ณ ห้องโถงที่โอ่อ่าห้องหนึ่งภายในพรรคมารราคะ ได้มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งกำลังปรึกษาหารืออะไรบางอย่างกันอยู่อย่างตึงเครียด…
"สถานการณ์ยามนี้เป็นเช่นไรบ้างทูตซ้าย เอี้ยวเอี้ยง…" เสียงของชายหนุ่มในชุดสีแดงสดซึ่งนั่งอยู่บนบัลลังก์สูง และมีสาวงามข้างกายมากมายในชุดนุ่งน้อยห่มน้อย เอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลัง และมีอำนาจ
"ขะ ขอรับท่านประมุข ถะ...ถึงตอนนี้ก็ยังหาตัวเจ้าผู้บุกรุกยังไม่พบ แต่ข้าก็ได้ออกคำสั่งให้ศิษย์ในพรรคทุกคนเร่งตามหาตัวมันตลอดเวลา เชื่อว่าในไม่ช้าจะได้ตัวมันแน่" ชายอีกคนในชุดสีดำรีบคุกเข่าก้มหน้าตอบออกไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งชายผู้นี้ก็หาใช่ใครอื่น มันก็คือชายที่เว่ยเซี่ยไปแอบดูยามที่กำลังจะร่วมรักกับเมียคนงามคนนั้นนั่นเอง นามมันคือ เอี้ยวเอี้ยง มีสถานะเป็น ทูตซ้ายของประมุขพรรคมาร หยางกงอี้ หรือก็คือคนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ต่อหน้าของมันยามนี้นี่เอง
"ยังไม่พบตัวเช่นนั้นรึ..? ช่างน่าแปลกยิ่งนัก ฟังจากที่ได้ยินมา มันผู้นี้น่าจะเป็นคนนอก ที่ไม่ได้รู้ลู่ทางในพรรค หากมันหายตัวไปได้เช่นนี้นั้นแปลว่า มีคนในพรรคบางคนคอยช่วยเหลือมันอยู่เป็นแน่…" หยางกงอี้ วิเคราะห์อย่างใจเย็น แต่คำพูดของมันกลับสร้างความแตกตื่นให้กับคนอื่น ๆ ที่อยู่ตรงนั้นเป็นอย่างมาก
"ปะ เป็นไม่ได้หรอกท่านประมุขเรื่องเช่นนั้น" เสียงของชายชราหนวดเครายาวหลังคุ้มงอผู้หนึ่งกล่าวขึ้น
"ผู้อาวุโสเยตงฮั่ว อย่าพึ่งด่วนสรุปเช่นนั้น ข้าว่าที่ท่านประมุขกล่าวออกมาก็มีเหตุผลฟังขึ้นอยู่ หรือเจ้าคิดเห็นเป็นเช่นไร…เอี้ยวเอี้ยง" ชายหนุ่มร่างผอมสูงใบหน้าดูหล่อเหลาแต่แฝงไปด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์น่าเกลียดอีกคน ในชุดผ้าไหมสีขาวหรูหรา เอ่ยขึ้นพร้อมกับเหล่ตามองมาทาง เอี้ยวเอี้ยงคล้ายจะบอกว่ามันมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
"เจินหนานเจ้ามองข้าด้วยสายเช่นนี้หมายความว่ายังไงกัน เจ้าจะบอกรึว่าข้ามีส่วนรู้เห็นในเรื่องนี้.." เอี้ยวเอี้ยงหันขวับไปทางชายหนุ่มผู้นั้นก่อนจะชี้นิ้วตวาดเสียงดังลั่น ก่อนมีเสียงของชายหัวโล้นอีกคนเอ่ยเสริม
"แต่พอตรองดูดีก็น่าคิดอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เจ้าพบมันเป็นแรก แล้วไหนจะเรื่องที่เจ้าตามมันไม่ทันอีก ช่างน่าสงสัยยิ่งนัก" คนผู้นี้รูปร่างสูงใหญ่แต่งกายคล้ายนักบวช และดูมีอายุพอ ๆ กับ เยตงฮั้ว
"ท่านอู๋เลี้ยแม้แต่ท่านก็สงสัยในความภักดีของข้ารึ ข้าจะทำเช่นนั้นไปทำกัน ท่านประมุขได้โปรดพิจารณาด้วย" ทูตซ้ายเอี้ยวเอี้ยงพยายามร่ำร้องขอความเป็นธรรมจาก หยางกงอี้สุดชีวิต
ก่อนที่จะเกิดเสียงเซ็งแซ่ และการโต้เถียงกันไปกันมาทั่วห้องแห่งนี้ แท้ที่จริง แล้วมันทุกคนล้วนก็มีตำแหน่งเป็นผู้นำของพรรคมารราคะกันทั้งนั้น เอี้ยวเอี้ยง เป็นทูตซ้าย เจินหนานจง เป็นทูตขวา เยตงฮั่ว และ อู๋เลี้ย เป็นสองในสามของผู้อาวุโสที่ปรึกษาของ หยางกงอี้
เหตุที่เห็นเพียงแค่สองอาวุโส เนื่องจากอีกหนึ่งคนนั้น พึ่งเสียชีวิตไปด้วยโรคชราเมื่อครึ่งปีก่อน..เทียนยู่อี้ ผู้ซึ่งมีความแค้นกับ หยวนซิงก้านนั้นเอง..
นอกจากพวกที่กล่าวมาแล้วก็ยังคนสำคัญอีกสามคนซึ่งอาวุโสน้อยกว่ายืนอยู่ใกล้ ๆ นั้นก็คือ ฮาวเทียน หลงจ๋าว เฟิงควาง และ วู๋ฟาค่งชือ ผู้คุ้มกฏของพรรคมารราคะนั้นเอง ส่วนไป๋ฟู่นั้น พวกมันไม่ทราบชะตากรรมของนางแม้แต่น้อย จึงลงความเห็นว่านางนั้นอาจจะเสียชีวิตไปแล้ว หยางกงอี้ จึงวางแผนที่จะ คัดเลือก กุมารีพิษคนใหม่ในเร็ววันนี้..
สามผู้คุ้มกฎได้แต่นิ่งเงียบมิกล้าออกความคิดเห็น เพราะด้วยตำแหน่งของพวกมันที่ด้อยกว่าคนอื่น ๆ ในพรรคมารราคะแห่งนี้ หยางกงอี้ ประมุขพรรคมาร มีอำนาจสูงสุด รองลงมาก็คือ ทูตซ้าย ขวา ตามด้วย สามผู้อาวุโส และสุดท้ายก็คือ สี่ ผู้คุ้มกฎ
การโต้เถียงของสองทูตซ้ายขวาดูจะหนักข้อขึ้นเรื่อย และเหมือนจะถึงขั้นลงไม้ลงมือกัน แต่ก็ได้เสียงของหยางกงอี้ กล่าวออกมาเบา ๆ เพื่อหยุดทุกอย่างเสียก่อน จากนั้นเจ้า อู๋เลี้ย จึงรีบเปลี่ยนสีเร็วพลัน หันมาตำหนิทูตซ้ายขวาทั้งสองเพื่อเอาใจ หยางกงอี้ทันที
"พวกเจ้าเลิกทะเลาะกันได้แล้ว ใครทรยศใคร ภักดีข้ามองออก ไม่ต้องให้ใครมาเป่าหู" คำกล่าวของหยางกงอี้ทำเอาพวกมันทุกคนพากันเงียบกริบไม่มีใครกล้าพูดอะไรอีก
"เอาล่ะ ตอนนี้พวกเจ้าทุกคน จงร่วมมือกันตามจับเจ้าหนูโสโครกตัวนั้นมาลงโทษ อย่าให้มันหนีรอดออกไปได้.." หยางกงอี้ออกคำสั่งเสียงดัง และพวกมันทุกคนก็ค้อมตัว ขานรับอย่างแข็งขันก่อนจะแยกย้ายกันไปตามหาตัวของ เว่ยเซี่ย กันต่อ
***
และในเวลาเดียวกันนั้นเอง สตรีลึกลับก็ได้พา เว่ยเซี่ย และเด็กสาวอีกคนมายังห้องลับแห่งหนึ่ง ก่อนที่นางจะยืนกระดาษสองแผ่นให้เด็กทั้งสองคน เว่ยเซี่ยขมวดมุ่นคิ้วด้วยความงุนงงแต่ก็รับมาอ่านในนี้มีเนื้อความว่า
"จงอย่าประหลาดใจไปเจ้าหนู ที่ข้ามาช่วยเจ้านั้นก็เพราะมีเหตุผลบางอย่าง และมีอาจส่งเสียงดังได้เพราะพวกที่ตามล่าเจ้าจะรู้ตัว จงรอเงียบ ๆอยู่ในห้องนี้ต่อ อีกราว ๆ ครึ่งชั่วยาม แล้วค่อยใช้ทางลับตรงนั้น หลบหนีลงเขาไป และจงอย่าได้กลับมาอีก มิเช่นนั้นอย่าหาว่าข้าใจร้าย…"
จากที่เว่ยเซี่ย งงอยู่ มันก็ยิ่งงงหนักกว่าเดิม สตรีผู้นี้เป็นใครกันแน่? รูปร่างหน้าตาดูคุ้นเคยยิ่งนัก…
เว่ยเซี่ยได้แต่มองจ้องนางพร้อมกับคำถามมากมายในหัว แต่ยามนี้ก็คงทำอย่างอื่นมิได้แล้ว ทุกอย่างผิดแผนไปหมด ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะ…..
เมื่อนึกได้มันจะหรี่ตามองเด็กสาวน่ารักแต่ปากจัดคนที่มันจับตัวมาด้วย ยามนี้หลังจากนางอ่านที่ได้รับมาเสร็จก็มีท่าทางสงบเสงี่ยมราวกับเป็นคนล่ะคน ก่อนจะคอตกเดินไปยืนอยู่ด้านหลังของสตรีลึกลับในชุดดำ เว่ยเซี่ยแต่คิดในใจว่าเนื้อหาในกระดาษที่นางได้รับคือสิ่งใดกันแน่ เหตุใดจึงเปลี่ยนนางได้ถึงเพียงนี้ แถมดูเหมือนนางจะหวาดกลัวสตรีลึกลับผู้นี้เป็นอย่างมากดูไปดูมาก็ให้นึกสะใจอยู่ไม่น้อย
และในเมื่อ เว่ยเซี่ยไม่ทางเลือกอื่นมันจึงเฝ้ารอเวลาอย่างเงียบ ๆ แต่ในระหว่างนั้นมันก็รู้สึกเบื่อหน่ายจึงเดินไปเดินสำรวจห้องลับแห่งนี้ ซึ่งก็ไม่มีอะไรน่าสนใจสักเท่าไหร่ นอกจากตัวอักษรโบราณที่ไม่ได้มีความหมาย ก่อนที่เว่ยเซี่ยจะถอนหายใจออกมา และเหลือบไปเห็นสตรีทั้งสองคนที่คล้ายกำลังกระซิบกระซาบบางอย่างกัน เว่ยเซี่ยไม่อยากรู้หรอกว่าพวกนางเจรจาอันใดกันเพราะยามนี้มันเริ่มสนใจในรูปร่างหน้าของเด็กสาวมากกว่า
ตอนแรกที่พบนางมันก็มิได้สนใจเท่าไหร่เพราะตกใจ และคิดหาทางหนี แต่ทว่ายามนี้ปลอดภัยแล้ว มันจึงมีเวลาเพ่งพินิจรูปร่างหน้าตาของเด็กสาวผู้นี่อย่างถนัดตา นางเป็นเด็กสาว อายุประมาณ 15 -16 ขวบปี ซึ่งน่าจะอ่อนกว่ามันเล็กน้อย สวมใส่ชุดเหลืองอ่อน ใบหน้างามสะคราญสดใสไร้ที่ติ ดวงตาสดใส จมูกโด่งเป็นสันงดงาม ริมฝีปากสีชมพูน่ารักน่าทะนุถนอม ผิวกายที่ขาวผุดผ่องแทบเย้ยหิมะให้อาย เรือนร่างงดงามสมส่วนกลมกลึง ส่วนเว้าส่วนโค้ง สอดรับกันอย่างไม่มีที่ติ โดยเฉพาะขนาดของทรวงอกนั้นดูใหญ่โตเกินตัวเป็นยิ่งนัก ชวนให้ศีรษะซี่ยนึกขึ้นมาได้ว่า มารดาคนงามของเด็กสาวที่มันแอบดูในตอนนั้น คงจะถ่ายทอดรูปร่างงดงามเช่นนี้มาให้บุตรสาวเป็นแน่
และเมื่อเว่ยเซี่ยยิ่งจ้องมองไปที่รูปร่างของเด็กสาวในชุดเหลืองนาน ความหงี่เงี่ยนในกายของมันก็เริ่มบังเกิดขึ้น เด็กสาวผู้นั้นก็มิใช่มิรู้ว่าตนกำลังถูกชายแปลกหน้าเพ่งมองอยู่ แต่ด้วยเกรงกลัวสตรีชุดดำกระมังจึงมิได้ส่งเสียงโวยวาย ยามนี้ใบหน้าของนางแดงก่ำมีรู้ว่าอับอาย หรือโกรธแค้น ไม่ก็ทั้งสองอย่าง จนสตรีชุดดำต้องกระแอม ออกมาเบา ๆ เพื่อบอกให้เว่ยเซี่ยรับรู้ว่ามันกำลังเสียมารยาท และไม่เป็นสุภาพบุรุษ เว่ยเซี่ยเองที่ได้ยินก็รีบส่งยิ้มเจื่อน ๆ ออกมา ก่อนที่มันจะค้อมศีรษะให้ หญิงสาวทั้งสอง เพื่อเป็นการขอโทษ และ รีบหันหน้าไปทางอื่นแทน..
***
เวลาภายในห้องลับค่อย ๆ ผ่านไปอย่างแช่มช้า แต่ก็ใกล้จะครบตามที่สตรีลึกลับบอกแล้ว แต่ในระหว่างนั้นหูของเว่ยเซี่ยยังได้ยินเสียงของคนของพรรคมารราคะเอะอะโวยวาย กำลังตามล่าตัวมันอยู่ภายนอกห้องตลอดเวลา ตอนแรกมันเองก็ดูเป็นกังวลนิดหน่อย กลัวว่าพวกมันจะเจอห้องลับแห่งนี้ แต่เมื่อเห็นแววตาของสตรีลึกลับ มันจึงเบาใจขึ้นมาทันที มิรู้ว่านางเป็นผู้ใดกันแน่ แต่ถ้ามั่นอกมั่นใจได้ขนาดนี้ก็คงไม่น่าห่วง และเมื่อเจ้าเว่ยเซี่ย มองตานางเสร็จ มันก็เริ่มจินตนาการถึงใบหน้าจริง ๆ ของนางว่าจะเป็นเช่นไร คงจะต้องงดงามไม่แพ้กับเด็กสาวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ แต่สิ่งที่น่าดึงดูดยิ่งกว่าก็คือเรือนร่าง แม้นางจะสวมชุดดำปกปิดมิดชิดแต่ก็มิอาจซ่อนความอวบอิ่มของร่างกายได้ เจ้าเว่ยเซี่ยยิ่งเห็นก็ยิ่งตื่นเต้น ก่อนที่มันจะแสร้งหันไปทางอื่น แล้วสลับกับแอมมองเรือนร่างของสองสาวเป็นระยะ
แน่นอนว่า พวกนางทั้งคู่ก็รู้ตัว สตรีในชุดดำได้แต่ถอนหายใจพร้อมส่ายหน้าด้วยความเอือมระอา แต่เด็กสาวข้างที่มีใบหน้าแดงก่ำ ก็ยิ่งแดงจนไม่รู้จะแดงยังไงแล้ว แต่ทว่า…ในเวลานั้นเองก็ได้มีเสียงของชายผู้นั้น ผู้ที่เป็นบิดาของเด็กสาว เอ่ยดังขึ้นมาจากภายนอกห้องลับ
"พวกเจ้าจงค้นหาทุกซอกทุกมุมอย่าให้มันหนีไปได้..! ดูท่าทางมันจะไม่คุ้นชินกับเส้นทางภายในพรรค ข้าว่ามันคงอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลแถวนี้แหละ…" เสียงของมันทำให้เว่ยเซี่ยตกใจมาก แต่สตรีชุดดำก็ยกนิ้วชี้ขึ้นมาแนบที่ปาก คล้ายจะสื่อว่า ให้เงียบ และให้อยู่นิ่ง ๆ ซึ่งเว่ยเซี่ยเองก็พยักหน้ารับอย่างแช่มช้า ก่อนที่สายตาลามกทะลึ่งตึงตังของมันจะมองจ้องไปหน้าอกของเด็กสาวอีกครั้ง คล้ายจะแกล้งนางเล่นเพื่อเอาคืนที่ทำแผนมันพัง เพราะเว่ยเซี่ยนั้นรู้ดีว่า ยังไงเสียนางก็คงไม่กล้าโวยวาย ยามนี้เพราะกลัวสตรีชุดดำ
แต่คำโบราณกล่าวไว้ว่า ความอดทนของคนเรามีขีดจำกัด ซึ่งเด็กสาวผู้นี้ก็น่าจะเกิดจุดนั้นมาไกลโขแล้ว นางจึงมิอาจฝืนไว้ได้อีกต่อไป ซึ่งสตรีชุดดำก็รู้ดีนางพยายามหันหน้าไปมองพร้อม ส่งสายตาตาดุ และศีรษะ ประหนึ่งจะบอกว่า ให้เด็กสาวอดทนไว้อีกนิดอย่าได้ทำอย่างที่คิด แต่ดูเหมือนครานี้จะไม่ได้ผลเสียแล้ว เมื่อเด็กสาวในชุดเหลืองส่งเสียงตะโกนออกมาดังที่สุดเท่านางจะทำได้
"ท่านนนนนนนนนนน…นนนนนพ่อ….ข้าอยู่ในนี้…!!!!!"
โครมม….มมมมม…!!
เพียงแค่เสี้ยววินาทีเดียวที่นางตะโกนจบกำแพงหินหนาหลายนิ้วของห้องลับก็ถูกฝ่ามือของชายวัยกลางคนผู้นั้นซัดจนพังทลายเกิดเสียงดังสนั่นพร้อมกับฝุ่นควันคละคลุ้งลอยตลบอบอวลไปทั่ว
"ตรงนี้มีห้องลับอยู่ด้วยกระนั้นรึ? น่าแปลกใจยิ่งนักที่ข้าไม่เคยรู้มาก่อน พ่อต้องขอบใจเจ้าจริง ๆ ที่ส่งเสียงออกมา…" ชายหนุ่มผู้นั้นเอ่ยขึ้นพร้อมกับก้าวเข้ามาในห้องลับขณะที่ฝุ่นดินยังไม่จางหายไป ความหวาดกลัวเริ่มเข้าครอบงำภายในหัวของเว่ยเซี่ย อย่างรวดเร็ว มันจะทำเช่นไรดี สู้รึ? ไม่แน่ว่าจะเอาชนะได้ หนีรึ? คงมิพ้นเป็นแน่….
ยามนั้นทุกอย่างในหัวของเว่ยเซี่ยดูจะมืดแปดด้านไปหมด เหงื่อกาฬของมันเริ่มไหลซึมออกมาบนใบหน้า สองขา เริ่มสั่นเทา และก้าวถอยไปข้างหลัง ก่อนที่ฝ่ามือข้างหนึ่งของมันจะไปแตะโดนเข้ากับอะไรบางอย่างที่มีลักษณะคล้ายตัวอักษร ซึ่งนูนออกมาจากกำแพง
กึก..! ครืนนนน..นนนนนนนนนนน…!!
สิ่งที่เว่ยเซี่ยไปโดนเข้าคล้ายกับสลักของกลไกอะไรบางอย่าง จากนั้นก็เกิดแรงสั่นสะเทือนไปทั่วห้องลับ ก่อนที่จะตามมาด้วยเสียงกรีดร้องของชายหญิงคู่หนึ่ง
"เหวอออ…อออออ..!!
"กรี๊ดดด…..ดดดด..!!
"อันใดกัน..!? เกิดอันใด นั้นมันเสียงของ นี่.." ชายหนุ่มวัยกลางคนผู้นั้นโวยวายเสียงดังกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่เกิดขึ้น ก่อนที่ฝุ่นควันภายในห้องลับจะค่อย ๆ จางไป และ สิ่งที่มันพบก็คือไม่มีใครอยู่ตรงหน้ามันอีกแล้ว หากแต่บนพื้นมีหลุมลึกสีดำขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นมาแทน
หากจะให้คาดเดาสิ่งที่เกิดขึ้นก็คงเป็นเพราะเว่ยเซี่ยบังเอิญไปโดนเข้ากับกลไกลับบนผนัง ทำให้ร่วงตกลงไปในหลุมบนพื้นที่มันยืนอยู่ และด้วยความตกใจบวกกับที่มองไม่เห็นกระมัง จึงได้คว้าแขนของเด็กสาวไปพร้อมกัน ส่วนสตรีชุดดำนั้นมิรู้ว่าหายไปไหนเสียแล้ว.…
จบบทที่ 49