ตอนที่ 4.2
เรือนดอกไม้
เพี๊ยะ!!
อิงฟ้าหลับตารอรับความเจ็บเมื่อเห็นฝ่ามือหยาบกร้านง้างขึ้นสูงเพื่อทำร้ายเธอ ได้ยินเสียงมือกระทบกับใบหน้าชัดเจนแต่กลับไม่มีความเ็ปใด ๆ บนร่างกาย หญิงสาวลืมตาขึ้นจึงได้เห็นว่าเธอถูกคนร่างสูงดันตัวให้ไปอยู่ด้านหลังแล้วเข้ามารับฝ่ามือนั้นแทน
“คุณตะวัน!!” ทุกคนในบ้านแตกตื่นเมื่อเห็นลูกชายคนเดียวของนายตำรวจใหญ่เอาตัวเข้ามารับแทน
“บ้าหรือเปล่า เข้ามาบังฉันทำไม หาเื่เจ็บตัว!”
คนถูกช่วยไว้ไม่ได้รู้สึกประทับใจ เธอดันไหล่หนาให้หันมาประจันหน้าแล้วตวาดเขาอย่างโมโห แต่ตะวันไม่เสียใจเพราะอย่างน้อยนางฟ้าของเขาก็ไม่เจ็บตัว เขาฉวยตอนหญิงสาวดุ กุมมือเธอไว้ข้างหนึ่งแล้วส่งยิ้มเพื่อสื่อว่าเขาเต็มใจเจ็บแทน
“ฉันขอโทษที่ต้องเสียมารยาท แต่เธอกับคุณหญิงกลับไปก่อนเถอะ แล้วฉันจะติดต่อกลับไป” พิบูลย์รู้ตัวว่าควบคุมอารมณ์ไม่ได้ เขาต้องเอ่ยปากไล่แขกกลับไปก่อนที่เื่จะบานปลายกว่านี้ โดยไม่คิดขอโทษคนโดนตบหน้า
ตะวันเบี่ยงอิงฟ้าให้หลบหลังเขาอีกครั้ง กระชับมือที่กุมไว้อย่างให้กำลังใจแล้วมองตอบว่าที่พ่อตาอย่างไม่เกรงกลัว
“เห็นทีจะไม่ได้ครับ ถ้าคุณลุงยังใช้ความรุนแรงในครอบครัว ผมคงต้องอยู่ห้าม”
“ฉันจะสั่งสอนลูกสาวฉัน คนนอกไม่เกี่ยว”
“แต่อิงฟ้ากำลังจะเป็ภรรยาของผม ผมมีสิทธิ์ปกป้องเธอ” ตะวันยังคงไม่ยอม
สองมือหนาบีบแน่นเมื่อพูดคำว่าภรรยาของเขา ราวกับกลัวว่าอิงฟ้าจะสะบัดมือเขาทิ้งเมื่อได้ยินคำนั้น แต่หญิงสาวนั้นทำได้เพียงปล่อยให้เขาจับมือต่อไปเพราะแอบหวั่นไหวกับคำนั้นไปเสียแล้ว
คงดีกว่านี้หากตะวันต่างจากพ่อของเธอ...
ส่วนคนอื่นในบ้านได้แต่ยืนดูสถานการณ์อยู่ห่าง ๆ ทั้งสาวใช้และเพ็ญศรีไม่มีใครกล้าเข้าไปห้ามชายสองวัยที่เป็ว่าที่พ่อตาและว่าที่ลูกเขย อิงฟ้าไม่เห็นทีท่าว่าจะมีใครยอมลดละ จึงตัดสินใจกระซิบบอกชายหนุ่มคนข้างกาย
“ถ้าอยากช่วยฉัน คุณกลับไปก่อนเถอะ ไม่งั้นเจ็บตัวกว่านี้แน่ พ่อฉันถ้าโมโหแล้วไม่ใช่คนที่จะปราณีใครนะ ต่อให้เป็แขกคนสำคัญก็เถอะ” ลูกสาวรู้จักพ่อของเธอดีว่าเวลาโมโหนั้นไม่ไว้หน้าใคร เธอไม่อยากให้เขามาเกี่ยวข้องกับเื่ของเธอ ยอมรับว่ามีความเป็ห่วงชายหนุ่มอยู่บ้างเล็กน้อย เล็กน้อยมาก...มากจริง ๆ
“ผมไม่กลัว”
“แต่นี่มันเื่ในครอบครัวฉัน ฉันจัดการเองได้ คุณกลับไปก่อนถือว่าฉันขอร้อง”
ตะวันตั้งใจแน่วแน่จะอยู่ช่วยอิงฟ้าแต่พอเห็นแววตาอ้อนวอนของหญิงสาวแล้วก็ใจอ่อนยอมพยักหน้า
“ได้ แต่คุณห้ามใจร้อน ห้ามยั่วโมโหท่าน และห้ามเจ็บตัวเด็ดขาด” ไม่วายกำชับเด็กดื้อให้ระวังตัว เขาไม่อยากให้เธอถูกพ่อตี
“ไม่ใช่เื่ของคุณ”
“รับปากก่อน ไม่งั้นผมไม่ไป” เขากระชับมือทั้งสองข้างของหญิงสาวอย่าง้าคำสัญญา จนตอนนี้เธอยังไม่รู้ตัวเลยว่าถูกคนหวังดีฉวยจับมือไปหลายครั้งแล้ว
“ก็ได้ ฉันรับปาก คุณกลับไปได้แล้ว”
เมื่อหญิงสาวยอมรับปากแต่โดยดีตะวันจึงยอมกลับ เขายกมือไหว้ลาพิบูลย์อย่างไม่เกรงกลัวรังสีอาฆาตและแววตาตาดุคมที่มองมา ก่อนจะวานให้เด็กรับใช้ไปเชิญคุณแม่ของเขาที่นั่งรออยู่ในห้องรับแขกกลับบ้าน โดยตัวเขาเดินไปรอที่รถก่อนแล้ว
พอคุณหญิงฉัตรฉายตามเข้ามานั่งในรถตู้ ตะวันจึงเปิดประเด็นที่เขาตัดสินใจแล้วทันที ถ้าจะต้องบังคับเสียขนาดนี้เขายอมปล่อยเธอไปดีกว่า ถือเสียว่าเขาไม่มีวาสนาพอที่จะเป็คนรักของเธอ
“ยกเลิกเถอะครับ ผมจะแต่งกับคนอื่นแทน คุณแม่ตัดสินใจแทนได้เลยครับ ขอแค่ไม่ใช่อิงฟ้าก็พอ”
“ใจเย็นก่อนสิ พ่อเขารับปากเราแล้ว เขาต้องมีวิธีคุยกับลูกเองนั่นแหละ เราแค่รอเวลาเท่านั้น” คุณหญิงเอ่ยกับลูกชาย เธอยอมรับว่าค่อนข้างพอใจเด็กสาวคนนี้อยู่มาก
นภาสินีทั้งสวย การศึกษาดี ฐานะทางบ้านร่ำรวย อีกทั้งยังเป็ลูกสาวของคุณหญิงภาวินี ทายาทคนเดียวของตระกูลผู้ดีเก่าอีก ตอนที่ตะวันบอกว่าเลือกอิงฟ้าเธอยังคิดว่าเขาเลือกเมียได้ดีมาก
“แต่ผมไม่อยากบังคับเธอ เธอเกือบถูกไล่ออกจากบ้านเพราะผม”
“ถ้างั้นตามใจเรา”
ฉัตรฉายเห็นสีหน้ารู้สึกผิดของลูกชายจึงไม่อยากเร้าหรือ เธอใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วหันไปบอกคนขับรถถึงจุดหมายใหม่
“อาคมยังไม่ต้องเข้าบ้าน พาฉันกับตะวันไปบ้านหนูริสาก่อน” คลาดจากเด็กคนนี้ไม่เป็ไร เธอยังมีอีกคนที่พอจะชอบใจอยู่
“ครับท่าน”
หลังจากพ้นรถตู้ของรัตนศักดิ์แล้ว ภายในคฤหาสน์อัครไพศาลยังคงมีการปะทะอารมณ์อย่างไม่มีใครยอมใคร นภาสินียอมทิ้งไพ่ทุกใบเพื่อรักษาอิสรภาพของตัวเองไว้ ต่อให้ต้องเสียทุกอย่างที่มีแต่เธอจะไม่ยอมแต่งงานเด็ดขาด ทางฝั่งบิดาก็ไม่ยอมลงให้ ไม่คิดว่าลูกสาวจะฤทธิ์เยอะถึงเพียงนี้ ขนาดไล่ออกจะบ้านพร้อมกับไล่คนงานที่รักไปด้วย ก็ไม่มีผลให้ลูกสาวยอม เขาไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าลูกคนนี้มันเอาความดื้อรั้น ถือดีมาจากใคร
คนในบ้านทุกคนต่างรวมกันกระจุกอยู่มุมบันได ไม่มีใครกล้าเข้าไปแทรกกลางได้แต่เฝ้าดูอยู่ห่าง ๆ การเอาตัวเข้ามาขวางระหว่างพ่อลูกหัวรั้นถือเป็เื่สิ้นคิดที่สุด เห็นจะมีแต่คุณหญิงภาวินีเท่านั้นที่เป็น้ำเย็นคอยดับไฟอารมณ์ของพ่อลูกได้ หัวหน้าแม่บ้านคิดแล้วสะท้อนใจ สิ้นบารมีคุณผู้หญิงคนเก่าแล้ว บ้านนี้ไม่ต่างจากกองไฟ ร้อนรุ่ม แผดเผาคนทั้งบ้าน ไม่คุณท่านหรือคุณหนูต้องมีใครตายกันไปข้างสักวัน
“ตกลงว่าแกจะออกไปจากบ้านและพาทุกคนไปกับแกด้วยใช่มั้ย”
“ใช่”
“รวมถึงบริษัท บ้านหลังนี้และสมบัติทั้งหมดที่เป็ของฉัน แกก็จะไม่เอาด้วยใช่มั้ย”
“ค่ะ ฟ้าจะไปแต่ตัว เงินคุณจะไม่เอาไปแม้แต่บาทเดียว นามสกุลของคุณฟ้าจะคืนให้” เธอไม่กลัว ลำพังเงินเก็บของเธอและสมบัติของแม่ที่ทิ้งไว้ให้สามารถอยู่ได้ตลอดชีวิต
“ดี! งั้นฉันจะให้เมฆจ้างคนงานมารื้อเรือนดอกไม้ออกให้หมด แล้วทำเป็เรือนเล็กไว้ให้เพ็ญศรีกับยัยฝนเลี้ยงหมา!”
“ว่าไงนะ!” อิงฟ้ามองชายชราอย่างเอาเื่ เธอยอมทิ้งได้ทุกอย่างยกเว้นเรือนดอกไม้ “คุณสัญญาแล้วว่าจะไม่ให้ใครเข้ามายุ่งกับเรือนหลังนั้น คุณเคยสัญญาแล้วว่าต่อให้จะมีเมียใหม่ ลูกใหม่อีกกี่คน คุณจะไม่ยอมให้ใครไปเหยียบที่นั่น” คำสัญญาระหว่างพ่อและลูกสาวเกิดขึ้นหลังจากที่คุณหญิงภาวินีเสียไป พิบูลย์รู้สึกผิดกับเมียจึงรับคำสัญญานั้นไม่เคยให้ใครแตะต้องเรือนนั้นอีกนอกจากลูกสาวคนโต
“คุณทำแบบนี้กับเรือนดอกไม้ของแม่ไม่ได้” อิงฟ้าน้ำเสียงสั่นเครือแต่ไม่มีน้ำตามาให้ผู้เป็พ่อเห็นสักหยด เล็บคมจิกลงที่มือตัวเองเพื่อให้ความเจ็บช่วยระงับน้ำตาของตัวเองไว้ เธอสั่งตัวเองว่าห้ามร้องไห้เพราะไม่อยากอ่อนแอ
แต่แค่คิดว่าเรือนดอกไม้จะถูกใครทำลายไป หัวใจก็เ็ปเหมือนแตกสลาย หมดสิ้นทุกอย่างไปเสียเดี๋ยวนั้น ของชิ้นเดียวที่แม่รักมาก สิ่งของแทนใจระหว่างคนสองคน ผู้ชายคนนี้สามารถทำลายมันได้ลงเชียวหรือ มันไม่มีค่าอีกแล้วใช่มั้ยความรักที่เขาเคยมอบให้แม่
“ฉันสัญญาไว้กับลูกสาวของฉัน แต่ตอนนี้แกไม่ใช่ลูกฉันแล้ว คำสัญญานั่นถือเป็โมฆะ ฉันจะทำอะไรกับบ้านหลังนี้ก็ได้ มันเป็สิทธิของฉัน แกไม่มีสิทธิ์นั้นแล้วอิงฟ้า” พิบูลย์ยิ้มอย่างพอใจเห็นแววควบคุมลูกสาวได้
“เรือนนั้นเป็ของแม่ แม่รักมันเพราะพ่อสร้างมันให้แม่ ทำไมพ่อถึงทำกับแม่แบบนี้ แม่ไม่อยู่แล้วพ่อยังไม่หยุดทำร้ายแม่อีกหรือไง”
ภาพความทรงจำฉายชัดเข้ามา ทุกวันแม่จะยืนรดน้ำต้นไม้อยู่ในเรือนอย่างมีความสุข ตลอดเวลาคอยเล่าแต่เื่ราวความรักระหว่างพ่อกับแม่ให้เด็กหญิงอิงฟ้าฟัง ความรู้สึกผิดเริ่มตีตื้นขึ้นเมื่อหญิงสาวนึกไปถึงอีกเื่หนึ่ง การกระทำของเธอในวันนั้นเมื่อเจ็ดปีก่อนทำให้หญิงสาวสัญญาว่าจะยอมทำทุกอย่างเพื่อปกป้องเรือนนี้ไว้...
เมื่อเจ็ดปีก่อน วันที่แม่ขอให้อิงฟ้าอยู่รอทานข้าวกับพ่อและเพื่อนของพ่อ ไม่มีใครรู้มาก่อนว่ามันคือวันที่เปลี่ยนแปลงโลกทั้งใบของอิงฟ้าและแม่ตลอดกาล เมื่อเพื่อนที่พิบูลย์กำชับให้คุณหญิงภาวินีเตรียมห้องให้พร้อมระบุว่าให้ใช้ห้องไหนบ้างอย่างเสร็จสับนั้นไม่ใช่เพื่อนอย่างที่สองแม่ลูกคาดหวัง
ภาพผู้เป็พ่อจูงมือเด็กนักเรียนม.ปลายชายหญิงขนาบข้างตัวซ้ายขวาพร้อมกับหญิงวัยกลางคนหน้าตาดีคนหนึ่งทำให้นภาสินียืนตัวแข็งทื่อ เธอไม่รู้ว่าแม่ทำหน้ายังไงเพราะตอนนั้นเธอเองเ็ปจนแทบยืนไม่ไหวเหมือนกัน สิ่งที่ทุกคนพยายามบอกและเธอพยายามหนี
โลกแห่งความจริงอันแสนน่ากลัวกำลังปรากฏสู่หน้าของเธอกับคุณภาวินีแล้ว
พิบูลย์จูงมือลูกทั้งสองเข้าบ้านมาหาลูกสาวคนโตที่ยืนมองเขาไม่วางตา เขาส่งยิ้มให้ลูกแล้วพูดด้วยน้ำเสียงปกติเหมือนคุยเื่ทั่วไป
‘ฟ้านี่น้องของฟ้านะ ชื่อเมฆกับฝน ส่วนนี่แม่เพ็ญศรีแม่อีกคนของฟ้า ต่อไปนี้พ่อ แม่เพ็ญและน้อง ๆ จะมาอยู่กับลูกที่นี่นะ’
‘…’
อิงฟ้าเคยจินตนาการถึงวันหนึ่งที่พ่อบอกความจริงเื่ลูกกับเมียที่เขาแอบไว้อยู่บ้างเป็บางครั้ง เขาอาจเดินเข้ามาร้องไห้กับแม่บอกความจริงทุกอย่างแล้วขอโทษ หรือไม่ก็เข้ามากอดแม่แล้วขอร้องให้แม่ยกโทษให้ หรืออย่างร้ายสุดอาจจะยื่นใบหย่าแล้วปล่อยเธอกับแม่เป็อิสระ
แต่เธอไม่เคยคิดเลยว่าเขาจะมาเหนือกว่านั้น
ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มและน้ำเสียงอารมณ์ดีระหว่างเล่าเื่ครอบครัวอีกครอบครัวหนึ่งของเขานั้นไม่ได้อยู่ในจินตนาการของอิงฟ้าเลย
ไหนล่ะน้ำตา
ไหนล่ะคำขอโทษ
ไหนล่ะสีหน้ารู้สึกผิด
พ่อของเธอทำเหมือนการที่เขาทิ้งเธอกับแม่ให้อยู่บ้านหลังใหญ่อย่างโดดเดี่ยวนั้นไม่ใช่เื่ผิด เขาทำเหมือนการที่เขามีลูกและเมียอีกคนเป็เื่ธรรมดาทั่วไป อิงฟ้าในวัยยี่สิบปีได้แต่ถามตัวเองว่าเขาทำมันได้อย่างไร ยิ้มอย่างมีความสุขอยู่ได้อย่างไร...
................................................
เจ็บกว่าโดนตบก็เื่ในอดีตที่ฟ้ากับแม่เจอ ตอนนี้กับตอนหน้ามันจะเศร้าหน่อยนะคะ อดทนอีกนิดไรท์สัญญาว่าพี่ซันจะทำให้น้องฟ้ายิ้มได้ค่ะ อย่าเพิ่งยอมแพ้นะทุกคนอยู่ช่วยเซฟน้องฟ้ากันก่อนน้า