บทที่ 31 อวดฝีมือทำอาหาร
ไม่นาน จื่อเชียนเกอก็ยกถาดอาหารมาวางบนโต๊ะ อาหารหน้าตาน่ากินส่งกลิ่นหอมอบอวล เธอแนะนำอาหารแต่ละอย่างด้วยความตื่นเต้น
“กุ้งผัดซอส ปลานึ่ง ซี่โครงหมูเปรี้ยวหวาน น้ำแกงไก่ตุ๋น เนื้อตุ๋นเครื่องเทศ มันฝรั่งซอยผัดเปรี้ยวหวาน ผักกาดขาวผัดกระเทียม อาจารย์ ศิษย์เป็นคนทำทั้งหมดเลยนะเจ้าคะ ตันหมัวมัวไม่ได้ช่วยเลย ลองชิมดูสิเจ้าคะ”
หลิงอ้าวเทียนคีบเนื้อตุ๋นขึ้นมา ใส่เข้าปาก ลิ้มรสอย่างช้าๆ จากนั้นดวงตาก็เป็นประกาย
“อืม อร่อยจริงๆ ฝีมือพ่อครัวที่โรงเตี๊ยมข้างนอกยังสู้เจ้าไม่ได้เลย”
เธอเคยกินอาหารที่โรงเตี๊ยมในเมืองกู่ไหลแทบทุกร้าน แต่ก็รู้สึกว่ารสชาติธรรมดามาก จึงพูดด้วยรอยยิ้มว่า
“ฮ่าๆๆ อาจารย์ลองชิมอย่างอื่นดูสิเจ้าคะ ศิษย์ว่าปลานึ่งนี่ อร่อยที่สุด เนื้อหวานมาก”
หลิงอ้าวเทียนลองชิมทุกอย่างแล้ว ก็เลิกคิ้ว “อืม เป็นอย่างที่เจ้าว่าจริงๆ ทั้งรูปลักษณ์ กลิ่น และรสชาติ อร่อยจนหยุดไม่ได้”
จื่อเชียนเกอยิ้มอย่างมีความสุข พยุงตันหมัวมัวที่ยืนอยู่ข้างๆ ให้นั่งลง
“ตันหมัวมัว นั่งลงก่อนเจ้าค่ะ ลองชิมดูสิเจ้าคะ”
นี่เป็นครั้งแรกที่ตันหมัวมัวได้ยินหลิงอ้าวเทียนชมอาหาร นางก็รู้สึกอยากลองชิมเช่นกัน จึงยิ้มอย่างดีใจ
“ได้ ป้าจะลองชิมฝีมือของคุณหนูดู”
หลิงอ้าวเทียนนึกอะไรบางอย่างออก จึงดีดนิ้ว ชายหนุ่มรูปงามก็ปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าราวกับเงา เขายังไม่ทันได้พูดอะไร หลิงอ้าวเทียนก็สั่งด้วยเสียงเบา “ไปตามหลิงอีมา”
“ขอรับ” รับคำเสร็จร่างนั้นหายวับไปราวกับสายลม
ไม่นาน ชายหนุ่มในชุดผ้าสีดำก็มาถึงห้องโถง ร่างกายกำยำ ใบหน้าคมเข้ม พูดด้วยความเคารพ “นายท่าน มีอะไรให้รับใช้ขอรับ?”
หลิงอ้าวเทียนชี้ไปที่เก้าอี้ว่าง ให้เขานั่งลง แล้วสั่งว่า “นั่งลงกินข้าว ลองชิมอาหารพวกนี้ดู”
หลิงอีอึ้งไป เงยหน้าขึ้นด้วยความไม่อยากจะเชื่อ เมื่อเห็นว่าหลิงอ้าวเทียนเริ่มกินแล้ว เขาก็ทำได้แค่นั่งลงอย่างกังวลใจ
เขานั่งตัวตรง คีบอาหารกิน ใจเต้นไม่เป็นจังหวะ คิดวนไปวนมาว่าช่วงนี้เขาทำอะไรผิดไปหรือไม่ เป็นกังวลว่านี่จะเป็นมื้อสุดท้ายหรือไม่
หลิงอ้าวเทียนเห็นหลิงอีกินอาหารแล้ว จึงถามว่า “รสชาติเป็นอย่างไร?”
จื่อเชียนเกอก็จ้องมองด้วยดวงตาเป็นประกาย ถึงแม้ว่าเธอจะไม่รู้ว่าทำไมอาจารย์ถึงเรียกเขามาชิมอาหาร แต่เธอก็อยากได้ยินคำวิจารณ์ของเขา
หลิงอีรู้สึกตัวว่าไม่ได้ลิ้มรสอาหารเลย เมื่ออาจารย์ถาม เขาก็รู้สึกเขินๆ จึงคีบอาหารแต่ละอย่างมาชิมอย่างละเอียด ก่อนจะพูดอย่างจริงจัง
“นายท่าน อาหารรสชาติดีมากขอรับ ถึงแม้ว่าวัตถุดิบจะเป็นของธรรมดาๆ แต่พอปรุงรวมกับเครื่องปรุงแล้วกลับกลายเป็นรสชาติที่พิเศษ ไม่เหมือนที่โรงเตี๊ยมไหนทำเลยขอรับ”
หลังจากที่เขาพูดจบ อาจารย์และศิษย์ก็หันไปมองตันหมัวมัว ตันหมัวมัวชอบกินอาหารอร่อยๆ มักจะคิดค้นอาหารและขนมอร่อยๆ ให้ หลิงอ้าวเทียนและจื่อเชียนเกอกินอยู่บ่อยๆ
เมื่อเห็นสายตาที่คาดหวังของทั้งสามคน ตันหมัวมัวก็ยิ้มอย่างใจดี
“อาหารที่คุณหนูทำไม่เหมือนใคร เครื่องปรุงรสชาติเข้มข้น ใช้วัตถุดิบธรรมดาๆ ทำอาหารรสชาติไม่ธรรมดา เนื้อยังคงความนุ่ม พลังปราณในเนื้อก็ไม่หายไป สีสันของอาหารก็น่ากิน ทั้งรูปลักษณ์ กลิ่น และรสชาติ อร่อยจริงๆ เจ้าค่ะ”
จื่อเชียนเกอได้ยินคำชมของตันหมัวมัว ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้ม เธอตักน้ำแกงไก่ให้หลิงอ้าวเทียน “อาจารย์ กินน้ำแกงไก่บำรุงร่างกายเยอะๆ นะเจ้าคะ ศิษย์ไปเก็บสมุนไพรสดๆ มาจากสวนสมุนไพรหลังตำหนักโอสถมาต้มเลยค่ะ”
หลิงอ้าวเทียนยิ้มก่อนจะยื่นมือไปรับชามน้ำแกงจากเธอแล้วค่อยๆ จิบ
เธอก็ตักน้ำแกงไก่ให้ตันหมัวมัวกับหลิงอีคนละชาม ตันหมัวมัวสนิทกับจื่อเชียนเกอมาก รู้ว่าเธอไม่ถือตัว จึงรับน้ำแกงมาอย่างสบายใจ
แต่หลิงอีกลับรู้สึกตื่นเต้น คืนนี้มันช่างน่าตกใจจริงๆ ได้กินข้าวร่วมโต๊ะกับนายท่าน คุณหนูยังตักน้ำแกงไก่ให้เขาอีก นี่มันเกินไปแล้ว
หลิงอ้าวเทียนเหลือบมองหลิงอีพลางคิดในใจ เขาน่ากลัวขนาดนั้นเลยหรือ? ทำไมเจ้าเด็กนี่ถึงไม่กลัวเลย?
จื่อเชียนเกอคีบอาหารใสชามของหลิงอ้าวเทียนไม่หยุด อาหารในชามกองสูงเป็นภูเขา หลิงอ้าวเทียนเห็นศิษย์กระตือรือร้นเช่นนี้ก็ทำอะไรไม่ได้ ต้องจำใจกินให้หมด
ตันหมัวมัวเห็นภาพเช่นนี้ก็รู้สึกซาบซึ้ง บรรยากาศเช่นนี้มันอบอุ่นจริงๆ
นี่เป็นครั้งแรกที่หลิงอีเห็นนายท่านเป็นเช่นนี้ เขาใจเต้นตึกตัก พอกลับไปเล่าเรื่องคืนนี้ให้เหล่าพี่น้องฟัง ทุกคนคงอึ้งไปเลย
นายท่านดูเหมือนจะใช้ชีวิตอย่างสบายๆ แต่พวกเขารู้ดีว่าในใจเขาทุกข์ทรมานแค่ไหน แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ ได้แต่มองเขาเศร้าใจอยู่เงียบๆ
ตอนนี้มีศิษย์ตัวน้อยๆ มาทำให้เขามีความสุข บรรเทาความเจ็บปวดในใจเขาลงบ้าง เช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน
มื้อนี้เป็นมื้อที่อบอุ่นและมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก หลังจากกินข้าวเสร็จ หลิงอ้าวเทียนก็ถามว่า “นังหนู เจ้าพอจะสอนวิชาทำอาหารของเจ้าให้พ่อครัวในโรงเตี๊ยมของสำนักหลิงอวิ๋นได้หรือไม่?”
จื่อเชียนเกออึ้งไป ตอบตกลงทันที “ได้สิเจ้าคะ อาจารย์ สำนักหลิง อวิ๋นของเราต้องเปิดโรงเตี๊ยมหาเงินด้วยหรือเจ้าคะ?”
หลิงอ้าวเทียนยิ้มก่อนจะอธิบายให้เธอฟังอย่างละเอียด
“ศิษย์ในสำนักมีไม่น้อย การฝึกฝนของพวกเขาต้องใช้ทรัพยากรในการฝึกฝนจำนวนมาก การหลอมโอสถต้องใช้สมุนไพร การตีเหล็กต้องใช้วัตถุดิบต่างๆ เช่น แร่ โลหะวิเศษ แก่นพลังของสัตว์อสูร ฯลฯ
ต้องขยายวิทยายุทธ์ขั้นสูงไปเรื่อยๆ สิ่งเหล่านี้เราไม่สามารถผลิตเองได้ทั้งหมด หลายอย่างต้องซื้อ ดังนั้นเราจึงต้องมีรายได้ ไม่เช่นนั้นสำนักใหญ่ๆ เช่นนี้จะดำเนินการต่อไปไม่ได้
ร้านค้าของสำนักหลิงอวิ๋นแต่ก่อนก็มีทั้งโรงเตี๊ยม ที่พัก ร้านขายยา ร้านขายอาวุธ ฯลฯ แต่สำนักเพิ่งก่อตั้งได้ไม่นาน การค้าภายนอกยังไม่ขยายตัวมากนัก ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาของเรา
ดังนั้นอาจารย์คิดว่าถ้าวิชาทำอาหารของเจ้าเผยแพร่ออกไป การค้าที่โรงเตี๊ยมของเราก็จะขยายตัวได้เร็วขึ้น”
หลังจากที่เขาพูดจบ จื่อเชียนเกอก็เข้าใจถึงผลประโยชน์ต่างๆ จึงตอบตกลงว่าจะทำรายการอาหารให้เร็วที่สุด เธอจะสอนวิชาทำอาหารให้ตัน หมัวมัว แล้วให้ตันหมัวมัวไปสอนพ่อครัวในโรงเตี๊ยมต่างๆ ของสำนักหลิงอวิ๋นอีกที
เธอเชื่อว่าด้วยบารมีของตันหมัวมัว รวมถึงความหลงใหลและความเชี่ยวชาญด้านอาหารของนาง น่าจะมีอิทธิพลมากกว่าเด็กสาวอย่างเธอ
หลิงอ้าวเทียนก็เห็นด้วยกับความคิดของเธอ จึงให้ตันหมัวมัวช่วยเธอจัดการเรื่องนี้
สองวันต่อมา หลิงอีพาจื่อเชียนเกอไปที่เมืองที่ใกล้ที่สุด อ้างว่าจะไปตรวจสอบการค้าต่างๆ ของสำนักหลิงอวิ๋น แต่จริงๆ แล้วคือพาเธอไปเที่ยวเล่น
จื่อเชียนเกอไม่ได้ไปเที่ยวเล่นเฉยๆ ถึงแม้ว่าชาติที่แล้วเธอจะไม่เคยทำการค้า แต่เธอก็เคยเห็นวิธีการโฆษณาและประชาสัมพันธ์มากมาย
รูปแบบการดำเนินการค้าของทวีปเซิ่งเทียนนั้นเรียบง่ายมาก เธอแค่ต้องนำมาประยุกต์ใช้ก็ได้ผลแล้ว ดังนั้น จื่อเชียนเกอจึงตั้งใจว่าครั้งนี้จะช่วยอาจารย์ "ปฏิวัติ" ร้านค้าต่างๆ
หลังจากเที่ยวเล่นอย่างเต็มที่หนึ่งวัน พอกลับไปถึงสำนักหลิงอวิ๋น เธอก็บอกตันหมัวมัวว่าจะเข้าไปฝึกฝนตนเองสักสองสามวัน แล้วก็ขังตัวเองอยู่ในห้องตำรา