ใบหน้าสวยของซูเจียวเจียวแดงระเรื่ออย่างน่ารักก่อนจะเชิดหน้าขึ้นอย่างหยิ่งทะนง “แน่นอนอยู่แล้วใครก็อย่าหวังมากลั่นแกล้งฉัน... หรือแม้แต่มากลั่นแกล้งคุณต่อไปนี้พวกเราจะปกป้องบ้านของเราด้วยกัน!”
‘ต่อไปนี้พวกเราจะปกป้องบ้านของเราด้วยกัน’
คำพูดเพียงไม่กี่คำที่แสนเรียบง่ายกลับกระแทกเข้ากลางใจของเซียวหยวนิราวกับเสียงฟ้าผ่า
เขาสั่นสะท้านไปทั้งตัวและมองซูเจียวเจียวด้วยสายตาที่ร้อนแรงยิ่งขึ้น
นิ้วมือของเขาที่กำลังถือเนื้อกระต่ายอยู่นั้นค่อยๆกำแน่นขึ้น
“เอาล่ะ เข้าบ้านไปกินข้าวกันเถอะค่ะ” ซูเจียวเจียวดึงแขนของเซียวหยวนิแล้วพาเขาเดินไปยังห้องครัว
แม้ว่าจะเกิดเื่วุ่นวายเล็กน้อยแต่ก็เป็เพียงชั่วครู่ อีกทั้งอาหารใน่ฤดูร้อนก็เย็นช้า เนื้อกระต่ายยังอุ่นๆไม่ร้อนจนลวกปาก
ซูเจียวเจียวกินข้าวไปสองชามกินเนื้อไปเยอะแยะจนท้องป่องกลมไปหมด อิ่มจนจุก
ส่วนเซียวหยวนิกลับกินได้มากกว่า
เขาเป็คนกินเก่งอยู่แล้วความอยากอาหารก็ดี มื้อนี้เขากินข้าวไปสี่ชามจัดการเนื้อกระต่ายที่เหลือจนหมดเกลี้ยง แม้แต่น้ำแกงก็ไม่เหลือจากนั้นเขาจึงไปล้างจานล้างหม้อต่อ
ซูเจียวเจียวเดินไปมาในลานบ้านเพื่อย่อยอาหาร
ไม่นานนักเซียวหยวนิก็เดินออกมาจากห้องครัวซูเจียวเจียวรีบตรงเข้าไปจับมือเขาแล้วพาเข้าไปในบ้าน
สีหน้าของเซียวหยวนิแดงระเรื่อ“ผม ผมยังไม่ได้อาบน้ำเลย... ตัวคงสกปรก กลิ่นตัวคงไม่ดี”
ซูเจียวเจียวพูดอย่างไม่ใส่ใจ“ไม่ได้อาบก็ช่างเถอะ ฉันก็ยังไม่ได้อาบเหมือนกัน”
“หืม?”
เซียวหยวนิถึงกับงงงวย‘เจียวเจียวเปลี่ยนไปเป็คนใจร้อนั้แ่เมื่อใดกันและไม่พิถีพิถันเื่ความสะอาดแล้ว’ ...
เขายังจำได้ว่าเจียวเจียวเป็คนรักความสะอาดมากดังนั้นทุกครั้งที่เขาเข้าใกล้อีกฝ่ายเขามักจะทำความสะอาดตัวเองให้เรียบร้อยก่อนเสมอ
ขณะที่เซียวหยวนิกำลังคิดไปต่างๆนานา ซูเจียวเจียวก็พาเขานั่งลงที่โต๊ะ แล้วยื่นข้อสอบให้เขาแผ่นหนึ่ง“เริ่มทำข้อสอบได้เลยนะคะ เวลาสอบหนึ่งชั่วโมง”
เซียวหยวนิถึงกับตะลึงงัน!
เขาเงยหน้าขึ้นด้วยความใและอับอายก่อนจะก้มมองข้อสอบบนโต๊ะ ‘ที่แท้เจียวเจียวรีบพาเขาเข้าบ้านก็เพราะเื่นี้นี่เอง’...
ที่แท้เป็เขาที่คิดมากไปเอง!
ลายมือบนข้อสอบงดงามเป็ระเบียบมองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็ลายมือของเจียวเจียว
เดิมทีเขาคิดว่าที่เจียวเจียวชวนเขาอ่านหนังสือเมื่อคืนเป็เพียงความตั้งใจชั่วครู่ไม่คิดเลยว่าวันนี้จะมีข้อสอบเตรียมไว้พร้อมแล้ว
เซียวหยวนิกวาดตามองโจทย์ในข้อสอบคร่าวๆก็พบว่ามีหลายข้อที่ลืมไปแล้ว นึกเท่าไรก็นึกไม่ออก
เฮ้อตัวอักษรเหล่านี้แต่ละตัวเขาก็รู้จัก แต่พอเอามาเรียงรวมกันเขากลับไม่เข้าใจว่ามันหมายถึงอะไร ส่วนตัวเลขเ่าั้ เห็นแล้วก็ปวดหัวไม่เข้าใจเลยว่าหมายความว่าอย่างไร ...
เขาเงยหน้ามองซูเจียวเจียวแล้วถามอย่างแ่เบา “ขอผมอาบน้ำก่อนแล้วค่อยมาทำได้ไหมครับ”
พอเห็นท่าทางของเขาซูเจียวเจียวก็ไม่มีอะไรที่ยังไม่เข้าใจ
‘ชัดเลยว่าเขาไม่อยากทำข้อสอบ’
‘อยากหาข้ออ้างไปอาบน้ำเพื่อหนีไป’
แต่หลังจากทำงานมาทั้งวันตัวก็เหม็นเหงื่อ การอาบน้ำก่อนแล้วค่อยมาทำก็คงจะดีขึ้นมากจริงๆ
ดังนั้นซูเจียวเจียวจึงตกลงให้เขาไปอาบน้ำก่อน
เมื่อได้รับอนุญาตสีหน้าของเซียวหยวนิก็ผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัดเขารีบลุกขึ้นแล้วเดินออกไปนอกบ้าน “ผมจะไปตักน้ำมาให้คุณก่อนพอคุณอาบเสร็จแล้วผมค่อยอาบ”
ซูเจียวเจียวเดินตามเขาออกจากห้อง“ฉันเก็บกวาดห้องเก็บของเมื่อเช้าแล้ว ต่อไปพวกเราจะอาบน้ำที่นั่นจะได้ไม่ต้องทำให้ห้องนอนของเราเปียกแฉะอีก”
สมัยนั้นบ้านเรือนยังเป็พื้นดินจะปูพื้นได้อย่างไร ดังนั้นทุกครั้งที่อาบน้ำเสร็จพื้นก็จะเปียกและเปื้อนโคลนได้ง่าย
เซียวหยวนิพยักหน้า
ทั้งสองอาบน้ำเสร็จเรียบร้อยเซียวหยวนิก็ถูกจับให้นั่งอยู่หน้าโต๊ะหนังสืออีกครั้ง
ซูเจียวเจียวกล่าวว่า“ไม่ต้องกังวล นี่ไม่ใช่การสอบจริงฉันแค่อยากทดสอบว่าคุณยังจำความรู้ได้มากแค่ไหน คุณทำไปตามสบายเลยไม่ว่าจะทำได้ดีหรือไม่ดีก็ไม่เป็ไร”
ทดสอบเพื่อที่เธอจะได้วัดระดับความรู้ของเขาเพื่อวางแผนการสอนต่อยังไงล่ะ!
ข้อสอบแบบนี้ยังมีอีกหลายแผ่นเมื่อครู่เป็วิชาคณิตศาสตร์ ยังมีวิชาภาษาจีน การเมือง ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ฟิสิกส์ เคมีอีกหลายวิชา ส่วนวิชาภาษาอังกฤษนั้นเป็สาขาภาษาต่างประเทศหากไม่ได้จะสอบสาขาภาษาต่างประเทศ ก็ยังไม่จำเป็ต้องเรียนในตอนนี้
เธอต้องแน่ใจผลการเรียนของเซียวหยวนิก่อนแล้วค่อยตัดสินใจว่าจะให้เขาสอบสายวิทยาศาสตร์ หรือสายศิลป์
เมื่อเซียวหยวนิเห็นว่าหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ได้แต่ยอมนั่งลงบนเก้าอี้และทำข้อสอบอย่างว่าง่าย
ซูเจียวเจียวนั่งอยู่ข้างเขาหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน แต่พอลองหันไปก็พบว่าเซียวหยวนิกำลังกัดปากกาเธอจึงยื่นมือไปแตะมือเขาเบาๆ ดวงตาเรียวสวยจับจ้องมองเขาอย่างจริงจัง“ห้ามกัดปากกานะ”
เซียวหยวนิได้แต่จัดท่าทางให้นั่งตัวตรงแล้วทำข้อสอบต่อ
ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงเซียวหยวนิก็ทำข้อสอบเสร็จ ซูเจียวเจียวตรวจคะแนนเสร็จแล้วก็เผยแววตาประหลาดใจ‘ทำได้ดีกว่าที่เธอคิดไว้มาก อย่างน้อยก็อยู่ในระดับดี!’
เซียวหยวนิไม่ได้จับหนังสือมาหลายปีแล้วนับั้แ่เรียนจบชั้นมัธยมต้น
สองคืนถัดมาซูเจียวเจียวให้เขาทำข้อสอบที่เหลือจนหมด ยกเว้นวิชาฟิสิกส์ เคมี ประวัติศาสตร์ภูมิศาสตร์ที่ได้แค่เกณฑ์ผ่าน ส่วนอีกสี่วิชาที่เหลือได้อยู่ในระดับดี
หากใช้เวลาสองปีนี้ให้อาิรีบทบทวนและเรียนรู้การสอบเข้ามหาวิทยาลัยปี 1977 น่าจะไม่มีปัญหา
ชาติที่แล้วเธอก็รีบทบทวนทันทีที่รู้ว่าการสอบเข้ามหาวิทยาลัยกลับมาเปิดอีกครั้งตอนนั้นเหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งเดือนก่อนสอบ โชคดีที่พื้นฐานเธอแน่นเธอเริ่มอ่านหนังสือทั้งวันทั้งคืน และสุดท้ายก็สอบติดมหาวิทยาลัยในตัวเมืองมณฑล
แม้ว่าจะได้คะแนนท้ายๆแต่ก็สอบติดได้ในที่สุด
ตอนที่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยกลับมาเปิดในปี1977มีผู้สมัครถึง 5.7 ล้านคนแต่มีอัตราการรับเข้าเรียนเพียง 5% การแข่งขันจึงสูงมาก
ดังนั้นทุกวินาทีจึงมีค่า
นอกจากการเรียนแล้วซูเจียวเจียวยังกำหนดให้เซียวหยวนิต้องเขียนเรียงความให้เธอดูทุกสัปดาห์จะเป็หัวข้ออะไรก็ได้ แสดงออกอย่างอิสระ แต่ต้องเขียน ห้ามี้เี
ส่วนใหญ่เป็เพราะเรียงความในข้อสอบภาษาจีนคิดเป็60คะแนน จากคะแนนเต็มหนึ่งร้อยคะแนนเรียงความจึงมีสัดส่วนคะแนนมากกว่าส่วนอื่นๆ มากแสดงให้เห็นว่าเรียงความมีความสำคัญเพียงใด
หากเขียนเรียงความได้ดีก็สามารถเพิ่มคะแนนได้มาก
ซูเจียวเจียวจำข้อสอบเรียงความปี1977ได้ด้วยซ้ำ ตอนนั้นเธอเขียนเรียงความได้ธรรมดาเพราะตอนนั้นสภาพจิตใจแตกต่างออกไป เธอแค่อยากหนีจากชนบทที่ยากจนแห่งนี้ไม่ได้ััชีวิตอย่างละเอียด ไม่ได้ขัดเกลาตัวเองให้ดี
แต่ชาตินี้แตกต่างออกไปไม่ใช่แค่สภาพจิตใจที่เปลี่ยนไป แต่ยังเป็การเติบโตในชีวิตเธอมีเวลาเตรียมตัวมากขึ้นเธอเชื่อว่าชาตินี้เรียงความของเธอจะไม่ถูกหักคะแนนมากมายเหมือนชาติที่แล้วอย่างแน่นอน
ชาตินี้ซูเจียวเจียวตั้งใจจะเข้าร่วมการสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกครั้งและต้องสอบได้ดีกว่าเดิม ชาตินี้เป้าหมายของเธอคือมหาวิทยาลัยจิงเฉิง*[1]ดังนั้นเธอต้องพาเซียวหยวนิไปด้วยจะทิ้งผู้ชายซื่อบื้อคนนี้ไว้ในชนบทไม่ได้
มิฉะนั้นแล้วด้วยลักษณะนิสัยที่อ่อนไหวช่างสงสัยของเขา ไม่แน่ว่าเขาอาจจะแอบไปร้องไห้ซิกๆอยู่ในมุมไหนสักแห่งก็ได้
หลังจากประเมินความรู้ที่เซียวหยวนิมีแล้วซูเจียวเจียวก็วางแผนการเรียนให้เซียวหยวนิกลางวันสองสามีภรรยาออกไปทำงานด้วยกัน กลางคืนก็นั่งอ่านหนังสือใต้แสงไฟด้วยกัน
ซูเจียวเจียวรู้สึกว่าชีวิตของเธอเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและความหวังอันเปี่ยมล้น
[1]มหาวิทยาลัยจิงเฉิง หรือมหาวิทยาลัยปักกิ่ง