” ฉันบอกแล้วออกแรงขยี้เสื้อฮู้ด
“นึกว่าเธอจะมีอะไรจะคุยกับฉันเยอะแยะเสียอีก”
ฉันลืมไปเลยเพราะตอนนี้ในสมองเอาแต่คิดถึงฉากจูบอันร้อนแรงระหว่างเอลลีกับแฮดลี่ย์ในห้องน้ำด้านในนั่น แม้จะรู้ว่ามันเป็เื่ที่เคยผ่านมาแล้วแต่ฉันก็ยังรู้สึกถึงมันได้อยู่ราวกับว่าเื่ของฉันกับแฮดลี่ย์ที่เคยหวานชื่นพึ่งผ่านไปเมื่อวาน
ไม่ได้สิ...ฉันต้องเรียกให้ตัวเองมีสติกว่านี้
“งั้นสิ” ตอนนี้แฮดลี่ย์หันไปหน้ากระจกตามเดิม หล่อนกำลังเติมลิปสีแดงที่ริมฝีปากของตัวเองอยู่ “พออยู่ตรงนี้แค่สองคนกลายเป็ไม่อยากพูดอะไรกับฉันเสียงั้น”
“เพราะในตอนนี้ฉันไม่มีอะไรจะพูดกับเธอ” ฉันสูดหายใจแล้วบอก จ้องหน้าหล่อนผ่านกระจกเช่นเดียวกัน
“แต่ต่อหน้าเอลลีกลับมี?”
“ไม่รู้สิ”
“เพราะอะไรแคลร์” หล่อนเก็บลิปของตัวเองเมื่อใช้งานเสร็จแล้วหันมาหาฉันอีกครั้ง “ทำไมเธอถึงคิดว่าฉันจะหลอกเอลลี” หล่อนเป็คนเริ่มเปิดประเด็นก่อนเลย หากมาถึงขนาดนี้ฉันก็ควรจะถามให้รู้ในสิ่งที่ยังค้างคาให้จบไปไม่ใช่หรือ
“เพราะเธอไม่ได้รักเอลลี” หันประจันหน้ากลับไป “และฉันรู้ว่าเธอคิดจะทำอะไรแฮดลี่ย์”
“แล้วฉันทำอะไร” หล่อนเงยหน้ามองอย่างท้าทายด้วยรอยยิ้ม “ฉันกับเอลลีตกลงคบกันเพราะเรารู้สึกเหมือนกั—”
“โกหก!” ฉันเบือนหน้าหนีแล้วถอนหายใจแรง พยายามทำใจให้เย็นกว่านี้ “โกหกเหมือนเื่ที่บอกในคืนนั้นไม่มีผิด”
“เธอพูดถึงเื่อะไรแคลร์” แฮดลี่ย์เอียงหน้านิดหน่อย “ฉันเห็นจะไม่เข้าใจอะไรเลย” ฉันเริ่มไม่แน่ใจอะไรสักอย่างเพราะสีหน้าของแฮดลี่ย์ในตอนนี้เต็มไปด้วยความสงสัย หากหล่อนคือแฮดลี่ย์ที่ย้อนเวลามาเหมือนกันจะมีเหตุผลอะไรที่ทำให้หล่อนยังคบกับเอลลีอยู่ต่อ
“แฮด...” ฉันเอ่ยเสียงอ่อนขณะที่เอาแต่ก้มหน้า “ได้โปรดบอกทีว่าเธอรู้”
“ฉันไม่เข้าใจ” แฮดลี่ย์มองไปทางอื่นอย่างครุ่นคิด
“คืนในงานเลี้ยงรุ่น”
“?”
“เธอะโลงสระน้ำนั่น”
“...”
“แล้วฉันรีบลงไปช่วยทันที”
“...”
“เราถึงได้มาอยู่ตรงนี้กันไงแฮด”
แฮดลี่ย์ก้มหน้าแล้วมองไปทางอื่น หัวคิ้วของหล่อนกำลังขมวดเป็ปม
“ไม่เข้าใจ” แฮดลี่ย์บอกทั้งที่ส่ายหน้า “เธอ้าอะไรจากพวกเรากันแน่แคลร์”
“...”
“ฉันเข้าใจว่าเธอชอบเอลลี”
“...”
“แต่พอเธออยู่ตรงหน้าฉัน สายตาของเธอที่มองฉันในตอนนี้มันคืออะไรกันแน่”
เพราะฉันคือเอลลี...
เอลลีที่ยังรักแฮดลี่ย์อยู่เต็มหัวใจ ฉันเลยไม่สามารถห้ามสายตาของตัวเองได้เวลาจ้องมองว่ายังคงคิดถึงอยู่มากแค่ไหน ยอมรับกับความโง่เง่าของตัวเองแม้จะโกรธแต่ส่วนลึกฉันยังโหยหาแฮดลี่ย์อยู่เสมอ
ฉันคิดถึงเธอ...
“แคลร์ อุ๊บ—”
มากเหลือเกิน...