ตอนที่21 แพทย์อาสาสมัคร
“ฮึ่ม!” คนหัวหน้าคำรามอย่างไม่พอใจและส่งสัญญาณให้ทุกคนเข้าจัดการหลิวเย่พร้อมกัน
หลิวเย่รำคาญมดตัวเล็กๆ พวกนี้ดังนั้นเขาจึงแค่ปล่อยพลังปราณเต็มที่และโบกมือให้พลังกระจายเข้าจัดการกลุ่มชายที่ล้อมรอบตัวเขาพลังปราณที่แข็งแกร่งในขอบเขตสร้างฐานรากระดับปลายนั้นดูถูกไม่ได้เลยมันพุ่งตรงเข้ากระแทกพวกเขาด้วยความเร็วเหนือแสง ช่องว่างที่ไม่มีคนแต่มีต้นไม้อยู่ด้านหลังก็ถูกพลังปราณพุ่งเข้ากระแทกเช่นกัน
“โอ๊ย!”
“อ๊าก!”
“อุ๊บ!”
“อ๊า!”
มีเสียงร้องโหยหวนด้วยความจุกและเ็ปไปทั่วบริเวณคนหัวหน้ามือกำดาบพยายามพยุงกายยืนขึ้นด้วยความยากลำบาก เขาไม่คิดว่าชายหนุ่มตรงหน้าจะมีพลังมหาศาลเพียงนี้เมื่อคิดได้เช่นนี้ก็มีเหงื่อไหลชุ่มแผ่นหลังเขาไม่สามารถต่อสู้ได้เลยแม้เพียงหนึ่งกระบวนท่า
ขณะที่เขากำลังครุ่นคิดอยู่นั้นเมื่อเขาเงยหน้าสบตากับหลิวเย่ พลันจิตใจเขาว่างเปล่าทันที เขาไม่รู้สติใดๆ
“นายท่าน พวกข้าเป็ผู้คุ้มกันในจวนเ้าเมืองท่านรองเ้าเมืองบอกว่าท่านเป็คนอันตราย ควรกำจัดทิ้งเสีย”ชายชุดดำปิดหน้าตอบเสียงเรียบเหมือนไม่มีจิตใจ
หลิวเย่ได้ยินเช่นนั้น เขาตัดสินใจลดปัญหาภายหน้าเขาใช้กระบวนท่าพันฝ่ามือสังหารชายฉกรรจ์ทุกคน จากนั้นใช้พลังปราณรวบพวกเขาไปทิ้งที่หน้าผาของป่าทางทิศตะวันตก
ในตอนนี้หลิวเย่อยู่ในขอบเขตสร้างฐานรากระดับปลายเขาสามารถร่ายเวทมนตร์ง่ายๆได้ 3 อย่าง หนึ่งเวทมนตร์ติดตาม สองเวทมนตร์สลบร้อยวันและสามเวทมนตร์แปดพิเคราะห์ ส่วนค่ายกลสามารถสร้างได้ 2 อย่างหนึ่งค่ายกลเสริมพลังฉี และค่ายกลับินที่ช่วยป้องกันสถานที่และสะท้อนการโจมตีจากภายนอก
โชคดีที่ตอนนี้หลิวเย่มีหินพลังงานมากพอที่จะใช้ทดแทนหินหยกเพื่อจัดทำค่ายกลับินในคฤหาสน์ของเขาสำหรับลูกน้องทุกคนและหนึ่งเด็กชาย เขาใช้พลอยมรกตเป็สื่อกลางในการสร้างเวทมนตร์แปดพิเคราะห์ที่สามารถป้องกันการาเ็และสะท้อนการโจมตีจากคนหรืออาวุธได้3 ครั้ง เขาให้ทุกคนแขวนคอไว้
เมื่อเตรียมการได้เช่นนี้แล้วหลิวเย่ก็สบายใจขึ้น
เขาต้องมีลูกน้องเพื่อใช้งานในโลกโบราณแห่งนี้
เป้าหมายต่อไปของเขาคือการสร้างอาณาเขตอิทธิพลของเขา
ในวันที่สาม ก่อนที่เขาจะวาร์ปกลับโลกหลินซ่งได้เริ่มรับซื้อใบเว่ยจากชาวบ้านในราคาชั่งละ 100 ทองแดงเดิมทีเขาจะรับซื้อเพียงชั่งละ 10 ทองแดงแต่หลิวเย่้าช่วยชาวบ้านที่เดือดร้อนจากราคาสินค้าที่แพงขึ้นหลายเท่าตัวเพียงแค่หนึ่งวัน มีคนมาขายใบเว่ยมากถึง 10,000 ชั่ง หลิวเย่เก็บใบเว่ยนี้เข้ามิติพื้นที่
เมื่อสั่งการลูกน้องเรียบร้อยแล้วหลิวเย่ก็วาร์ปกลับโลก
………
แสงเรืองสีขาวสว่างขึ้นวูบหนึ่งก่อนจางหายไป
หลิวเย่กลับคืนมาที่ห้องพักในอพาร์ตเมนท์เมื่อเขามองดูนาฬิกา ปรากฏว่ารอบนี้เวลาที่โลกโบราณเพิ่มขึ้นเป็ 6ชั่วโมงจากเดิมเพียง 3 ชั่วโมงเขามองดูท้องแขนพบว่าระยะเวลาบัฟเฟอร์ลดลงเหลือเพียงแค่ 4 วันจากเดิม 5 วันดูเหมือนว่ายิ่งเขาเดินทางไปมา ระยะเวลายิ่งทับซ้อนเข้าหากันมากขึ้น
สิ่งที่เขาสงสัยคือ จุดกระพริบวาบตำแหน่งแรกยังคงกระพริบวาบอยู่เช่นเคยเขาไม่แน่ใจว่ามันคือสถานที่ใดและเป็เพราะเหตุใด?
เขาปล่อยวางเื่นี้ชั่วคราว
จากนั้นเขาค้นข้อมูลในอินเตอร์เน็ตเพื่อหาโรงงานบะหมี่ที่ประกาศขายหรือเลิกกิจการนี่คือเป้าหมายธุรกิจใหม่เมื่อเขาเห็นใบเว่ย ความคิดนี้ก็แว่บเข้ามา
ในตอนนี้เขายังไม่พบข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับโรงงานบะหมี่บางทีข้อมูลเชิงลึกแบบนี้อาจไม่ได้ประกาศเป็ทางการ
เขาตัดสินใจปล่อยผ่านเื่นี้ชั่วคราว
วันนี้เป็วันอาทิตย์หลิวเย่โทรหาฟู่หยางเพื่อติดตามสถานการณ์ร้านฟู่ซิงปรากฏว่าเมื่อทางร้านมีทองคำแปรรูปเป็เครื่องประดับต่างๆมาจำหน่ายเพิ่มลูกค้าเดิมที่สนใจก็แวะเวียนเข้ามาซื้อ แต่ยังคงขาดวัตถุดิบมูลค่าสูงอื่นๆโดยเฉพาะหยก เพชร และพลอย หลิวเย่จึงนัดหมายพบปะกัน
“โอ้ เสี่ยวเย่ ดีใจที่หลานชายมาวันนี้”ฟู่หยางเทชาให้หลิวเย่มาเมื่อถึงร้าน พลางจ้องมองไปยังกระเป๋าเป้ที่ดูเหมือนบรรทุกสิ่งของน้ำหนักมาก
ฟู่หยางนำสมุดบัญชีมามอบให้หลิวเย่เพื่อทำการตรวจสอบสถานะการเงินซึ่งตอนนี้ร้านมีกำไรเพิ่มมากขึ้นจากเดือนก่อนราว 200,000 แสนกว่าหยวน
เมื่อหลิวเย่ทำการตรวจสอบความถูกต้องเรียบร้อยแล้วเขายิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดีพลางมองไปที่กระเป๋าเป้ของเขา “อืม ลุงหยาง วันนี้ฉันมีของมาให้หลายรายการ”
“โอ้ เยี่ยมมาก มีอะไรบ้าง?เสี่ยวเย่” ฟู่หยางเองก็ยิ้มอารมณ์ดีเช่นกัน
หลิวเย่หยิบกระเป๋าเป้วางบนโต๊ะแล้วเปิดออกหยิบอัญมณีต่างๆที่เขาซื้อมาจากโลกโบราณมาทั้งหมด ยกเว้นหินหยกแก้วสามสี ห้าสีและเจ็ดสีที่ยังเก็บไว้ในมิติพื้นที่แต่เพียงแค่นี้ก็ทำให้ฟู่หยางตื่นเต้นยินดีเขาพูดติดอ่าง “นี่! นี่!นี่! โอ้!ไม่น่าเชื่อ!” เขาพูดอะไรไม่ออกอยู่ราวสามวินาที
เมื่อตั้งหลักและทำใจได้แล้วเขามองหน้าหลิวเย่ด้วยความชื่นชมเต็มเปี่ยม “โอ้ หลานชายที่รักหลานนำโชคมาให้ลุงคนนี้จริงๆ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” เขาหัวเราะลั่นด้วยความสุข
“ยัง ยังไม่หมดแค่นี้ลุงหยาง”หลิวเย่ขัดขวางความสุขด้วยคำพูดลึกลับ
“บอกมา หลานชาย ยังมีอะไรอีก บอกมา!” ฟู่หยางสั่นสะท้านทั้งตัว
“ลุงคิดว่าหยกก้อนนี้จะขายได้เท่าใด?” หลิวเย่ถามเหมือนล้อเล่นและหยิบหินหยกเจ็ดสีออกมาจากกระเป๋าเป้
อันที่จริงเขาหยิบออกมาจากมิติพื้นที่
“.....” ฟู่หยางอ้าปากค้างตาจ้องมองหินหยกเจ็ดสีที่ส่องประกายแวววาวงดงาม เขาสูดลมหายใจอย่างลึกเพื่อระงับความตื่นตระหนกแกมตื่นเต้น
นี่เป็ครั้งแรกที่เขาเห็นหินหยกเจ็ดสี มันสวยงามมันน่าทึ่ง!
ใช่มันน่าทึ่งจริงๆ!
นับว่าเป็พรที่เขาได้เห็นมัน!
สุดยอด!
หลิวเย่อมยิ้มกับท่าทางของฟู่หยางเมื่อเห็นว่าเขาจะไม่มีอาการหัวใจวายแน่ๆเขาหยิบหินหยกห้าสีและสามสีออกมาวางเคียงข้างกัน
“.....” ฟู่หยางยิ่งตื่นตะลึงมากขึ้นไปอีก เขาหันมองหน้าหลิวเย่สลับกับหินหยกทั้งสามก้อนเขากำมือสองข้างแน่น
“เสี่ยวเย่.....ไม่สิ.....เ้านาย เ้านายของฉันในที่สุดร้านฟู่ซิงก็รอดแล้ว!เราจะโด่งดังแล้ว!”ฟู่หยางผุดลุกผุดนั่งด้วยความตื่นเต้นยินดี
หลิวเย่จ้องมองกิริยาของเขาด้วยรอยยิ้มนั่นคือท่าทีของคนที่พร้อมจะลุยงานหนักต่อไปพลังใจเป็สิ่งสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนพลังกาย เขาไม่ได้ห้ามฟู่หยางที่เปลี่ยนคำเรียกตัวเขาใหม่บางทีการเปลี่ยนแปลงอาจส่งผลให้เกิดความจงรักภักดีมากยิ่งขึ้น
“ลุงหยาง....หินหยกทั้งสามก้อนนี้ ควรขายหรือประมูลดี?” หลิวเย่ถามขัดจังหวะความตื่นเต้นนั้น
“อะแฮ่ม ลุงว่าควรประมูลดีกว่านะเ้านายมันจะได้ราคาที่ดีและสูงกว่าขายให้ใครบางคน” ฟู่หยางให้คำแนะนำที่ดีต่อเขา
“เราขายแค่หยกสามสีก็เพียงพอแล้วสำหรับขยายกิจการร้านฟู่หยาง”ฟู่หยางเสนอความคิดเห็นเพิ่มเติม
หลิวเย่จ้องมองเขาด้วยความเข้าใจอันดีเพราะหากหินหยกห้าสีและเจ็ดสียังคงอยู่ในร้านหรือพวกเขาแปรรูปเป็เครื่องประดับใดๆมันจะช่วยส่งเสริมบารมีและชื่อเสียงของร้านให้โด่งดังมากยิ่งขึ้นเขาจึงพยักหน้าเห็นด้วย
“ควรขายที่ไหน?”หลิวเย่ถามด้วยความสนใจ
“อืม ขายที่โรงประมูล “จินหลง”มันเป็ของตระกูลเล่อที่เก่าแก่ของเมืองเทียนจินมากว่าร้อยปี”
“โรงประมูลจินหลง?”หลิวเย่ทวนคำเพราะดูเหมือนชื่อนี้จะคุ้นเคยกับอะไรสักอย่างแต่ตอนนี้เขายังนึกไม่ออก
“ใช่แล้วเ้านายที่นี่พวกเขาเก็บรักษาความลับของลูกค้าได้ดีเพียงแต่ว่าพวกเขาจะเปิดประมูลแค่เดือนละครั้ง วันเสาร์หน้าพวกเขาถึงจะประมูลอีกครั้ง”ฟู่หยางตอบพลางสังเกตสีหน้าของหลิวเย่ว่าเขาจะมีความคิดเห็นอย่างไร
“ถ้าอย่างนั้น ก็เป็วันเสาร์แล้วกัน ลุงหยางช่วยติดต่อให้ด้วย”หลิวเย่พยักหน้าเข้าใจและพูดสั่ง
“ได้ ได้เ้านาย อ้อเ้านายมีอย่างอื่นที่ประมูลด้วยไหม?”ฟู่หยางพยักหน้ารับคำสั่งและถามเพิ่มเติม
“อย่างอื่นเหรอ?ไม่ล่ะ ยังไม่มี” หลิวเย่ปฏิเสธโดยตรงความจริงแล้วเขายังมีสินค้าที่นำมาจากโลกโบราณอีกหลายอย่างที่สามารถนำไปประมูลได้แต่เขารอดูการประมูลหินหยกเหล่านี้ก่อนว่าโรงประมูลจะมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด
ก่อนออกจากหลิวเย่มอบพลอยมรกตอีกชิ้นหนึ่งที่เขาร่ายเวทมนตร์แปดพิเคราะห์ไว้แล้วให้กับฟู่หยางเขาขยิบตาและกล่าวเสียงเข้มต่ำ “ใส่ไว้ตลอดเวลานะลุงหยาง เครื่องรางน่ะหามาได้ยากลำบากนัก”
“อ้อ ลุงหยาง ลุงช่วยสืบข่าวให้ฉันด้วยมีโรงงานบะหมี่ที่ประกาศขายหรือใกล้เลิกกิจการบ้างไหม?”หลิวเย่หันมาสั่งข้อความเพิ่มก่อนจะเดินออกไปจากร้าน
หลิวเย่เดินออกไปไกลแล้ว แต่ฟู่หยางยังคงถือสร้อยมรกตขนาดเท่าเล็บนิ้วมือด้วยความงุนงงกับคำบอกกล่าวของเขา
ดูเหมือนว่าหลิวเย่จะห่วงใยเขาใช่ไหม?
โอ้.....แค่เพียงมรกตขนาดเท่านี้ก็มูลค่าหลายแสนหยวนแล้ว!
เขาเป็คนรวยรุ่นที่สองที่ออกมาใช้ชีวิตใช่ไหม?
คงจะใช่.....เพราะไม่เช่นนั้นเขาจะมีทรัพย์สินเหล่านี้มากมายจากไหน?
แต่เขาเอาเครื่องรางนี้มาจากไหนกัน?
ฟู่หยางเต็มไปด้วยความประหลาดใจและสับสนเพราะที่ผ่านมา เขาดิ้นรนต่อสู้กับธุรกิจที่ครอบครัวทิ้งไว้ให้เขา เขาเป็บุตรชายคนเดียวที่ถูกภรรยาทิ้งไปกับคนรวยในเวลาที่เขายากลำบากในปักกิ่งโดยปกติมีแต่คนคอยกลั่นแกล้งและรังแกเขา เขาถูกเพื่อนร่วมอาชีพโกงจากปักกิ่งจึงได้กลับมารับ่ธุรกิจนี้ต่อและพยายามต่อสู้จนสามารถตั้งหลักได้อย่างมั่นคงในเมืองเทียนจินนี้
ดวงตาที่เริ่มสลัวด้วยน้ำตาคลอเบ้าเขาสูดลมหายใจและกลั้นหยาดน้ำตาไม่ให้หยดลงมา
ตอนนี้ชีวิตเขาเปลี่ยนแปลงดีขึ้นแล้ว!
เขาจะไม่ยอมแพ้อีกต่อไป!
เขากำมือทั้งสองข้างแน่น!
ในเวลานี้ หลิวเย่กลับอพาร์ตเมนท์เขาค้นหาข้อมูลโรงงานบะหมี่ต่อไป
เช้าวันจันทร์ เขาเข้าเรียนตามปกติ ตอนนี้ต่างมุ่งความสนใจไปที่การแข่งขันระหว่างมหาวิทยาลัยแพทย์แผนจีนในอีกสามเดือนข้างหน้าในภาคบ่ายเมื่อไม่มีการตรวจชื่อคนเข้าเรียนหลิวเย่หลบมาอ่านหนังสือที่ห้องสมุดตามลำพัง
หลิวเย่เดินสำรวจหนังสือความรู้ด้านแพทย์แผนจีนในชั้นหนังสือทั้งหมดมีเพียงไม่กี่เล่มที่แตกต่างจากความรู้ที่เขาได้รับด้านการแพทย์ของเศษเสี้ยวจิติญญาจักรพรรดิะหลิวเย่ดังนั้นเขาจึงอ่านอย่างรวดเร็วโดยใช้ัั์
อันที่จริงตอนนี้เขาเริ่มสนใจความรู้ด้านเทคโนโลยีโดยเฉพาะคอมพิวเตอร์ ซึ่งมาจากความร้อนแรงของฟอรัมของมหาวิทยาลัยที่ได้จุดประกายความสนใจของเขา
ดังนั้นเขาจึงวางแผนไว้ว่าเมื่ออ่านหนังสือเกี่ยวกับความรู้แพทย์แผนจีนหมดทุกเล่มแล้วต่อไปเขาจะเริ่มศึกษาด้านคอมพิวเตอร์
หลิวเย่หยิบหนังสือหกเล่มจากชั้นหนังสือแล้วไปที่ห้องลงทะเบียนยืมหนังสือ เขาพบกับชายบรรณารักษ์คนเดิม
“นักศึกษาสนใจไปร่วมภารกิจแพทย์อาสาสมัครไหม?”ชายคนนั้นถามหลิวเย่เหมือนสนใจและเหมือนไม่สนใจ
หลิวเย่จ้องมองชายตรงหน้าพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย“ต้องทำอะไรบ้าง?”
“ฝึกปฏิบัติการตรวจ วินิจฉัย และรักษาโรคสนใจไหม?” ชายคนนั้นถามเขาด้วยเสียงทุ้มต่ำและจ้องหน้าเขาอย่างคาดหวัง
“แล้วฝึกเวลาไหน?ที่ไหน?” หลิวเย่รู้สึกสนใจมากขึ้น
“ฝึกตอนเย็นทุกวันราวๆสี่โมงถึงหกโมงเย็น แถบชานเมือง พื้นที่คนยากจนน่ะ” เขาตอบพลางยิ้มเล็กน้อย
ดูเหมือนว่าชายตรงหน้าจะให้ความสนใจหลิวเย่เป็พิเศษคำเชิญดังกล่าวเป็การให้สิทธิพิเศษใช่ไหม?
เขาอยากรู้อยากเห็นมากยิ่งขึ้นว่าชายตรงหน้านี้เป็ใคร?
ทำไมคำพูดดังกล่าวไม่เหมือนบรรณารักษ์?
ชายคนนั้นยิ้มลึกลับ เขายืนนิ่งอย่างสงบรอคำตอบจากหลิวเย่
“ตกลง แล้วคุณชื่ออะไร?” หลิวเย่เห็นดังนั้นเขาก็พยักหน้ายอมรับ
“ดี ดี ฉันชื่อ กู่ผิงโจว”เขายิ้มกว้างมากยิ่งขึ้น ดวงตามีประกายจ้าด้วยความพึงพอใจ
“ฉันชื่อหลิวเย่” เขาแนะนำตัวเองเช่นกัน
“เจอกันพรุ่งเย็นหน้าที่หน้ามหาวิทยาลัย”กู่ผิงโจวแจ้งกำหนดนัดหมายกับหลิวเย่
เมื่อหลิวเย่เดินออกมาจากห้องสมุดเขารับโทรศัพท์จากรถส่งสินค้าที่สั่งซื้อจากทางออนไลน์เมื่อสัปดาห์ก่อนมันเป็เชือกหางม้าและเหรียญทองแดง
ถึงเวลาที่เขาจะฝึกตามหนังสือโบราณว่าด้วยเื่“ศิลปะการรักษาโรคทางกระดูก” หลิวเย่นำเชือกร้อยเหรียญจำนวน 8 เหรียญที่มีรูตรงกลางแล้วผูกปลายเชือกไว้ปลายเตียงนอน
เมื่อทุกคนในหอพักปิดไฟเข้านอนแล้วหลิวเย่พลันลืมตาขึ้นมา และจ้องไปมุมปลายเตียงที่มีเหรียญห้อยอยู่จากคำแนะนำในหนังสือโบราณนั้นเขาต้องรวบรวมพลังจิตเป็หนึ่งเดียวและส่งพลังไปบังคับให้เหรียญขึ้นลงหรือหมุนไปในทิศทางที่บังคับได้ด้วยจิต
เขามีความมั่นใจหนึ่งส่วนกับการฝึกแบบนี้เป็เพราะการฝึกฝนศิลปะแห่งดวงดาวนั้นเน้นจากภายในออกสู่ภายนอก และตอนนี้เขามีพลังขับเคลื่อนจากตันเถียนซึ่งจะมีประสิทธิภาพมากกว่าผู้ฝึกฝนคนอื่นๆที่ไม่มีพลังปราณแบบเขา
ราวหนึ่งชั่วโมงต่อมา
เหรียญที่เขาห้อยไว้ 8 เหรียญมี 3เหรียญที่มีการขยับยกขึ้นขนานกับพื้น หลิวเย่ใจเต้นแรงด้วยความตื่นเต้น พลังจิตที่ออกจากตันเถียนมีพละกำลังมากเสียจริง
ตอนนี้เขา้าทดสอบพละกำลังของพลังจิติญญาว่าจะสามารถขยับเหรียญได้มากน้อยเพียงใด?
ราวครึ่งชั่วโมงต่อมา
เหรียญที่เขาห้อยไว้ปรากฏว่าทั้ง 8เหรียญขยับขั้นขนานกับพื้น แต่เขาสามารถทำให้เหรียญยกสูงขึ้นได้เพียง 1นิ้วเท่านั้น
แต่เพียงแค่นี้ก็เยี่ยมยอดแล้ว!
หากเขาฝึกฝนต่อไปอีก! ต่อไปอีก!
ไม่เพียงแต่พลังจิตจะแข็งแกร่ง และแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น!
แต่ประสิทธิภาพของพลังปราณก็จะสูงขึ้นเช่นกัน
อย่างน้อยก็เป็วิธีฝึกฝนที่ดีอีกแบบในสภาวะขาดแคลนพลังฉีของโลกใบนี้
เวลา 03.00 น.
หลิวเย่เตรียมตัวไปฝึกฝนบนดาดฟ้าอาคารร้างเช่นเคยเขายิ้มเล็กน้อยที่พบว่าชายสองคนยังคงแอบซุ่มเพื่อค้นหาเขาอยู่ในป่า
หลิวเย่เหินตัวขึ้นบนฟ้าแล้วลงจอดบนดาดฟ้า และทำการฝึกฝนจนถึงเวลา 05.00 น. ก็กลับมาปลุกเพื่อนไปทานอาหารเช้า
หน้าห้องเรียนของหลิวเย่มีชายหนุ่มสองคนยืนด้อมๆมองๆเข้าไปในห้องและนอกห้องดูเหมือนว่าเขาจะค้นหาใครบางคน
เมื่อหลิวเย่เดินมาถึงหน้าห้องเรียน ชายหนุ่มคนหนึ่งที่เดินกะเผลกก็ปราดมาขวางหน้าหลิวเย่พลางโค้งคำนับและพูดเสียงดังว่า “ขอบคุณเพื่อนร่วมชั้นที่ช่วยฉัน” จ้านซานขอบคุณหลิวเย่อย่างจริงใจ“ให้ฉันได้เลี้ยงอาหารคุณด้วย”เขา้าตอบแทนหลิวเย่สำหรับความช่วยเหลือที่ผ่านมา ขณะที่เขาได้รับาเ็ขณะฝึกทหารเมื่อสัปดาห์ก่อน
หลิวเย่ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนที่จะนึกออกว่าชายหนุ่มตรงหน้าคือใคร “ไม่เป็ไร เป็สิ่งที่ฉันควรทำ”หลิวเย่โบกมือตอบ
“งั้นให้ฉันได้เลี้ยงข้าวคุณสักมื้อเถอะ”จ้านซานยังคงต่อรอง
“เลี้ยงข้าวกลางวันที่โรงอาหารก็พอแล้ว”หลิวเย่ยอมรับอย่างจำยอม
หลิวเย่ไม่รู้ว่าเหตุการณ์ความวุ่นวายเล็กๆหน้าห้องเรียนได้ทำให้ฟอรัมของมหาวิทยาลัยะเิอีกครั้งหลายคนเข้ามาชื่นชมความเป็สุภาพบุรุษ ความมีน้ำใจ ทักษะทางการแพทย์ของเขาแต่มีบางคนโดยเฉพาะกลุ่มเพื่อนสนิทของจางหยวนที่เข้ามาโพสต์เชิงลบต่อการกระทำของเขา
แต่ในตอนนี้หลิวเย่ไม่ได้สนใจเปิดดูโทรศัพท์เลยเขากำลังวางแผนที่จะเข้าร่วมการเป็แพทย์อาสาสมัครกับอาจารย์กู่ผู้ลึกลับคนนั้นในตอนเย็นนี้
เมื่อถึงเวลานัดหมาย 16.00 น.บริเวณประตูหน้ามหาวิทยาลัย
มีชายวัยกลางคนสวมชุดลำลองเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาวกางเกงสีกรมท่ายืนพิงรถ BMW สีขาวเขามองตรงมายังประตูหน้ามหาวิทยาลัย ดูเหมือนกำลังรอใครบางคน
เมื่อหลิวเย่มาถึง พวกเขาขึ้นรถไปด้วยกัน
หลิวเย่มองเห็นเสื้อผ้าของเล่นวางเต็มเบาะที่นั่งหลังรถ
อาจารย์กู่ที่ทำหน้าที่ขับรถ มองเห็นสายตาของหลิวเย่เขาจึงอธิบายสั้นๆว่าของเหล่านี้นำไปมอบให้กับเด็กๆในแถบชนบทนั้น
เมื่อพวกเขาเดินทางมาถึงย่านชานเมืองที่เรียกกันว่า“โหลวปา” มีคนชรา วัยกลางคน และเด็กชายหญิงราวสิบกว่าคนยืนยืดคอรอพวกเขาอยู่
เมื่อรถจอดข้างเพิงทำมือแบบง่ายๆบริเวณกลางชุมชน คนทั้งหลายต่างรุมเข้ามาหาอาจารย์กู่และส่งเสียงทักทายดังลั่น
“อาจารย์กู่ มีอะไรให้พวกเราช่วยถือไหม?”
“อาจารย์กู่ วันนี้ข้ามีอาการดีขึ้นแล้ว”
“อาจารย์กู่ วันนี้มีขนมไหม?”
“อาจารย์กู่.....”
คำถามมีมากมาย อาจารย์กู่เพียงยิ้มตอบทุกคนและปล่อยให้พวกเขาช่วยกันถือของจากเบาะที่นั่งในรถจากนั้นอาจารย์กู่เดินนำหน้าพวกเขาเข้าไปในชุมชน หลิวเย่ก็เดินตามเข้าไปเขามองเห็นสายตาชื่นชมและศรัทธาจากผู้คนรอบตัวที่มองไปยังอาจารย์กู่ที่เดินอยู่ข้างหน้าเขา
แสดงว่าอาจารย์กู่คงทำแบบนี้มานานแล้วเพราะความศรัทธาไม่ได้สร้างเพียงแค่หนึ่งหรือสองวันหากแต่เกิดจากส่วนลึกของจิตใจที่ได้รับการบำบัดและโอบอุ้ม
หลิวเย่รู้สึกฮึกเหิมในใจส่วนหนึ่งมาจากหนึ่งในเป้าหมายของเขาที่เลือกเรียนแพทย์แผนจีนเพราะเขามีความปรารถนาที่้าจะช่วยผู้คนให้มากขึ้นเป็การสืบทอดมรดกที่สำคัญของตระกูลอีกด้วย