หลังออกจากห้องน้ำเอวาก็เดินไปกดโทรศัพท์โทรหาเอ็มม่าเธอสงสัยั้แ่เห็นเอ็มม่ายอมอนุมัติใบลาง่ายดายทั้งที่นาชาญขอลากระทันหัน เสียงโทรศัพท์ดังอยู่ครู่หนึ่งปลายสายก็กดรับเอวาได้ยินเสียงพิมพ์คอมพิวเตอร์ดังลอดมาจากลำโพงก็รู้ว่าเอ็มม่าคงกำลังยุ่งอยู่กับงานเป็แน่
“คุณเอ็มม่าสะดวกคุยมั้ยคะ”
“คุยได้สิ”เธอกล่าวตอบ “แล้วก็นาชาญส่งรายงานของงานคราวนี้มาให้แล้ว ออกจะแปลกๆอยู่แต่ญาติของผู้ป่วยไม่คัดค้านอะไร ฉันก็เลยปล่อยผ่านไป”
“เขาเขียนว่ายังไงบ้างคะ”
“อาการที่ปอดเต็มไปด้วยดินอาจไม่ใช่ดินแต่เป็ฝุ่นการสูดฝุ่นเข้าไปเป็จำนวนมากทำให้เกิดอาการหายใจติดขัดผู้ป่วยมีความเชื่อเื่คำสาปบรรพบุรุษเมื่อกลับไปที่บ้านเกิดซึ่งบรรพบุรุษเคยอาศัยอยู่ก็เลยเชื่อไปเองว่าตนเองจะล้มป่วยและตายหากได้ยินเสียงเรียกความเชื่อแบบสุดโต่งและร่างกายที่อ่อนแอเป็สาเหตุของอาการป่วยที่เกิดขึ้นในครอบครัวนี้”
เอวายิ้มแห้งได้แต่ยอมรับ“ฟังดูแปลกจริงๆ นั่นแหละ มันอธิบายไม่ได้ทั้งหมดแต่ก็ถูกต้องตามนั้น”
“ที่โทรมาเนี่ยไม่ใช่เื่รายงานใช่มั้ยมีปัญหาอะไรเื่ที่นาชาญลาหรือเปล่า”
เอวาเหมือนปลาะโงับเหยื่อ“ฉันก็แค่อยากให้แน่ใจว่าเขาจะไม่เป็อะไร ท่าทางเขาเหมือนคนป่วย”
“เขาจะเป็อะไรได้ล่ะเขาแค่หยุดพักผ่อน ทำไมอยู่ๆ ถึงคิดมาก”
“ถ้าไม่มีสาเหตุฉันก็ไม่คิดมากขนาดนี้หรอกค่ะ”เอวาถอนหายใจยาว เธอลังเลนิดหนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ“ฉันได้ยินว่ามีคำร้องจากหมู่บ้านที่เชียงรายเข้ามาด้วยใช่มั้ยคะเื่ยาผีบอกหรืออะไรสักอย่าง”
“ใช่หมู่บ้านที่เกิดเื่อยู่ใกล้ๆ บ้านของนาชาญด้วยตอนแรกฉันว่าจะส่งให้เขาทำหลังจากหมดเวลาพักร้อนแล้วถึงได้อนุมัติให้ลาไงหรือเธออยากจะตรวจสอบเื่นี้เอง”
“ก็เห็นคุณเอ็มม่าบอกว่าจะให้ทีมฉันตามเื่ปลายฟ้าต่อถ้ากลับกรุงเทพเดี๋ยวก็ต้องบินมาอีกใช่มั้ย”เอวาหยุดรอให้อีกฝ่ายพูดแต่เอ็มม่ายังเงียบอยู่ เอวาจึงกล่าวต่อไปอย่างเสียไม่ได้“ระหว่างรอข้อมูลของปลายฟ้า ก็ให้ฉันรับผิดชอบคำร้องนี้ไปเลยจะได้ไม่เสียเวลาดีมั้ยคะ”
“ฉันมอบหมายให้ทีมของเธอก็ได้”น้ำเสียงของเอ็มม่ากลั้วหัวเราะ “ส่วนจะให้นาชาญช่วยหรือเปล่าก็คุยกันเอาเองนะเป็เวลาพักร้อนของเขา มูลนิธิยังไงก็ได้ประโยชน์อยู่แล้ว”
“ขอบคุณค่ะ”เอวาเผลอกล่าวเสียงดังใส่โทรศัพท์
“งั้นฉันทำงานต่อล่ะนะ”เอ็มม่าได้แต่ส่ายหัวยิ้มๆ ก่อนกดวางสายไป
หลังจากวางสายจากเอ็มม่าสายตาของเอวาก็ไปสะดุดเข้ากับแผงขายพระเครื่องที่วางอยู่ข้างๆร้านกาแฟในปั๊มเธอเดินเข้าไปเลือกเช่าสร้อยพระเส้นหนึ่งก่อนจะเดินกลับไปขึ้นรถแล้วปลุกนาชาญที่ยังหลับสนิทแต่เขย่าตัวเท่าไรเขาก็ไม่ยอมตื่นเอวาแปลกใจจะดึงแขนของเขาที่กอดอกอยู่เพื่อให้รู้สึกตัวแต่แขนของเขาเย็นเฉียบเมื่อเหลือบเห็นริมฝีปากซีดเซียวของนาชาญเธอก็ใรีบเขย่าตัวเขาถี่ขึ้น
“นาชาญนายยังไม่ตายใช่มั้ยเนี่ย”
นาชาญได้ยินคำว่าตายก็หายงัวเงียผวาลุกขึ้นนั่งตัวตรงก่อนกล่าวน้ำเสียงปนรำคาญ“ใครตาย เกิดเื่อะไรขึ้นอีกเนี่ย”
เอวาชะงักรู้ตัวว่าพูดเกินไปจึงรีบเปลี่ยนเื่"ไม่มี นายละเมอต่างหาก”
“จำไม่เห็นได้เลยว่าฝันอะไรถึงต้องละเมอเื่ตาย”นาชาญลืมตามีสติมากขึ้นแล้วมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นว่ายังอยู่ที่ปั๊มก็แปลกใจ“แล้ววันนี้จะไปถึงสนามบินมั้ยเนี่ย”
“ไม่ไปแล้วคุณเอ็มม่าให้ฉันรับผิดชอบคำร้องเื่ยาผีบอกแล้วหมู่บ้านนั้นก็บังเอิญอยู่เชียงรายพอดีเลย”
“ไม่ต้องมาบังเอิญเลยเื่ยาผีบอกเดี๋ยวฉันจัดการเอง เธอรออยู่ที่กรุงเทพเถอะ”
“ทำไมฉันต้องรอด้วยล่ะเราทีมเดียวกันไม่ใช่หรืออีกอย่างนายจะลาพักร้อนอาทิตย์หน้าเพราะงั้นไม่ต้องขยันมากก็ได้”
“เื่คราวนี้อันตรายนะฉันบอกไว้ก่อนถ้าเธอไปด้วยเธออาจจะเจออะไรที่น่ากลัวยิ่งกว่าิญญาผีเฝ้าหลักเมืองเสียอีก”
“ฉันใส่พระกันเอาไว้แล้ว”เอวากล่าวตัดบทก่อนหยิบโทรศัพท์ส่งให้นาชาญ “นายตั้งแผนที่จีพีเอสสิบ้านนายกับหมู่บ้านนั่นอยู่ใกล้ๆ กันไม่ใช่หรือ”
นาชาญส่ายหน้าหนักใจพลางปลดเข็มขัดนิรภัย“ไม่เป็ไร ฉันขับเองน่าจะถึงไวกว่า”
จากถนนที่พวกเขาอยู่ถ้าขับรถไปยังหมู่บ้านที่เชียงรายใช้เวลาราวสี่ชั่วโมงแสงแดดเจิดจ้ายามใกล้เที่ยงทำให้อากาศภายนอกร้อนระอุเมื่อเทียบกับความเย็นจากเครื่องปรับอากาศภายในรถยนต์เอวานั่งอยู่บนเบาะข้างคนขับในขณะที่นาชาญเป็คนขับนาชาญนั่งเงียบมาตลอดทางที่ขับรถซึ่งเอวาก็รู้ว่าเขายังโกรธอยู่เธอจึงเป็ฝ่ายชวนคุยโดยดึงพระเครื่องทรงสี่เหลี่ยมที่ห้อยอยู่กับสร้อยคอออกมาให้เขาดู
“ฉันได้พระมาแล้วนะ”
นาชาญเหลือบมองดูพระเครื่องในมือของเอวาตอนนี้ั์ตาของเขาไม่สะท้อนให้เห็นสิ่งเหนือธรรมชาติใดๆ อีกแล้วเขาดูไม่ออกว่าเป็พระที่ผ่านการปลุกเสกมาหรือเปล่าแต่ก็พยักหน้าให้เธอ
“ดีแล้วสวมไว้อย่าถอดออกล่ะ”
หลังจากขับรถมาได้ครึ่งชั่วโมงนาชาญก็พยายามมองซ้ายขวาผ่านกระจกรถจนมองเห็นทางเลี้ยวเข้าซุ้มประตูวัดข้างหน้าไม่เกินสามร้อยเมตรเขารีบเลี้ยวรถเข้าไปจอดในลานจอดรถของวัดแล้วปลดเข็มขัดนิรภัยท่าทางอ่อนเพลียมือของเขาสั่นนิดหน่อยตอนดึงกระดาษทิชชู่จากกล่องในรถก่อนจะรีบลงจากรถทั้งที่ไม่ได้ดับเครื่องแล้ววิ่งหายเข้าไปทางห้องน้ำของวัดเอวามองตามอีกฝ่ายอย่างแปลกใจเธอปลดเข็มขัดนิรภัยคิดจะตามนาชาญไปแต่นึกได้ว่าไม่มีใครเฝ้ารถเธอก็เลยนั่งรอจนกระทั่งนาชาญเดินกลับมาที่รถจึงกล่าวขึ้นอย่างเป็ห่วง
“สลับกันมั้ยฉันเป็คนขับเอง ท่าทางนายเหมือนคนป่วยเลย”
“ฉันไม่ค่อยสบายก็เลยขอลาพักร้อนมาไม่รู้เธอจะตามมาทำไม” นาชาญบ่นพึมพำเขาทำท่าจะขับรถแต่เพ่งสายตาไปยังเส้นทางข้างหน้าครั้งแล้วครั้งเล่าจนเอวาชักไม่ไว้ใจขึ้นมาจริงๆ
“ให้ฉันขับเองเถอะนายนั่งหลับไปก็ได้ ฉันขอมาด้วยเผื่อกรณีแบบนี้ไง”เอวากล่าวพลางลงจากรถซึ่งครั้งนี้นาชาญเลิกดื้อแพ่งแล้วยอมสลับที่กับเอวาแต่โดยดี
นาชาญตั้งแผนที่จีพีเอสให้เอวาขับตามเส้นทางไประบบคำนวณว่าอีกราวหนึ่งชั่วโมงจึงจะถึงจุดหมายนาชาญเริ่มมีอาการไอแต่เอวารู้สึกได้ว่าเขาพยายามฝืนให้เสียงไอเบาที่สุด เสียงไอดังถี่รัวไม่หยุดจนในที่สุดเขาก็รีบเอากระดาษทิชชู่มาปิดปากไว้เอวาที่เหลือบมองหาจังหวะอยู่แล้วรีบกระชากมือที่ถือทิชชู่ของเขามาดูจึงมองเห็นคราบเืบนกระดาษทิชชู่
“นี่นาย… ป่วยหนักเลยไม่ใช่หรือ” เธอขึ้นเสียงพลางหันกลับไปมองเส้นทางข้างหน้า
นาชาญยกมือขึ้นกุมขมับในหัวยังมึนงงรู้สึกเหมือนจะหน้ามืด“แค่อาการแย่ลงนิดหน่อยเท่านั้น”
“แล้วได้ไปหาหมอมาหรือยัง”
“หมอช่วยอะไรฉันไม่ได้หรอก”
“แล้วสรุปว่านายเป็อะไรกันแน่เนี่ย”เอวาถามแต่ไม่สามารถจดจ่อกับบนสนทนากับนาชาญได้เพราะต้องมีสมาธิกับการขับรถบนเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย
เบื้องหน้าของเอวาเป็เส้นทางถนนลาดยางทอดยาวขึ้นไปบนเขาที่ไม่ลาดชันมากนักรอบข้างขนาบด้วยบ้านยกไต้ถุนสูงซึ่งกำแพงสร้างจากไม้ไผ่สานบางหลังมุงหลังคาด้วยหญ้าแต่บางหลังมุงด้วยกระเบื้องหรือสังกะสีหากขับไปตามเส้นทางในจีพีเอสก็ไม่ต้องวนเข้าไปในถนนลูกรังที่ตัดเข้าสู่หมู่บ้านข้างทางที่มองเห็นอยู่นาชาญชี้ไปข้างหน้าสุดถนนลาดยางที่อยู่เหนือหมู่บ้านขึ้นไปถนนบังคับเลี้ยวเข้าด้านข้างแทนที่จะขึ้นสู่ยอดเขา
แสงอาทิตย์ยามเย็นเหนือดอยไม่ร้อนจัดนักตลอดเส้นทางที่ผ่านเข้ามานอกจากหมู่บ้านแล้วยังเต็มไปด้วยต้นไม้สีเขียวชอุ่ม มีสายลมบางเบาพัดผ่านเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดทันทีที่ทั้งคู่ลงจากรถเอวายืนมองบ้านสร้างจากปูนซีเมนต์สีขาวมุงหลังคาด้วยกระเบื้องสีน้ำเงินซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้ากินพื้นที่ราวห้าสิบตารางวาเป็บ้านที่แตกต่างและโดดเด่นที่สุดในละแวกนี้
นาชาญกดผ่านแอพลิเคชั่นในมือถือเพื่อปิดประตูรั้วไม้ทรงสูงที่ล้อมรอบบ้านไว้แล้วเดินมายกกระเป๋าลงจากรถโดยมีเอวาคอยช่วยพวกเขาลากกระเป๋าเดินขึ้นบันไดไปหยุดอยู่หน้าประตูบ้านซึ่งนาชาญหยิบลูกกุญแจขึ้นมาไขปลดล็อกที่มือจับประตูเมื่อเปิดประตูเข้าไปจึงมองเห็นห้องรับแขกที่ไม่ได้โอ่อ่าจนเกินไปและตกแต่งอย่างเรียบง่ายด้วยเฟอร์นิเจอร์ที่เห็นได้ทั่วไปถัดจากห้องรับแขกไปหลังบ้านเป็ที่ตั้งของห้องครัวและทางขึ้นบันไดไปยังชั้นสองฝั่งตรงข้ามของห้องรับแขกเป็ห้องเล็กอเนกประสงค์ซึ่งวางโต๊ะทำงานและชั้นหนังสือเอาไว้นาชาญนั่งพักบนโซฟาในห้องรับแขกพลางกดเปิดโทรทัศน์ส่วนเอวาเดินเข้าไปล้างมือในห้องน้ำที่อยู่ระหว่างห้องครัวและทางขึ้นบันไดบ้านเหมือนพึ่งทำความสะอาดไม่นานเพราะไม่มีฝุ่นให้เห็นและน้ำประปากับไฟฟ้ายังใช้ได้ตามปกติเอวาเข้าห้องน้ำเสร็จก็ออกมานั่งลงบนโซฟาที่แยกเดี่ยวออกมาตั้งอยู่ข้างๆโซฟาใหญ่ที่นาชาญนั่งอยู่
“ที่นี่บ้านนายหรือ”
“บ้านของคุณพ่อน่ะั้แ่พ่อตายก็ไม่ได้มาอีกเลย เกือบยี่สิบปีได้แล้วมั้ง”
“แต่ดูเหมือนมีคนทำความสะอาดเรื่อยๆนะ น้ำไฟก็ใช้ได้ปกติ”
“ลุงกับป้าของฉันอยู่ที่นี่ไม่ใช่ญาติแท้ๆ หรอกแต่ฉันนับถือเหมือนเป็ญาติผู้ใหญ่จริงๆ ตอนนี้น่าจะไปทำธุระในหมู่บ้านคงจะกลับมาตอนหกโมง”เขาพูดพลางกดเปลี่ยนช่องโทรทัศน์ “ข้างบนมีห้องนอนว่างอยู่สองห้องนอกจากห้องใหญ่เธอก็เลือกเอาเลยว่าจะนอนห้องไหน”
“แล้วนายไม่ขึ้นไปนอนหรือท่าทางนายไม่ไหวแล้วนะ”
“อยู่ที่นี่คงนอนพร่ำเพรื่อไม่ได้หรอก”ท่าทางของเขาอ่อนเพลียทำท่าจะหลับแต่ก็ฝืนเอาไว้ทุกครั้ง “ว่าแต่เธอเถอะยังฝันเห็นพญานาคอยู่อีกมั้ย”
“ฝันสิโผล่มาหลอนทุกคืน ไม่รู้จักหลับจักนอน” เอวากล่าวก่อนจะนึกได้ “ไม่สิสงสัยนอนมากไป ตอนกลางคืนเลยตาสว่างโผล่มาเข้าฝันชาวบ้านได้ตลอดเนี่ย”
“แล้วในฝันนั่นเขาทำอะไรบ้างล่ะ”
“มารัดตัวฉันแล้วดึงลงน้ำน่ะสิ”สีหน้าของเอวาหวาดกลัวแต่ก็มีความโกรธปะปนอยู่ด้วย“ก่อนหน้านี้ยังไม่เคยทำอะไรอันตรายนะแต่ครั้งนี้แย่มากฉันหายใจไม่ออกมันก็ยังดึงลงน้ำลึกไปเรื่อยๆ มองไปข้างล่างไม่เห็นก้นแม่น้ำ เห็นแต่หางงูใหญ่ยาวเฟื้อยเกล็ดเป็เหลื่อมสีดำเมี่ยมถ้าปล่อยฉันก็กลัวจะว่ายน้ำขึ้นไปไม่ได้แต่ถ้ารัดไว้ฉันก็กลัวพญานาคเลือกไม่ถูกเลย”
นาชาญยิ้มขำกับอารมณ์ขันแปลกๆของเอวา เขาพูดติดตลก “แล้วเคยลองฝืนหายใจดูบ้างมั้ย มันเป็ฝันนี่เธออาจจะหายใจใต้น้ำได้นะ”
“บ้าหรือฉันไม่ใช่เ้าหญิงเงือกสักหน่อยจะได้หายใจใต้น้ำได้” เธอแอบหัวเราะเบาๆ “แต่คราวหน้าจะลองดู เผื่อเปิดประสบการณ์ใหม่”
นาชาญส่ายหัวก่อนกล่าวน้ำเสียงเรียบ“เ้านั่นอันตราย ระวังตัวหน่อยเถอะ ฉันอาจจะอยู่ช่วยไม่ได้แล้วก็ได้”
เอวาเลิกคิ้วนึกได้ว่าตั้งใจจะถามอะไรนาชาญ“หมายความว่าไง สรุปนายเป็อะไรกันแน่ บอกมาตรงๆ ได้มั้ย”
“ฉันไม่เป็ไรแค่เหนื่อยน่ะ”
เสียงรถกระบะดังขัดจังหวะวิ่งเข้ามาจอดในลานจอดรถหน้าบ้านทำให้ทั้งคู่หันมองไปทางต้นเสียงพร้อมกันนาชาญลุกขึ้นยืนก่อนเดินออกไปนอกบ้านโดยมีเอวาเดินตามหลังไปติดๆ ลุงกับป้าของนาชาญลงจากรถกระบะเดินตรงมายังจุดที่ทั้งคู่ยืนอยู่ชายวัยเกือบหกสิบรูปร่างผอมใส่เสื้อแขนกว้างคอวีแบบชาวเขาแต่นุ่งกางเกงยีนส์ยิ้มทักทายนาชาญในขณะที่สาวใหญ่รูปร่างท้วมกว่าสวมชุดเดรสแต่ลวดลายเหมือนชุดของชาวเขาแบบเดียวกันเดินตามหลังมาในมือถือของพะรุงพะรัง
“เดินทางมาลำบากแย่เลยเป็ยังไงบ้าง” ชายที่ดูเหมือนคุณลุงใจดีกล่าวพลางมองดูใบหน้าของนาชาญชัดๆ “ยิ่งโตหน้ายิ่งเหมือนพ่อนะ”
“ไม่หรอกครับคุณลุง”นาชาญตอบก่อนหันไปแนะนำเอวา “นี่เพื่อนผมจากกรุงเทพชื่อเอวาครับ”
“เพื่อนหรือแฟนล่ะ”คุณป้าของนาชาญถามขึ้นจนเอวายิ้มเขิน นาชาญจึงตัดบทด้วยการแนะนำลุงกับป้าให้เอวารู้จักบ้าง
“นี่ลุงเซียวกับป้าหลินทั้งคู่ดูแลครอบครัวฉันตอนมาอยู่ที่เชียงราย”
“สวัสดีค่ะ”เอวายกมือขึ้นไหว้ทั้งคู่ซึ่งทั้งคู่ก็รับไหว้ ลุงเซียวจึงพาทั้งคู่เข้าไปในบ้านเอวากับนาชาญช่วยลุงกับป้าถือของ
“พวกเอ็งขึ้นไปเก็บของข้างบนก่อนเดี๋ยวป้าหลินทำอาหารเสร็จแล้วจะได้ลงมาทานกัน”เขากล่าวในขณะที่ทั้งคู่เดินเข้าไปวางของในห้องครัวเสร็จแล้วและป้าหลินเตรียมสวมผ้ากันเปื้อน
เอวากับนาชาญเดินไปลากกระเป๋าสัมภาระของตนเองลุงเซียวเห็นท่าทางอ่อนเพลียแปลกๆของนาชาญก็จับมือเขาไว้พลางกล่าวถามสีหน้าเครียดนิดหนึ่ง “เกิดอะไรขึ้นทำไมกลับเป็แบบเดิมอีก”
เอวาหยุดฝีเท้าสนใจเื่ที่ทั้งสองคนคุยกันแต่นาชาญรีบเปลี่ยนเื่ “เอาไว้คืนนี้ผมจะเล่าให้ฟังตอนนี้ขอตัวขึ้นไปบนห้องก่อนนะครับ”
ลุงเซียวยอมปล่อยมือทำให้นาชาญรีบโบกมือให้เอวาเดินขึ้นบันไดเขาจะได้เดินขึ้นไปบ้าง เอวารู้สึกขัดใจนิดหน่อยแต่ก็ยอมทำตามเธอยกกระเป๋าขึ้นไปบนชั้นสองแล้วเลือกห้องเล็กที่อยู่สุดทางเดินนาชาญจึงเข้าห้องตรงกลางแล้วปิดประตูเงียบไปเอวาได้แต่เลิกคิ้วสงสัยก่อนจะเข้าห้องตัวเองไปจัดเก็บข้าวของบ้าง
เวลาล่วงเลยไปจนถึงหนึ่งทุ่มครึ่งแล้วป้าหลินะโเรียกทุกคนให้ลงมารับประทานอาหารเย็นเอวากับลุงเซียวเดินมาพร้อมกันที่โต๊ะอาหารซึ่งป้าหลินนั่งรออยู่ก่อนแล้วข้าวสวยร้อนๆ ส่งกลิ่นหอมอยู่บนจานสีขาวขอบทองที่วางตรงหน้าที่นั่งทั้งสี่ที่ตรงกลางมีอาหารพื้นบ้านที่ใช้วัตถุดิบง่ายๆ อย่างไข่เจียวทรงเครื่อง ยำผักสมุนไพรกับน้ำพริกไก่ย่างเตาถ่าน และพริกมะเขือย่างไฟ กลิ่นควันจางๆของเตาถ่านลอยปะปนกับกลิ่นเฉพาะตัวของน้ำพริกกระตุ้นให้ท้องร้องได้ไม่ยากเพียงแต่ว่าเก้าอี้ตัวหนึ่งยังว่างอยู่ทำให้ทุกคนยังลงมือรับประทานอาหารไม่ได้
“ฉันจะขึ้นไปตามนาชาญนะคะ”เอวาอาสาแต่ลุงเซียวห้ามเอาไว้
“ฉันไปเองดีกว่าพวกเธอทานกันไปก่อนได้เลยนะ”
ท่าทางของลุงเซียวดูจริงจังจนไม่มีใครกล้าทักท้วงคล้อยหลังลุงเซียวไปแล้วเอวากับป้าหลินจึงเริ่มลงมือทานอาหารท่ามกลางบรรยากาศเงียบงันรสชาติอาหารอร่อยปากแต่กลับถูกบรรยากาศตึงเครียดทำให้ไม่อยากอาหารสักเท่าใดนักเอวารู้สึกอึดอัดจึงเป็ฝ่ายเริ่มบทสนทนา
“คุณป้ากับคุณลุงดูแลนาชาญมาั้แ่ตอนเด็กๆเลยหรือคะ”
ป้าหลินกลืนข้าวลงในคอเสร็จจึงตอบคำถามของเธอ“ไม่หรอกค่ะคุณวุฒิกับคุณนภาพานาชาญมาอยู่ที่นี่ตอนอายุสามขวบเพราะคุณวุฒิเป็นักธุรกิจที่มาติดต่อเื่ซื้อขายใบชาที่ไร่ชาไม่ไกลจากที่นี่เราคงไม่ได้รู้จักกันถ้าไม่เกิดเื่นั้นขึ้น”
เอวาหูผึ่งน่าจะถามเื่ของนาชาญจากป้าหลินได้บ้าง“เื่นั้นที่ว่ามันเกี่ยวกับเื่ที่นาชาญกำลังป่วยอยู่หรือเปล่าคะ”
“นาชาญเล่าเื่นั้นให้หนูฟังหรือ”เอวาแกล้งพยักหน้าเออออ ป้าหลินหยิบสร้อยพระที่คอมากำเอาไว้ก่อนยอมเล่าต่อราวกับอัดอั้นมานาน“อาการของนาชาญเหมือนกับตอนนั้นเลยหลังจากที่ไปปลุกคุณวุฒิให้ตื่นเขาก็ล้มป่วยแทนน่าสงสารจริงๆ ยังดีที่ป้าไม่ได้ตกเป็เป้าหมายแต่ลุงเซียวก็ให้สร้อยพระเพื่อคุ้มครองป้าไว้”
“คุณลุงกับคุณป้าใช่ผู้มีวิชาหมอผีที่นาชาญรับสืบทอดหรือเปล่าคะ”
“เขาเล่าเื่รับสืบทอดวิชาให้ฟังด้วยหรือ”น้ำเสียงของป้าหลินแสดงความแปลกใจ “แล้วหนูไม่คิดว่าเขาเสียสติอย่างนั้นหรือ”
“ไม่หรอกค่ะพอดีเกิดเื่นิดหน่อยทำให้หนูมองเห็นผีได้ ก็เลยรู้ว่าเขาพูดความจริงน่ะค่ะ”
“งั้นก็คุยกันง่ายหน่อยลุงเซียวเป็หมอเมืองของหมู่บ้านนี้ ลุงเขารู้วิชาสมุนไพรวิชาแพทย์แผนโบราณแล้วก็วิชาเกี่ยวกับไสยศาสตร์ต่างๆ คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่ถ้ามีปัญหาเื่สุขภาพก็จะมาหาลุงเซียวนี่แหละ”
“งั้นคุณลุงก็เป็คนรักษานาชาญตอนนั้นน่ะสิคะ”
“รักษาไม่ได้หรอกฤทธิ์ยาจากผีนางไม้แบบนั้น ถ้าคุณวุฒิไม่ยอมเสียสละชีวิตพิธีรับขันธ์ของนาชาญก็คงไม่สำเร็จ”
“นาชาญทำพิธีรับขันธ์กับคุณลุงเซียวงั้นหรือคะ”
“ลุงเขาแค่ช่วยทำพิธีให้แต่ผีฟ้าที่นาชาญรับเข้ามามีเงื่อนไขอื่นที่ใช้อัญเชิญอยู่ไม่ใช่ใครก็สืบทอดได้นะ”
เอวาเกาหัวเริ่มไม่เข้าใจคำศัพท์หลายๆอย่าง “ผีนางไม้กับผีฟ้านี่คืออะไรหรือคะ”
“คิดอยู่แล้วเชียวว่าหนูน่าจะไม่เข้าใจชาวล้านนามีความเชื่อเกี่ยวกับผีแต่ผีในที่นี้ก็แบ่งเป็ผีหลายประเภทไม่ใช่หมายถึงผีตายโหงหรือิญญาเร่ร่อนอย่างเดียว” ป้าหลินหัวเราะเบาๆ ในลำคอ“ผีฟ้าหมายถึงเทพหรือเทวดาที่อยู่ในภพภูมิระดับสูง ส่วนผีนางไม้คือพวกคนธรรพ์[1]ที่เป็ุ์กึ่งเทวดาระดับต่ำสุดอาศัยอยู่คนละภพภูมิกับมนุษย์แต่เป็ภพภูมิในโลกใบเดียวกันพวกผีนางไม้มีทั้งดีและเลว มนุษย์ไม่สามารถมองเห็นดินแดนของพวกเขาได้แต่พวกเขาไปมาระหว่างสองภพภูมิได้”
เอวาพยักหน้าเหมือนจะเริ่มเข้าใจมากขึ้น“แล้วฤทธิ์ยาของผีนางไม้ที่ว่านั่นเป็ยังไงหรือคะนาชาญบอกแต่ว่าเขาป่วยแต่ไม่ได้บอกว่าหนักแค่ไหน”
“ยาสมุนไพรของผีนางไม้ก็คือสมุนไพรจากภพภูมิของคนธรรพ์หาไม่ได้ในภพภูมิมนุษย์ หากสิ่งที่พวกเขาให้ดื่มคือยาพิษ ในภพภูมิของมนุษย์ก็ไม่มียาแก้พิษสมุนไพรจากภพภูมิของคนธรรพ์ได้ถ้าจะมีก็ต้องเป็สมุนไพรหรือวัตถุดิบของภพภูมิอื่นอย่างเช่นมักกะลีผลหรือเกล็ดพญานาคซึ่งก็เป็แค่ตำนานไม่เคยมีใครเห็นของจริง”
“ไม่มียาแก้พิษหรือคะ”เอวาย่นคิ้วพยายามคาดคั้นป้าหลินต่อ “แล้วพิษที่ว่ามีผลยังไงบ้าง”
“ยาพิษที่ทำลายอวัยวะภายในสำคัญโดยเฉพาะปอดและหัวใจหากปล่อยทิ้งไว้ในร่างกายเป็เวลานานตับก็จะเสียไปด้วย”คำพูดของป้าหลินทำให้เอวานึกทบทวนอาการที่นาชาญแสดงออกมาหลังจากขับรถออกจากบ้านของทะนงที่เวียงกุมกาม“ตอนที่โดนพิษ เขาไอเป็เืตลอดแล้วยังเสี่ยงกับอาการหัวใจวายเฉียบพลันได้ทุกเมื่อลุงเซียวได้แต่ใช้ยาสมุนไพรประคองอาการเอาไว้พอทำพิธีรับขันธ์สำเร็จนาชาญถึงได้รอด”
เอวาสีหน้าซีดเผือดถามด้วยเสียงแ่เบา“แล้วถ้าอยู่ๆ เขาก็กลับไปป่วยแบบเดิมอีก จะช่วยเขายังไงคะ”
“เป็ไปไม่ได้หรอกเขาทำพิธีรับขันธ์เป็ร่างทรงให้ผีฟ้าแล้วก็เหมือนยกขันธ์ห้าของตนเองให้กับผีฟ้าไม่มีทางที่จะป่วยไข้ได้อีก” ป้าหลินขมวดคิ้ว“ยกเว้นแต่จะทำพิธีคืนขันธ์หรือไม่ได้เป็ร่างทรงแล้วเขาถึงจะกลับไปมีอาการแบบเดิม”
เอวารู้สึกปวดหัวเริ่มคิดตามไม่ทันเธอนึกถึงเื่งานที่มูลนิธิมอบหมายมาให้ก่อนกล่าวถามอย่างใคร่รู้“ยาสมุนไพรของผีนางไม้ที่ว่านี่เกี่ยวกับเื่ยาผีบอกที่ทำให้คนในหมู่บ้านป่วยอยู่ตอนนี้หรือเปล่าคะ”