บทที่ 48 ผู้ซึ่งอยู่เหนือความเข้าใจ
งานเลี้ยงที่ดูยิ่งใหญ่ถูกจัดขึ้น ณ เมืองจรดเมฆา เป็นฤกษ์ดีที่ทหารกล้าปฏิบัติภารกิจใหญ่สร้างความดีความชอบจนราชโองการแปรเปลี่ยนคืนกลับ ท่านเจ้าเมืองได้หวนคืนสู่อำนาจที่แท้จริงอีกครั้ง หมากกระดานใหม่ถูกเรียกเบี้ยคืนมาอย่างครบคัน ตัวหมากสำคัญที่เคยถูกแผนศัตรูล้อมไว้ล้วนกลับสู่เมืองจรดเมฆาจนหมดสิ้น หมากดำกระดานนี้ถือได้ว่าคืนกลับสู่ความแข็งแกร่งสูงสุดอีกครั้ง
ไม่ว่าจะมองมุมใด โอกาสอันดีที่หมากขาวจะสร้างสถานการณ์ที่มีเปรียบถึงขีดสุดคงเป็นไปได้ยาก คืนเดือนมืดก่อนวสันต์จะมาเยือนคือโอกาสที่ดีที่สุดแล้ว แต่พวกมันกลับคว้าเอาไว้ไม่ได้ หมากรุกฆาตของพวกมันกลับพลาดพลั้งให้แก่เบี้ยนอกกระดานที่ดูไร้ค่าไร้ราคาหมากหนึ่งจนย่อยยับ เพียงเบี้ยนอกกระดานตัวเดียวกลับรั้งเวลาจนถึงเหตุการณ์พลิกกระดานหมากได้ นี่จึงทำให้คนคลั่งแค้นจนแทบกระอักเลือดตาย เมื่อหมากกระดานเดิมรุกฆาตมิได้ มีแต่ต้องสร้างหมากใหม่และสถานการณ์ใหม่ขึ้นมาเท่านั้น ซึ่งบัดนี้หมากขาวก็เริ่มที่จะเป็นฝ่ายเดินหมากก่อนอีกครา
ที่เมืองจรดเมฆา เหล่าพ่อค้าและตัวตนสำคัญของเมืองแห่งนี้ต่างชื่นมื่นเฉลิมฉลองกันอย่างสนุกสนาน ยิ่งบรรยากาศฝนตกโปรยปราย รสชาดของสุราก็ดูจะลื่นคออย่างหาที่สุดไม่ได้ มีเพียงเจ้าเมืองอย่างซุนหลงรวมถึงเหล่าขุนพลฝีมือดีของมัน ทุกคนยังคงนั่งล้อมโต๊ะแสดงสีหน้าที่เต็มไปด้วยความนึกคิด ก่อนจะเป็นบุรุษชราผมเผ้าและหนวดเคราขาวโพลนผู้หนึ่งกล่าวขึ้น
“เป็นบุรุษหนุ่มผู้นี้จริงๆ?”
ซุนหลงวางจอกสุราลงแล้วกล่าว
“หรือท่านมีความเห็นอื่นใด"
“ข้ามิได้คิดดูแคลนบุรุษหนุ่มผู้นั้นหรอกนะ เพราะผู้ที่สามารถยืนหยัดช่วยท่านจนถึงวินาทีสุดท้ายได้ย่อมเป็นคนที่น่ายกย่องเลื่อมใสเป็นที่สุด แต่เรื่องนี้สำคัญถึงชีวิตหนึ่ง ข้ามองไม่ออกเลยว่าผู้มีพลังจิตวิญญาณเพียงอยู่ในขั้นเพาะบ่มซึ่งเทียบเท่ากับทารกในครรภ์จะทำได้"
“หมากกระดานใหม่ที่จะเกิดในไม่ช้าอาจมาอย่างเหนือความคาดหมาย ข้าจึงอยากตอบโต้ด้วยสิ่งที่เกินความคาดหมายคืนกลับเช่นกัน"
“ท่านไว้ใจเด็กหนุ่มผู้นั้นถึงเพียงนี้"
คำถามนี้ซุนหลงเคยกล่าวถามหวังเถาผู้เป็นสหายไปแล้ว เช่นนั้นมันจึงมีโอกาสได้เห็นคำตอบมาก่อนคำถามของบุรุษชรา แต่ยังไม่ทันได้อธิบายออกไป บุรุษหนุ่มผู้ถือดาบสีแดงก็พลันเอ่ยขึ้น
“ผู้อาวุโสฟู่ ท่านเจ้าเมืองมองคนทะลุปรุโปร่งเช่นไรท่านย่อมทราบดี อีกอย่างมีข้าอยู่ ข้าไม่ยอมปล่อยให้เรื่องเลวร้ายลงแน่ ต่อให้ตัวตายก็ตาม"
เงียบเล็กน้อย ก่อนที่มันจะกล่าวต่อ
“ถึงแม้บุรุษหนุ่มนามเฉินซือหยางผู้นั้นจะดูด้อยคุณสมบัติ แต่ข้ารู้สึกว่าหากให้เลือกเผชิญหน้าระหว่างตัวมันกับกองกำลงทหารม้าเกราะเงิน ข้าคงเลือกที่จะสู้เป็นตายกับกองกำลังทหารม้าดีกว่า"
อาวุโสผู้นั้นหรี่ตา
“เจ้ารู้สึกเช่นนั้นจริงๆ"
บุรุษหนุ่มแตะลงยังดาบสีแดง
“ไม่เพียงแต่ข้าที่คิด แม้แต่ดาบของข้าก็รู้สึกเช่นนั้น”
กล่าวประโยคนี้ออกมา มันก็พลันนึกไปถึงเมื่อคราในห้องโถง แรกการปรากฏกายของเฉินซือหยาง ดาบแดงเล่มนี้ของมันก็สั่นสะท้านขึ้นอย่างรุนแรง ด้วยดาบแดงเล่มนี้เป็นอาวุธคู่กายที่เชื่อมโยงกันอยู่ มันจึงรับรู้ได้ถึงความกลัวที่เกิดจากดาบ ดาบแดงเล่มนี้ผ่านสมรภูมิต่อสู้เป็นตายมานักต่อนัก ดื่มเลือดของผู้คนมามาก แต่กระนั้นก็มิเคยแสดงความย่นระย่อหรือกริ่งเกรงถึงเพียงนี้
แล้วซุนหลงก็กล่าวเสริมขึ้น
“ไม่แปลกที่บุตรบุญธรรมข้าจะคิดเช่นนั้น เพราะที่ด้านหลังของมัน กล่องอาวุธนั่นมีดาบของอาจารย์ข้าดำรงอยู่”
พอได้ฟังคำกล่าวประโยคนี้จากปากของซุนหลง นอกจากหวังเถาแล้วทุกผู้ก็ดูจะตกใจจนมือที่ถือจอกสุราต่างชะงักค้าง มองที่ซุนหลงเป็นจุดเดียว
“ท่านจะบอกว่ามันยกดาบได้"
ซุนหลงตอบด้วยแววตาที่ชื่นชม
“ไม่เพียงแค่ยก แต่มันยังกวัดแกว่งต่อหน้าสามสรรพเสียงแห่งขุนเขาจนสามารถรักษาชีวิตข้าให้ดำรงอยู่จนวสันต์แรกมาเยือน"
ผู้อาวุโสผมขาวโพลนโครงศีรษะลงจนแทบจรดพื้น
“ผู้น้อยผิดไปแล้วที่บังอาจสงสัยในการตัดสินใจของท่าน"
ซุนหลงรีบเข้าไปรับร่างชราเอาไว้
“ผู้อาวุโสฟู่ ท่านคือที่ปรึกษาคนสำคัญของข้า มีสิ่งใดก็บอกกล่าวชี้แนะให้ความเห็นนั่นย่อมเป็นเรื่องประเสริฐ ข้าไม่เคยคิดตำหนิท่าน”
บุรุษชราจึงกล่าวด้วยความตั้งใจ
“ท่านเจ้าเมือง บุรุษหนุ่มผู้นี้ข้าขอดูแลส่งเสริมมันได้หรือไม่"
ซุนหลงได้ยินเช่นนั้นก็มีสีหน้ายินดี
“ได้ผู้อาวุโสที่มีความสามารถในด้านการปรุงยาหลอมโอสถซึ่งช่วยทะลวงพลังจิตวิญญาณออกปากเช่นนี้ย่อมเป็นเรื่องที่น่ายินดี ข้าเองก็อยากให้ท่านช่วยมันในเรื่องนี้เหมือนกัน”
“ที่เมืองหลวงมีทรัพยากรดี เครือข่ายหอการค้ากลางเมฆาที่เมืองหลวงและเมืองโดยรอบก็หาองค์ประกอบตัวยาสำคัญตามที่ข้าต้องการมาได้ ในเมื่อท่านวางใจบุรุษหนุ่มถึงเพียงนั้น ข้าก็จะช่วยส่งเสริมมันอย่างเต็มที่ ขอเวลาหกเดือน เพียงหกเดือนข้าจะทำให้มันทะลวงจากการเพาะบ่มสู่เส้นทางแห่งผู้มีพลังจิตวิญญาณให้จงได้”
ทุกผู้ในที่นี้ล้วนเห็นพ้องแลสนับสนุนความคิดของผู้อาวุโสผมขาวโพลน หมากดำบนกระดานของพวกมันถูกรุกไล่มานาน ได้แต่เพียงตั้งรับไม่มีโอกาสเป็นฝ่ายรุกชิงชัยบ้าง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะไพ่ตายแลทีเด็ดทีขาดของพวกมันมีเพียงฤดูฝน จะอาศัยแค่ฤดูฝนก็ไม่แน่นอนและมีห้วงระยะเวลาที่สั้นจนเกินไป อีกทั้งยังอยู่ได้แค่เมืองจรดเมฆา วันนี้พอได้รู้ว่ามีคนยกดาบเล่มนั้นขึ้น ความหวังใหม่จึงพลอยปรากฏ คนที่ไร้พลังจิตวิญญาณอาจเป็นไพ่ลับที่เหนือความคาดหมายมากที่สุดก็เป็นได้
ใครจะไปคิด คนที่ไร้พลังจิตวิญญาณผู้หนึ่งจะเป็นขุนพลลับในเงามืดที่สามารถพลิกกระดานรุกฆาตคืนกลับ
เฉินซือหยางไม่ได้อยู่ร่วมงานเลี้ยงดั่งเช่นคนอื่น หลังจากได้รับตราประทับมา ดื่มให้แก่ซุนหลงพอเป็นพิธี มันก็ขอตัวออกมาจากที่ว่าการเมือง เรื่องที่มันช่วยซุนหลงย่อมไม่คาดคิดว่าจะให้ผลจากที่ดีถึงเพียงนี้ ข่าวสารจากเครือข่ายหอการค้ากลางเมฆา อีกทั้งข้อมูลคนที่อยู่เมืองหลวง สิ่งนี้อาจนำพามันให้ไปพบมรกตของจินเยว่ที่หายไปก็เป็นได้
เดินมาจนถึงตรอกซอยร้านหวังค้าทุกสิ่งสาขาสอง เฉินซือหยางก็รีบเข้าสู่ร้านของตนไป วันนี้ฟ้าเริ่มมืดแล้ว ทั้งมันก็ได้ร่ำลาเถ้าแก่หวังและท่านเจ้าเมืองซุนหลงแล้ว พรุ่งนี้เช้าจะเป็นวันที่มันต้องเดินทางจากเมืองจรดเมฆาอย่างเป็นจริงเป็นจังเสียที เป้าหมายย่อมเป็นเมืองหลวงแห่งแคว้นหมื่นขุนเขา
ชายหนุ่มวางกล่องอาวุธที่ให้ความรู้สึกหนักอึ้งลงจากแผ่นหลัง ตบกล่องอาวุธให้กลไกทำงาน กล่องอาวุธคลี่ออกเผยดาบห้าเล่มเรียงรายเป็นแนวครึ่งวงกลม จากนั้นมันก็ชักดาบบรรพตคั่นฟ้าออกมา แล้วปล่อยวางตัวตนให้อยู่ในสภาพที่ราวกับไร้ตัวตน เพียงพริบตาร่างมันก็คล้ายถูกแรงดึงดูดบางอย่างให้หายวับไป มีเพียงคันฉ่องขนาดเท่าฝ่ามือที่ร่วงหล่น เฉินซือหยางเข้าไปยังมิติอันเป็นเอกเทศภายในคันฉ่องแล้ว
“ข้าไม่ได้เรียกไม่ใช่หรือ เข้ามาทำไม"
จินเยว่ที่กำลังนั่งหลับตาทำสมาธิอยู่กล่าวขึ้นอย่างราบเรียบ
เมื่อเข้ามายังมิติแห่งนี้สิ่งแรกที่ปรากฏก็คือกลิ่นหอมที่ชวนดึงดูดแลน่าหลงไหลให้คนได้สัมผัส ส่วนอีกสิ่งก็คือร่างที่สะคราญโฉมราวกับเทพธิดาที่เกิดจากนิมิตรนางนั้น เฉินซือหยางจึงจ้องมองความงดงามของจินเยว่อย่างช่วยไม่ได้
“จะจ้องมองข้าอีกนานหรือไม่"
เฉินซือหยางเดินลงไปนั่งใกล้ๆ นาง
“ที่จริงข้าก็อยากจะมองท่านตลอดไป แต่คงเป็นไปไม่ได้"
“เลิกพล่ามไร้สาระ มีอะไรก็รีบบอกกล่าว"
เฉินซือหยางจึงยื่นดาบบรรพตคั่นฟ้าออกไป ดาบไม้ที่ดูเหมือนดาบของเล่น แต่อานุภาพกลับไม่ธรรมดาแม้เพียงนิด
“ท่านพอรู้จักดาบนี้หรือไม่ และทำเช่นไรจึงจะใช้มันได้อย่างไร้ขีดจำกัด"
จินเยว่จ้องมองดาบไม้ในมือของเฉินซือหยางอย่างสนใจ ก่อนจะตอบออกไป
“หากเป็นเรื่องพลังจิตวิญญาณของคนแน่นอนข้าย่อมรู้แทบทะลุปรุโปร่ง แต่สำหรับพลังจิตวิญญาณสรรพสิ่งคู่กายนั้นมีความจำเพาะตนและมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง จะให้รู้จักทุกจิตวิญญาณสรรพสิ่งย่อมเป็นไปไม่ได้ สิ่งของที่มีพลังจิตวิญญาณสรรพสิ่งเจ้าก็เห็นแล้วว่ามันมีมากมายสุดคณานับ”
เฉินซือหยางผงกศีรษะอย่างเข้าใจ
“เป็นเช่นนั้น"
ก่อนจินเยว่จะกล่าวต่อ
“แต่ดูจากพลังจำเพาะของดาบเล่มนี้ รวมถึงตอนที่เจ้าได้ใช้มันต่อสู้ หากไม่มีวิธีการสลายพลังจิตวิญญาณของผู้อื่นที่สะสมอยู่ภายในดาบก็ย่อมมิอาจกวัดแกว่งดาบได้บ่อยครั้ง สิ่งที่เจ้าของเดิมของดาบเล่มนี้ใช้ลบล้างข้าคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก แต่สำหรับตัวเจ้า หากคิดจะใช้ดาบเล่มนี้ให้ได้นานขึ้นมีแต่ต้องเพิ่มพูนความแข็งแกร่งทางกายภาพ กระตุ้นให้แก่นฐานโครงสร้างร่างกายที่กำเนิดจากไขกระดูกมังกรบรรพกาลไปให้ถึงจุดสูงสุด พลังพื้นฐานแห่งมังกรสามารถลบล้างสิ่งที่สะสมในจุดที่ตนสัมผัสได้ อีกทั้งยังเพิ่มพละกำลังแก่เจ้าได้"
“ข้าจึงต้องการเพิ่มความแข็งแกร่งของร่างกาย ข้าฝึกแบบเดิมที่ท่านเคยสอนรู้สึกว่ามันมิอาจพัฒนาต่อไปได้แล้ว”
“นั่นย่อมแน่นอน เพราะกายาของเจ้าได้พัฒนาเหนือขั้นพื้นฐานแล้ว การฝึกถ่ายเทลมปราณผสานการแบกของหนักจึงไม่มีประโยชน์อีกต่อไป ถึงคราที่ข้าต้องเปลี่ยนวิธีการฝึกให้เจ้าจริงๆ"
“ข้าพร้อมแล้ว"
“แม้จะเป็นวิธีที่อาจทรมานราวกับตกนรกทั้งเป็นก็ยอมอย่างนั้นหรือ"
เฉินซือหยางยิ้มเล็กน้อย พลางจ้องนัยน์ตาที่ทอประกายเด็ดเดี่ยวมองไปยังนัยน์ตาสุกใสของนาง
“ข้ายังช่วยท่านไม่สำเร็จ อีกทั้งในสถานที่ที่ข้ากำลังจะไปทวงของให้แก่ท่านไม่รู้จะหนักหนากว่าเหตุการณ์ในคืนเดือนมืดหรือไม่ เช่นนั้นขอเพียงแข็งแกร่งขึ้นมากกว่านี้ เพื่อท่านและก็เพื่อเส้นทางของข้า ข้าย่อมพร้อมแบกรับความหนักหน่วงทุกรูปแบบ"
ไม่พูดพร่ำทำเพลง ฝ่ามือของจินเยว่ก็พลันปรากฏพลังจิตวิญญาณสีเขียวมรกตปนฟ้าครามหมุนวนขึ้นเป็นกลุ่มก้อน จากนั้นนางก็ส่งฝ่ามือประกบลงยังหน้าท้องของเฉินซือหยางอย่างรวดเร็ว
เฉินซือหยางยังมิทันได้เอ่ยถามหรือมีปฏิกิริยาตอบสนอง ความเจ็บปวดที่แสนสาหัสก็แผ่ลามจากท้องน้อยไปอย่างรวดเร็ว ได้ยินแต่เสียงของจินเยว่ที่กล่าวอย่างเนิบช้า
“ในที่แห่งนี้ข้ามิอาจหาทรัพยากรเพื่อหนุนเสริมการทะลวงระดับขั้นพลังจิตวิญญาณแก่เจ้าได้ แต่ในเรื่องการส่งเสริมพลังทางกายภาพข้าถนัดนักล่ะ เจ้าที่มีกายาเหนือพื้นฐานแล้ว สิ่งที่กระตุ้นให้พลังแห่งมังกรฟื้นตื่นได้ดีที่สุดก็คือความเจ็บปวด นี่คือพลังจิตวิญญาณเพียงหนึ่งส่วนจากข้า แต่ก็เทียบเท่าระดับเทวะที่คนจากแดนดาราเจ้ามิอาจฝันถึง เช่นนั้นจงทำสมาธิและโคจรลมปราณตามที่ข้าเคยชี้แนะให้ดี ทานทนและซึมซับพลังจากความเจ็บปวดนี้ให้จงได้ เพราะหากทำไม่ได้ อวัยวะภายในแตกดับตกตายจะหาว่าข้าไม่เตือน”
เฉินซือหยางกัดฟันรับความเจ็บปวด ฝืนลุกขึ้นมานั่งสมาธิ หลับตาโคจรพลังลมปราณตามที่จินเยว่เคยชี้แนะเอาไว้ เมื่อเริ่มโคจรจนร่างที่นั่งอยู่ไม่บังเกิดการสั่นพร่าอย่างรุนแรงเหมือนแรกเริ่มได้ จินเยว่ก็อธิบายขั้นการโคจรพลังลมปราณในรูปแบบถัดไป
นางถ่ายทอดไปพลางก็นึกแปลกใจไปพลาง ความเร็วในการตีความและการตอบสนองของร่างกายที่มีต่อความเจ็บปวดนี้ของชายหนุ่ม ดูเหมือนจะรวดเร็วและก้าวข้ามมารดาของนางอยู่ก้าวหนึ่ง
ยิ่งมองมันนางก็ได้แต่ยิ่งนึกแตกตื่นในใจ
“คนผู้นี้…”