“เขาเป็ใครกัน!”
เซียวจิ่วเอ๋อร์อุทานด้วยความใ แล้วหันไปมองซูย่างพร้อมชี้ไปที่ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาคนนั้น
“เขาคือราชครูงั้นหรือ”
บุคคลที่ถูกกล่าวขานว่าทรงอำนาจจนสะท้านไปทั่วแผ่นดินเสินโจว ผู้ที่สี่แคว้นต่างเกรงกลัวจนไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยถึงในทางเสียหายกลับกลายเป็เพียงชายหนุ่มที่เพิ่งพ้นวัยสวมกวาน
“อืม” ซูย่างพยักหน้าอย่างสงบ “เขานี่แหละ ราชครู”
เซียวจิ่วเอ๋อร์เต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ นางหันกลับไปมองเป่ยมู่หานอีกครั้ง ทว่ากลับเห็นเพียงสายตาแฝงความรังเกียจที่อีกฝ่ายปรายมองมา
“เ้าพานางมาทำไม” คำพูดของเป่ยมู่หานฟังดูไม่ต้อนรับอย่างชัดเจน
เซียวจิ่วเอ๋อร์ที่ได้ยินรับรู้ถึงเจตนานั้นอย่างแจ่มแจ้ง พร้อมทั้งััได้ถึงแรงกดดันจากพลังอันเกรี้ยวกราดของเขา จนเผลอเอ่ยปากถามออกมาอย่างอดไม่ได้
“ท่านราชครู ข้าขอถามได้หรือไม่ว่าข้าเคยล่วงเกินท่านั้แ่เมื่อใด” เซียวจิ่วเอ๋อร์เอ่ยด้วยความสงสัยสุดขีด นางอยากรู้เหลือเกินว่าทำไมชายผู้นี้ถึงแสดงท่าทีราวกับอยากฆ่านางทุกครั้งที่พบหน้า
“พวกเ้ารู้จักกันหรือ”
ซูย่างเอ่ยถามราวกับไม่รู้ถึงบรรยากาศดุเดือดระหว่างทั้งสองแม้แต่น้อย เขายิ้มแย้มราวคนไม่รู้เื่ พร้อมดึงเซียวจิ่วเอ๋อร์ให้นั่งลง ก่อนจะมองอาหารบนโต๊ะและเลียริมฝีปากด้วยความตื่นเต้น
“น้องจิ่วเอ๋อร์ช่วยข้าไว้มาก ข้าจึงพานางมากินอาหารด้วยกัน ถือเป็การตอบแทนน้ำใจ ไหนเลยโอกาสที่จะได้ลิ้มรสอาหารของพ่อครัวกู้จะมีบ่อยๆ หากพลาดวันนี้ไป เกรงว่ารอจนชาติหน้าก็ไม่รู้จะได้กินอีกเมื่อใด!”
เมื่อกล่าวจบ ซูย่างหันไปมองชายหนุ่มที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม พร้อมเลิกคิ้วขึ้นอย่างยียวน
กู้เหยียนเพียงยิ้มบางๆ ไม่เอ่ยคำใด เขายกจอกสุราจิบเบาๆ พลางมองเซียวจิ่วเอ๋อร์กับเป่ยมู่หานด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น
กู้เหยียนรู้จักเป่ยมู่หานมาหลายปี แต่กลับไม่เคยเห็นเขามองใครด้วยจิตสังหารขนาดนี้มาก่อน เพราะหากเขาไม่พอใจใครก็มักลงมือทันทีโดยไม่เสียเวลาแม้แต่จะมองหน้า
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงอยากรู้ว่าสตรีตัวเล็กๆ ตรงหน้าไปทำอะไรให้เป่ยมู่หานโกรธ และเหตุใดนางถึงยังรอดชีวิตมาได้จนถึงตอนนี้
เซียวจิ่วเอ๋อร์จ้องเป่ยมู่หานด้วยความไม่พอใจ ในขณะที่เ้าตัวน้อยในอ้อมกอดของนางก็ส่งสายตาขุ่นเคืองไม่แพ้กัน
ั้แ่ก้าวเข้ามาในห้อง สีหน้าของซิงซิงก็ดูดุดันตลอดเวลา หากไม่ใช่เพราะพลังไม่เพียงพอ เด็กน้อยคงพุ่งเข้าไปอัดเ้าคนแซ่เป่ยที่เป็ตัวปัญหาไปแล้ว
“อย่ามองแบบนั้นเลย มองให้ตายก็สู้เขาไม่ได้หรอก ลองชิมเนื้อกวางจานนี้ดู นี่คืออาหารจานเด็ดของพ่อครัวกู้นะ!”
ซูย่างกระตุกแขนเสื้อเซียวจิ่วเอ๋อร์ พลางเลื่อนชามและตะเกียบมาตรงหน้านาง เอ่ยน้ำเสียงสุภาพ
“จะบอกให้ว่า กู้เหยียนคือนักหลอมโอสถชั้นยอด อาหารของเขาไม่เพียงอร่อยล้ำ ซ้ำยังช่วยเพิ่มพลังิญญาได้ด้วย!”
ซูย่างดูตั้งใจพานางมากินอาหารอย่างจริงใจ และเซียวจิ่วเอ๋อร์รับรู้ถึงความจริงใจนั้น สีหน้าที่เคยตึงเครียดจึงคลายลงเล็กน้อย นางหัวเราะบางๆ ก่อนเอ่ยขึ้น
“เกรงว่าคุณชายซูจะลืมไป ข้าผู้แก่นิญญาเสียหายโดยกำเนิดไม่มีพลังิญญา สิ่งของดีเลิศแค่ไหนกินไปก็เสียของเปล่า”
“ถึงไม่เพิ่มพลังิญญา แต่ก็ช่วยบำรุงร่างกายนะ! เ้าผอมเกินไปแล้ว กินเยอะๆ เข้าไว้! ซิงซิง เ้าก็กินด้วยสิ!”
บทสนทนาของทั้งสองดูราบรื่นและเป็กันเองอย่างยิ่งราวกับไม่มีคนอื่นอยู่ในห้อง
ทางด้านเป่ยมู่หานที่มองการโต้ตอบของทั้งคู่จากระยะไกล แววตาของเขายิ่งฉายแววอำมหิตขึ้นเรื่อยๆ มือกำแน่นแล้วคลายออกซ้ำๆ
“แก่นิญญาเสียหาย ไม่มีพลังิญญา เซียวจิ่วเอ๋อร์…หรือว่านางจะเป็คุณหนูสี่แห่งตระกูลเซียว?” กู้เหยียนครุ่นคิดพลางจ้องมองเซียวจิ่วเอ๋อร์ ก่อนจะเอ่ยถาม
“ดูเหมือนผู้ไร้ค่าเช่นข้ายังพอมีชื่อเสียงอยู่บ้าง” เซียวจิ่วเอ๋อร์ยิ้มเยาะตัวเอง พลางเอ่ยยอมรับอย่างไม่ปิดบัง “ข้าคือเซียวจิ่วเอ๋อร์”
“แล้วเด็กคนนี้ล่ะ” กู้เหยียนมองเ้าตัวเล็กในอ้อมแขนของนางด้วยความสงสัย
“เป็ลูกของข้าเอง”
เสียงของเซียวจิ่วเอ๋อร์เพิ่งจบลง ยังไม่ทันที่กู้เหยียนจะถามถึงเื่การแต่งงานก็ได้ยินเสียงหัวเราะหยันดังมาจากเป่ยมู่หาน
เป่ยมู่หานมองมาด้วยสายตาเ็า เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “คนไร้ค่าเช่นเ้าไม่มีทางคลอดลูกเช่นนี้ได้หรอก”
“ข้าคลอดไม่ได้?” เซียวจิ่วเอ๋อร์ไม่พอใจ รีบโต้กลับ “ถ้าข้าคลอดไม่ได้ งั้นเ้าคลอดหรือไร”
“เ้าที่เป็เผ่าเทพ จะคลอดลูกที่เป็ลูกหลานเผ่ามารได้อย่างไร”
เผ่ามาร?
เซียวจิ่วเอ๋อร์ได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะก้มมองซิงซิงในอ้อมแขน
ที่ผ่านมานางเข้าใจมาตลอดว่าซิงซิงเป็เผ่าอสูร เพราะเขาสามารถใช้ชีวิตในป่าอสูรได้อย่างสงบสุขและชำนาญ
แต่เป่ยมู่หานกลับพูดเช่นนี้...
นางทราบมาก่อนว่าเผ่ามารกับเผ่าอสูรมักมีสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แต่หลังจาการะหว่างเผ่าเทพและเผ่ามารเมื่อพันปีก่อน จอมมารได้เสียชีวิตลง สถานะของเผ่ามารก็ร่วงหล่น ชาวเผ่ามารถูกเผ่าเทพกวาดล้างจนเกือบหมดสิ้น จากเผ่าที่มีประชากรมากที่สุด กลับกลายเป็เผ่าที่เหลือน้อยที่สุด ด้วยเหตุนี้นางจึงไม่เคยสงสัยเลยว่าซิงซิงจะเป็คนของเผ่ามาร
แต่คนแซ่เป่ยรู้ได้อย่างไร เขาเห็นอะไรถึงบอกได้
ซิงซิงกำลังถือขาไก่ขึ้นมากัดอย่างเอร็ดอร่อย แต่พอได้ยินเป่ยมู่หานเปิดเผยตัวตนของตน เด็กน้อยก็เชิดปากขึ้นแค่นเสียงดังฮึ แสดงออกถึงความไม่ชอบขี้หน้าอย่างชัดเจน
เขาไม่ปิดบังความไม่พอใจที่มีต่อเป่ยมู่หานเลยแม้แต่น้อย หันศีรษะมองอีกฝ่ายพลางพูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจเต็มที่
“คนใจร้าย! ห้ามพูดว่าร้ายจิ่วเอ๋อร์!”
คำพูดไร้เดียงสาของเด็กน้อยทำให้ทุกคนในห้องถึงกับหลุดหัวเราะ แม้แต่ในดวงตาของเป่ยมู่หานยังฉายแววเยาะหยันเล็กน้อย
“ข้าพูดแล้วจะทำไม” เขาถามกลับไปด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“รอให้ข้าโตก่อนเถอะ ข้าจะซัดเ้าให้เละเลย! หรือไม่ก็...หรือไม่ก็รอให้เสี่ยวไป๋กลับมาแล้วให้เขาซัดเ้าแทน!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น คิ้วของเป่ยมู่หานก็เลิกขึ้นเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่ออก
“เสี่ยวไป๋? ใครกัน”
“เขาคือลุงของข้า!”
ซิงซิงนั่งหลังตรงอย่างภูมิใจ ปากน้อยๆ ที่เต็มไปด้วยคราบมันจากขาไก่ขยับเอ่ยอย่างโอ้อวด
“เขาเก่งมาก เสี่ยวไป๋เคยบอกไว้ว่าในโลกนี้เขาเก่งเป็อันดับสอง!”
“แล้วใครล่ะอันดับหนึ่ง” เซียวจิ่วเอ๋อร์ถามอย่างสงสัยพลางขำในใจว่า เสี่ยวไป๋คนนี้ช่างพูดจาขี้โม้เสียเหลือเกิน
“ก็แม่ของข้าไงล่ะ! แต่ข้าไม่เคยเจอนางหรอกนะ”
“ข้าเป็แม่เ้านะ!” เซียวจิ่วเอ๋อร์จิ้มแก้มนุ่มของเขา พลางรู้สึกเหนื่อยใจที่เ้าหนูนี่ช่างชอบทำลายแผนของนางเสียจริง
“ไม่ใช่ เ้าคือคนที่ข้าชอบ” ซิงซิงเงยหน้ามองนางด้วยสีหน้าจริงจังสุดชีวิต “พอข้าโต ข้าจะแต่งงานกับเ้า”
“...”
เซียวจิ่วเอ๋อร์ถึงกับอึ้ง ไม่เพียงแต่นาง คนอื่นๆ ในห้องก็อึ้งไปตามๆ กัน ก่อนจะพยายามกลั้นหัวเราะ รอดูว่านางจะตอบกลับอย่างไร
เซียวจิ่วเอ๋อร์สงบสติอารมณ์อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาด้วยความโมโหระคนขำ
“เ้าตัวดี! ข้าคิดจะเป็แม่เ้า แต่เ้ากลับคิดจะฉวยโอกาสเป็สามีของข้าเสียอย่างนั้น แม้ข้าจะไม่รังเกียจความรักแบบต่างวัย แต่เ้าหนูเอ๋ย ข้าชอบคนที่แข็งแกร่ง เพราะฉะนั้น...”
นางยังพูดไม่ทันจบ สีหน้าก็พลันเปลี่ยนไปทันที นางคว้าคอเสื้อซิงซิงแล้วะโหลบการโจมตีที่จู่ๆ ก็พุ่งเข้ามาจากเป่ยมู่หาน
ซูย่างที่นั่งอยู่ข้างๆ นางหลบการโจมตีไปได้อย่างหวุดหวิด ท่าทางของเขาแม้ดูไม่สง่างามแต่ก็ปลอดภัย พอเห็นเซียวจิ่วเอ๋อร์ไม่เป็อะไร เขาถึงได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก
เซียวจิ่วเอ๋อร์ลงมายืนอย่างสง่างามราวกับนกกระเรียนร่ายรำ
นางดึงซิงซิงไปหลบด้านหลัง ก่อนจะจ้องมองชายที่อยู่ๆ ก็เหมือนเสียสติ พลางได้ยินเขาถามเสียงเย็น
“ใครเป็คนสอนเ้าให้พูดคำนี้”
“ผีที่ไหนจะรู้ว่าเ้าพูดถึงอะไร!” เซียวจิ่วเอ๋อร์โกรธจัด สบตากับเขาอย่างเ็า ก่อนจะด่ากลับไปด้วยน้ำเสียงดุดัน
“ข้าคนนี้พูดเองได้โดยไม่ต้องมีใครสอน และไม่คิดจะเลียนแบบใครด้วย! บุรุษบ้าบอเช่นเ้า หากอยากฆ่าข้าก็พูดมาตรงๆ สิ จะมัวอ้อมค้อมหาข้ออ้างทำไม”
เป่ยมู่หานยังคงสงบนิ่งไร้ซึ่งความรู้สึก แต่พลังิญญาอันแข็งแกร่งที่เขาปลดปล่อยออกมาทำให้ทุกคนในห้องรู้สึกเหมือนถูกกดทับจนหายใจไม่ออก และตระหนักได้ชัดเจนถึงความแตกต่างของพลังระหว่างพวกเขากับชายคนนี้
บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปทันที ไม่มีใครคาดคิดว่าเป่ยมู่หานจะลงมือกะทันหัน และยิ่งไม่คาดคิดว่าเซียวจิ่วเอ๋อร์จะกล้าตอบโต้เขาด้วยถ้อยคำอันเผ็ดร้อนเช่นนี้