แสงอรุณสาดส่องผ่านช่องหน้าต่างไม้แกะสลัก เข้ากระทบใบหน้าของ ไป๋หย่งเจิ้ง เขาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกสดชื่นอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน นับั้แ่คืนที่คาวเือาบย้อมคฤหาสน์ตระกูลไป๋ เขาก็มิเคยได้นอนหลับสนิทเช่นนี้เลยแม้แต่คืนเดียว ฤทธิ์ยา 'นิทราสลายจิต' ที่กัวเทียนอวี้ลอบใส่ในน้ำโสม มิเพียงทำให้เขาหลับลึก แต่ยังปล้นชิงประสาทรับรู้ในยามวิกาลของเขาไปเสียสิ้น จนเขาไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่า ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว มารดาของเขาต้องเผชิญกับนรกบนดินเพียงใด
ในเวลาเดียวกัน ณ ห้องนอนฝั่งตรงข้าม... ไป๋หย่งชิง นอนทอดกายเดียวดายอยู่บนเตียงหนา ร่างที่เคยสูงศักดิ์บัดนี้เปลือยเปล่าไร้ซึ่งอาภรณ์ปกปิดแม้แต่ชิ้นเดียว ผิวพรรณที่เคยขาวผ่องประดุจหยกสลักกลับปรากฏรอยแดงช้ำจากการบีบคั้นและรอยกัดทั่วทั้งทรวงอกและโคนขา
นางพยายามหลับตาลง หวังให้ภาพความโหดร้ายเมื่อคืนเป็เพียงฝันร้ายที่ตื่นมาแล้วจะมลายหายไป ทว่าความรู้สึกตึงเครียดและรอยแยกยับภายในถ้ำสวาทที่ยังคงมีคราบกามสีขาวขุ่นของกัวเทียนอวี้ซึมซาบอยู่กลับย้ำเตือนถึงความจริงอันโหดร้าย กลิ่นคาวราคะที่อบอวลอยู่ในอากาศและคราบเหนียวเหนอะหนะบนผ้าปูเตียงบอกชัดว่านางผ่านศึกกามที่ป่าเถื่อนมาเพียงใด
"ค่ำคืนนี้เป็เพียงปฐมฤกษ์เท่านั้นฮูหยิน... ท่านจะบอกลูกชายท่านก็ได้นะ หากไม่กลัวว่ามันจะบุ่มบ่ามมาหาที่ตายก่อนจะได้แก้แค้น"
คำพูดสุดท้ายของกัวเทียนอวี้ดังก้องอยู่ในหัว หย่งชิงนอนหลั่งน้ำตาเงียบๆ ชะตาชีวิตช่างเล่นตลกกับนางนัก ในคืนนั้นต้องถูกเฒ่าพองลมเถากูกู่หยามเกียรติ และคืนนี้นางกลับถูกรุ่นเยาว์คราวลูกย่ำยีราวกับนางเป็หญิงร่านไร้ค่า นางรู้แจ้งแล้วว่าการพาลูกชายมาพึ่งพิงสำนักเจิ้นเหว่ย มิใช่การหาที่พักใจ แต่คือการเดินเข้าหาใยแมงมุมที่ชั่วช้ายิ่งกว่ามารหน้ากากขาวเสียอีก
ทว่า... นางคือสตรีชาวยุทธที่เติบโตมาในตระกูลที่หยิ่งทะนง การจะนอนตัดพ้อโชคชะตาหาใช่นิสัยของนางไม่ หย่งชิงเม้มริมฝีปากแน่น แววตาที่เคยหม่นแสงกลับประกายความเด็ดเดี่ยวออกมา
"อาเจิ้ง... แม่จะยอมกล้ำกลืนความอัปยศนี้ไว้เพียงผู้เดียว เพื่อให้เ้าได้ฝึกวิชาจนแข็งแกร่งพอ เมื่อใดที่เ้าอยู่เหนือคนทั้งยุทธภพ เมื่อนั้นเ้าค่อยทวงคืนศักดิ์ศรีให้แม่ก็ยังไม่สาย"
เสียงประตูเปิดออกเบาๆ พร้อมกับการปรากฏตัวของเหล่าสาวใช้ ๔-๕ คน พวกนางเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบเฉยแต่แฝงแววตาหยันเล็กๆ พวกนางเริ่มปรนนิบัติหย่งชิงอย่างเชี่ยวชาญ เริ่มจากการประคองนางลงไปชำระล้างคราบกามในอ่างน้ำอุ่น น้ำอุ่นชโลมร่างที่บอบช้ำให้นางรู้สึกตัวขึ้นทีละน้อย สาวใช้ใช้ผ้าไหมเนื้อนุ่มซับน้ำตามร่างกายอย่างแ่เบา ก่อนจะเริ่มขั้นตอนการแต่งกาย
พวกนางสวมเกาะอกสีขาวสะอาดตาเพื่อพรางรอยช้ำที่ทรวงอก ก่อนจะทับด้วยชุดยาวผ้าไหมสีขาวไว้ทุกข์ตามธรรมเนียมสมัยถังที่ประณีตไร้ที่ติ ผมมวยของนางถูกจัดแต่งอย่างเรียบง่ายแต่ดูสง่า ประดับด้วยผ้าแถบสีขาวเพียงผืนเดียว ยามที่นางยืนส่องคันฉ่องทองเหลือง ภาพหญิงม่ายผู้สูงศักดิ์และบริสุทธิ์ก็กลับคืนมาประหนึ่งว่าเื่เมื่อคืนไม่เคยเกิดขึ้น
หย่งชิงลอบสังเกตแววตาของสาวใช้แต่ละคน นางรู้ดีว่าคนพวกนี้คือคนของกัวเทียนอวี้ที่ถูกส่งมาเพื่อ 'คุมความลับ' และรอดูกิริยาของนาง แต่นางจะไม่อ่อนแอให้พวกมันเห็น นางวางท่าทางให้ดูปกติที่สุดเพื่อมิให้ลูกชายสังเกตเห็นพิรุธ
"ลูกไม่ต้องกังวล... ความเ็ปนี้แม่จะแบกรับไว้เอง เ้าเพียงตั้งใจฝึกฝนเพื่อล้างแค้นให้บิดาและมารดาผู้นี้ก็พอ" นางรำพันในใจขณะมองดูเงาตัวเองในกระจก ก่อนจะก้าวเดินออกจากห้องเพื่อไปพบลูกชายที่รออยู่ด้านนอก
แต่ก่อนที่นางก้าวออกไป สาวใช้คนหนึ่งที่ดูจะเป็หัวหน้ากลุ่มได้ยื่นขวดกระเบื้องสีขาวนวลมาตรงหน้าไป๋หย่งชิง พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “สิ่งนี้... รบกวนฮูหยินรับไว้ด้วยเ้าค่ะ”
ไป๋หย่งชิงขมวดคิ้วมุ่น ความระแวงแล่นพล่านไปทั่วโสตประสาท “นี่มันคืออะไร?”
“สิ่งนี้คือ ‘ผงนิทราสลายจิต’ เ้าค่ะ" สาวใช้ตอบพลางสบตานางนิ่ง "เป็ตัวยาชนิดเดียวกับที่ใส่ในน้ำโสมเมื่อคืนนี้ คุณชายกัวกำชับหนักหนาว่าต้องมอบมันให้ถึงมือฮูหยิน”
ทันทีที่ได้ยินชื่อยา ไป๋หย่งชิงก็กำหมัดแน่นจนเล็บแทงเข้าไปในเนื้อ ความอัปยศเมื่อคืนนี้ไหลย้อนกลับมาทลายกำแพงใจของนาง “เขาให้เ้ามอบมันแก่ข้าทำไม!”
“คุณชายกัวสั่งว่า... ในเย็นวันนี้ ให้ฮูหยินเป็ผู้ใส่มันลงในน้ำโสม แล้วยกไปมอบให้คุณชายไป๋ด้วยตัวเองเ้าค่ะ”
คำพูดนั้นประดุจสายฟ้าฟาดลงกลางใจ หย่งชิงตกตะลึงจนร่างสั่นเทา นางไม่นึกเลยว่าชายหนุ่มที่ดูสุภาพเช่นกัวเทียนอวี้จะอำมหิตถึงเพียงนี้ เมื่อคืนเขาฉวยโอกาสย่ำยีนางขณะที่นางไร้ทางสู้ แต่วันนี้นางกลับถูกบังคับให้เป็คนวางยาลูกชายแท้ๆ ของตน เพื่อเปิดทางให้เขาเข้ามาเสพสมกับนางอีกครั้ง!
“นี่เขาเห็นข้าเป็อะไร! สามีข้าเพิ่งตายได้ไม่ทันไร จะให้ข้าเป็คนวางยาลูกตัวเองเพื่อสวมเขาให้สามีเนี่ยนะ!” หย่งชิงตวาดเสียงสั่น “ถ้าพวกเ้าอยากวางยาเขา ก็จงทำกันเองเถอะ ข้าไม่ทำ!”
นางสะบัดหน้าจะเดินหนีไปทางประตู ทว่าเสียงเย็นเยียบของสาวใช้กลับฉุดรั้งฝีเท้านางไว้
“คุณชายกัวฝากมาบอกว่า... หากฮูหยินไม่ยอมทำตามแต่โดยดี เขาจะเป็คนไปเล่าเื่ ‘ความสุข’ ของฮูหยินเมื่อคืนนี้ให้ลูกชายท่านฟังด้วยตัวเองเ้าค่ะ”
ไป๋หย่งชิงหยุดชะงักทันที นางหันกลับมาจ้องมองสาวใช้ด้วยสายตาที่แทบจะกินเืกินเนื้อ ทว่าสาวใช้ผู้นั้นกลับมองตอบด้วยแววตาเฉยเมย แฝงรอยยิ้มหยันที่มุมปากโดยไม่มีความหวาดกลัวต่อฐานะฮูหยินของนางเลยแม้แต่น้อย หย่งชิงเม้มริมฝีปากจนห้อเื ก่อนจะเดินเข้ามากระชากขวดขวดยาจากมือสาวใช้แล้วเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
เหล่าสาวใช้มองไล่หลังนางไปพลางยิ้มในใจ พวกนางต่างเห็นภาพสะท้อนของตนเองในอดีต เดิมทีพวกนางก็เคยเป็สตรีที่มีศักดิ์ศรีเช่นนี้ แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ต่อ "แท่งหยกวิเศษ" และรสกามอันลึกล้ำของคุณชายกัว จนยอมศิโรราบกลายเป็เพียงทาสกามที่เฝ้ารอคอยความสุขจากเขาไม่ต่างจากสิ่งของ
เมื่อก้าวออกมาจากห้อง ไป๋หย่งชิงก็พบกับ ไป๋หย่งเจิ้ง ที่ยืนรออยู่อย่างกระตือรือร้น
“ท่านแม่ ตื่นแล้วหรือครับ?” เขายิ้มให้นางอย่างจริงใจ รอยยิ้มที่บริสุทธิ์ของลูกชายทำให้นางรู้สึกเจ็บแปลบในอก ความผิดบาปที่ปิดบังไว้หนักอึ้งดุจขุนเขา แต่นางก็ต้องฝืนยิ้มตอบ “อืม... ไปทานมื้อเช้ากันเถอะเจิ้งเอ๋อ”
ในเวลาเดียวกัน ณ ห้องโถงส่วนตัวของเ้าสำนัก...
ท่ามกลางสายตาของลูกสมุนคนสนิท 4-5 คนที่ยืนอารักขาอย่างสงบนิ่ง กัวฉงเฟิง กำลังเสพสุขกับสตรีนางหนึ่งอย่างโจ่งแจ้งบนเก้าอี้ไม้แกะสลักตัวใหญ่ เขานั่งแยกขาออกโดยมีหญิงสาวหน้าตาดีคนหนึ่งนั่งคร่อมบนตัก แขนของนางโอบรอบคอเขาพลางโยกย้ายส่ายสะโพกตามจังหวะที่ดุดันของประมุขกัว ผิวพรรณของนางดูหยาบกร้านบ่งบอกว่าเป็เพียงสตรีชาวบ้านธรรมดาที่ถูกฉุดคร่ามา
ที่มุมห้องด้านหนึ่ง ชายวัยกลางคนที่แต่งกายเป็ชาวนา ร่างกายสั่นเทาเบือนหน้าหนีไปทางอื่น น้ำตาไหลพรากแต่กลับมิอาจส่งเสียงร้องได้ เขาได้แต่ทนดูภรรยาของตนถูกย่ำยีต่อหน้าต่อตาโดยยอดฝีมือที่ผู้คนทั้งเมืองกวางโจวต่างยกย่องว่าเป็วิญญูชน
กัวฉงเฟิงหาได้สนใจสายตาของชายผู้นั้นไม่ เขาบีบเค้นสะโพกหญิงสาวอย่างรุนแรงพลางคำรามในลำคอ แววตาที่จ้องมองไปยังประตูโถงแฝงไปด้วยความละโมบ... เขากำลังนึกถึงไป๋หย่งชิง เหยื่ออันโอชะที่งดงามกว่าหญิงชาวนาผู้นี้หลายเท่าตัว
เสียงเนื้อกระทบเนื้อ ตับ! ตับ! ตับ! ดังก้องไปทั่วห้องโถงกว้าง กัวฉงเฟิง นั่งเอนกายบนเก้าอี้ไม้แกะสลักอย่างองอาจ มือหนาบีบเค้นสะโพกของหญิงชาวนาจนขึ้นรอยนิ้วมือแดงก่ำ นางนั่งคร่อมทับบนตักของเขา ร่างกายสั่นระริกขณะที่แท่งหยกขนาดใหญ่ของประมุขกัวทะลวงเข้าออกในถ้ำสวาทของนางอย่างบ้าคลั่ง ทุกลำหักลำโค่นที่กระแทกสวนขึ้นไปทำให้นางแหงนหน้าครางกระเส่าด้วยความเสียวซ่านที่ท่วมท้น
“อ๊าาา... ท่านประมุข... แรงอีกเ้าค่ะ... อื้อออ!”
เสียงครางของภรรยาประดุจมีดที่กรีดลงบนหัวใจของชายชาวนาที่มุมห้อง เขาพยายามเบือนหน้าหนีและปิดหู แต่เสียงเนื้อที่บดเบียดกันจนเกิดเสียงแฉะชื้นผสานกับเสียงครวญครางอย่างรื่นรมย์ของภรรยากลับยิ่งดังก้อง นางไม่เคยส่งเสียงเช่นนี้ยามที่อยู่บนเตียงกับเขา ไม่เคยร่อนสะโพกตอบรับอย่างร่านสวาทเช่นนี้มาก่อน
นี่คือ “งานอดิเรก” ที่กัวฉงเฟิงโปรดปราน การใช้หนี้ดอกเบี้ยโหดเป็ข้ออ้างเพื่อย่ำยีภรรยาชาวบ้านต่อหน้าสามีที่ไร้ทางสู้ ในที่สุดเขาก็กระแทกเน้นๆ สามสี่ครั้งสุดท้ายก่อนจะฉีดพ่นน้ำอสุจิขาวขุ่นเข้าไปในร่างของนางจนเต็มล้น นางกระตุกเกร็งถึงจุดสุดยอดอย่างรุนแรงแบบที่ไม่เคยได้รับจากสามีมาก่อน กัวฉงเฟิงแช่กายค้างไว้ครู่หนึ่งก่อนจะผลักร่างที่อ่อนปวกเปียกของนางทิ้งลงบนพื้นประดุจขยะ
ทันทีที่เขาสะบัดตัวออก พวกลูกน้อง 4-5 คนก็รี่เข้ามาล้อมรอบตัวหญิงชาวนาไว้ ขณะที่ลูกน้องอีกคนหนึ่งเดินไปหิ้วคอชายชาวนาขึ้นมา บังคับให้เขาต้องเบิกตามองดูภรรยาของตนถูกชายฉกรรจ์รุมโทรมทีละคนอย่างโเี้ กัวฉงเฟิงมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มเ็า ขณะที่สาวใช้นางหนึ่งคลานเข้ามาคุกเข่าระหว่างขาของเขา ใช้ปากและลิ้นอุ่นๆ ทำความสะอาดแท่งหยกที่ยังเปื้อนคราบราคะอย่างตั้งใจ
กัวเทียนอวี้ เดินเข้ามาในห้องโถง สายตาปรายมองหญิงชาวนาที่กำลังถูกย่ำยีก่อนจะหันไปหาบิดา “ท่านพ่อช่างรู้วิธีหาความสุขนัก”
“แล้วเป็อย่างไรบ้างล่ะ... ฮูหยินหม้ายนางนั้น?” กัวฉงเฟิงถามโดยไม่หันมองลูกชาย แววตาจ้องมองสาวใช้ที่กำลังปรนเปรอเขาอยู่
กัวเทียนอวี้แลบลิ้นเลียริมฝีปาก ยามนึกถึงรสััจากร่างของไป๋หย่งชิงเมื่อคืน “นับว่าเด็ดขาดใช้ได้ครับท่านพ่อ แต่มันคงจะอร่อยกว่านี้... หากนางผ่านการ ‘ปรุงรส’ มาเสียหน่อย”
กัวฉงเฟิงหัวเราะลั่น มือหนากดศีรษะสาวใช้ให้โยกขึ้นลงตามจังหวะที่รุนแรงขึ้น “เื่ปรุงรสสตรีเป็ความถนัดของเ้ามิใช่หรือ พ่อถึงยกนางให้เป็ของเล่นของเ้าไงล่ะ เพราะพ่อคนนี้ชอบ ‘กิน’ ของที่ปรุงเสร็จแล้วมากกว่า” เขาจ้องหน้าลูกชายด้วยแววตาหื่นกระหายราวกับสัตว์ป่า “ทำกับนางตามสบายเถอะเทียนอวี้ เมื่อถึงเวลาที่นางถูกเ้าปรุงจนกลายเป็หญิงร่านเต็มตัว พ่อจะขอชิมเองว่าไป๋หย่งชิงผู้นี้จะรสเลิศเพียงใด”
“ถ้าเช่นนั้น... บิดาก็รอชิมได้เลยครับ” เทียนอวี้ยิ้มอย่างเ้าเล่ห์
ที่เรือนบุปผาโปรย ไป๋หย่งเจิ้ง ยังคงมุ่งมั่นฝึกดาบกลางลานกว้าง ท่วงท่าของเขาทั้งรวดเร็วและหนักแน่นขึ้นกว่าวันก่อน แววตาเต็มไปด้วยความหวังที่จะได้เข้าหอตำราเพื่อขัดเกลาวิชาในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
ทว่าข้างกายเขานั้น ไป๋หย่งชิง กลับมีอาการที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด นางนั่งเหม่อลอยอยู่บนระเบียง ภาพเหตุการณ์อัปยศเมื่อคืนซ้อนทับเข้ามาในห้วงคำนึงตลอดเวลา ความรู้สึกตอนที่ถูกกัวเทียนอวี้ทะลวงร่างกาย แรงกระแทกที่ป่าเถื่อน และความเสียวซ่านที่ร่างกายทรยศขานรับยังคงแจ่มชัดประดุจมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่
นางมองขวด ‘ผงนิทราสลายจิต’ ในสาบเสื้อด้วยมือที่สั่นเทา ใจหนึ่งคือความรักลูก แต่อีกใจหนึ่งคือความหวาดกลัวต่อคำขู่และความอัปยศที่จะถูกเปิดโปง สัญชาตญาณความร่านสวาทที่ถูกกอดเกี่ยวกระตุ้นขึ้นมาเมื่อคืนเริ่มสู้กับศีลธรรมในใจนางอย่างรุนแรง