“หม่อมเ้าขา! หม่อมเ้าขา!”
เสียงนางบ่าวประจำตำหนักใหญ่ที่ใครได้ยินต่างก็ต้องระวังตัวไว้ดี เพราะเกรงว่าจะถูกจับตามองและเอาไปเล่าดังขึ้นมาแต่ลิบลิ่ว ตรงมายังห้องโถงตระการตา ที่มีหม่อมเอกกำลังนั่งขัดเงาเครื่องเพชรนิลจินดาพลอยอยู่บนโซฟาตัวสวย ผู้เป็นายชักสีหน้าไม่พอใจกับกิริยาพรวดพราดไร้มารยาทของมัน แต่ก็คล้ายจะชินเสียแล้ว
หล่อนจุปากแล้วบ่นว่า “อย่าเสียงดังไปนังเผือก รำคาญ เสด็จประทับอยู่ห้องทรงพระอักษร ประเดี๋ยวจะทรงตำหนิข้ามาได้ว่า ไม่สอนสั่งบ่าว”
“ขอประทานโทษเ้าค่ะ หม่อม แต่ว่าบ่าวไปสืบมาแล้วนะเ้าคะ”
“สืบเื่ใคร? เอ็งนี้ช่างไม่อยู่ดูดายนักนะ แส่ไปทั่ว มาช่วยข้าขัดเครื่องประดับนี่มา” หล่อนกล่าวพลางเช็คดูเพชรพลอยไป ไม่ได้แลตามอง
นางเผือกทำท่าหัวเสีย นึกแล้วเชียวว่านายต้องบ่น แต่เื่ของคนอื่นนั้นสำคัญกับมันนัก ถ้าไม่ให้แส่ ก็กลัวจะลงแดงตายเสียนี่ “เื่ท่านชายเดียวเ้าค่ะหม่อม เสียดาย บ่าวตามไปไม่ทัน”
“ชายเดียวอีกแล้ว อีนังนี่ ข้าบอกแล้วว่าอย่ามาพูดให้ข้ารำคาญหู ใครจะทำอะไรก็เื่ของเขา” ปากของหล่อนบ่นไป แต่ใจก็ต่างจากนางบ่าว กล่าวคือ ถ้ารู้ไว้ก็ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม “ข้าไม่อยากทราบเื่ชายเดียวนักหรอก แล้วนี่เอ็งได้เื่ว่าอย่างไร เล่ามาซี ข้ารอฟัง”
“ท่านชายเดียวเสด็จออกกับท่านชายปิ๋วเ้าค่ะ”
“อย่างไรต่อ”
“เท่านี้เ้าค่ะ หม่อม”
“โว๊ะ! อีนังนี่ เื่แค่นี้เอ็งก็เอามาเล่าให้ข้าฟัง ไปไป๊ จะไปไหนก็ไป ชักรำคาญ ทีหลัง ถ้าไม่ได้เื่อะไร ก็ไม่ต้องมารายงาน เข้าใจหรือไม่”
“เ้าค่ะ เย็นนี้บ่าวจะลองกลับไปสืบมาให้อีกเ้าค่ะ” นางบ่าวยืนยันเสียงหนักแน่น และพาร่างผอมออกไปจากห้องโถง
หม่อมเอกยิ่งกว่าเสียอารมณ์ หล่อนนึกว่าจะได้เื่อะไรเพิ่มเติมบ้าง แต่ก็ไม่ ถ้าหากว่าเื่ของท่านชายเดียวที่นางเผือกเล่าสู่ฟังวันนั้น เกิดเป็เื่จริงขึ้นมา ในภายภาคหน้า มันจะสร้างผลประโยชน์ให้แก่หล่อนมหาศาล หัวใจจะได้คลายออกจากเสี้ยนหนามเสียที
แล้วยกมือขอพึ่งอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยดลบันดาลในครั้งนี้ “เ้าประคุ๊ณ ขอให้เป็อย่างที่นางเผือกว่าทีเถิด”
ทั้งวันที่กระทรวงการคลังในวันนี้มีงานราชการไม่มากนัก นอกจากทำหน้าที่เดิมอย่างในทุก ๆ วันแล้ว ข้าราชการหนุ่มอย่างพันวาจาสิทธิ์ก็ยังพอเหลือเวลาว่างให้ได้หย่อนใจ หรือคิดถึงสิ่งอื่นบ้าง
ซึ่งสิ่งอื่นนั้น ไม่ใช่เื่อื่นใด ทว่าเป็เื่ของหัวใจ ที่เริ่มคิดไม่ตก เขาปรึกษากับตนเองอยู่นาน ถามหาวิธีที่จะรับมือกับคำตอบของท่านชายเดียว เพราะเป็ผู้ประพันธ์ฉันท์บทนั้นด้วยตัวเอง จึงทราบความหมายของมันทั้งหมด รู้ว่าบังอาจนัก แต่ใจก็สั่งให้ส่งไปแล้ว ถอยตอนนี้ก็คงไม่ทัน
คิดไป ชายหนุ่มก็นึกโมโหให้ตนเอง เวลาส่งถวายไม่กลัว มากลัวเอาอะไรในตอนที่จะได้คำตอบ และที่ยิ่งหวั่นใจไปมากกว่านั้นคือ หากท่านชายทรงอักษรจบบทแล้วก็พับเก็บไว้ มิทรงมีหทัยตรงกับเขา อีกประการคือ อาจจะกริ้ว ที่มีผู้ชายต่ำศักดิ์กว่าส่งหนังสือถวายเช่นนั้น
ชายหนุ่มคิดไปต่าง ๆ นานาในระหว่างที่เตะเท้าไปตามทาง เผลอพลั้งพูดออกมาอย่างลืมตัว “อย่าเพิ่งกังวลใจไปเลยน่า อ้ายด้าว บางที ท่านอาจจะยังไม่อ่านด้วยซ้ำ เราส่งไปแล้ว ก็ต้องยอมรับผลให้ได้ซี”
“นายพูดอะไร ส่งอะไรให้ใคร แล้วทำไมต้องกังวลใจด้วย หือ”
แต่คงลืมคิดไป ว่ากำลังเดินอยู่กับท่านชายปิ๋ว เขาทำตาโต ยกมือตีปากตนเองไปหนึ่งที ก่อนจะรีบส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน “มิได้กระหม่อม กระหม่อมอ่านนวนิยายอยู่เล่มหนึ่ง อยู่ ๆ นึกโกรธให้ตัวละคร จึงหลุดปากออกมาเท่านั้นกระหม่อม”
ท่านชายปิ๋วทรงมีพระอารมณ์ขันหลังจากฟังจบ ทรงทราบพอควร ว่าพระสหายมีใจฝักใฝ่ในงานวรรณกรรมและภาษาอยู่เนืองนิจ เพราะเห็นมีความชำนาญดีในการแต่งหนังสือ ร้อยกรองร้อยแก้ว แปลภาษา ตลอดจนคัดอักษรบรรจง ทั้งของไทยเอง และของนอก เวลาว่างก็มักจะทรงเห็นถือแต่หนังสือ หรือไม่ก็เครื่องดนตรี แต่ทรงคาดไม่ถึง ว่าจะเข้าถึงบทบาทหนักถึงขั้นเพ้อพกออกมายาวเป็ประโยคเช่นนี้
“นวนิยายประโลมโลกน่ะหรือ นายคงจะชอบนัก เื่รัก ๆ ใคร่ ๆ ฉันไม่เห็นจะชอบอ่านเสียตรงไหน นายเองนี่ก็… มีหลายอย่างคล้ายพี่ชายเดียวเหมือนกันนะ”
พันวาจาสิทธิ์ลองตรึกตรองดูก็เห็นว่าท่าจะจริงอย่างที่ท่านชายปิ๋วตรัส ท่านชายเดียวนั้นทรงมีพระรสนิยมหลายอย่างเฉกเช่นเดียวกันกับเขา
แต่มีอยู่อย่างหนึ่ง ซึ่งเขาก็ไม่กล้ามั่นใจเท่าใดนัก
ก็คือเื่ของหัวใจ
หากเป็ไปได้ เขาก็ปรารถนาที่จะให้ทรงมีสิ่งนั้นแหละที่เหมือนกัน ทั้งนี้ก็เตรียมใจไว้ด้วยกึ่งหนึ่ง เพราะสุดแล้วแต่วาสนาจริง ๆ
“แต่ทุกคนล้วนมีความรักไม่ใช่หรือกระหม่อม หรือว่าฝ่าาไม่ทรง…”
“ช้าก่อนนายด้าว จะหาว่าฉันรักใครไม่เป็อย่างนั้นหรือ ฉันไม่ใช่พวกตายด้าน ดูนายเสียก่อนเถอะ พูดราวกับว่ารักใครเป็อย่างนั้นเชียว ฉันเห็นแม่ของนายพร่ำบ่นอยู่เสมอ จะหาหญิงไหนมาให้ ก็เป็อันไม่สนใจ” ท่านชายปิ๋วทรงเอาความจริงมาย้อนถาม ทรงคบหามานาน ถึงทรงได้รู้ว่านายด้าวผู้นี้ ไม่เคยส่งสายตาแลใครเลย ครั้นมาวันนี้ดูแปลกไป มาพูดทำนองว่าตนมีรักอะไรอย่างนั้น
คราวนี้พระสหายละล่ำละลัก ถ้าเขาจะทูลว่าเมื่อก่อนอาจใช่ แต่ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว ก็เกรงว่าท่านชายจะทรงเย้าแหย่ จนเป็เหตุให้เขินอยู่ร่ำไป “เอ่อ… ก็ กระหม่อมไม่ได้รู้สึกถูกชะตากับหญิงทุกคนนี่กระหม่อม แต่ถ้าหากคนใด ที่กระหม่อมมั่นใจแล้ว ว่ารักแน่ กระหม่อมจะไม่มัวช้า”
“แล้วใคร? หญิงคนนั้นน่ะ”
เอาเข้าแล้ว เขาอึดอัดเป็คำรบที่สอง ท่านชายทรงซักไซ้ไม่ยอมหยุด อย่างนี้แล้ว คนตอบจะทูลว่าอย่างไรได้ เพราะแม้แต่หัวใจของตนเองก็ยังไม่กล้า “กระหม่อมทูลไม่ได้ฝ่าา เรายังไม่ได้ตกลงปลงใจกัน ผู้หลักผู้ใหญ่ท่านก็ยังไม่รู้ด้วย ประเดี๋ยวจะเสียหายถึงทางฝั่งนั้นเอา”
“ตามใจเถิด” รับสั่งสั้น ๆ แล้วดำเนินต่อไปข้างหน้า ท่านชายปิ๋วไม่ได้ทรงติดหทัยอะไรในตัวพระสหาย เขาจะชอบพอใคร อยากปกปิดหรือเปิดเผยอย่างไร จะไม่ทรงก้าวก่าย
ในขณะที่ดำเนินไปด้านหน้าเรื่อย ๆ อยู่นั้น สายเนตรคมพลันทอดเห็นหญิงสาวคนหนึ่งอีกฝั่งด้านหน้ากระทรวงการคลัง เ้าของเสน่ห์แรกพบผู้นั้นจะเป็ใครไปไม่ได้เลย หากไม่ใช่ หม่อมเ้าหญิงศศิวิมล อมราราช ซึ่งในไม่ช้านี้ จะเข้ามาเป็ทองแผ่นเดียวกัน ในฐานะเชษฐนี
แต่สิ่งนั้นเป็เื่ของอนาคต ท่านชายปิ๋วไม่ทรงเอาหทัยใส่ หากเชษฐาและท่านหญิงอ้อต่างยินยอมอภิเษกสมรสกันตามที่ผู้ใหญ่ท่านทรงหมายมั่นไว้นั้น ท่านชายก็จะทรงพลอยยินดีด้วย แต่เท่าที่ทรงเห็น ดูเหมือนจะไม่เป็เช่นนั้น ทั้งสององค์ทรงห่างเหินกันเกินคำว่าพระคู่หมั้น ด้วยเพราะอะไรก็ทรงรู้แน่ชัด นั่นจึงเป็ช่องโหว่แห่งหวังน้อย ๆ ในการทอดสะพานไปถึงวังอมราราชของท่านชายปิ๋ว
หม่อมเ้าขุนหาญห้าวแหนบาททรงมีหทัยต่อหม่อมเ้าหญิงองค์นั้นอย่างไร ก็ทรงเก็บเงียบไว้แต่เพียงองค์เดียว ไม่ไม่เผยความนัยให้ใครฟัง เพราะเื่นี้ถือว่าร้ายแรงพอการ ถึงแม้จะประสงค์มีปฏิสันถารด้วย แต่ก็ไม่เคยทำลามปามเกินงามไปมากกว่านี้
มิฉะนั้น คนเขาจะครหาเอาได้ ว่าทรงคิดเป็ชู้กับชายาในเชษฐา ซึ่งไม่เพี้ยนไปจากความจริง อย่างไรก็ตาม ท่านชายจะไม่ทรงปล่อยให้เป็อย่างนั้นแน่
“ด้าว เย็นนี้ฉันจะไม่กลับไปที่วัง ถ้านายหมดธุระที่นี่แล้ว ก็กลับบ้านเสีย ไม่ต้องตามฉันไป” ทรงหยุดบาท หันไปรับสั่งกับอีกคนที่ชักสีหน้าประหลาดใจให้
พันวาจาสิทธิ์นึกฉงน ก็เมื่อไม่นานมานี้ ก่อนออกจากกระทรวง ท่านชายปิ๋วรับสั่งเชิญเองว่าให้ไปธุระเป็เพื่อน แต่มาถึงตอนนี้ เกิดบอกให้กลับไปก่อนกระทันหันเสียอย่างนั้น
“ทำไมหรือฝ่าา ไม่เสด็จไปธุระแล้วหรือกระหม่อม”
“ไว้ก่อน เห็นโน่นหรือไม่ หญิงอ้อยืนอยู่ตรงนั้นแล้ว ฉันไปล่ะ” ตรัสพลางทางชี้ดัชนีให้อีกฝ่ายแจ้งใจ หลังจากนั้น ก็ไม่ทรงปล่อยให้ได้ถามอะไรเพิ่ม จึงทรงวิ่งกึ่งเดินไปยังที่หมายเร็วรี่
“ฝะ ฝ่าา” คนทางนี้เรียกไว้ก็ไม่ทันเสียแล้ว
หลังจากเมื่อตอนบ่ายที่แยกย้ายจากท่านชายปิ๋วแล้ว พันวาจาสิทธิ์ไม่ได้เดินทางกลับถึงบ้านแต่อย่างใด เขากลับมาที่นี่ ที่ที่ยอดดวงใจประทับอยู่ การที่จะไปมาหาสู่กันบ่อยครั้งนักนั้น มิได้เป็เื่ที่น่ารังเกียจในมุมสังคม เพราะไม่ใช่ชายหญิง ผู้ชายสนิทสนมกันเป็เื่ธรรมดา หากแต่เขามีข้ออ้างอยู่ด้วยแล้ว นั่นคือการถวายงานสอนแด่ท่านชายเดียว
แต่ต้องหน้าหง่อย เมื่อได้รับแจ้งจากนายพุด บ่าวในเรือนว่าท่านชายไม่ทรงอยู่ คืนนี้เสด็จกลับดึก เพราะมีงานเลี้ยงที่กระทรวงการต่างประเทศซึ่งท่านชายทรงราชการอยู่ เหตุนี้เขาเข้าใจดี คนทุกผู้ต่างมีภาระหน้าที่ เขาก็แค่อยากมาพบฉินพักตร์ก็เท่านั้น เมื่อรู้เช่นนี้แล้วก็ไม่เป็ไร เดินทอดน่องคอตกกลับไปยังท่าน้ำ อาการนั้นจะต่างอะไรกับคนอดอะไรตายอยากเล่า
วันนี้ดวงรพีลารับท้องฟ้าแล้ว วันพรุ่ง ประเดี๋ยวก็ฉายแสงขึ้นใหม่
เติมเต็มหัวใจอันหนาวเหน็บดวงน้อย ๆ นี้ให้มีไออุ่น
“คุณด้าวขอรับ! ประเดี๋ยวก่อนขอรับ”
เสียงนายโมก บ่าวอีกคนในเรือนดังตามหลังมา เขาหยุดกึก ยืนรออยู่ท่าน้ำ พร้อมสังหรณ์ใจว่าอาจจะมีข่าวดีแจ้งแก่ตนเป็แน่ ซึ่งก็เดาไม่ผิด พอมาถึงตรงหน้า นายโมกรีบมอบแผ่นกระดาษพับนั้นให้ หัวใจพองฟู ใคร่รู้เต็มประดา ว่าในนั้นจะลงลายหัตถ์ว่าอย่างไร
“ท่านชายทรงฝากให้ประทานแกคุณด้าวขอรับ กระผมนึกว่าคุณด้าวจะไม่มาเสียแล้ว”
“มาซี ฉันจะไม่มาได้อย่างไรเล่า โธ่” ท้ายประโยคเขาเขาละเว้นไว้ จะให้บอกตรง ๆ ว่าก็ยอดดวงใจของฉันอยู่ที่นี่ ก็รู้สึกกระไร ๆ อยู่ “เออนี่ ขนมเรไรฉันซื้อมาฝาก โมกเอาไปแบ่งพุดกินนะ ไว้วันหลัง ฉันจะเอามาถวายท่านชายใหม่ เอามาฝากพวกเอ็งด้วย”
“ขอบพระคุณขอรับคุณด้าว” อ้ายบ่าวยกมือไหว้เสร็จ รับมาถือไว้ ยิ้มกรุ้มกริ่ม
ข้าราชการหนุ่มโคลงศีรษะให้ ในเมื่อท่านชายไม่ประทับอยู่ ก็คงได้เวลากลับแล้ว เขาอยากจะเปิดกระดาษแผ่นนี้อ่านเงียบ ๆ คนเดียวจะแย่ วาดภาพในอนาคตไม่ออกเลยด้วยซ้ำ ว่าจะรู้สึกอย่างไร หากตัวอักษรเหล่านี้ ไม่ตรงดังที่ใจหวัง
ชายหนุ่มประคับประคองเรือ บ่ายหน้ากลับไปทางคลองบางลำพูโดยสารกลับยังเรือนด้วยอาศัยแสงตะเกียงสีแสดสว่างจ้าเช่นเดิม ถึงอย่างไร บริเวณโดยรอบตลิ่งนั้นก็ยังมืดทึบและรกชัฎไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่อยู่ดี จึงไม่ทันได้สังเกตเห็น ว่ามีเงาตะคุ่ม ๆ ของใครคนหนึ่งซุ่มดูอยู่ และซุ่มอยู่นานก่อนเขาจะเข้าไปคุยกับนายพุดและนายโมกด้วยซ้ำไป
“เสียดาย ท่านชายไม่อยู่ มิฉะนั้น ต้องได้ข้อมูลมากกว่านี้แน่”