บทที่เจ็ด เ้าอาวาส
หลงน้อยที่ปลิวลิ่วไปดังว่าวขาดสาย ลอยไปตามพลังฝ่ามือรู้สึกเจ็บแน่นในอกอ ยังดีที่ตนใช้วิชาพื้นฐานของปานสายลมอุดรเปลี่ยนกำลังปะทะเป็การเคลื่อนที่ ฝ่ามือของเ้าเขาห้าลูกแม้รู้สึกหนักหน่วง แต่เทียบดูแล้วความเร็วยังไม่เท่าอาปานของมัน ดังนั้นสลายพลังไปได้พอสมควร แต่ที่หนักก็คือไม่สามารถสลายได้เท่าที่ควรหากได้แต่รับไว้หลายส่วน หาไม่แล้วยอดฝืมือเช่นเ้าเขาห้าลูกมีหรือจะดูไม่ออกว่ามันซ่อนงำวิชาฝีมือเอาไว้
ที่คาดไม่ถึงก็คือห่างออกไปห้าก้าว กลับเป็ร่างผอมสูงของท่านเ้าอาวาสยืนอยู่
ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่ทราบว่าท่านยืนอยู่ที่นั่นเมื่อใด คล้ายอยู่มานานแล้ว คล้ายเพิ่งปรากฏ สำหรับพวกลิ่วล้อของกอเข่อทั้งหลายรู้สึกเหมือนพบพานผีสางก็ไม่ปาน
เ้าเขาห้าลูก กอเข่อ มันยิ่งลอบตื่นตระหนกในใจ วันนี้เป็หนึ่งวันในรอบหลายปีที่กอเข่อต้องประหลาดใจครั้งแล้วครั้งเล่า เริ่มจากขอนที่แข็งแกร่งกว่าที่เคยพบเห็น เด็กผิวดำที่มันยังไม่ทราบนามแต่กล้าลงมือจู่โจมต่อมัน
แต่สุดท้ายยังมีเ้าอาวาสผู้ชราที่มันดูแคลนมาตลอด ที่บัดนี้มันต้องทบทวนใหม่ เพราะไม่ว่าผู้ใดความสามารถเทียมไหนหากให้มายืนอยู่ในระยะสี่ห้าก้าวโดยที่ตนไม่รู้ตัวมันกล้าบอกได้ว่าไม่มี แต่หากให้เปรียบพระชรารูปหนึ่งยืนอยู่ในระยะสิบก้าวราวกับอยู่ที่นั่นมาเนิ่นนานแล้วโดยตนไม่รู้ตัว นี่ออกจะเหลือเชื่อเกินไป เพราะมันถึงกับไม่สามารถบอกได้ว่าท่านอยู่ที่นั่นก่อนหรือหลังที่มันจะก้าวเข้ามาสู่วงต่อสู้ด้วยซ้ำ
เ้าเขาห้าลูกพลาดเป้าอีกคราหนึ่ง มันจู่โจมต่อเนื่องสามคราได้แต่คว้าอากาศข้างกายหลวงพ่อฟู หากเป็เช่นนี้สืบไปคงพ่ายแพ้สิ้นนามเ้าเขาห้าลูก ความขุ่นข้องนี้สะกิดความดุร้ายในสันดานของมันขึ้นมา
พระที่ฌานยังอ่อนพากันร้องสะอึกสะอื้นออกมา แม้แต่หลวงพ่อเขื่องท่านแม้ไม่ร่ำไห้ออกมาตรงๆแต่สองตาท่านแดงก่ำนัก ท่านบวชเรียนเมื่อชราแล้วไม่นานมานี้ยังมีอาลัยและมานะอย่างชาวบ้านร้านถิ่นอยู่มาก
พระทองคำและพระขวัญนั้นร่ำไห้ออกมา แม้สะกดสะอื้นอยู่ภายในแต่หัวใจหหยาดหยดไปด้วยโลหิต
หลวงพ่อเขื่องเอ่ยถามหลวงพ่อฟู "ไม่มีทางแก้ไขเลยหรือหลวงพ่อ หากรีบเร่งรักษาอาจจะพอทันเวลา"
หลวงพ่อฟูท่านไม่มีสีหน้าเปลี่ยนแปลง ใบหน้าชราภาพนั้นไม่แสดงอาการาเ็ใดๆให้เห็น เพียงเืสีเข้มที่ปรากฏหลงเหลือที่ริมฝีปากของท่านที่ย้ำเตือนว่าท่านาเ็ภายในสาหัสนัก ท่านกล่าวอย่างแช่มช้า "หลวงพ่อเขื่อง เรารู้ตัวตั้งนานแล้วว่าวันนี้เป็วันดับขันธ์ของเรา เื่นี้ถูกกำหนดไว้แล้ว คนเราเกิดมีหน้าที่เป็ของตน อาตมาเมื่อทำสิ่งที่ควรทำแล้วก็ไม่มีที่ใดต้องห่วงใยอีก"
ทั้งพระและศิษย์วัดทั้งหลายกล่าวรับคำโดยพร้อมเพรียงกัน เมื่อหลวงพ่อฟูกล่าวเช่นนี้ ตำแหน่งเ้าอาวาสรูปถัดไปมอบหมายภาระไว้กับพระผวนท่านแล้ว
พระปวนก้มกราบหลวงพ่อฟูสามครา
หลวงพ่อฟูยิ้มรับแล้วท่านจึงกล่าวต่อ
"พระทั้งหมดให้จดจำไว้ ข้อสงสัยทำให้เ้าสับสน เมื่อเ้าสับสนย่อมมองไปผิดทาง เื่วันนี้มีที่มามากมายที่พวกเ้าไม่จำเป็ต้องรู้”
ครานี้เหล่าพระลูกวัดและเด็กวัดที่เคยได้ยินเื่อาจารย์ใหญ่แห่งนาลันทามาก่อนพากันกระซิบกระซาบเสียงออกมา เมื่อครู่หลวงพ่อฟูเอ่ยนามอาจารย์ใหญ่นาคารชุนในทีแรกยังนึกว่าเป็เื่ราวใด แต่เมื่อทั้งสามสนทนากันเช่นนี้แสดงว่าทั้งสามพบพานอาจารย์ใหญ่แห่งนาลันทามาก่อน ยิ่งหลงน้อยและขอนแล้วแสดงว่าเพิ่งได้พบท่านไม่นานมานี้ เช่นนี้คนผู้หนึ่งมีชีวิตยืนยาวถึงสี่ห้าร้อยปีคงไม่แปลกปลอมแล้ว
หลวงพ่อฟูมองหลงน้อยคราหนึ่งมิงขอนคราหนึ่ง ท่านอธิบายว่า“หนังวัวนี้เราได้รับมอบมาจากท่านอาจารย์ใหญ่เมื่อห้าสิบปีก่อน ตอนน้้นอาตมาธุดงค์ไปยังชมพูทวีป ได้พบกับท่านอาจารย์ใหญ่นาคารชุน ไม่สิ สมควรเรียกว่าท่านนาคารชุนตามตัวอาตมาจนพบมากกว่า ท่านให้โอกาสอาตมาติดตามรับใช้หลายปี ก่อนจากกันท่านมอบม้วนหนังวัวนี้ให้แก่อาตมา ทั้งยังกล่าวถึงเรื่องราววันนี้ล่วงหน้า ท่านยังทำนายว่าวันที่เราต้องส่งมอบหนังวัวผืนนี้ให้กับผู้อื่นรักษาเป็นวันละสังขารของเรา”
หลวงพ่อฟูท่านเงยหน้ามองไปข้างหน้าขณะกล่าว สายตาท่านจับจ้องไปยังที่ไกลออกไปเมื่อระลึกความหลัง ถึงตอนนี้หลายคนเพิ่งทราบว่าท่านเป็นศิษย์โดยตรงของท่านนาคารชุน ผู้สมควรมีอายุยืนยาวจนน่าตกใจ อีกทั้งความเป็นเอกทัตตาด้านญาณทัศนะถึงกับทำนายเรื่องราวให้หลังห้าสิบปีได้อย่างแม่นยำ
“รับไปเถิด อย่าได้พิร่ำพิไรไป คืนนี้ยังอีกยาวนานนักสำหรับพวกเจ้าทั้งสี่ หลงน้อยและขอนพวกเจ้าไม่จำเป็นต้องเข้าใจ เพียงทำสิ่งใดไม่ผิดคุณธรรมและมโนธรรมเท่านั้น ก็นับว่าเจ้าให้ความเคารพต่อพวกเราแล้ว”
คำว่าพวกเราในความหมายของท่านย่อมนับรวมท่านนาคารชุนด้วย
หลงน้อยผงกศีรษะยื่นมือรับม้วนหนังวัว คำว่าผู้รักษา ยังคงวนเวียนอยู่ในศีรษะน้อยๆของมัน ใยต้องเป็นมันเป็นผู้เก็บรักษาต่อจากหลวงพ่อฟู
ทั้งหมดกราบลงแทบเท้าหลวงพ่อฟู ขอนที่เอาแต่สะอีกสะอื้นกราบบนหลังเท้าท่าน หยดหยาดน้ำตาเปียกชุ่มหลังเท้าหลวงพ่อฟู หากกล่าวไปแล้วผู้ที่เป็นดุจบิดายิ่งกว่าบิดาสำหรับขอนคือหลวงพ่อฟู ท่านเลี้ยงดูขอนตั้งแต่ยังแบเบาะ มันไม่สามารถทำใจได้โดยง่าย หลงน้อยที่น้ำตาอาบแก้มเช่นเดียวกันเงยหน้าขึ้นมาก่อน จากนั้นตบหลังสหายและฉุดไหล่บ่ามันเบาๆเป็นสัญญาณให้ไปได้แล้ว
ทั้งสองกราบลาพระสงฆ์ทีละรูปจนครบ เมื่อเงยหน้าขึ้นมองดูเหล่าเพื่อนพ้องที่เคยกินนอนร่วมกันมาหลายปี เห็นทุกใบหน้าล้วนเปื้อนน้ำตา ณ เวลานี้ไม่ว่าผู้ใดล้วนลืมเลือนเรื่องบาดหมางเก่าก่อนมีแต่ความเป็นห่วงเป็นใย เกิดความผูกพันต่อผู้ที่กำลังจากไป
ขอนยกมือขึ้นเสมออกเป็นเชิงร่ำลา เหล่าเพื่อนฝูงพยักหน้ารับกันถ้วนหน้า
จากนั้นทั้งสองคลานเข่าไปสมทบกับพระขวัญและพระทองคำซึ่งกราบธรรมจักรใหญ่สัญลักษณ์แทนพระพุทธเจ้าเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองเข้าไปกราบธรรมจักรใหญ่บ้างจากนั้นคลานเข่าถอยจนพ้นบริเวณที่นั่งชุมนุมพอสมควร จึงลุกขึ้นเดินผ่านประตูไป
ก่อนผ่านประตูสองเด็กน้อยมองไปยังกลุ่มพระสงฆ์และเพื่อนเด็กวัดอย่างอาลัยอาวรณ์ สายตาสุดท้ายหยุดที่ท่านเจ้าอาวาส เห็นหลวงพ่อฟูเจ้าอาวาสท่านนั่งหลับตาเข้าสมาธิก่อนเดินพ้นประตูไป
ขอนเดินนำหน้าหลงน้อยเข้าไปในเรือนพัก มันมุ่งตรงไปยังที่นอนของตนกล่าวแค่นเสียงหนัก
“เฮอะ กอป่าเจ้าคิดว่าตัวฉลาดล้ำ หลงน้อยเจ้าดูมันมาค้นตรงใต้ที่เก็บผ้าผ่อนของข้า เปิดกระดานลับข้างใต้แล้วเอาบันทึกห้าเล่มไป”
หลงน้อยเดินตามมาใกล้
“นั่นสิ แต่ที่ข้าไม่เข้าใจคือ ใยเจ้าสามารถสะกดจิตใจไม่ก่อเรื่องราว บันทึกพรานไพรล่องหนใยมิใช่ของสำคัญสุดยอดของเจ้า ไม่เพียงมีค่าแต่เป็นของแทนตัวบิดาเจ้า คิดอย่างไรข้ายังไม่เข้าใจ”
ขอนยิ้มเจ้าเล่ห์ทั้งคราบน้ำตายังเปื้อนแก้มอย่างนั้น
“เคล็ดความหนึ่งคือ จริงคือเท็จ เท็จคือจริง พ่อข้าเขียนไว้”
ขอนตรงไปยังตำแหน่งช่องลับนั้น ใช้มือกดตรงด้านในวุ่นวายหลายครั้ง หลงน้อยมองดูไปเห็นเป็นช่องธรรมดาไม่มีใดพิเศษ รอสักครู่ปรากฏรอยต่อไม้ขึ้นอย่างพิศดารเป็นลักษณะกากบาทยกขึ้นมา
“นี่ช่างน่าสนใจจริงๆ เมื่อสักครู่ไม่มีร่องรอยต่อใด ไฉนจึงเกิดเป็นร่องรอยยกขึ้นมาได้” หลงกล่าวอย่างตื่นเต้น
“นี่เป็นวิชาหนึ่งของพรานไพรล่องหน บางครั้งข้ายังไม่เข้าใจว่าเหตุใดพรานไพรล่องหนจึงรอบรู้เรื่องช่างไม้เช่นนี้ วิธีทำต้องอาศัยเครื่องมือพิเศษเฉพาะเป็นเลื่อยโลหะซี่เล็กบางจนหากจับในแนวนอนเจ้าแทบมองไม่เห็น ยังมีต่อไปอีกเจ้าดู” ขอนหมุนกากบาทนั้นสามครั้งไปทางขวาในจังหวะที่แตกต่างกันแผ่นไม้ทั้งแผ่นจึงถูกยกขึ้นมา เห็นเป็นช่องลับอีกชั้นหนึ่ง ขอนยื่นส่งฝาเปิดนั้นให้หลงน้อย
หลงน้อยรับมาพิจารณาดูเห็นอีกด้านของฝาเปิดประกอบด้วยกล่องไม้ขนาดต่างกันเล็กบ้างใหญ่บ้างเห็นลูกล้อโผล่มาเป็นบางส่วน รำพึงขึ้นว่า
“แต่แผ่นไม้เพียงเท่านี้หากผู้บุกรุกต้องการทำลายไม่ยากเย็นเท่าไหร่”
ขอนที่กำลังหยิบล้วงบันทึกทั้งหมดขึ้นมาตอบว่า
“หากใช้กำลังหรือหมุนผิดไป ตัวยาในกล่องเล็กๆเหล่านั้นจะฟุ้งกระจายออกมา ทำลายบันทึกทั้งหมดไป” กล่าวจบเงยหน้าขึ้น
“หากให้ตกถึงมือศัตรู สู้ทำลายทิ้งเสียดีกว่า”
สมุดบันทึกห้าเล่มนั้นดูไปมีหลายหน้าซ้อนกันอยู่แต่กลับบางยิ่งนัก ไม่ทราบพรานไพรล่องหนจัดทำด้วยวัสดุอะไร ขอนม้วนทั้งหมดแล้วยัดเข้าไปในอกเสื้อ ยังมีกล่องไม้ยาวประมาณศอกหนึ่งคาดว่าเป็นกล่องเก็บอุปกรณ์ต่างๆพร้อมด้วยสายสะพาย ขอนหยิบขึ้นมาสะพายขวางไว้กับตัว
หลงน้อยหันไปที่นอนตัวเองบ้างรวบห่อผ้าขึ้นมาผูกกับหลัง
ขอนอดสงสัยไม่ได้
“ของของเจ้า จะว่าไปไม่มากมายอะไร แต่เจ้าจัดไว้เมื่อใด ช่างรวดเร็วนัก”
หลงน้อยยิ้ม
“ข้าเก็บของพร้อมจากไปเสมออย่างนี้ตั้งแต่วันแรกที่มาอยู่ที่นี่ หากเจ้าเป็นอย่างข้า เจ้าไม่รู้หรอกว่าวันไหนต้องจากไป”
ขอนพยักหน้าหงึกๆ หันไปมองรอบๆห้องที่อยู่มาตั้งแต่จำความได้
“ถ้าอย่างนั้นพวกเราไปกันเถอะ”
ทั้งสองมาสมทบกับพระขวัญและพระทองคำด้านหลังวัด พระขวัญและพระทองคำได้ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้ามาอยู่ในเพศฆราวาสเรียบร้อยแล้วในชุดสีคล้ำ ขอนเรียกท่านทั้งสอง
“หลวงพี่ทั้งสอง จากนี้ต้องรบกวนท่านนำทาง พวกเราสมควรต้องไปที่ใด”
พระขวัญยิ้มเฝื่อน ตอบว่า
“จากนี้ไป ไม่ต้องเรียกหาพวกเราเป็นหลวงพี่แล้ว ให้เปลี่ยนเป็นน้าหรืออาจะเหมาะสม”
พระทองคำชิงกล่าวว่า
“เรียกน้าอาอะไรคงไม่ต้องแล้ว เรียกเราเป็นหัวหมู่ขวัญและหัวหมู่ทองคำเถิด”
หลงน้อยโพล่งว่า
“อย่างนั้นพวกท่านเคยรับราชการทหารอย่างนั้นหรือ”
พระทองคำพยักหน้ารับ
“เจ้าคงอยากสอบถามเรามากกว่านั้น” กล่าวจบชำเลืองมองไปยังขอน
หลงน้อยรู้ได้ในทันทีว่าพระทองคำไม่บอกกล่าวต่อเพราะมีขอนอยู่ด้วย ดังนั้นรีบกล่าว
“ข้าพเจ้ากับขอนนั้นได้กลับกลายเป็นสหายแล้ว ไม่ว่าเรื่องอันใดขอได้โปรดท่านบอกกล่าวต่อพวกเราพร้อมกัน”
หัวหมู่ขวัญพยักหน้ารับแล้วจึงว่า
“พวกเราเป็นทหารก็จริงแต่บัดนี้เป็นเพียงผู้ต้องอาญาแผ่นดิน”
ขอนสอบถามว่า “เรื่องราวของพวกท่านเป็นมาเช่นไรใยจึงกลับกลายเป็นผู้ต้องหาของทางการ”
หัวหมู่ขวัญเหลือบมองหัวหมู่ทองคำที่พยักหน้าให้กับมัน
“หลวงพ่อฟูเมื่อบอกกล่าวเอาไว้ก่อนแล้วว่าพวกเรายังมีเรื่องต้องสนทนากันเรื่องราวคงต้องมีความเกี่ยวพันต่อกัน เอาเถอะบอกต่อพวกเจ้า พวกเรามิใช่ว่าเป็นผู้ทำผิดคิดร้ายแต่อย่างใด เพียงแต่ช่วยนายของพวกเราหนีรอดเงื้อมมือของเมืองหลวง”
ขอนกล่าวว่า “นายของพวกท่าน คงมิใช่พระยาพิทักษ์ประจิมกระมัง”
หัวหมูขวัญหันไปสบตาหัวหมู่ทองคำ ทอดถอนใจพลางพยักหน้ารับ
“เจ้าเองก็ทราบเรื่องนี้ นี่เป็นเพราะหลวงพ่อฟูเช่นนั้นหรือ หรือว่าเรื่องเหล่านี้อยู่ในบันทึกห้าเล่มของพรานไพรล่องหน แต่ว่าเรื่องของพวกเราในสถานการณ์นี้เกิดขึ้นภายหลัง เอ่อ” หัวหมู่ขวัญกล่าวแล้วหยุดไว้เพียงนั้นเพราะตั้งใจจะกล่าวว่า หลังจากที่พรานไพรล่องหนเสียชีวิต พรานไพรล่องหนเป็นบิดาของขอนดังนั้นจึงไม่ทราบกล่าวเช่นไรดี
ขอนและหลงน้อยหันไปสบตากันบ้าง ขอนหันมาบอกกล่าวต่อหัวหมู่ทั้งสอง
“กล่าวไปยืดยาวยิ่ง หากบอกต่อท่านโดยรวบรัด พวกเราที่นี้ล้วนเกี่ยวพันกันโดยบังเอิญหรือโดยโชคชะตายากจะกล่าว ข้าพเจ้าเป็นบุตรพรานไพรล่องหนสมควรเป็นสหายร่วมรบของท่าน ส่วนหลงน้อยเป็นบุตรชายของนายของพวกท่าน พระยาพิทักษ์ประจิม หลวงพ่อฟูจึงให้พวกเราสนทนากันเอง”
ครานี้ถึงคราวหัวหมู่ทองคำและหัวหมู่ขวัญตะลึงลานไป ไม่ทราบสมควรตกใจหรือปลาบปลื้มใจจนปะปนกัน เรื่องราวพัดผ่านเข้ามาอย่างรวดเร็วจนแทบไม่อาจรับได้ทัน แต่เมื่อทั้งหมดต่างถูกรับรองโดยหลวงพ่อฟูที่ท่านแสดงปาฏิหาริย์ให้เห็น อย่างนั้นทั้งหมดนี้คงเป็นความจริงแท้ไม่แปลกปลอม
สุดท้ายหัวหมู่ทองคำถึงกับหลั่งน้ำตาแห่งความปลื้มปิติหัวหมู่ขวัญก็เฉกเช่นกัน มันแหงนเงยหน้ากล่าวราวกับต้องการส่งข้อความไปยังนายทัพที่จากไป “ท่านพระยาพิทักษ์ประจิม ในที่สุดสวรรค์เมตตาให้พวกเราพบพานทายาทของท่าน”
หัวหมู่ทองคำหันมาหลงน้อยกล่าวว่า “เจ้าอยู่ใกล้เพียงนี้เอง โอ ตลอดมาพวกเราพยายามตามหาคนในครอบครัวของท่านพระยา จนสิ้นความหวังได้แต่หลีกเร้นกายออกมาคิดใช้สถาบันสงฆ์เป็นที่พึ่งสุดท้าย ไหนเลยจะคิดว่าโชคชะตาจะชักนำให้พวกเรามาพบพานกัน พวกเราคิดว่าที่นี่มีเพียงขอนบุตรแห่งสหายเก่าเรา แต่ยังมีเจ้าที่เป็นบุตนแห่งนายท่าน ถ้าอย่างนั้นพวกเราสมควรไม่เรียกเจ้าว่าหลงน้อยอะไรนั่นแล้ว สมควรเรียกเจ้าว่า นายน้อย มากกว่ากระมัง”
ขอนโพล่งออกมาบ้าง
“เรื่องนี้พวกเรายังพอสนทนากันได้ภายหลัง ข้าพเจ้าเห็นว่าพวกเราต้องออกเดินทางเสียแต่เวลานี้ พวกท่านอาจไม่ทราบ แต่ข้าคลุกคลีกับพวกกอเข่อมาตลอด มันต้องไม่รักษาคำสัตย์ที่จะไม่เข้าหมู่บ้านก่อนรุ่งสาง”
หัวหมู่ขวัญผงกศีรษะเป็นเชิงเห็นด้วย
“เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง หากกอเข่อเป็นบุคคลที่พวกเราคาดไว้ อย่างนั้นอย่าว่าแต่ไม่รักษาสัตย์ ในตอนนี้พวกมันต้องโอบล้อมพื้นที่ใกล้เคียงเข้ามาแล้ว พวกเราเดินทางไปก่อนแล้วค่อยสนทนากันภายหลัง”
หลงน้อยกล่าวอย่างเพิ่งคิดได้
“พวกท่านรอสักครู่ ให้ข้าพเจ้าทิ้งเครื่องหมายสัญลักษณ์ให้อาปานก่อน”
ครั้งนี้เปลี่ยนเป็นหัวหมู่ทองคำและหัวหมู่ขวัญร้องออกมา หัวหมู่ท้องคำโพล่งว่า
“อาปาน นายน้อยท่านหมายถึง ปาน สายลมอุดร มันก็อยู่ที่นี่”
“นั่นเป็นเหตุผลที่ข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่ ขอเวลาข้าพเจ้าสักครู่หนี่ง”
หลงน้อยใช้วิชาตัวเบาที่ทะยานขึ้นไปยังคาคบไม้สูงไปหลายวา กระโดดต่อไปอีกคราถึงยอดไม้จากนั้น ใช้นิ้วมือกรีดวาดบนยอดไม้วุ่นวายพักหนึ่งค่อยกระโดดลงมา
หัวหมู่ขวัญกล่าวชมเชยว่า
“ที่แท้นายน้อยประสบความสำเร็จ มีวิชาตัวเบาสูงส่ง คาดว่าเป็น ปานสายลมอุดรถ่ายทอดให้”
หลงน้อยขณะจะกล่าวกระไร มีเสียงเรียกขานนามหลวงพ่อฟูดังมาจากอุโบสถ ล้วนเป็นเสียงเด็กวัดทั้งหลายจากนั้นตามด้วยเสียงร่ำไห้คร่ำครวญกันอึงมี่ เป็นสัญญาณว่าท่านเจ้าอาวาสได้มรณภาพแล้ว
หลงน้อยนิ่งงันไปครู่หนึ่ง ก่อนสะกดจิตใจหันหน้าไปหาทุกคน ทั้งหมดมีน้ำตาหลั่งไหลออกมาเป็นสาย หลงน้อยกล่าวน้ำตาอาบแก้มว่า
“พวกเราสักครู่ค่อยสนทนากัน จากนี้ไปต้องเดินทางแล้ว”
กล่าวจบคำ พระขวัญนำหน้าออกไปก่อน ทั้งหมดติดตามเป็นขบวนแถวเรียงต่อกันลับหายไปทางชายป่าหลังวัดนั่นเอง