ตอนที่ 8 ขนมแป้งทอดธัญพืช (1)
เสี่ยวหลี่ซื่อเป็บุตรสาวของลูกพี่ลูกน้องคนโตในฝั่งตระกูลของหลี่จางซื่อ สามีของลูกพี่ลูกน้องคนโตคือหลี่จวี่เหริน[1]จากในตัวเมือง เสี่ยวหลี่ซื่อผู้นี้ก็ถือว่าเป็คุณหนูจากตระกูลนายท่านผู้เฒ่าจวี่เหรินแล้ว
ประกอบกับหลี่จางซื่อเฝ้าดูนางเติบโตั้แ่ยังเล็ก อีกทั้งตอนนี้ได้แต่งงานกับบัณฑิตซิ่วไฉ[2]เพียงคนเดียวในสกุลหลี่ หรือก็คือเป็ภรรยาของหลี่ต้าไฉ ลูกศิษย์ที่ภาคภูมิใจของหลี่จวี่เหรินนั่นเอง ซึ่งนับว่าเป็การผูกสัมพันธ์ในเครือญาติกันเอง สองป้าหลานคู่นี้จึงปกป้องดูแลซึ่งกันและกัน
สกุลหลี่สามารถตบแต่งลูกสะใภ้แบบนี้เข้าบ้านได้ ทำให้หลี่จางซื่อมีหน้ามีตาในหมู่บ้านอยู่ไม่น้อย
ดังนั้นในบรรดาลูกสะใภ้ สะใภ้สามจึงเป็ที่รักใคร่มากที่สุด ซึ่งได้รับการดูแลภายในบ้านดีพอๆ กับหลี่จิน บุตรสาวคนเล็กของนาง
ทว่ายามนี้นางเองก็ปิดแก้มด้วยสีหน้าเ็ปเช่นกัน เห็นชัดว่าเมื่อครู่พลอยได้รับลูกหลงไปด้วย ครั้นได้ยินแม่สามีเอ่ยถึงยาทาแผลลวกก็รีบวิ่งไปที่ห้องทันที
หลี่ซินมองผู้คนในห้องโถงนี้ที่แสดงละครสายสัมพันธ์กันลึกซึ้งอย่างเ็า นางลอบยกนิ้วชื่นชมให้อาชิว พลางเดินไปที่ข้างโต๊ะแล้วหยิบขนมแป้งทอดธัญพืชมากินอย่างไม่สนใครอื่น เพราะได้ระบายความโมโหแล้ว นางจึงอารมณ์ดีมากทีเดียว เลยไม่คิดว่าขนมแป้งทอดธัญพืชนี้จะไม่อร่อยตรงไหน
ลูกพี่ลูกน้องคนโตหลี่เยียนมักชอบตามติดท่านอาเล็กหลี่จินเสมอ เดิมนางอยากจะเอาใจท่านย่า แต่เบียดตัวเข้าไปไม่ได้ จึงได้แต่ยืนดูอยู่ข้างๆ หลี่จิน ขณะนี้เห็นหลี่ซินกำลังกินอย่างไม่สนใจใครก็พลันกลอกกลิ้งตา แตะแขนอาเล็กหลี่จินพลางมุ่ยปากไปทางหลี่ซิน
หลี่จินมองไปทางหลี่ซินปราดหนึ่ง ก่อนจะกล่าวตำหนิอย่างไม่สบอารมณ์ทันที
“กินๆๆ เ้ารู้จักแต่กิน ย่าเ้าถูกลวกจนกลายเป็เช่นนี้แล้ว เ้ายังมีกะจิตกะใจมากินข้าวอีก! เ้าเป็ผีเปรตมาเกิดหรือไร จิตใจเหี้ยมโหดเยี่ยงสุนัข ให้เ้าไปเอาน้ำเย็นมาก็ไม่ไป ช่างเป็จิ้งจอกตาขาวเลี้ยงไม่เชื่องเสียจริง!”
“ใช่แล้วๆ ช่างไร้หัวใจ ใจจืดใจดำยิ่งนัก ท่านย่าเป็ถึงเช่นนี้แล้ว เ้ายังกินข้าวได้ลงคออีก! มโนธรรมในจิตใจเ้าถูกสุนัขกัดกินไปหมดแล้วหรือ”
หลี่เยียนเลิกคิ้วใส่หลี่ซินอย่างได้ใจ เห็นได้ชัดว่ามีความสุขมากที่เห็นหลี่ซินพ่ายแพ้
“ข้าและท่านแม่ตื่นขึ้นมาทำั้แ่เช้าอย่างยากลำบาก ทำไมข้าจะกินไม่ได้” หลี่ซินกลอกตาขาวใส่ทั้งสองคน พลันกัดคำโตอย่างแรงต่อหน้าพวกเขา
“กินๆๆ รู้จักแต่กิน ไม่กินสักมื้อจะอดตายหรือ ยังไม่รีบไปตัดฟืนให้ข้าอีก! แล้วก็ไปตัดหญ้าจูมาให้ข้าด้วย! หากวันนี้ตัดฟืนตัดหญ้ากลับมาให้ข้าไม่พอเ้าก็ไม่ต้องกลับมาอีกแล้ว! สกุลหลี่ข้าไม่เลี้ยงเด็กชั้นต่ำเหลือขออย่างเ้า!”
หลี่จางซื่อเดิมอารมณ์ไม่ดีเพราะได้รับาเ็ พอได้ยินคำพูดของบุตรสาวและหลานสาวคนโตก็ยิ่งมีน้ำโหกว่าเดิมแล้ว พลันเขม่นตาตวาดใส่ด้วยความโกรธ
“ฮึ่ม!” หลี่ซินเดิมไม่สนใจข้าวต้มอันไร้รสชาติอย่างชามนี้อยู่แล้ว เมื่อได้ยินนางเอ่ยเช่นนี้ก็ลุกขึ้นอย่างไม่สนใจไยดี กลับฉวยโอกาสหยิบขนมแป้งทอดธัญพืชอีกสองชิ้น ท่านแม่อุตส่าห์ทำมันอย่างเหนื่อยยากลำบาก มีสิทธิ์อะไรมาไม่ยกขึ้นโต๊ะให้นางกิน
หลี่ซินลุกขึ้นยืนพลางหันตัวเดินออกไป นางไม่พูดอะไรสักคำ และไม่แม้แต่จะมองพวกนางั้แ่ต้นยันจบ
นางแค่สบถฮึ่มฮั่มในใจ ดูเหมือนเมื่อครู่จะยังใจดีมากเกินไป ควรจะลวกปากสุนัขของพวกนางให้คายงาช้างออกมาไม่ได้[3]ไปเลยเสีย
หลี่ซินคนเดิมมักพูดน้อยอยู่แล้ว การกระทำของนางเช่นนี้สอดคล้องกับนิสัยเดิมที่ผ่านมาของหลี่ซิน จึงไม่มีใครสงสัยอะไร
“ซินเอ๋อร์ ข้าตามเ้าไปด้วย!” หลี่เฉินสงสารน้องสาวที่เพิ่งหายจากอาการป่วยหนักก็ต้องออกไปตัดฟืนแล้ว จึงรีบตามไป เพราะนี่ควรเป็งานที่ผู้ชายทำ
“ข้าก็ไปด้วย!” เสี่ยวสือโถวเห็นดังนี้ก็รีบลุกขึ้นยืน มือข้างหนึ่งพลันคว้าขนมแป้งทอดธัญพืชแล้วรีบตามออกไปอย่างรวดเร็ว
“ซินเอ๋อร์ เ้ารอข้าด้วย ข้าจะไปหยิบของ”
ออกจากโถงหลักแล้ว หลี่เฉินเอ่ยกับหลี่ซินประโยคหนึ่งก็รีบเข้าไปในห้อง เมื่อออกมาอีกครั้ง ในมือเขาก็ถือขวานสองเล่ม ตะกร้าสานใหญ่หนึ่งใบ และตะกร้าไผ่อีกหนึ่งใบ ด้านในยังใส่เหยือกอีกหนึ่งใบ ซึ่งเป็เหยือกที่หลี่ซินใส่น้ำพุิญญาลงไปเมื่อสักครู่นี้
เชิงอรรถ
^ จวี่เหริน เป็นคำเรียกบุคคลที่สอบได้ตำแหน่งบัณฑิตระดับชุมชน^ บัณฑิตซิ่วไฉ คือบัณฑิตที่สอบผ่านการคัดเลือกระดับท้องถิ่น จะเรียกว่าซิ่วไฉ^ ปากสุนัขย่อมคายงาช้างออกมาไม่ได้ อุปมาว่าคนเลวย่อมพูดแต่สิ่งไม่ดี