เฉินฟางเหนียงจะเหลือทางเลือกอะไรให้นอกจากจะต้องรับปากไป ในเมื่อเป็สิ่งเดียวที่เธอจะสามารถต่อรองได้
“ได้ แต่ถ้าฉันตรวจบัญชีให้คุณเสร็จแล้ว คุณต้องพาฉันไปส่งที่หน้าผานั้นด้วยตัวเองนะ”
เธอจ้องหน้าเขาเขม็ง ถ้านี่เป็ซีรี่ส์ก็คงเป็มิติใหม่ของวงการ ที่นางเอกย้อนเวลามาเพื่อตรวจบัญชี
“ข้ารับปากเ้า”
แม้จะรู้สึกแปลกใจว่าเหตุใดนางจึงอยากกลับไปที่หน้าผานั้นนักหนา หรือที่นั่นจะมีค่ายกลย่นระยะทาง แต่ไม่ว่าอย่างไหน เขาเองก็อยากจะตามไปดูให้รู้แน่ ไม่แน่ว่าเขาอาจได้พลังยุทธที่ร้ายกาจนั้นมา แล้วหลังจากนั้นค่อยหาทางใช้งานนางต่อ หากนางมีความสามารถจริงอย่างที่อ้าง
หญิงสาวเดินสำรวจไปรอบ ๆ กระโจม
“ถ้าจะให้ฉันทำงาน ห้องทำงานฉันต้องพร้อมกว่านี้ ฉัน้าโต๊ะสามตัว วางทำมุมล้อมรอบตัวฉัน แล้วฉันก็้าเก้าอี้หมุนด้วย ยุคนี้มีไหม แต่ถ้าไม่มีก็ไม่เป็ไร”
พร้อมทำท่าทางประกอบเพื่อจัดแจงมุมทำงานอันศักดิ์สิทธิ์ของเธอ
“น้ำชาต้องร้อนอยู่เสมอ มีชาคาโมมายล์มั้ย เอ้อ คงไม่มีสินะ งั้นชาธรรมดาก็ได้ พร้อมของขบเคี้ยว ขอกรอบ ๆ นะ ส่วนอาหาร ถ้างานไม่เสร็จฉันไม่กิน”
“ช่วยหาม่านบังตาให้ด้วย ฉัน้าสมาธิ ไม่ชอบให้ใครเดินเข้าเดินออก อ่อ...ฉัน้าผู้ช่วยคนนึง ขอเป็ผู้หญิง เพราะฉันไม่ไว้ใจความสะเพร่าของผู้ชาย”
“และสุดท้าย ฉันขออาบน้ำก่อน เหนียวตัวขนาดนี้ไม่มีสมาธิจะทำอะไรทั้งนั้นเข้าใจไหม”
เธอสั่งเขารัวราวกับเป็ผู้ช่วยส่วนตัว ซึ่งแน่นอนว่าเขาปิดการฟังั้แ่โต๊ะสามตัวแล้ว จึงสั่งให้องครักษ์มาเป็คนจัดแจงทุกอย่างให้ พร้อมทั้งสั่งให้แอบไปเอาบัญชีจากทุกแผนกมาเป็การลับ
กว่าทุกอย่างจะพร้อมก็พลบค่ำแล้ว เฉินฟางเหนียงในชุดโบราณที่หญิงวัยกลางคนมาจัดแจงแต่งตัวให้ จึงเริ่มการตรวจบัญชีทันที แสงไฟจากตะเกียงที่ถูกสั่งให้จัดมาเพิ่ม ทำให้กระโจมสว่างไสวราวกับกลางวัน หญิงวัยกลางคนผู้ช่วยคนใหม่ของเธอเตรียมพร้อมสำหรับทุกสถานการณ์อยู่หน้ากระโจม
แม้แต่เตี๋ยเฟิงเองยังต้องระเห็จไปปักกระโจมใหม่ข้าง ๆ แทน เมื่อกระโจมใหญ่ของเขาถูกยึดเป็ออฟฟิซฉุกเฉินของผู้ตรวจการหญิง
จนเวลาล่วงเข้ายามโฉ่ว* องครักษ์จึงปลุกเตี๋ยเฟิงที่เพิ่งจะหลับไปได้ไม่ถึงชั่วยามให้เข้าไปที่กระโจมใหญ่ เฉินฟางเหนียงโยนม้วนบัญชีที่ทำจากไม้ไผ่ 2 ม้วนมาตรงหน้าเขา
ใน่เวลาไม่ถึงสองเค่อ** คนจากคลังอาวุธ และฝ่ายเสบียงก็ถูกคุมตัวมาสอบสวน และถูกปะาก่อนพระอาทิตย์จะขึ้น ซึ่งเฉินฟางเหนียงเข้าใจไปเองว่าถูกไล่ออก
ดังนั้นเมื่อเธอตื่นขึ้นมาใน่สาย จึงรีบทวงสัญญากับเขาทันที
“งั้นเ้าก็ไปเตรียมตัวไว้เถิด ไม่เกินชั่วยามเราจะออกเดินทาง”
หลังจากประชุมลับกับองครักษ์ที่ไว้ใจเพียงสองคน ชินอ๋องเตี๋ยเฟิง องค์ชายสี่แห่งแคว้นฉู่ กลับเปลี่ยนเป็ชุดซอมซ่ออย่างชาวบ้านธรรมดา ซึ่งแม้เฉินฟางเหนียงจะรู้สึกแปลกใจ แต่ก็ไม่ได้เอ่ยถามอะไรออกไป เพียงคิดในใจ
‘แบบนี้คงสะดวกกว่ามั้ง’
หลังจากพยายามจะขี่ม้าด้วยตัวเองอยู่เป็นานสองนาน ในที่สุดเพอร์เฟ็คชั่นนิสต์อย่างเฉินฟางเหนียงก็ต้องยอมรับกับตัวเองว่าวิชาขี่ม้า เป็อีกหนึ่งวิชาที่เธอสอบตก เช่นเดียวกับวิชาประวัติศาสตร์ จึงจำใจต้องนั่งเกร็งไปบนม้าตัวเดียวกันกับเขา
กว่าจะมาถึงหน้าผาก็เย็นมากแล้ว เฉินฟางเหนียงรีบถอดชุดโบราณหลายชั้นนั้นออก เหลือแค่จั๊มสูทตัวในที่เธอพยายามรีบซักและตากั้แ่เมื่อคืน เพื่อให้ทันใส่ รวมถึงสู้อุตส่าห์ไปตามหาเศษผ้าจากเสื้อสูทที่เคยตัดไปพันแผลให้เขากลับมาด้วย
‘ในละครย้อนเวลาหลายเื่ มาชุดไหน ต้องกลับชุดนั้น’
นี่คือสิ่งที่เธอมั่นใจ
“แล้วคุณเจอฉันได้ยังไง”
เธอร้องถามเตี๋ยเฟิงที่กำลังผูกม้ากับต้นไม้ใหญ่ เขาชี้ไปที่พื้น ที่มีรอยดำคล้ายรอยไหม้ที่พื้นหิน
“เ้าปรากฏตัวขึ้นมาตรงนั้น หลังฟ้าผ่า”
เธอล้มตัวลงนอน หลังจากเช็คความถูกต้องของท่าทางจากเขาแล้วก็พยายามหลับตา ด้วยความหวังว่าเมื่อลืมตาขึ้นมาเธอจะอยู่บนถนนหน้าบริษัท หรืออาจจะที่โรงพยาบาล หรือถ้าเป็ที่บ้านได้ก็ยิ่งดี
“เฉินฟางเหนียง!”
เธอลืมตาขึ้นมาเมื่อน้ำเสียงนั้นฟังดูร้อนรน มีใบหน้าของคนสี่คนก้มมองลงมา
เธอใจหายวูบเมื่อเห็นเสื้อผ้าที่พวกเขาใส่นั้นเป็แบบโบราณ แต่เก่าคร่ำคร่า บางคนก็มีรอยปะชุนหลายแห่ง
‘ไม่น๊า’
*ยามโฉ่ว (丑:chǒu) คือ 01.00 – 02.59 น.
*เค่อ คือ ระยะเวลาประมาณ 30 นาที