ตอนที่ 13
ยืนหยัดอยู่เบื้องหน้าทะเลเพลิง สังหารอยู่หลังทะเลเพลิง
จ้าววังแห่งตำหนักคร่าชีวิตเองก็มิใช่คนโง่งม บัดนี้เมื่อกองเพลิงได้แผ่ขยายไปทั่วอาณาบริเวณ เปลวเพลิงสาดแสงส่องเป็ประกายอยู่โดยรอบเสมือนเป็ยามกลางวัน : “เฉินิผู้นี้เป็บ้าไปเสียแล้ว คิดจะทำลายล้างทัพใหญ่สิบหมื่นนี้ด้วยการวางเพลิง มันไม่กลัวว่าเพลิงไฟจะลุกลามกระจายไปทั่วทั้งเขตทางตอนใต้ของแคว้นเหยียนหรือไง ? หรือมันรู้ว่าข้าอยู่ที่นี่ จึงได้ไม่เสียดายที่จะจ่ายค่าตอบแทนเช่นนี้เพื่อที่จะฆ่าข้าอย่างงั้นหรือ ? ”
จ้าววังส่ายหน้า : “ไม่ถูกต้อง ในเมื่อข้าองค์รัชทายาทผู้นี้มีค่าเทียบเท่ากับอาณาเขตทั่วทั้งตอนใต้ ทว่าตอนนี้ไม่มีเวลาให้ไปสนใจมากความแล้ว ในเมื่อกองเพลิงลุกลาม เหล่าจ้าวตำหนักคร่าชีวิตทุกท่าน จงรีบมุ่งหน้าไปดับไฟ! ถึงอย่างไรก็ต้องทำให้เกิดเส้นทางพอที่จะสามารถทะลวงออกไปให้จงได้ ! ”
จ้าวตำหนักคร่าชีวิตสิบกว่าคนเมื่อได้รับคำสั่งต่างก็เคลื่อนไหวโดยพลัน ในเวลาเช่นนี้ มีแต่ต้องให้พวกเขาบุกเท่านั้น ซึ่งพวกเขาต่างมีพลังในการคุ้มกันจึงไม่ต้องเกรงกลัวต่อเพลิงไฟ
ให้กำลังพลไปตักน้ำที่แม่น้ำสายใหญ่งั้นหรือ ? อย่าพูดเป็เล่นไปเลย กำลังพลเหล่านี้จำเป็ต้องมุ่งหน้าฝ่าทะเลเพลิงที่อยู่เบื้องหน้าไปเท่านั้น จึงจะเข้าใกล้แม่น้ำสายใหญ่ได้ ยังจะมีผู้ใดที่มุ่งหน้าฝ่าทะเลเพลิงสายนี้แล้วมีชีวิตรอดกลับมาได้กันอีกเล่า?
เฉินิที่เหยียบอยู่บนกระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ทะลวงฝ่าทะเลเพลิง ในสายตาของเขา เพลิงไฟเบื้องหน้าที่แผ่ขยายไปแต่ละจุด ได้มีชายชุดดำผู้หนึ่งกำลังฟาดฝ่ามือเข้าไปเต็มกำลัง หมายมั่นที่จะดับกองเพลิงที่อยู่เบื้องหน้า เพียงฝ่ามือเดียวที่เขาฟาดก่อให้เกิดคลื่นฝ่ามือหมุนวนออกไป กองเพลิงกว่าสามจั้งได้ถูกสายลมพัดจนมอดดับลง และที่ด้านข้างของชายผู้นั้นยังมีคนอีกสิบสี่คนที่กำลังดับเพลิงกันอยู่ ราวกับตระเตรียมที่จะเปิดช่องทางออกมาเส้นหนึ่ง เพื่อที่จะให้กองทัพที่อยู่ทางด้านหลังทะลวงออกไปได้
ทันใดนั้นภายในหัวก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาเป็สาย : “ติ่ง ตรวจพบว่าผู้อุปถัมภ์ได้เข้าสู่สนามรบ เริ่มต้นเข้าสู่การตรวจวัดคำนวณจำนวนในการฆ่าฟัน หากว่าสามารถที่จะฆ่าคนไปได้ถึงหนึ่งพันคนในสนามรบนี้จะได้รับความสำเร็จเป็【สะบั้นพันคน】”
เฉินินึกไว้ว่ายังมีสิ่งนี้อยู่ด้วย ดูเหมือนว่าต้องลองทดสอบฆ่าคนพันคนให้ได้แล้ว เพื่อที่จะได้เปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตในการเป็ตัวตายตัวแทนของตัวเอง บัดนี้เขาได้เข้าสู่สภาวะใช้พลังฝีมืออย่างไม่เลือกวิธีการเพื่อที่จะได้รางวัลเป็ค่าชื่อเสียง
เฉินิสะบัดมือพร้อมกล่าวขึ้นในทันที : “ตายซะ ! ”
เหยียบกระบี่ราชันย์พิสุทธิ์มุ่งหน้าตรงเข้าสู่เบื้องหน้าของจ้าวตำหนักคร่าชีวิตที่สวมใส่อาภรณ์สีดำที่ใกล้ตนเองมากที่สุด เมื่อเฉินิลงสู่พื้น กระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ก็ได้กลับมาอยู่ในมือ เฉินิเยื้องย่างออกไป ในทุกก้าวล้วนแต่ทำให้พื้นดินเกิดรอยแตกร้าว จากนั้นเฉินิจึงได้พุ่งตรงไปยังเบื้องหน้าของจ้าวตำหนักคร่าชีวิตที่สวมชุดดำ กระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ในมือขยับขึ้นวูบหนึ่ง ฟันเข้าไปยังจ้าวตำหนักชุดดำผู้นี้ดุจตวัดปลายพู่กัน ประกายกระบี่เย็นะเื คล้ายกับเป็ประกายแสงสายหนึ่งที่สามารถแหวกทะเลเพลิงออกไปได้ !
ในมือของจ้าวตำหนักชุดดำได้สวมเอาไว้ด้วยถุงมือสีทองอยู่คู่หนึ่ง ภายในปะทุเอาไว้ด้วยพลังเวทมนตร์ เมื่อพลังเวทมนตร์ได้ล้นทะลักออกมา ก็ได้ตวาดเสียงดังก้อง : “ฝ่ามือทัณฑ์วายุ ! ”
กระบี่ราชันย์พิสุทธิ์กระทบเข้าไปบนถุงมือไหมทอง จนเกิดเป็ประกายไฟจากการเสียดสี เฉินิยังยืนอยู่ตรงจุดเดิม หาได้ขยับแม้แต่น้อย แต่ว่าจ้าวตำหนักชุดดำผู้นี้ถึงกับถอยหลังไปหลายก้าว มือทั้งสองข้างสั่นระริก บนแขนยังมีโลหิตไหลรินออกมาเป็สาย
พลังทำลายล้างของกระบี่ ช่างแข็งแกร่งยิ่งนัก !
จ้าวตำหนักชุดดำััได้ถึงความผิดแปลกบางอย่าง อีกฝ่ายและตนเองมีพลังการฝึกปรือเทียบเท่ากัน แต่เขากลับไม่อาจที่จะต้านทานพลังของอีกฝ่ายได้แม้สักกระบี่เดียว : “เ้าไม่เพียงแต่ผนึกผสานเป็หนึ่งกับกระบี่ ทั้งยังเคยฝึกปรือด้านของกายเนื้ออย่างยากลำบากมาก่อนสินะ ! ”
เฉินิหาได้มีความสนใจในคำพูดของจ้าวตำหนักชุดดำผู้นี้ไม่ จิตกระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ภายในร่างสั่นไหว เงากระบี่แต่ละสายต่างไปรวมกันอยู่ทาง้าของกระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ เขาจึงไม่สนใจที่จะสนทนาไปพลางปะทะไปพลางกันอย่างช้าๆ เหมือนอย่างตัวละครเอกในนิยาย จากนั้นจึงค่อยสำแดงกระบวนท่าสุดท้ายออกมาหรอกนะ
เขาหาได้มีประกายวงแหวนะอะไรไม่ หากว่าตายก็คงได้ตายจริง
ที่นี่คือสนามรบ ในสนามรบขอเพียงแต่ฆ่าอีกฝ่ายได้ก็เพียงพอแล้ว
สามารถที่จะคลี่คลายได้ในกระบี่เดียว โดยที่ไม่จำเป็ต้องมีกระบี่ที่สอง ก็มิใช่เห็นชัดกันอยู่แล้วว่าอีกฝ่ายนั้นเสแสร้งกันหรอกหรือ ?
เฉินิเดินไปทางด้านหน้าอย่างเชื่องช้า กระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ในมือขวาล้นทะลักออกมาซึ่งเงากระบี่ ในยามนี้เขาที่อยู่ห่างจากจ้าวตำหนักชุดดำเพียงแค่สิบก้าว เฉินิะเิพลังออกมาภายในพริบตา พร้อมกับขยับร่างกายพุ่งไปทางด้านหน้า สามารถย่นระยะทางทั้งสิบก้าวลงได้ภายในพริบตา จากนั้นเฉินิก็ผนึกจิตสมาธิ ปลดปล่อยพลังจ้าววิถีใต้หล้า !
ไม่ลงมือก็แล้วไป แต่เมื่อลงมือย่อมต้องใช้กระบวนท่าที่รุนแรงที่สุด !
อีกทั้งต้องสังหารให้ได้ในกระบวนท่าเดียว !
ครืน ครืน ครืน !
กระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ในมือเกิดการสั่นไหวเล็กน้อย ราวกับััได้ถึงเจตจำนงของผู้เป็นายที่เปี่ยมล้นไปด้วยพลังอำนาจในการสังหาร มันจึงสั่นไหวด้วยความยินดี ประกายกระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ที่เย็นะเื ฟันเข้าใส่้าถุงมือไหมทองของจ้าวตำหนักชุดดำทะลุทะลวงเป็แสงสีขาวไกลออกไปกว่าสามจั้ง
พรวด พรวด พรวด !
โลหิตสีแดงสดไหลกระฉูดออกมาภายในกระบี่เดียว ั้แ่้าหัวถึงแขนของจ้าวตำหนักชุดดำได้ถูกฟันขาดในกระบี่เดียว ส่วนแขนก็ได้ถูกกระบี่ฟันจนขาดสะบั้น ถุงมือไหมทองขาดออกเป็เสี่ยงๆ ร่างกายถูกแยกออกเป็สองส่วน เพียงพริบตาเดียวเขาก็ล้มลงไปกองอยู่ใต้ทะเลเพลิงมอดไหม้กลายเป็เถ้าถ่าน
“ติ่ง จากการสังหารผู้ฝึกตนขอบเขตสู่วิถีขั้นที่สองหนึ่งคน ได้รับปราณรู้แจ้งยี่สิบแต้ม”
เฉินิหันไปมองยังสนามรบอื่น องครักษ์ฮู่ฉางเหว่ยทั้งสามสิบนายโดยส่วนใหญ่แล้วต่างก็ใช้สองคนในการรับมือศัตรูเพียงคนเดียว ทว่าอาจเป็เพราะเกิดจากสาเหตุที่องครักษ์ฮู่ฉางเหว่ยบุกฝ่าทะเลเพลิงมาจึงได้ทำให้สูญเสียพลังเวทมนตร์ไปไม่น้อย บัดนี้สถานการณ์รบจึงยังไม่แน่ชัดนัก
เฉินิก้าวเดินอยู่ใจกลางทะเลเพลิง จ้าวตำหนักชุดดำที่อยู่ทางด้านหน้าผู้หนึ่งกำลังพัวพันอยู่กับองครักษ์ฮู่ฉางเหว่ยสองคน เฉินิรอคอยจนถึงวินาทีที่อาวุธของจ้าวตำหนักชุดดำเข้าต้านองครักษ์ฮู่ฉางเหว่ย ก็ปะทุคลื่นเงากระบี่แทงออกไปหนึ่งกระบี่ กระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ตวัดวาดผ่านร่างของจ้าวตำหนักชุดดำ โดยที่ไม่มีอาวุธมาต้านทาน คลื่นเงากระบี่จึงได้เข้าทำการบดขยี้ร่างกายของจ้าวตำหนักชุดดำผู้นี้แหลกเป็ชิ้นๆ
เฉินิราวกับเป็เทพแห่งความตายที่เดินอยู่ใจกลางกองทะเลเพลิง ในทุกย่างก้าวของเขาล้วนแต่จะต้องมีจ้าวตำหนักคร่าชีวิตผู้ฝึกตนขอบเขตสู่วิถีล้มลงไปอย่างน้อยหนึ่งคน
จ้าวตำหนักคร่าชิวิตที่มีพลังฝึกปรือมากสุดเป็ผู้ฝึกตนขอบเขตสู่วิถีขั้นที่สอง จ้าวตำหนักคร่าชีวิตโดยส่วนใหญ่แล้วยังเป็เพียงผู้ฝึกตนขอบเขตสู่วิถีขั้นที่หนึ่ง ในมุมมองของเฉินิแล้วพวกเขาเ่าั้แทบไม่มีความสามารถพอที่จะต้านทานพลังของตัวเขาเองได้เลย ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขายังต้องเผชิญหน้ากับการบุกโจมตีขององครักษ์ฮู่ฉางเหว่ยอย่างน้อยก็หนึ่งต่อสองคน
จ้าวตำหนักคร่าชีวิตทั้งสิบสี่คน ถูกเฉินิฆ่าไปแล้วถึงสิบสองคน เขาจึงได้รับปราณรู้แจ้งมากว่าสองร้อยยี่สิบแต้ม
เฉินิเอ่ยถามขึ้นในใจ : การทะลวงเข้าสู่ขอบเขตสู่วิถีขั้นที่สามต้องใช้ปราณรู้แจ้งมากเท่าใด ?
“ปราณรู้แจ้งหนึ่งพันสามสิบแต้ม”
ถึงจะไม่ทราบว่ารางวัลจากความสำเร็จ【สะบั้นพันคน】จะเป็อะไร แต่ก็นับได้ว่าเป็ความสำเร็จอย่างหนึ่ง คาดว่ารางวัลที่ได้รับมาก็คงจะไม่ต้อยต่ำอย่างแน่นอน
เฉินิหันไปมองทัพศัตรูที่หลบหนีกันด้วยความตื่นตระหนกอยู่ทางด้านหน้า กระชับกระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ที่เต็มไปด้วยเืไว้ในมือจนแน่น ย่างกรายมุ่งหน้าเข้าใส่ฝูงชนของตำหนักคร่าชีวิต
กระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ยาวห้าฉื่อได้ถูกร่ายรำอยู่ภายในมือ เฉินิกำลังเก็บเกี่ยวชีวิตทีละสาย กระบี่ราชันย์พิสุทธิ์เดิมที่มีลักษณะขาวบริสุทธิ์ บัดนี้ได้ถูกชโลมไปด้วยคราบเืสีแดง เดิมทีอาภรณ์ที่เขาสวมใส่เป็สีขาว บัดนี้ก็ได้ถูกชโลมเต็มไปด้วยสีแดงของเืสดๆ อยู่เต็มไปหมด
เฉินิเดินมุ่งหน้าอย่างต่อเนื่อง ราวกับว่าสิ่งที่เขาฆ่าไปฟันไปมิใช่ศัตรู แต่เป็เพียงการดีดกระดอนของจำนวนตัวเลขแต่ละตัวเท่านั้น
กองเพลิงแผ่ขยายไปทั่ว กองทัพของตำหนักคร่าชีวิตตายอยู่ภายในกองเพลิงนับไม่ถ้วน ถึงอย่างไรกองเพลิงย่อมมีจุดที่ไม่สามารถเผาไหม้ได้ถึง แต่เมื่อกองทัพของตำหนักคร่าชีวิตที่พึ่งจะพุ่งออกมาจากทะเลเพลิงได้สำเร็จ กลับต้องพบเข้ากับกองทหารม้าที่ควบขี่พยัคฆ์อยู่หนึ่งกองพลรอคอยปลิดชีพพวกเขา เหล่าพลทหารม้าได้ปลดอาวุธที่อยู่บนแผ่นหลังลง พร้อมกับทอแววตาเย็นเยียบ สะบัดดาบะโร้องเสียงดังก้องกังวาน : “ฆ่า ! ”
เฉินิกระชับกระบี่ราชันย์พิสุทธิ์แน่นอยู่ในมือ ด้านหลังของเขาคือทะเลเพลิง ทางด้านหน้าคือกองทัพศัตรู กองทัพของศัตรูบัดนี้ทำได้แต่เพียงหลบหนี หาได้คิดจะสู้กับเขาไม่ คนธรรมดาที่ไหนจะสู้กับผู้ฝึกตนในขอบเขตกลิ่นอายวิถีได้ มีหรือที่จะต้านรับเฉินิที่อยู่เบื้องหน้าทะเลเพลิงได้ พวกเขาจึงต้องหลบหนีอย่างเดียวเท่านั้น
กระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ที่ถูกกระชับแน่นอยู่ภายในมือของเฉินิ ได้ขวักไขว่อยู่ภายในกองเืเนื้อของทัพศัตรู เมื่อคุมกระบี่อยู่ในมือ ก็จักเป็กระบี่คร่าชีวิตไร้น้ำใจ !
หยาดเืที่หยดใส่บนเส้นผมของเฉินิ ทำให้เฉินิรู้สึกว่าร่างกายหนักขึ้นมาอยู่บ้าง
แต่สิ่งเหล่านี้ย่อมไม่สามารถหยุดการเข่นฆ่าของเขาลงได้
เงาแห่งกระบี่เมื่อได้ปะทุทะยาน หยาดหยดเืบนตัวกระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ก็ได้แผ่กระจายออกมา เฉินิที่ยืนตระหง่านอยู่ที่เบื้องหน้าทะเลเพลิง เข่นฆ่าศัตรูอยู่ที่ด้านหลังกองทะเลเพลิง
.
.
.
.