ตอนที่ 4: สัญญาร่วมทางและกระเพาะเหล็กไหล
กลิ่นคาวเืที่คละคลุ้งผสมผสานกับกลิ่นเนื้อย่างร้อนๆ ลอยอบอวลไปทั่วบริเวณจุดพักขบวนรถม้าตระกูลมู่ บรรยากาศที่เคยตึงเครียดและเต็มไปด้วยความหวาดผวาเมื่อครึ่งชั่วยามก่อน บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความเงียบงันอันน่าประหลาดใจ เหล่าผู้คุ้มกันที่รอดชีวิตจากการปะทะกับฝูงอสูรวานรเขี้ยวดาบต่างพากันนั่งจับเจ่าอยู่รอบกองไฟ สายตาทุกคู่จดจ้องไปยังทิศทางเดียวกันด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก
ณ บริเวณลานดินว่างเปล่าใต้ เงา ของต้นไม้ใหญ่ ร่างของจ้าวหานกำลังสวาปามอาหารทุกอย่างที่ขวางหน้าอย่างบ้าคลั่ง!
ขาหมูป่าย่างไฟจนเหลืองกรอบถูกเขากัดกระชากและกลืนกินลงไปทั้งกระดูก เสียงเคี้ยวกร้วมๆ ดังสะท้อนไปมาในความเงียบ เนื้อตากแห้งจำนวนสิบชั่ง (ประมาณหกกิโลกรัม) หายวับไปในพริบตา ราวกับว่ากระเพาะอาหารของเด็กหนุ่มผู้นี้คือหลุมดำที่ไม่มีวันถูกเติมเต็ม แม้แต่โอสถฟื้นฟูระดับต่ำที่ผู้คุ้มกันนำมาประเคนให้ เขาก็เทกรอกปากทีเดียวเป็กำมือโดยไม่สนใจกฎเกณฑ์การโคจรพลังปราณเพื่อดูดซับยาแม้แต่น้อย
"มะ... หมูย่างตัวที่สามหมดไปแล้วครับคุณหนู" ชายร่างั์ผู้เป็หัวหน้าผู้คุ้มกันกระซิบรายงานมู่รุ่ยเสวี่ย ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบ
คุณหนูตระกูลมู่ผู้สูงศักดิ์ยืนกอดอกมองภาพเบื้องหน้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน นางเคยเห็นยอดฝีมือสายฝึกกายามาบ้าง คนเ่าั้มักจะมีรูปร่างกำยำล่ำสันและกินจุเป็เื่ปกติ ทว่าเด็กหนุ่มตรงหน้ากลับมีรูปร่างผอมบาง ซ้ำยังมีผิวพรรณซีดเซียว แต่เขากลับสามารถย่อยกระดูกและเนื้อสัตว์อสูรปริมาณมหาศาลได้อย่างรวดเร็ว
สิ่งที่น่าใยิ่งกว่าคือ ทันทีที่อาหารตกถึงท้อง ิัของจ้าวหานที่เคยดูแห้งกร้านก็เริ่มมีน้ำมีนวลขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด าแขีดข่วนเล็กน้อยตามร่างกายสมานตัวเข้าหากันเองด้วยความเร็วที่ตามองเห็นได้ นี่ไม่ใช่ผลลัพธ์ของการใช้พลังปราณรักษา แต่เป็ประสิทธิภาพของ 'วิชากายาหินผา' ที่กำลังสูบฉีดสารอาหารไปซ่อมแซมเซลล์และสร้างมวลกล้ามเนื้อขึ้นมาใหม่
[เ้านายครับ อัตราการแปลงมวลสารอยู่ที่เจ็ดสิบห้าเปอร์เซ็นต์... ยอดเยี่ยมมาก! การเคี้ยวกระดูกสัตว์อสูรช่วยเพิ่มแคลเซียมให้โครงสร้างกายาของคุณแน่นขึ้น ตอนนี้มวลสำรองของคุณกลับมาอยู่ในระดับ 'โซนปลอดภัย' แล้ว หากมีหมาป่าโง่ๆ โผล่มาอีก คุณสามารถยิงปืนระดับ 1 แบบไม่เต็มกำลังได้สบายๆ ถึงห้าสิบนัดโดยไม่ต้องห่วงว่าแขนจะลีบ] เสียงของศูนย์ (Zero) ดังก้องในระบบประสาทของเขา น้ำเสียงของจิติญญาปืนดูอารมณ์ดีขึ้นมากเมื่อััได้ถึงพลังงานที่อัดแน่นในร่างกายผู้เป็นาย
"ห้าสิบนัดรึ... ยังไม่พอหรอก ข้า้ามวลสารมากกว่านี้ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลื่อนขั้นเป็กายาเหล็กไหล" จ้าวหานตอบกลับในใจ ขณะยื่นมือไปคว้าไก่ย่างตัวอวบอ้วนมาฉีกกินต่อ
หลังจากจัดการกวาดล้างเสบียงไปกว่าครึ่งรถม้า จ้าวหานก็เรอออกมาเสียงดังลั่นป่า เขาใช้หลังมือเช็ดคราบไขมันที่มุมปาก ก่อนจะลุกขึ้นยืนบิดี้เี เสียงกระดูกลั่นกรอบแกรบดังกังวาน ร่างกายของเขาตอนนี้ไม่รู้สึกถึงความเหนื่อยล้าจากการยิงปืนมหาประลัยเมื่อครู่อีกต่อไป
มู่รุ่ยเสวี่ยเห็นดังนั้นจึงสูดลมหายใจลึก ปรับสีหน้าให้เยือกเย็นและสง่างามตามแบบฉบับนักธุรกิจหญิงแห่งขบวนการค้า นางก้าวเดินเข้าไปหาเขาพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ
"ดูเหมือนว่าความหิวโหยของเ้าจะได้รับการบรรเทาแล้วสินะ คุณชายจ้าว" นางเอ่ยทักทาย เปลี่ยนสรรพนามจาก 'เ้าเด็กพเนจร' เป็ 'คุณชาย' อย่างเป็ทางการ
จ้าวหานเลิกคิ้วเล็กน้อย "อาหารของตระกูลมู่รสชาติไม่เลวเลยทีเดียว ถือว่าคุ้มค่ากับแรงที่ข้าเสียไปเพื่อกวาดล้างลิงพวกนั้นให้พวกท่าน"
"แน่นอน ตระกูลมู่ของเราไม่เคยตระหนี่กับ 'ผู้มีพระคุณ' หรอก" มู่รุ่ยเสวี่ยกล่าวตอบ นางเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะพูดเข้าประเด็น "ข้าขอแนะนำตัวอย่างเป็ทางการ ข้าคือ มู่รุ่ยเสวี่ย บุตรสาวคนโตของผู้นำสมาคมการค้าตระกูลมู่แห่งเมืองเมฆาคราม ขบวนสินค้าของเรากำลังเดินทางกลับเมืองหลังจากไปประมูลสมุนไพรหายากมา... ทว่าดูเหมือนเส้นทางนี้จะไม่ปลอดภัยเท่าที่ควร"
นางปรายตามองไปที่รอยไหม้สีดำยาวเหยียดบนพื้นถนน ซึ่งเป็ผลงานจากลำแสงปรมาณูของจ้าวหาน "วิชาที่ท่านใช้เมื่อครู่ ช่างทรงอานุภาพและแปลกตายิ่งนัก ข้าไม่ััถึงพลังปราณเลยแม้แต่น้อย ท่านพอจะบอกได้หรือไม่ว่ามันคือวิชาของสำนักใด?"
จ้าวหานลอบยิ้มในใจ ผู้หญิงคนนี้ฉลาดและรู้จักใช้จังหวะ นางพยายามล้วงความลับของเขาด้วยท่าทีที่ดูเป็มิตร
"มันไม่ใช่วิชาของสำนักไหนทั้งนั้น ข้าเป็เพียงนักสู้พเนจรที่ฝึกฝนร่างกายเท่านั้น ส่วนอาวุธนั่น..." จ้าวหานตบเบาๆ ที่รอยสักบนแขนขวา "มันเป็ 'มรดกตกทอด' จากอาจารย์ที่ล่วงลับไปแล้ว ท่านสั่งเสียไว้ว่าห้ามบอกชื่อวิชาแก่ผู้ใด ข้าจึงต้องขออภัยที่ไม่อาจตอบคำถามของแม่นางได้"
มู่รุ่ยเสวี่ยพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ แม้ในใจจะยังเต็มไปด้วยความสงสัย แต่ในโลกของจอมยุทธ์ การซักไซ้ไล่เลียงถึงความลับของผู้อื่นถือเป็การเสียมารยาทอย่างยิ่ง นางเปลี่ยนเื่สนทนาทันที
"เข้าใจแล้ว ในเมื่อท่านไม่สะดวกใจข้าก็จะไม่ถามต่อ แต่จากเหตุการณ์เมื่อครู่ ทำให้ข้าตระหนักได้ว่ากำลังรบของผู้คุ้มกันเรายังไม่เพียงพอ คุณชายจ้าว... ท่านสนใจจะรับจ้างเป็ผู้คุ้มกันชั่วคราวให้ขบวนรถม้าของเราหรือไม่? หน้าที่ของท่านมีเพียงแค่คุ้มกันข้าให้ถึงเมืองเมฆาครามอย่างปลอดภัย"
จ้าวหานลูบปลายคางพลางทำท่าครุ่นคิด อันที่จริงเขาไม่มีจุดหมายปลายทางที่แน่ชัด การเกาะติดขบวนรถม้าของเศรษฐีเข้าเมืองถือเป็ทางเลือกที่ยอดเยี่ยมที่สุด ไม่เพียงแต่จะประหยัดพลังงานในการเดินเท้า แต่ยังมีคนคอยหาอาหารมาประเคนให้ถึงที่
"ข้อเสนอของท่านน่าสนใจ แต่ค่าจ้างของข้าออกจะแพงสักหน่อยนะ" เด็กหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงยียวน
"ตระกูลมู่มีทรัพย์สินมหาศาล ท่าน้าหินปราณกี่ก้อน หรือทองคำกี่ชั่ง ข้าพร้อมจ่าย" นางตอบอย่างมั่นใจ
จ้าวหานส่ายหน้า "ข้าไม่้าเงินทองหรือหินปราณ สิ่งที่ข้า้าคือ 'อาหาร' ข้า้าเนื้อสัตว์อสูรระดับสูง สมุนไพรบำรุงเื และโอสถเสริมสร้างร่างกายจำนวนมาก หากท่านรับปากว่าจะเลี้ยงดูปูเสื่อข้าอย่างดีจนกว่าจะถึงเมืองเมฆาคราม ข้าจะรับประกันความปลอดภัยของท่านเอง"
มู่รุ่ยเสวี่ยถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ นางไม่เคยเจอยอดฝีมือคนไหนที่เรียกร้องค่าจ้างเป็ของกินมาก่อน แต่เมื่อพิจารณาจากปริมาณอาหารที่เขาเพิ่งสวาปามเข้าไป นางก็เริ่มเข้าใจว่าร่างกายของเด็กหนุ่มผู้นี้คง้าสารอาหารมหาศาลเพื่อหล่อเลี้ยงวิชาประหลาดนั่น
"ตกลง ข้ารับข้อเสนอ" นางยิ้มกว้าง "เชิญคุณชายจ้าวขึ้นไปนั่งบนรถม้าของข้าเถิด การเดินทางยังอีกยาวไกล ท่านจะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่"
นี่คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางร่วมกันระหว่างผู้ทะลุมิติผู้หิวโหยกับคุณหนูตระกูลมหาเศรษฐี
รถม้าของมู่รุ่ยเสวี่ยถูกตกแต่งอย่างหรูหรา ภายในบุด้วยพรมขนสัตว์ที่อ่อนนุ่ม กลิ่นเครื่องหอมปรับอากาศลอยแตะจมูกชวนให้ผ่อนคลาย ตรงกลางมีโต๊ะไม้แกะสลักที่เต็มไปด้วยผลไม้สดและน้ำชาชั้นเลิศ จ้าวหานเอนตัวลงพิงเบาะนุ่มๆ อย่างสบายใจ แตกต่างจากสภาพตอนที่เขานอนอดตายอยู่ใต้ต้นไม้เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนราวฟ้ากับเหว
ตลอดการเดินทาง จ้าวหานเอาแต่หยิบผลไม้เข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ ขณะที่มู่รุ่ยเสวี่ยนั่งอ่านตำราสมุนไพรอยู่ฝั่งตรงข้าม บรรยากาศภายในรถม้าเป็ไปอย่างผ่อนคลายและเงียบสงบ
[เ้านายครับ ผมตรวจพบสารอาหารประเภทวิตามินและเกลือแร่จากผลไม้พวกนั้น แต่มันให้มวลสารน้อยมากเลยนะ ถ้าจะให้ดี คุณควรถามแม่นางคนนี้ว่ามีเนื้อสัตว์อสูรระดับสองหรือระดับสามซ่อนไว้อีกหรือเปล่า] ศูนย์ยังคงทำหน้าที่เป็นักโภชนาการประจำตัวอย่างเคร่งครัด
"นายช่วยเงียบสักชั่วโมงได้ไหมศูนย์ ฉันกำลังเพลิดเพลินกับชีวิตคนรวยอยู่นะ" จ้าวหานปรามจิติญญาปืนในใจ
เวลาล่วงเลยผ่านไป ขบวนรถม้าเดินทางออกจากเขตป่าดงดิบเข้าสู่ถนนหลวงที่ปูด้วยหินเรียบเนียน สองข้างทางเริ่มปรากฏร่องรอยของการทำเกษตรกรรมและหมู่บ้านเล็กๆ บ่งบอกว่าพวกเขากำลังเข้าใกล้เขตเมืองใหญ่แล้ว
"คุณชายจ้าว" มู่รุ่ยเสวี่ยละสายตาจากตำราแล้วเอ่ยขึ้น "ท่านทราบสถานการณ์ในเมืองเมฆาครามในตอนนี้หรือไม่?"
จ้าวหานส่ายหน้าพร้อมกับกลืนองุ่นลงคอ "ข้าเพิ่งลงมาจากเขา ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับโลกภายนอก มีเื่อะไรน่าสนใจงั้นรึ?"
"เมืองเมฆาครามกำลังจะจัดการประมูลครั้งใหญ่ที่สุดในรอบสิบปี" นางอธิบายด้วยน้ำเสียงจริงจัง "สมาคมการค้าใหญ่ทั้งสามตระกูล รวมถึงตระกูลมู่ของข้า ต่างก็เตรียมตัวเพื่อแย่งชิง 'แก่นอสูรเพลิงโลกันต์' ซึ่งเป็สมบัติล้ำค่าที่เพิ่งถูกค้นพบ ว่ากันว่ามันมีพลังหยางที่รุนแรงมากพอจะช่วยให้ผู้ฝึกปราณทะลวงระดับเข้าสู่ขั้นก่อเกิดิญญาได้"
จ้าวหานพยักหน้ารับรู้ แม้เขาจะไม่มีพลังปราณและไม่สามารถดูดซับแก่นอสูรได้แบบจอมยุทธ์ทั่วไป แต่คำว่า 'พลังหยางรุนแรง' กลับกระตุ้นความสนใจของเขาขึ้นมา
[แก่นอสูรเพลิงโลกันต์? ฟังดูเหมือนก้อนพลังงานความหนาแน่นสูงเลยนะครับเ้านาย! ถ้าเราได้มันมาสกัดเป็มวลสารสำรองล่ะก็... ผมรับรองเลยว่าเราจะสามารถปลดล็อกการยิงระดับ 2 'พสุธากัมปนาท' ได้โดยที่คุณไม่ต้องเสียสละมวลแขนของตัวเองเลยล่ะ!] ศูนย์แทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
ดวงตาของจ้าวหานทอประกายวาววับ เขาเริ่มมองเห็นลู่ทางในการอัปเกรดความแข็งแกร่งของตัวเองแล้ว ในเมื่อเขาไม่สามารถใช้ปราณฟ้าดินได้ เขาก็ต้องใช้ 'เงิน' และ 'เส้นสาย' เพื่อกว้านซื้อทรัพยากรมาป้อนให้กระเพาะและปืนของเขาแทน
"ฟังดูน่าสนุกดีนี่" จ้าวหานยิ้มมุมปาก "ถ้าเช่นนั้น ข้าคงต้องขอพึ่งพาบารมีของคุณหนูมู่ในการเข้าร่วมงานประมูลครั้งนี้เสียแล้วสิ"
มู่รุ่ยเสวี่ยยิ้มตอบ "ด้วยความยินดีเ้าค่ะ แต่ข้าต้องขอเตือนไว้ก่อนว่า ภายในเมืองเมฆาครามมีกฎเกณฑ์ที่เข้มงวด การใช้กำลังแก้ปัญหาอาจไม่ใช่ทางออกที่ดีเสมอไป โดยเฉพาะกับขั้วอำนาจมืดที่ซ่อนตัวอยู่..."
ยังไม่ทันที่นางจะพูดจบ เสียงแตรเป่าสัญญาณก็ดังขึ้นจากด้านนอกรถม้า พร้อมกับเสียงะโของผู้คุ้มกัน
"เรียนคุณหนู! พวกเราเดินทางมาถึงหน้าประตูเมืองเมฆาครามแล้วขอรับ!"
จ้าวหานเลิกผ้าม่านรถม้าขึ้นมองออกไปเบื้องหน้า กำแพงหินสีเทาขนาดมหึมาที่สูงตระหง่านเสียดฟ้าปรากฏแก่สายตา บนกำแพงมีทหารยามสวมชุดเกราะยืนประจำการอยู่อย่างหนาแน่น ประตูเมืองที่ทำจากเหล็กกล้าเปิดอ้ากว้างต้อนรับผู้คนและขบวนสินค้าที่หลั่งไหลเข้าไปไม่ขาดสาย
การเดินทางอันแสนผ่อนคลายได้สิ้นสุดลงแล้ว เบื้องหน้าของจ้าวหานคือมหานครแห่งความมั่งคั่งและศูนย์รวมของเหล่าผู้ฝึกตน ที่ซึ่งเขาจะได้ใช้ 'มวลสาร' และ 'ปืนปรมาณู' ในการสร้างตำนานบทใหม่ให้โลกใบนี้ได้ประจักษ์