แสงตะวันยามบ่ายแก่ๆ ทอดเงาหม่นผ่านหลังคาเมืองจือจี้ ไอความร้อนจากพื้นดินที่สะสมมาตลอดทั้งวันระเหยขึ้นสู่บรรยากาศจนทุกอย่างดูพร่าเลือนราวกับภาพวาดที่สีน้ำมันกำลังละลาย เมืองจือจี้ในวันนี้คึกคักเป็พิเศษ พ่อค้าแม่ค้าต่างเร่งรีบจัดแจงแผงลอยเพื่อปิดยอดขายก่อนอาทิตย์อัสดง เสียงเจรจาต่อรองดังระงมไปทั่วตลาด หลี่เฉินและอาฝูเดินทอดน่องอยู่หน้าแผงขายของแห้งใจกลางตลาดนัด บรรยากาศรอบข้างเต็มไปด้วยกลิ่นอายของชีวิต ทั้งกลิ่นเครื่องเทศ กลิ่นฝุ่นควันจากเตาถ่าน และเสียงะโเรียกลูกค้าที่แข่งกันดังไม่หยุดหย่อน แต่ทว่าท่ามกลางความวุ่นวายที่ดูไร้ระเบียบนั้น หลี่เฉินกลับยืนปักหลักอยู่หน้าแผงถั่ว ทำหน้าเคร่งเครียดราวกับเขากำลังวิเคราะห์แผนที่ยุทธศาสตร์เพื่อเผด็จศึกข้าศึกในสมรภูมิ
"ท่านป้า... ของแค่นี้จะขายราคาหินขนาดนี้เชียวหรือ? ดูสิ! นี่มันถั่วที่แช่น้ำจนบวมชัดๆ กลิ่นหอมก็ไม่มี รสชาติก็คงจืดชืด ข้าให้สามอีแปะ ถ้าไม่ขายข้าจะไปร้านข้างหน้าแล้วนะ!" หลี่เฉินะโแข่งกับเสียงตลาด ใบหน้าของเขาแดงก่ำจากการต่อรองอย่างเอาเป็เอาตาย นิ้วเรียวยาวชี้ไปที่ถุงถั่วราวกับกำลังชี้จุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของเมือง สายตาของเขาจ้องมองแม่ค้าอย่างไม่ลดละ ราวกับว่าการแพ้ชนะในครั้งนี้มีผลต่อชะตากรรมของแผ่นดิน
หญิงชราเ้าของร้านหน้าตาบูดบึ้งไม่แพ้กัน นางเท้าสะเอวพลางถลึงตาใส่ "สามอีแปะ?! เ้าจะปล้นข้าหรือไงพ่อหนุ่ม! นี่มันถั่วชั้นดีคัดพิเศษจากูเาตะวันออกเชียวนะ! เมล็ดใหญ่ สุกกำลังดี รสหวานปนมัน ราคานี้ข้าแทบจะขาดทุนตายอยู่แล้ว อย่ามาทำเป็เล่นลิ้นกับคนแก่หน่อยเลย! ไปซื้อร้านอื่นเถอะไป!"
อาฝูที่ยืนอยู่ข้างๆ ได้แต่กุมขมับ พลางถอนหายใจยาวจนไหล่ลู่ เขาเห็นสายตาของชาวบ้านรอบข้างเริ่มจับจ้องมาที่ทั้งสองด้วยความเวทนาบ้าง ขบขันบ้าง พลางกระซิบเสียงอ่อย "พี่หลี่... พอเถอะขอรับ คนมองกันทั้งตลาดแล้ว... เพิ่มให้ท่านป้าไปเถอะ ข้าอายแทนจะแย่แล้ว เรามีเงินพอจะซื้อของดีๆ โดยไม่ต้องต่อราคาจนเืตาแทบกระเด็นขนาดนี้หรอกขอรับ"
หลี่เฉินหันมามองอาฝูด้วยสายตาจริงจังราวกับจะสอนบทเรียนอันยิ่งใหญ่ น้ำเสียงของเขาหนักแน่นราวกับคำสอนของปรมาจารย์ "ไม่ได้! อาฝู เ้ายังเด็กนัก เ้ายังไม่รู้ว่าความลำบากในโลกนี้นั้นมีมากมายแค่ไหน เราต้องใช้เงินอย่างประหยัดทุกอีแปะ! ถ้าข้ายอมวันนี้ วันหน้าเราจะเอาอะไรกิน? เ้าต้องฝึกวิชาให้แกร่งเสียก่อน อย่าเพิ่งมาคิดเื่ความสบาย! เงินแต่ละเหรียญที่ข้าหามาได้นั้นแลกมาด้วยความอดทน เ้าต้องเข้าใจค่าของมัน"
เขาหันกลับไปยิ้มกว้างให้แม่ค้าด้วยท่าทีเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็หลังมือ ราวกับเมื่อครู่ไม่มีการปะทะฝีปากกันเกิดขึ้น "งั้นห้าอีแปะ! นี่คือข้อเสนอสุดท้าย ถ้าไม่ได้ข้าจะพาอาฝูไปซื้อร้านนู้นแทน ร้านนั้นดูเหมือนจะใจดีกว่าท่านป้านะขอรับ หรือไม่อย่างนั้นข้าคงต้องไปหาซื้อถั่วที่ถูกกว่านี้ในเมืองถัดไป" แม่ค้าชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมพยักหน้าตกลงอย่างจำใจ
หลังจากการยื้อยุดฉุดกระชากราคากันอยู่นาน ในที่สุดหลี่เฉินก็ได้ถุงถั่วมาครองด้วยรอยยิ้มแห่งชัยชนะราวกับเพิ่งชนะศึกใหญ่มาได้ เขาเดินฮัมเพลงอย่างสบายอารมณ์ออกไปจากตลาด ทั้งสองก้าวเดินผ่านประตูเมืองออกด้วยของพะลุงพะลัง แสงอาทิตย์ยามบ่ายที่เริ่มคล้อยต่ำทอดเงาคนทั้งสองให้ยาวเหยียดไปบนพื้นดิน ถนนเส้นนี้แห้งผากจนฝุ่นละอองฟุ้งกระจายตามจังหวะก้าวย่าง กลิ่นคาวฝุ่นคละคลุ้งในอากาศทำให้รู้สึกระคายเคืองจมูก ลมร้อนระอุพัดพาไอร้อนจากพื้นดินที่แตกระแหงขึ้นมาปะทะผิวหน้าจนชวนให้หงุดหงิดใจ แต่หลี่เฉินกลับก้าวเดินด้วยท่าทีที่ผ่อนคลาย ต่างจากอาฝูที่เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติของบรรยากาศรอบตัว
บรรยากาศเริ่มเปลี่ยนไปเมื่อทั้งสองเดินเข้าสู่เขตป่าที่ทอดตัวยาวขนานไปกับหมู่บ้านชิงอวิ๋น เสียงใบไม้แห้งกรอบที่ทับถมกันอยู่บนพื้นทางเดินเสียดสีดังสอดประสานราวกับเสียงกระซิบของปีศาจ ทั้งสองเดินทอดน่องไปตามเส้นทางที่เริ่มมืดมิดเพราะเงาไม้หนาแน่น เงาไม้ที่บิดเบี้ยวทอดลงบนเส้นทางเบื้องหน้าดูราวกับกำลังดักรอผู้มาเยือน เสียงนกร้องเงียบหายไปอย่างกะทันหัน บรรยากาศรอบข้างดูเงียบสงัดจนผิดปกติ ราวกับป่าทั้งป่ากำลังกลั้นหายใจรอคอยบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัว แสงอาทิตย์ยามบ่ายที่ลอดผ่านกิ่งไม้ลงมากลายเป็ลำแสงเป็ริ้วๆ กระทบกับฝุ่นที่ฟุ้งอยู่ในอากาศ ทำให้บรรยากาศดูอึมครึมและกดดันอย่างประหลาด
ทว่าในใจของอาฝูกลับรู้สึกไม่ชอบมาพากล ความรู้สึกเย็นวาบที่สันหลังทำให้เขาค่อยๆ กระชับย่ามในมือแน่นขึ้นจนเห็นรอยนูนของเส้นเืบนหลังมือ พลางกวาดสายตามองเข้าไปในพงหญ้าที่มืดครึ้มและรกชัฏ กลิ่นแห้งแล้งของใบไม้ที่ร่วงหล่นและไอความร้อนที่ระเหยจากดินเตือนให้เขารู้สึกถึงภัยร้ายที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ เขาเริ่มได้ยินเสียงฝีเท้าที่ผิดจังหวะผ่านสายลมที่พัดผ่านใบไม้ เสียงนั้นแ่เบาจนแทบไม่ได้ยิน แต่มันกลับฟังดูไม่เป็ธรรมชาติและเต็มไปด้วยเจตนาอันชั่วร้าย ราวกับมีั์ตาซ่อนเร้นกำลังจับจ้องทุกย่างก้าวของเขาอยู่จากมุมมืด
"พี่หลี่... ท่านรู้สึกไหมขอรับ" อาฝูเอ่ยกระซิบเบาๆ ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เหงื่อกาฬซึมออกมาตามไรผม "ข้ารู้สึกเหมือนมีสายตาคมกริบจ้องหลังเรามาั้แ่เมื่อครู่... แถมบรรยากาศแถวนี้ยังหนักอึ้งจนน่าอึดอัด เหมือนมีพายุที่มองไม่เห็นกำลังก่อตัวขึ้นเลยขอรับ ข้าเกรงว่าจะมีคนตามเรามา ความรู้สึกนี้มันไม่ใช่เื่ธรรมดาเลย..."
หลี่เฉินยังคงก้าวเดินอย่างมั่นคง รอยยิ้มบางๆ บนใบหน้าไม่จางหายไป เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ รับเอาบรรยากาศที่แสนสงบเข้าไป ราวกับป่าแห่งนี้คือสนามหลังบ้านของเขาเอง "อืม... ข้าก็พอจะรู้สึกได้บ้าง สงสัยจะเป็พวกสัตว์ป่าหรอกมั้ง หรือไม่ก็พวกลมพัดกิ่งไม้ ไม่ต้องไปสนใจเลย เดินไปเถอะ อีกไม่ไกลก็จะถึงหมู่บ้านแล้ว วันนี้ข้าตั้งใจจะต้มเป็ดให้กินด้วยนะ พวกเราจะได้รีบกลับไปจัดการเื่มื้อเย็น อย่าคิดมากเลยน่าความกังวลของเ้าจะทำให้รสชาติเป็ดไม่อร่อยเอาได้นะ"
ในขณะที่ทั้งสองกำลังเดินข้ามพ้นโค้งถนนที่เต็มไปด้วยกิ่งไม้ระเกะระกะ เงาร่างสีดำมืดห้าสายก็ปรากฏตัวขึ้นดุจภูตผี พวกมันคือนักฆ่าระดับสูงที่ตระกูลลี่ซุ่มเลี้ยงไว้ พวกมันสวมชุดรัดกุมที่กลมกลืนไปกับความมืดและเคลื่อนที่ด้วยวิชาตัวเบาขั้นสูงที่แม้แต่เสียงใบไม้ยังไม่ขยับ กลิ่นโลหะสนิมจากอาวุธที่อาบยาพิษโชยมาแตะจมูกทันที! มันเป็กลิ่นที่เฉียบคมและน่ารังเกียจจนอาฝูต้องขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ
ทันทีที่สบโอกาส ชายชุดดำสี่คนแรกก็พุ่งทะยานออกมาจากพุ่มไม้ด้วยความเร็วเหนืุ์ คนแรกง้างดาบขึ้นเหนือน่านฟ้าหมายจะฟันผ่านกลางตัวหลี่เฉิน อีกสามคนประสานอินพุ่งตัวจากมุมอับเพื่อปิดทางหนี จิตสังหารที่เข้มข้นจนทำให้ขนลุกชันพุ่งเข้าปะทะร่างจนรู้สึกเ็ปที่ิั แสงจากคมดาบสะท้อนกับแสงอาทิตย์ยามบ่ายวาววับจนแสบตา กลิ่นโลหะของเหล็กกล้าและเสียงแหวกอากาศที่แหลมคมดังก้องโสตประสาทของพวกมันเอง หมายจะปิดฉากชีวิตของเป้าหมายด้วยการฟาดฟันเพียงครั้งเดียวตามคำสั่งของท่านลี่ช่ง
เหล่าฆาตกรกลุ่มนี้คือ "สี่เงาสังหาร" ที่มีชื่อเสียงในเมืองจือจี้ ทุกก้าวย่างของพวกมันแฝงด้วยเจตนาสังหารที่รุนแรง พวกมันเคยสังหารผู้ฝึกตนขอบเขตกลั่นลมปราณมาแล้วนับไม่ถ้วน และด้วยวิชาพิษที่ติดอยู่บนคมดาบ เพียงแค่รอยขีดข่วนเล็กน้อยก็เพียงพอที่จะพรากชีวิตได้ แต่ทว่า... ในวินาทีที่คมดาบกำลังจะถึงตัวเป้าหมาย ทั้ง 4 คนต่างรู้สึกถึงความหนาวเย็นที่กัดลึกเข้าไปถึงกระดูก ไอเย็นะเืไร้รูปลักษณ์สายหนึ่งพัดผ่านร่างของพวกมันไปอย่างเงียบเชียบราวกับสายลมฤดูหนาวที่รุนแรงที่สุด มันไม่ใช่พลังปราณที่พวกมันรู้จัก แต่มันเป็บางสิ่งที่เหนือกว่าความเข้าใจ เป็ความว่างเปล่าที่กลืนกินสรรพสิ่งและทำลายทุกเจตจำนงของชีวิตในชั่วพริบตา
*วูบ...*
เพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น โลกที่เคยเคลื่อนไหวกลับหยุดนิ่งสนิท กล้ามเนื้อของนักฆ่าทั้งสี่แข็งทื่อราวกับถูกแช่แข็งในห้วงเวลาที่ไม่มีวัน แววตาที่เต็มไปด้วยความมั่นใจค่อยๆ แตกสลาย ร่างกายของพวกมันเริ่มเปื่อยยุ่ยและเลือนหายไปในอากาศราวกับหมอกควัน ก่อนจะหลงเหลือไว้เพียงดาบเหล็กกล้าที่ร่วงหล่นลงพื้นดัง *เคร้ง!* ตอกย้ำความว่างเปล่าที่เพิ่งเข้าแทนที่ชีวิตคนเ่าั้ เหมือนกับว่าพวกมันไม่เคยมีตัวตนอยู่ตรงนั้นมาก่อน และไม่มีร่องรอยการต่อสู้ใดๆ เหลือทิ้งไว้เลยนอกจากเสียงสายลมที่พัดผ่านพุ่มไม้ไปอย่างเงียบเหงา
ชายชุดดำคนสุดท้ายที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ห่างออกไป เข่าของมันอ่อนทรุดลงกับพื้นจนรู้สึกถึงความเ็ปจากก้อนหินที่บาดเนื้อ ร่างกายสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ เหงื่อเย็นๆ ผุดพรายทั่วใบหน้า ลมหายใจของมันติดขัดราวกับมีมือที่มองไม่เห็นมาบีบคอไว้ มันเห็นทุกอย่าง... เห็นเพื่อนร่วมทีมหายไปกับตา โดยไม่เหลือแม้แต่เศษซากทิ้งไว้! นี่มันไม่ใช่ฝีมือคน นี่คือภัยพิบัติจากฟากฟ้า! ิญญาของมันแตกสลายจนเกือบสิ้นสติไปในวินาทีนั้น มันรับรู้ได้ถึงพลังอำนาจที่เหนือกว่าสิ่งที่มันเคยพบเห็นมาตลอดชีวิต
หลี่เฉินและอาฝูยังคงเดินพูดคุยกันเื่มื้อเย็นต่อไป น้ำเสียงที่อบอุ่นและเป็ธรรมชาติตัดกับความตายที่เพิ่งผ่านพ้นมาอย่างสิ้นเชิง ราวกับว่าเมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย ราวกับเหตุการณ์สังหารนักฆ่าระดับสูงเป็เพียงแค่ลมพัดผ่านกิ่งไม้ที่ไม่มีความสำคัญใดๆ ต่อเป้าหมายของพวกเขา
"พี่หลี่... ท่านว่าเย็นนี้เราทำผักดองเพิ่มดีไหมขอรับ?" อาฝูเอ่ยถามอย่างใสซื่อขณะที่ยังคงลนลานเล็กน้อย "อากาศเริ่มเย็นลงแล้ว ผักดองน่าจะช่วยให้เรามีกับแกล้มมื้อเย็นที่น่าพอใจมากขึ้นนะขอรับ"
"อืม... ก็ดีเหมือนกันนะ อาฝู วันนี้ข้ารู้สึกว่าอากาศดีเสียจริง เ้าว่าไหม? เหมาะแก่การกินข้าวเย็นให้มีความสุขที่สุดและพักผ่อนให้สบาย" หลี่เฉินตอบกลับด้วยน้ำเสียงร่าเริง ก่อนที่ทั้งสองจะเดินลับสายตาหายเข้าไปในแนวป่า ทิ้งให้ชายชุดดำที่เหลือรอดจมอยู่กับความหวาดกลัวจนสติแตก ก่อนที่มันจะตัดสินใจรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลือวิ่งหนีตายสุดชีวิตกลับไปที่คฤหาสน์ตระกูลลี่เพื่อส่งข่าวหายนะที่มันเพิ่งประสบพบเจอมา
---
### ณ คฤหาสน์ตระกูลลี่
ภายในห้องโถงใหญ่ที่ประดับด้วยของมีค่าหายากจากทั่วแผ่นดิน ลี่ช่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ประดู่แกะสลักลวดลายัพ่นไฟที่ดูดุดันและทรงอำนาจ เขานิ่งเงียบสนิท จ้องมองควันกำยานที่ลอยเอื่อยในอากาศอย่างเหม่อลอย เนิ่นนานจนเหล่าองครักษ์ในห้องโถงต้องก้มหน้าหลบสายตาด้วยความหวาดวิตก กลิ่นอายกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวเขานั้นน่าอึดอัดยิ่งกว่าพายุที่กำลังจะก่อตัว เขากำลังคิดถึงบุตรชาย "ลี่ถัง" ที่บัดนี้ไร้ซึ่งความสง่างาม ทุกย่างก้าวที่เขานั่งคิดถึงความเ็ปของลูกชาย ทำให้ความแค้นในอกยิ่งลุกโชนเหมือนไฟที่ราดด้วยน้ำมัน เขาจดจำวันที่ลูกชายอยู่ในสภาพไร้สติได้แม่นยำ มันเป็ภาพที่ทิ่มแทงใจคนเป็พ่อจนแทบไม่อาจหายใจได้สะดวก ความเกลียดชังต่อไอ้ยาจกนั่นสุมอยู่ในอกจนแทบะเิออก
*ปัง!* ประตูไม้บานั์ถูกกระแทกเปิดออก ชายชุดดำคนที่ห้าพุ่งถลาเข้ามาในสภาพที่ไม่เหลือเค้าเดิม มันคลานเข้ามาพร้อมกับสีหน้าซีดเผือดราวกับิญญาหลุดลอยไปด้วยเสียงพูดอันสั่นเครือนราวกับคนที่กำลังจะสิ้นใจ องครักษ์ในห้องโถงต่างพากันถอยห่างด้วยความหวาดกลัวต่อสภาพของผู้รอดชีวิตรายนี้
"ท่านผู้นำ... ตะ ตาย... ตายหมดแล้ว... พี่น้องที่ไปกับข้า สลายหายไปราวกับหมอกควัน... ไม่มีใครเหลือเลยแม้แต่ซาก!"
ลี่ช่งยังคงนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ เขาค่อยๆ หันมามองผู้รอดชีวิตด้วยสายตาเรียบเฉยและเย็นเยือกจนคนมองรู้สึกเหมือนถูกน้ำแข็งกัดกินหัวใจ เขาไม่ได้ะโ ไม่ได้ทุบโต๊ะ แต่บรรยากาศกลับหนักอึ้งขึ้นจนลมหายใจติดขัด
"หายไปราวกับหมอกควัน?" ลี่ช่งเอ่ยด้วยน้ำเสียงแ่เบาแต่ทว่ากังวานไปทั่วโถง "สี่เงาสังหารที่ข้าเลี้ยงดูมาด้วยเืและวิชาพิษ... หายไปโดยไม่เหลือแม้แต่เศษเนื้อหรือิญญางั้นหรือ?"
เขาลุกขึ้นช้าๆ อย่างสง่างามราวกับราชสีห์ที่เพิ่งตื่นจากภวังค์ แต่แล้วเขาก็ะเิเสียงคำรามออกมาด้วยโทสะที่บดขยี้ทุกสรรพสิ่ง "ไอ้สารเลว! แกกล้าโกหกข้าด้วยเื่ไร้สาระพวกนี้งั้นรึ!" ลี่ช่งคว้าแจกันหยกข้างตัวขว้างใส่ร่างนั้นจนแตกกระจาย "ข้าส่งพวกแกไปสังหารยาจกคนหนึ่ง! ไม่ใช่ให้ไปทำตัวเสียสติที่นี่! ไสหัวไปขังคุกใต้ดินให้ข้า! แล้วไปตามท่านอาจารย์กวนมาพบข้าเดี๋ยวนี้!"
ลี่ช่งเดินวนเวียนอยู่ในห้องโถงกว้างด้วยความหวาดระแวง ความโกรธแค้นในใจเริ่มแปรเปลี่ยนเป็ความตื่นตระหนกที่พยายามซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากแห่งอำนาจ เขาเริ่มตระหนักว่าหลี่เฉินไม่ใช่แค่ยาจกธรรมดา แต่นี่คือ "ัที่กำลังหลับใหล" การศึกนี้ไม่ใช่แค่การแก้แค้น แต่มันคือการเดิมพันด้วยชื่อเสียงของตระกูลลี่ที่เขาสั่งสมมาทั้งชีวิต เขาไม่อาจปล่อยให้เื่นี้ผ่านไปได้ หากเขาสูญเสียอำนาจในตอนนี้ ตระกูลลี่จะกลายเป็เพียงอดีตที่น่าสมเพช
ลี่ช่งสูดลมหายใจเข้าลึก เขามองไปยังแผนที่เมืองจือจี้ที่กางอยู่บนโต๊ะไม้ประดู่ วางหมากตัวสุดท้ายลงบนตำแหน่งหมู่บ้านชิงอวิ๋น แววตาของเขาเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานที่บิดเบี้ยว "ในเมื่อเ้าเลือกที่จะเป็ศัตรูกับตระกูลลี่ ข้าก็จะทำให้เ้าได้รู้ว่า การตายแบบปกติสำหรับเ้า... มันเป็เื่ที่ฟุ่มเฟือยเกินไป!"
ในมุมมืดของคฤหาสน์ เสียงหัวเราะที่บ้าคลั่งของลี่ช่งดังสลับกับความเงียบงัน... เขากำลังเดินก้าวแรกสู่ขุมนรกโดยไม่รู้ตัว ทุกก้าวย่างของเขามีแต่ความว่างเปล่าที่รอรับอยู่เบื้องหน้า ตระกูลลี่ที่เคยรุ่งเรืองกำลังสั่นคลอน รากฐานแห่งอำนาจที่เขาสร้างมานับสิบปีดูเหมือนจะถูกสั่นคลอนด้วยฝีมือของผู้ฝึกตนที่ไม่มีใครรู้จัก การแก้แค้นครั้งนี้มิใช่แค่การล้างแค้นให้บุตรชาย แต่มันคือการประกาศากับโชคชะตาที่กำลังจะพรากทุกอย่างไปจากเขา
ลี่ช่งกำหมัดแน่นจนเส้นเืปูดโปน ความกลัวที่เขาซ่อนไว้เริ่มกัดกินจิตใจ เขาไม่อาจรอช้าได้อีกต่อไป ทุกวินาทีที่ผ่านไปคือการนับถอยหลังสู่หายนะ เขาตัดสินใจใช้ไพ่ตายใบสุดท้ายที่เหลืออยู่ ไม่ว่ามันจะแลกด้วยราคามหาศาลเพียงใด เขาก็จะต้องกำจัดหลี่เฉินให้จงได้ ไม่ว่าจะเป็วิธีที่โเี้ที่สุดหรือการใช้เล่ห์เหลี่ยมที่สกปรกเพียงใดก็ตาม แผนการของเขาเริ่มต้นขึ้นแล้วในคืนนี้ เมืองจือจี้กำลังจะลุกเป็ไฟ...
เขามองออกไปนอกหน้าต่าง มองดูแสงจันทร์ที่สาดส่องลงบนคฤหาสน์ ความว่างเปล่าของค่ำคืนนี้ช่างลึกลับและน่าหวาดกลัว แต่ในใจของลี่ช่งนั้นมีเพียงความกระหายที่้าจะเอาชนะ ทูตแห่งความตายกำลังรอคอยที่จะต้อนรับเขาอยู่ที่ปลายทาง แม้ว่าเขาจะพยายามหนีเท่าไร แต่มันก็เหมือนกับการหนีออกจากความตายที่ไล่ล่าเขาอย่างไม่ลดละ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำลงไปมีแต่จะทำให้ความพินาศมาถึงเร็วขึ้น...