ขณะนี้เมื่อเฮอเมียเดินผ่านประตูบ้านด้านหน้าเข้ามานั้นเธอก็ได้ยินเสียงเครื่องใช้ในครัวกระทบกันดังอยู่
ซึ่งเสียงแบบนี้แสดงว่าแนนนี่ผู้ซึ่งดูแลเธอมาั้แ่เธอยังเป็ทารกและบัดนี้ได้เปลี่ยนมาทําหน้าที่แม่ครัวกําลังหงุดหงิดเนื่องจากเฮอเมียใช้เวลาไปเก็บไข่นานเกินควร
เฮอเมียอดคิดสงสัยอยู่ในใจไม่ได้ว่าควรจะเล่าถึงเหตุผลแท้จริงที่ทําให้กลับบ้านล่าช้าให้แนนนี่ฟังดีหรือไม่แต่พอเธอโผล่เข้าไปในประตูครัวก็ได้ยินเสียงแนนนี่เอ็ดตะโจนเข้าใส่
“มาพอดีที่เดียว..สงสัยว่าคุณหนูคงจะฝันเพลินเหมือนเคยอีกแล้วสินะคะทั้งที่อิฉันรีบจะทําอาหารให้เสร็จก่อนที่คุณพ่อจะออกไปเยี่ยมมิสซิสเกรนเยอร์เพราะเธอส่งคนมา
ตาม..”
“หนูขอโทษค่ะแนนนี่ที่ใช้เวลานานไปหน่อย” เฮอเมียกล่าว
“คุณหนูน่ะชอบฝันกลางวันอยู่เรื่อย”แนนนี่ทำเสียงดุ “คอยดูเถอะ สักวันหนึ่งคุณหนูคงจะหาทางกลับบ้านไม่เจอแน่ไม่เชื่อก็คอยดูต่อไปแล้วกัน”
นางรับตะกร้าไปจากเฮอเมียเอาวางลงบนโต๊ะจากนั้นก็เริ่มต่อยไข่ใส่ชามใบใหญ่ เฮอเมียรู้ว่าแนนนี่กำลังจะทำออมเล็ต
“มิสซิสเกรนเยอร์้าพบปาป้าเื่อะไรหรือคะแนนนี่?”เฮอเมียถามอย่างแปลกใจ
“อิฉันคิดว่าแกคงนึกว่าแกใกล้จะตายอีกครั้งแล้วมังคะ”แนนนี่ตอบห้วนๆ “เป็ข้ออ้างอย่างหนึ่งที่จะให้ท่านบาทหลวงได้จับมือแกไว้แล้วก็บอกว่าพระเ้ากำลังรออยู่พร้อมด้วยเหล่าเทวทูตทั้งหลาย แต่อิฉันว่าจริงๆแล้ว พระเ้าน่าจะมีอะไรบางอย่างที่ดีกว่านั้นทำนะคะ”
คำตอบของแนนนี่ทำให้เฮอเมียอดหัวเราะไม่ได้
วิธีการพูดเสียดสีประชดประเทียดของแนนนี่นั้นออกจะแตกต่างกว่าวิธีการพูดของคนอื่นๆ แต่เฮอเมียรู้ดีว่าที่แนนนี่พูดอย่างนี้ก็เพราะนางรักทุกคนในครอบครัวนี้และไม่พอใจถ้าใครจะมาสร้างความยุ่งยากให้กับบิดาของเธอ
“เอาละค่ะตอนนี้กรุณาออกไปจัดโต๊ะได้แล้วนะคะ มิสเฮอเมีย” แนนนี่ออกคำสั่ง“อิฉันจะไม่ยอมให้คุณพ่อของคุณหนูออกจากบ้านหลังนี้ทั้งท้องว่างๆแบบนั้นหรอกค่ะ ไม่ว่าท่านจะว่ายังไงก็ตาม”
เฮอเมียรีบวิ่งออกไปจัดการตามคำสั่งพอจัดโต๊ะสำหรับสามคนเสร็จก็ได้ยินเสียงมารดาที่เพิ่งกลับมาจากหมู่บ้าน
มันดูออกจะแปลกเป็พิเศษที่ในหมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้มีอะไรต่อมิอะไรให้ทำมากมายเหลือเกินทั้งยังมีผู้คนอีกมากมายที่้าความช่วยเหลือหรือไม่ก็กำลังใจถ้าไม่จากแม่ก็พ่อของเธอ ซึ่งผลที่เกิดตามมาก็คือ ทั้งสามคนพ่อแม่และลูกสาวจะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันวันละไม่เกินหนึ่งชั่วโมง
ทันทีที่มิสซิสบรู๊คเดินผ่านประตูบ้านด้านหน้าเข้ามาและเหลือบไปเห็นลูกสาวที่กำลังจัดโต๊ะให้เรียบร้อยอยู่ในห้องรับประทานอาหารก็ร้องออกมาว่า
“โอ. ลูกจ๋าแม่ดีใจจริงที่หนูอยู่บ้าน มิสซิสเบอเกิลส์น่ะน่าสงสารเหลือเกินนี่แม่สัญญากับแกไว้ว่าจะส่งยาแก้ไอตำรับพิเศษของแม่ไปให้ หลังอาหารกลางวันแล้วหนูช่วยเอาไปให้แกหน่อยได้ไหมลูก?”
“ได้สิคะ มาม่า” เฮอเมียรับคำอย่างเต็มอกเต็มใจ
ผู้เป็มารดาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าประตูพร้อมกับถามต่อว่า
“นี่หนูไปเก็บไข่จากฮันนี้ซัคเคิลฟาร์มมาใช่ไหม..มิสซิสจอห์นสันได้ข่าวคราวเื่ลูกชายแกบ้างหรือเปล่า?”
“ยังไม่ได้เลยค่ะ” เฮอเมียตอบ
สีหน้าของมารดาสลดเศร้าเป็ครั้งแรกที่เฮอเมียฉุกใจคิดขึ้นมาว่ายังจะมีใครสักกี่คนในละแวกนี้ที่จะใส่ใจในความทุกข์ยากของผู้คนที่อยู่ล้อมรอบตัวเช่นบิดากับมารดาของเธออีก..?
ไม่ว่าลูกของใครจะเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมาหรือเมื่อคนชราคนหนึ่งเกิดตายลงหรือแม้แต่ทางครอบครัวไม่ได้รับข่าวคราวจากลูกชายที่ถูกเกณฑ์ไปเป็ทหาร และอื่นๆอีกมากมาย เหล่านี้ล้วนแล้วแต่กลายมาเป็ปัญหาส่วนตัวของบาทหลวงกับภรรยาทั้งสิ้น
ซึ่งถ้าจะกล่าวตามความเป็จริงเฮอเมียมักจะคิดอยู่เสมอว่าความสุขของทุกคนในหมู่บ้านคือความสุขของครอบครัวเธอด้วยและในยามทุกข์ก็มักเป็ความทุกข์ของครอบครัวอีกเช่นกัน..
มันทำให้เธอมีความรู้สึกเหมือนได้เป็ส่วนหนึ่งของครอบครัวที่ใหญ่มากมันทำให้เฮอเมียรู้ว่ามันเป็ชีวิตที่แตกต่างกว่าชีวิตแบบของท่านเอิร์ลและภรรยาที่มักแวดล้อมอยู่ด้วยผู้รู้จักมักคุ้นแต่ไม่มีใครเลยสักคนที่จะรู้จักจิตใจของกันและกันอย่างแท้จริง
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้มันทำให้เธอรู้สึกรานร้าวในหัวใจขึ้นมาอีก เมื่อคิดถึงว่า บัดนี้มาริลีนไม่ได้ทำตัวเป็เพื่อน
กับเธออีกต่อไปแล้วจะมีอยู่ก็แต่สายสัมพันธ์ในความเป็ญาติที่ไม่้าเห็นหน้าเธออีกต่อไป
มันเป็ความรู้สึกที่แตกต่างกว่าสมัยที่ยังเป็เด็กและแข่งกันเรียนแข่งกันเล่นมาโดยตลอดอย่างมาก
ในครั้งกระนั้นเด็กหญิงทั้งสองมีอะไรมากมายหลายสิ่งที่สามารถทำร่วมกันได้ทั้งสองต่างอยู่ในคฤหาสน์เก่าแก่หลังใหญ่ซึ่งเป็คฤหาสน์ประจำตระกูลบรู๊คมาหลายชั่วอายุคนเมื่อเบื่อบรรยากาศภายในบ้านก็จะออกไปอยู่ในสวนไม้ดอกที่ได้รับการตกแต่งไว้อย่างสวยงามแต่ส่วนใหญ่มักจะขลุกกันอยู่ในคอกม้า
ท่านเอิร์ลมิได้สมรสจนล่วงเลยวัยหนุ่มไปค่อนข้างมากและเหตุนี้ทำให้น้องชายของเขามีลูกสาวที่อายุไล่เลี่ยกับลูกสาวของตนและเป็เื่ธรรมดาที่เด็กๆ ซึ่งเป็ลูกพี่ลูกน้องกันจะถูกเลี้ยงดูให้เจริญวัยขึ้นมาด้วยกัน
ซึ่งนับเป็ความเมตตาอย่างยิ่งที่บิดาและมารดาของเฮอเมียได้รับขณะเดียวกัน มันทำให้เธอได้สำนึกถึงความแตกต่างทางด้านฐานะระหว่างท่านลุงกับบิดาของเธอด้วย
อย่างไรก็ตามเธอได้เรียนรู้มาั้แ่เด็กถึงความแตกต่างอันสำคัญโดยเฉพาะในเื่ของความสุขทั้งนี้ เพราะบรรยากาศแห่งความสุขภายในบ้านพักของบาทหลวงนั้นถ้าจะเปรียบก็ราวความสว่างเรืองรองแห่งแสงอาทิตย์ที่ฉายฉานอยู่ตลอดเวลาในขณะที่บรรยากาศที่เดอะ ฮอลล์ จะดูหมองหม่นซึมเซาและบ่อยครั้งที่มักจะรุ่มร้อนด้วยความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน
หลังจากเวลาผ่านไปเพียงไม่กี่ปีเฮอเมียก็ยังได้รับรู้ต่อไปอีกด้วยว่าแท้ที่จริงแล้วทั้งท่านลุงและท่านป้าของเธอนั้นแทบจะไม่มีทางเข้ากันได้เลย..
ขณะอยู่ต่อหน้าผู้คนท่านเอิร์ลกับภรรยาจะแสดงความรักใคร่ไยดีต่อกันทั้งสองจะช่วยกันรับรองแเื่ด้วยมารยาทอันสุภาพแต่ทุกความรู้สึกที่แสดงออกนั้นถ้าใครบางคนจะช่างสังเกตอยู่สักหน่อยก็จะััได้ว่าแท้ที่จริงแล้วไม่ได้มีความจริงใจแฝงอยู่ด้วยเลย
แต่เมื่อไม่มีใครนอกจากมาริลีนกับเฮอเมียก็จะเห็นได้ชัดว่าเคาน์เตสมองเห็นว่าสามีของเธอนั้นเป็บุคคลที่น่าเบื่อหน่ายอย่างที่สุด ขณะที่ท่านเอิร์ลซึ่งปรกติแล้วเป็บุคคลที่ชอบใช้ชีวิตแบบง่ายๆก็แสดงความไม่ชอบในเกือบจะทุกสิ่งที่ภรรยาทำหรือเสนอแนะขึ้น
สิ่งต่างๆเหล่านี้มันหมายถึงความตึงเครียดที่เกิดอยู่ระหว่างสองสามีภรรยาและเป็สิ่งที่เฮอเมียผู้อ่อนไหวต่อความรู้สึกและมีนิสัยเป็คนช่างสังเกตสามารถจับได้อย่างรวดเร็วและชัดเจน
เมื่อใดก็ตามที่ไม่มีแขกมาพักที่บ้านเด็กหญิงทั้งสองจะรับประทานอาหารด้วยกันชั้นล่าง แต่บ่อยครั้งที่เฮอเมีย
จะวิ่งกลับมาบ้าน พอใจที่จะรับประทานอาหารง่ายๆที่แนนนี่เตรียมให้มากกว่าอาหารรสเลิศที่จะต้องมีคนรับใช้คอยเสิร์ฟและดูแลถึงสามคน ไม่นับพ่อบ้าน..
และเมื่อเฮอเมียกลับมาถึงบ้านในตอนเย็นเธอจะโถมเข้ากอดมารดาไว้ แล้วก็พูดตามประสาเด็กว่า
“มาม่าขา..หนูรักมาม่าเหลือเกินหนูอยากอยู่กับมาม่าทุกวันเลย หนูรักบ้านหลังเล็กๆ ที่อบอุ่นของเราและหนูอยากให้ทุกๆ คนมาอยู่พร้อมหน้ากันด้วยค่ะ”
เนื่องจากมิสซิสบรู๊คเข้าใจดีว่าลูกสาวของนางมีความรู้สึกอย่างไรนางจึงจำต้องใช้วิธีการตามแบบของตนเองเพื่ออธิบายให้เฮอเมียเข้าใจว่าเพราะเหตุใดเธอจึงต้องศึกษาหาความรู้เท่าที่สามารถจะหาได้จากครูผู้เชี่ยวชาญซึ่งคุณลุงได้ลงทุนว่าจ้างมาด้วยราคาแพงมาก
“แม่กลัวเหลือเกินนะลูกรักว่าถ้าหนูไม่ไปเรียนหนังสือที่เดอะ ฮอลล์ละก็ ปาป้าจะต้องลงมือสอนหนูเองซึ่งเป็เื่ที่แทบเป็ไปไม่ได้เลยเพราะนอกจากปาป้าจะลืมแล้วหนูก็เห็นว่าบ่อยครั้งท่านมีภารกิจมากยุ่งกับการรับใช้พระเ้าอยู่ตลอดเวลา”
“หรือไม่เช่นนั้นนะ..” มิสซิสบรู๊คกล่าวต่อ “เราก็อาจจะต้องไปเกลี้ยกล่อมให้มิสคันนิ่งแฮมซึ่งก็แก่มากแล้วแถมเวลานี้ก็ใกล้จะตาบอดเต็มทีแต่ว่าครั้งหนึ่งเคยเป็ครูให้มาช่วยสอนหนูให้มีความรู้ในวิชาสำคัญๆ บางวิชาอยู่ดี”
“มาม่าคะหนูเข้าใจดีค่ะว่ามาม่ากำลังสอนอะไรหนูอยู่” เฮอเมียซึ่งตอนนั้นอายุสิบสี่ปีแล้วกล่าวกับมารดาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “แล้วหนูก็สำนึกในบุญคุณของมิสเวดอย่างมากเลยค่ะที่พยายามสอนเราทุกวิชาที่เธอมีความรู้ขณะเดียวกันสิ่งที่สำคัญยิ่งไปกว่าแต่ละบทเรียนที่มิสเวดสอนก็คือหนูได้รับอนุญาตให้ใช้ห้องสมุดที่เดอะฮอลล์ได้ด้วยค่ะ” สาวน้อยหัวเราะเสียงใสก่อนกล่าวต่อว่า
“ผู้ดูแลที่ดินของท่านลุงยังบอกเลยนะคะมาม่าว่าที่บ้านนั้นไม่มีใครสนใจเื่หนังสือเท่าหนูสักคนและเวลาที่เขาทำรายการหนังสือที่จะจัดใส่ห้องสมุดแต่ละครั้ง หนูแน่ใจเลยค่ะว่าเขาจะต้องใส่ชื่อหนังสือที่หนูชอบเข้าไว้ด้วย”
“ถ้าอย่างนั้นลูกก็โชคดีมากเลยละ”มิสซิสบรู๊คยิ้มให้ลูกสาว
และนั่นเป็สิทธิพิเศษอีกอย่างนึงที่เฮอเมียได้รับมันไม่ใช่เื่ยากที่เธอจะเข้าไปในห้องสมุดโดยเฉพาะเวลาที่ท่านเอิร์ลกับภรรยาไม่อยู่บ้าน
แต่เธอรู้สึกว่ามันเป็ความผิดถ้าจะเอาหนังสือเ่าั้มาเพื่อประโยชน์ของตนเองโดยเฉพาะเวลาที่ท่านเอิร์ลกับภรรยาของท่านไม่อยู่บ้าน