ในวันที่ท้องฟ้าครึ้มๆ ทำทีว่าจะมีฝนตกหนัก หน้าจวนเฉิงโหวมีรถม้าจอดอยู่สองคัน คันหนึ่งตกแต่งอย่างงดงามประณีตเนื่องด้วยต้องเข้าวัง อีกคันเรียบง่ายไร้การตกแต่งและมีทหารม้าสี่ห้านายคุ้มกันหน้าหลังเนื่องด้วยต้องเดินทางไกล
ฟางเหนียงที่วันนี้สวมชุดชมพูเรียบง่าย สวมเครื่องประดับเพียงสามชิ้นคือปิ่นผีเสื้อไพลินและปิ่นหยกเขียวเรียบง่ายที่ไท่ฮูหยินมอบให้กับต่างหูคู่น้อยน่ารัก นางสวมเสื้อคลุมขนสัตว์สีดำ ในมือถือหอบผ้าขาวที่ใส่เสื้อผ้าไว้สองชุด ยืนก้มหน้านับนิ้วรอหน้ารถม้าให้ท่านโหวสั่งเสียภรรยาสุดที่รักมาสักพักแล้ว
จื่อลู่กุมมือของภรรยาแน่น พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “สำนักโหรหลวงทำนายแล้วว่าเดือนนี้หิมะจะตกหนักจนเกิดเป็ภัยหนาวที่รุนแรงที่สุดั้แ่ก่อตั้งราชวงศ์มา แม้เ้าจะอยู่ในวังที่มีเตาไฟตั้งอยู่ทุกที่ อบอุ่นจนน้ำแข็งละลายเป็น้ำร้อน หากแต่ก็ต้องดูแลตัวเองให้ดี ยามนอนต้องห่มผ้าหนาๆ ยามออกไปนอกเรือนต้องสวมเสื้อผ้าหลายชั้น อย่าทานของเย็น อย่าซุกซนหนีไปเล่นน้ำให้ตนเองป่วยจนข้าต้องเป็ห่วงเข้าใจหรือไม่”
“เ้าค่ะ ท่านพี่ก็ต้องดูแลตัวเองด้วย สวมเสื้อผ้าให้หนา ๆ แม้จะอยู่ในที่กันดาร ไร้บ้านพักหรือจวนใหญ่โตที่มีเตาอุ่นวางอยู่ทุกที่จนแทบลุกไหม้ ท่านก็ต้องระวังตัว อย่าซุกซนหนีไปเล่นน้ำจนตนเองป่วยให้ข้าเป็ห่วงท่านได้ เข้าใจหรือไม่”
“ขอรับน้องหญิง ข้าจะทำตามที่น้องหญิงสั่งอย่างเคร่งครัด”
แหวะ...จะอ้วก
นางทำท่าอยากจะอ้วกพลางคิดในใจ หวานกันจริ๊ง หวานจนเลี่ยน ทนดูต่อไปไม่ไหวต้องเสียมารยาทขึ้นไปนั่งรอบนรถม้าก่อน
สักพักใหญ่กว่าเสียงคู่รักจะสงบลง รถม้ายวบลงด้วยมีผู้มาใหม่ขึ้นรถม้ามา ผ้าที่ทำหน้าที่ปิดประตูรถม้าถูกเปิดออก จื่อลู่เดินเข้ามาในรถม้าด้วยใบหน้าเรียบนิ่งจนดูเ็าน่าเกรงขาม
นางรีบขยับไปนั่งติดกำแพงแล้วทำตัวให้เล็กที่สุดเท่าที่จะเล็กได้ “ท่านโหวเชิญนั่ง ว๊าย!!” นางยังพูดไม่ทันจบร่างก็ปลิวลอยไปชนกับขอบประตูรถม้า
“ออกไป!” เสียงเอ่ยสั่งอย่างไม่พอใจก่อนจื่อลู่จะเดินไปนั่งหลังตรงอย่างไม่คิดจะสนใจนางอีก
ทีกับเมียละอ่อนโยนอ่อนหวานจนเลี่ยน ไอ้ผู้ชายสองมาตรฐาน! “แล้วใครอยากนั่งด้วยล่ะ มืดมนจนน่าอึดอัดอย่างนี้” นางจงใจพึมพำเสียงดังให้เขาได้ยินแล้วเดินออกไปนั่งกับอาฟู่ที่หน้ารถม้า
“ท่านโหวดูจะไม่ชอบฟางเหนียงมาก หากระหว่างเดินทางท่านโหวกับฟางเหนียงเกิดมีปากเสียงกัน ท่านโหวอาจ..”
“แม้จะมีวาจาเสียดแทงให้ใจเจ็บช้ำ หากแต่ท่านโหวจะไม่ทำร้ายนาง จะปกป้องและพานางกลับมาได้อย่างปลอดภัย เขาเป็คนเช่นนั้น” ไท่ฮูหยินเอ่ยแล้วเดินกลับเข้าจวนไป
ในรถม้าคันงามที่มุ่งตรงสู่วังหลวง
สตรีผู้ได้ชื่อว่างดงามที่สุดในแคว้นนั่งหลังตรงเชิดหน้าเล็กน้อยแต่พองาม ดวงตากลมแพรวพราว มุมปากหยักเล็กน้อยทำให้ไม่ดูหน้าบึ้งตึงจนเกินไป เนื่องด้วยวันนี้นางต้องเข้าวังไปพบปะเหล่าสนมชั้นสูงและฮูหยินจากตระกูลต่างๆ นางที่ปกติร่าเริงสดใสจึงต้องฝืนท่าทางทำตัวให้ดูเรียบนิ่งสูงส่ง เพื่อไม่ให้ผู้อื่นสามารถมาดูถูกเหยียดหยามนางได้
“ท่านโหวอุตส่าห์ได้วันหยุดยาวทั้งทีน่าเสียดายพวกท่านกลับไม่ได้อยู่ด้วยกัน หากไม่ใช่เพราะการคัดเลือกหญิงงามในวัง คุณหนูคงได้ลงไปเที่ยวทางใต้กับท่านโหวแล้ว น่าเสียดายจริงๆ” จื่อหลิน สาวใช้อีกคนของเฟยเซียนเอ่ยอย่างนึกเสียดาย
“ดูก็รู้ว่าเป็แผนของไท่ฮูหยิน ข้าแอบได้ยินมาว่าการคัดเลือกหญิงงามเข้าวังครั้งนี้เป็ไท่ฮูหยินที่ส่งเื่ขอให้ฮูหยินน้อยเข้าวังไปช่วยเลือก”
“ท่านแม่คงกลัวว่าการหยุดยาวครั้งนี้ของท่านโหวจะทำให้ข้าตั้งครรภ์ จึงได้ขัดขวางไม่ให้ข้ากับท่านโหวได้มีโอกาสได้อยู่ด้วยกัน แต่ก็เท่านั้น...”
รอยยิ้มหวานปรากฏก่อนมือน้อยจะลูปหน้าท้องตัวเองเบาๆ
“ลาลาาาา คู่รักเคียงข้าง สองเราจับมือ มุ่งเดินไปด้านหน้า ข้าและท่านคือคู่บุปผาสร้าง ล้าลาาา คู่รัก”
“ร้องเพลงอะไรของเ้าน่ะฟางเหนียง ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน?” อาฟู่ถาม
“แล้วเพราะมั้ย?”
“จังหวะฟังเพลินดี”
นางยิ้มแล้วร้องเพลงต่อ สายตาก็มองดูทิวทัศน์ข้างทาง ท้องฟ้าแม้ครึ้มหากแต่อากาศก็เย็นสบายดี แล้วทำไมนางถึงเลือกร้องเพลงนี้น่ะหรือ ไม่มีเหตุผลอะไรลึกซึ้ง เพียงนางชอบเพลงนี้ก็เท่านั้นแหละ
“ยามบุปผาโรยราข้าและท่านพบกันที่ปลายขอบฟ้า ยามเถาจึแดงฉานคือยามที่เราจะครองคู่กันและ โอ๊ย!!” ท่อนหลังนั้นไม่ใช่เนื้อร้องหากแต่เป็การร้องเพราะถูกอะไรแข็งๆ ตีหัวเข้าให้อย่างแรง ก่อนจะได้ยินเสียงอะไรสักอย่างตกกระทบพื้นรถม้า นางจึงเลิกผ้าเปิดออกดูด้านใน
“ป้ายหยก?” ดวงตาน้อยเงยมองบุรุษชุดดำที่นั่งหน้านิ่งอยู่ในรถม้า
“หนวกหู”
ใบหน้างามกระตุกร้องเฮอะในลำคอ “หากท่านโหวรำคาญก็บอกข้าสิ เหตุใดต้องปาข้าวของใส่กัน!”
“จะปาแล้วจะทำไม มีปัญหาหรือ?”
ใบหน้าเขายามนี้ช่างยียวนกวนประสาทยิ่งนัก นางไม่อยากทะเลาะกับเขาเพราะยังต้องพึ่งเขาในการเดินทางครั้งนี้ จึงเงียบปากแล้วปิดผ้าคลุมลงตามเดิม หากแต่ก็ยังมีเสียงสั่งจากคนด้านในตามมา
“เก็บป้ายมาคืนข้า”
“ใครปาก็เก็บเองสิเ้าคะ!”
เสียงถอนหายใจอย่างเริ่มไม่พอใจดังเล็ดลอดออกมาจนอาฟู่ที่กลัวจะมีเื่รีบหยุดรถม้าหันกลับไปเก็บป้ายหยกคืนให้กับท่านโหว
“จะเก็บให้เขาทำไม! เ้าไม่เห็นหรือว่าเขาปาป้ายหยกแข็งๆ นั่นใส่หัวข้า มันเจ็บมากเลยรู้มั้ย เหมือนหัวจะแตกด้วย!”
“ชู่ เบาๆ หน่อย เดี๋ยวก็โดนหรอก ที่นี่ไม่มีไท่ฮูหยินคอยช่วยเ้านะ หากท่านโหวโมโหอาจโยนเ้าลงจากรถม้าแล้วทิ้งเ้าไว้กลางทางได้”
“ชิ...ข้ายอมเพราะตอนนี้เขาอยู่เหนือกว่าหรอกนะ อย่าให้ข้าได้อยู่เหนือกว่าเขาบ้างล่ะ ข้าจะบี้ขยี้เขาให้เละ!” พูดพลางขยี้กระโปรงจนยับ
ซู่.....
อยู่ๆ ฝนห่าใหญ่ก็กระหน่ำเทลงมา อาฟู่รีบหยิบร่มที่วางอยู่พื้นรถขึ้นมากางให้กับนาง ถึงจะมีร่มก็ไม่อาจบังฝนที่ตกหนักได้หมด ั้แ่่เข่าไปยังเท้างามเปียกชุ่มไปด้วยน้ำ
เทพ์ชั้นฟ้าหรือนักเขียนนิยายเื่นี้ช่างใจร้ายกับนางนัก ถูกพญามารจื่อลู่รังแกอย่างเดียวยังไม่พอ ยังเสกฝนหนาวเย็นลงมาใส่นางอีก!!
“เรียนท่านโหว ฝนตกหนักมากหากท่านโหวไม่ว่าอะไรขอให้ฟางเหนียงเข้าไปนั่งด้านในรถม้าได้หรือไม่ขอรับ” อาฟู่ถามอย่างมีหวัง หากแต่กลับไร้เสียงตอบรับจากคนด้านใน
“ช่างเถอะอาฟู่ ฝนแค่นี้ทำอะไรข้าไม่ได้หรอก ขอบคุณเ้ามากที่เป็ห่วง” นางพูดพลางยิ้มกว้างก่อนจะรีบหันไปมองอีกทาง ใบหน้างามบุ้ยบูดบึ้ง มือก็จับร่มแน่นด้วยพยายามอดกลั้นความโกรธเอาไว้
เอาเถอะ ข้าจะถือเสียว่าที่จื่อลู่มีนิสัยเ็าไร้เหตุผลเช่นนี้เพราะมันคือนิสัยที่ผู้แต่งมอบให้กับเขา เขาก็คงทำตามบทที่จะไม่อ่อนโยนกับสตรีอื่นนอกจากนางเอก จะพยายามไม่หาเื่เขาอีกแล้วกัน
ระหว่างพยายามหาเหตุผลต่างๆ นานามากลบความผิดของจื่อลู่ สายตานางพลันเหลือบมองไปเห็นข้างทางมีแม่ลูกคู่หนึ่งกำลังยืนหลบฝนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ เด็กน้อยวัยห้าหกขวบกอดผู้เป็แม่ไว้แน่น ไม่สิ พวกเขาอาจเป็พี่น้องกันก็ได้ แต่ถึงอย่างนั้น
“หยุดรถม้าก่อนอาฟู่”
อาฟู่หยุดรถม้าตามที่นางบอก
นางเดินลงจากรถม้าไปหาสองแม่ลูก ยิ่งเข้าไปใกล้พวกเขานางก็ยิ่งเห็นชัดว่ายามนี้เด็กน้อยตัวหนาวสั่นมากเพียงใด ปากก็ซีดเผือดน่าสงสาร นางยื่นร่มในมือให้กับพวกเขาทำให้สองแม่ลูกมองนางด้วยสายตางุนงง
“ถ้ายืนตากฝนนานๆ จะป่วยได้นะ” ว่าพลางถอดเสื้อคลุมตัวเองแล้วนำไปคลุมให้เด็กน้อย
“ขอบคุณพี่สาว” เสียงน้อยเอ่ยขอบคุณพลางยิ้มน่ารักให้กับนาง
“น่ารักจริงๆ รีบไปหาที่หลบฝนดีๆ เถอะ” นางยิ้มหวานเอ็นดูเด็กน้อยแล้วเดินตากฝนกลับไปยังรถม้า
“เหตุใดจึงทำแบบนี้ เช่นนี้เ้าก็เปียกหมดสิ” อาฟู่รีบถอดเสื้อคลุมที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำฝนของเขามาคลุมให้นาง
อาฟู่น้อยช่างน่ารักจริงๆ
“ขอบคุณเ้ามาก เด็กน้อยนั่นช่างน่าสงสารนัก เขาสั่นไปทั้งตัวด้วยความหนาว เห็นเช่นนั้นจะให้ข้าทำใจดำปล่อยให้เขาตากฝนทนหนาวไปได้ยังไงกัน”
“โง่เง่า! ก่อนจะห่วงผู้อื่นควรเอาตัวเองให้รอดเสียก่อนเถอะ!” เสียงเอ่ยดังมาจากด้านในรถ
ข้าจะช่วยเหลือใคร จะทำอะไรมันก็เื่ของข้า เขาจะมาเดือดร้อนกับข้าทำไม! ได้แต่บ่นในใจเพราะนางี้เีจะทะเลาะกับเขา จึงเงียบปากอดกลั้นความไม่พอใจเอาไว้