สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 144 หลี่ชางหลี่

            อันเจิงรู้สึกว่าที่น่ากลัวไม่ใช่เด็กหนุ่มอายุสิบกว่าปีที่ฆ่าคนนั่นเขารู้สึกว่าสิ่งที่น่ากลัวคือท่าทีหลังจากฆ่าคนต่างหาก

     

            นี่เป็นความกระตือรือร้นหรอกหรือ?

     

            อันเจิงนึกถึงแคว้นโยวขึ้นมาจวงเฟยเฟยเคยเล่าเรื่องของแคว้นโยวให้เขาฟัง หนึ่งร้อยกว่าปีก่อนราชาแคว้นโยวกลัวอำนาจจะล่มสลาย เพื่อให้ประชาชนไม่ต่อต้านราชสำนักเขาจึงให้จี้จ่างเวยก่อตั้งกลุ่มลัทธิเทพขึ้นมา ใช้เวลาเพียงแค่สามปี กลุ่มลัทธิเทพก็เติบโตอย่างรวดเร็วและกุมอำนาจที่ยิ่งใหญ่

     

            ตั้งแต่นั้นมาจนถึงตอนนี้ราชาแคว้นโยวควบคุมอำนาจของทหารหน่วยวางแผน ฉะนั้นอำนาจทั้งหมดจึงตกไปอยู่ในมือของกลุ่มลัทธิเทพ

     

            จวงเฟยเฟยรู้เรื่องพวกนี้แน่นอนว่ามู่ฉางเยียนก็ต้องรู้ดี

     

            ตั้งแต่เริ่มแรกอันเจิงรู้สึกว่ามู่ฉางเยียนเป็นพวกปอดแหกและขี้แพ้เป็นคนที่ไม่กล้าแม้แต่จะสู้เพื่อผู้หญิงของตัวเองเลยด้วยซ้ำ แม่นางเยว่ถูกรังแกในคุกมาสี่ปีแต่เขาก็ไม่ได้ช่วยนางออกมา เพราะความกลัวจึงสามารถอดกลั้นได้เช่นนี้ซึ่งทำให้คนอื่นมักจะดูถูกเขาเสมอ

     

           แต่เมื่ออันเจิงเห็นคนเหล่านั้นวางมือทั้งสองไว้ที่หน้าอก แล้วยังท่องคำพูดพวกนั้นอีกเขาก็รู้สึกว่าตัวเองคิดผิดไป

     

            มู่ฉางเยียนไม่ใช่คนขี้แพ้ แต่เป็นซาตานต่างหาก

     

            เขาใช้เวลากว่าสี่ปีทำให้ไทเฮาคิดว่าเขาเป็นคนขี้แพ้ทั้งยังแสดงต่อหน้าผู้คนมากมายว่าเขาเป็นผู้อ่อนแอ ส่วนเรื่องที่ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่าเขาเป็นคนที่อ่อนแอก็คือการที่แม่นางเยว่ถูกขังมานานกว่าสี่ปีแต่เขากลับไม่มีความกล้าในการไปช่วยเหลือเลยฉะนั้นก็ถือว่าเขาหลอกใช้แม่นางเยว่ ยิ่งแม่นางเยว่ลำบากมากเท่าไหร่เขาก็หลอกใช้นางมากเท่านั้น แต่การที่ถูกคนมองว่าอ่อนแอมาตลอดสี่ปีกลับทำให้เขาควบคุมคนได้มากมายและการควบคุมเด็กหนุ่มมากมายเช่นนี้ ก็ใช้วิธีที่ไม่ต่างไปจากกลุ่มลัทธิเทพของแคว้นโยวเลยเขาให้ความเชื่อมั่นแก่เด็กหนุ่มเหล่านั้น และเขาก็คือความเชื่อมั่นของคนเหล่านั้น

     

            หรืออาจมีวันหนึ่งที่เด็กหนุ่มเหล่านี้จะเติบโตและมีอำนาจรวดเร็วเหมือนกับกลุ่มลัทธิเทพของแคว้นโยวถึงตอนนั้นก็เพียงพอต่อการช่วยมู่ฉางเยียนรวบรวมพลังอำนาจคืนมาแล้ว

     

            อันเจิงหันหลังเดินจากมาส่วนเด็กหนุ่มเหล่านั้นไม่ได้ใส่ใจแม้แต่น้อย

     

            มีบางคนมองอันเจิงและตู้โซ่วโซ่วเดินจากไปราวกับมองสัตว์ประหลาดแต่เพราะมีตราประจำตัวเหมือนกัน พวกเขาจึงไม่ได้ขัดขวาง

     

            “พวกเจ้าสองคนยังซื่อสัตย์กับราชาไม่มากพอ!”

     

            มีคนตะโกนตามหลังเขาทั้งสองทว่าอันเจิงและตู้โซ่วโซ่วไม่สนใจ เพียงเร่งฝีเท้าจากไปเท่านั้น

     

            อันเจิงเพียงคนเดียวก็สามารถกำจัดคนพวกนี้ได้ทั้งหมดแล้วแต่อันเจิงกลับไม่อยากอยู่ที่นี่ต่อแม้แต่วินาทีเดียว

     

            ทั้งสองมีความรู้สึกเหมือนหลุดพ้นราวกับตัวเองหนีรอดออกจากโลกที่น่ากลัวแล้วกลับเข้าสู่โลกของตัวเองเมื่อมองไม่เห็นคนเหล่านั้น อันเจิงและตู้โซ่วโซ่วก็สูดหายใจเข้าลึก ๆพร้อมกันอย่างไม่ได้ตั้งใจ

     

            “เป็นอย่างนี้ได้อย่างไร?”

     

            ตู้โซ่วโซ่วถาม “พวกเขาดูเหมือนลัทธิบูชาเทพเจ้า”

     

            อันเจิงพยักหน้า “พวกเขาเป็นแบบนั้นแหละ”

     

            ทั้งสองพาจิตใจที่ว้าวุ่นกลับสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์จากนั้นอันเจิงก็เรียกชวีหลิวซีและคนอื่น ๆ มาทั้งหมด ปรึกษาว่าต่อไปจะจัดการทั้งสองเรื่องนี้อย่างไร

     

            เรื่องที่หนึ่ง แม่นางเยว่และเสี่ยวชีเต้าเพิ่งได้อยู่ด้วยกันแต่หากให้แม่นางเยว่อยู่เมืองหลวง ก็ดูจะอันตรายเกินไปอันเจิงจึงขอฟังความคิดเห็นจากแม่นางเยว่ ว่าจะพาเสี่ยวชีเต้าจากไปหรือจะอยู่ต่อที่นี่เรื่องที่สอง คือเรื่องหญิงสาวกว่าสิบคนนั้น การอยู่ต่อหรือจะจากไปก็ต้องให้พวกนางเป็นคนตัดสินใจ

     

            เกินความคาดหมาย ไม่มีใครอยากจากไปสักคน

     

            สีหน้าของแม่นางเยว่ดูดีขึ้นไม่น้อย นางมองอันเจิงแวบหนึ่งด้วยแววตาที่เปี่ยมคำขอบคุณ“ใต้หล้ากว้างใหญ่ ข้ายินยอมจะพาเสี่ยวชีเต้าจากไปและหลบอยู่ในสถานที่ที่ปลอดภัยแต่หากออกจากเมืองหลวงตอนนี้ ข้าไม่มีกำลังมากพอที่จะปกป้องเขาอย่างน้อยก็ต้องรอให้ร่างกายข้าฟื้นฟูก่อน แล้วค่อยตัดสินใจอีกครั้งว่าจะไปหรือไม่ไปจากที่เสี่ยวชีเต้าเคยพูดว่าจะติดตามเจ้า ไม่ว่าเจ้าไปที่ไหนเขาก็จะไปที่นั่นและข้าก็เคารพความคิดเห็นของเขา”

     

            กู่เชียนเยว่ยักไหล่ “ข้าถามแล้วหญิงสาวพวกนั้นต่างก็ไม่ยอมจากไป สำหรับพวกนาง ที่นี่คือโลกที่สวยงามแต่ด้านนอกเหมือนนรกพวกนางหวาดกลัวโลกภายนอกไปแล้ว ฉะนั้นจึงไม่มีใครอยากจากไป”

     

            อันเจิงพยักหน้า “งั้นก็อยู่ต่อเถอะ แต่อย่างไรก็ต้องระวังความปลอดภัยด้วยไม่ควรออกไปไหนมาไหน”

     

            ทั้งสองเรื่องนี้ผ่านพ้นไปแล้ว ถัดมาอันเจิงจึงคิดเรื่องของตัวเอง

     

            ตอนนี้คนที่รู้เรื่องเฉินจ่งชวี่มาแคว้นเยี่ยนก็เห็นจะเหลือเพียงแค่สามคน ไทเฮาหลี่ชางหลี่ขันทีคนสนิทของไทเฮา และจูเก๋อเชียวหยุน ในบ้านของจูเก๋อเชียวหยุนมีคนคอยจับตาดูอยู่ตลอดหากอยากสืบจริง ๆ ความเป็นไปได้มากที่สุดก็คือสืบจากคนข้างกายของไทเฮา เพราะเหตุผลบางอย่างไทเฮาจึงเก็บจูเก๋อเชียวหยุนไว้แต่เพราะนางยังไม่วางใจ ฉะนั้นจึงส่งคนคอยจับตาดูเขาตลอดเวลา

     

            อันเจิงเคยไปบ้านหลังเล็กนั่น จากท่าทีของติงหนิงตงแน่นอนว่าจูเก๋อเชียวหยุนต้องรู้เรื่องของเขาแน่

     

            เมื่อนำสามคนนี้มาเปรียบเทียบกันแล้วคนที่ลงมือยากที่สุดก็คือไทเฮาซูชิงนวน ต่อมาก็คือจูเก๋อเชียวหยุนส่วนหลี่ชางหลี่...ดูเหมือนจะลงมือง่ายกว่าจูเก๋อเชียวหยุนอยู่บ้าง

     

            อันเจิงเริ่มสืบเรื่องของหลี่ชางหลี่จากนั้นก็รู้สึกว่าคนคนนี้วุ่นวายพอสมควร

     

            อันเจิงไปหน่วยทหารก่อน ตกดึกก็ลากหวังไคไท่ที่วุ่นวายมาทั้งวันกลับสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ไปกินเหล้าด้วยกันตอนนี้หน่วยทหารมีเรื่องวุ่นวายมาก หวังไคไท่เหนื่อยราวกับร่างกายจะแตกซ่านหากมีคนรู้ว่าในเวลาแบบนี้ยังออกไปดื่มเหล้า คาดว่าคงไม่ดีนักฉะนั้นอันเจิงและหวังไคไท่จึงไม่ได้ไปโรงเหล้าแต่กลับตั้งโต๊ะอยู่กลางสนามซ้อมในสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์แทน

     

            หลายวันมานี้หวังไคไท่ไม่ได้ดื่มเหล้าเลยดูแล้วก็เหมือนจะโหดร้ายกับเขาเกินไปสักหน่อย ยังไม่ทันได้ยกกับข้าวขึ้นโต๊ะเหล้าสองถ้วยโตก็เข้าไปอยู่ในท้องแล้ว

     

            “พูดมาเถอะหากเจ้าไม่มีเรื่องอะไรจะลากข้ามาถึงที่นี่ทำไม ไม่มีใครทำดีแล้วไม่หวังผลหรอกต้องมีเรื่องอะไรแน่นอน”

     

            หวังไคไท่ใช้มือเช็ดเหล้าที่อยู่รอบปากแล้วมองอันเจิงที่กำลังหั่นเนื้ออยู่

     

            ตู้โซ่วโซ่วกำลังก่อกองไฟ ชวีหลิวซีและกู่เชียนเยว่กำลังล้างผลไม้ที่เพิ่งซื้อมา

     

            อันเจิงส่ายหน้า “ไม่มีอะไรจริง ๆ ข้ารู้ว่าช่วงนี้ท่านแม่ทัพเหนื่อยจึงตั้งใจจะเลียแข้งเลียขาสักหน่อย”

     

            หวังไคไท่หัวเราะทันที“ข้าไม่เชื่อว่าคนอย่างเจ้าจะเลียแข้งเลียขาคนอื่นเป็น”

     

            อันเจิงหัวเราะแหะ ๆ “เพียงแค่อยากถามว่าท่านแม่ทัพมีแผนจะไปแถบชายแดนหรือไม่”

     

            หวังไคไท่ถามกลับ“เจ้ากลัวว่าหลังจากข้าไปแล้ว ในเมืองหลวงจะไม่มีใครดูแลหรือ?”

     

            อันเจิงไม่ได้ตอบ หวังไคไท่พูดต่อ“เจ้าอย่ากังวลไปเลย ด้วยชื่อเสียงที่เจ้ามีและการที่ฝ่าบาทชื่นชอบเจ้ามากไม่ใช่ใครจะมาทำร้ายเจ้าได้ง่าย ๆ น้อยครั้งที่ข้าจะได้ไปแถบชายแดน ฝ่าบาทให้ข้าดูแลการส่งกำลังบำรุงทหารมากสุดก็ทำได้เพียงส่งเสบียงไปในช่วงที่ขาดแคลน ระยะเวลาไปกลับก็ประมาณสามถึงห้าเดือน”

     

            “อย่างนั้นก็ดี”

     

            อันเจิงถามต่อ “คนของไทเฮาล่ะ มีใครเข้ามาแทรกแซงหรือไม่?”

     

            หวังไคไท่รับผลไม้ที่ชวีหลิวซียื่นมาจากนั้นก็กัดกิน “แน่นอนว่าฝั่งไทเฮาคอยจับจ้องอยู่ตลอด พระนางทรงให้ซูโจ้งไปเป็นรองแม่ทัพแล้วยังอยากให้เขารับผิดชอบเรื่องการส่งกำลังบำรุงทหารอีก แต่ถึงกระนั้น ครั้งนี้ฝ่าบาทก็ไม่ทรงยอมให้ซูโจ้งเข้ามาแทรกแซงเช่นกันหากยกเรื่องนี้ให้ซูโจ้งดูแลจริง ๆ ละก็ เงินและเสบียงยังไปไม่ถึงชายแดนมากกว่าครึ่งคงหายเข้ากระเป๋าเขาไปแล้วล่ะ”

     

            อันเจิงถอนหายใจพลางพูด“การขนส่งเสบียงและเงินสำคัญมากที่สุด หากไม่เพียงพอต่อให้เหล่าทหารจะพยายามมากเท่าไหร่ ก็คงข้ามพ้นช่วงนี้ไปไม่ได้”

     

            “ครั้งนี้ไม่เหมือนกัน”

     

            หวังไคไท่มองไปรอบด้านจากนั้นก็กดเสียงต่ำแล้วพูด “การทำสงครามในช่วงที่ผ่านมาไม่ว่าผลของการสู้รบจะเป็นเช่นไร ก็จะไม่มีการแย่งชิงเสบียงอาหารจากประชาชนเด็ดขาดแคว้นเยี่ยนได้ชื่อว่ามีคุณธรรม ส่วนทหารเยี่ยนก็ได้ชื่อว่ามีเมตตาฉะนั้นจะไม่มีทางไปแย่งเสบียงจากประชาชนในแคว้นโยวแน่นอนแต่ครั้งนี้แคว้นโยวทำเกินไป อีกทั้งเสบียงของแคว้นเยี่ยนเราอยู่ได้ไม่นานนักฉะนั้นฝ่าบาทจึงมีรับสั่งให้...สู้รบเพื่อเลี้ยงชีพ” 

     

            สีหน้าอันเจิงเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง“นี่...ประชาชนแถบชายแดนก็คงเจอความลำบากเข้าแล้วสินะ”

     

            “นี่ก็เป็นเรื่องที่ไม่มีทางเลือกแค้นนี้ต้องชำระ อย่าว่าแต่เสบียงอาหารเราไม่พอเลย ต่อให้เสบียงมากพอแต่การเยียวยาให้พี่น้องทหารแถบชายแดนก็ใช้เวลานานเกินไป สมมุติว่ากรมครัวเรือนอนุมัติเสบียงจำนวนหนึ่งและส่งไปเยียวยาให้ทหารแถบชายแดน เมื่อเดินทางหลายพันกิโลเมตร เสบียงจำนวนนี้จะเหลือเท่าไหร่?ไหนจะกินระหว่างเดินทาง ไหนจะเลี้ยงม้าอีกบวกกับฝนฟ้าที่ทำให้เสบียงเกิดความเสียหาย เมื่อไปถึงแล้วยังเหลือส่วนหนึ่งก็ไม่เลวแล้วแต่การสู้รบเลี้ยงชีพนั้นเป็นการปลดปล่อยความเถื่อนในจิตใจออกมาหากชนะแคว้นโยวก็จะมีเสบียงมาเยียวยาตัวเอง รวมไปถึงเงินก็จะเป็นของเหล่าทหารเองแบบนี้ก็ถือเป็นการให้กำลังใจทหารไปในตัวด้วย”

     

            อันเจิงถอนหายใจพลางพูด “หากเป็นแบบนี้ก็เป็นการนำประชาชนแคว้นโยวมาตายในสงครามกับทหารเยี่ยนแล้ว”

     

            หวังไคไท่โบกมือ “ก็ต้องยอมรับความซวยไปใครให้ท่านอ๋องโง่เง่านั่นมาลอบปลงพระชนม์ฝ่าบาทและไทเฮาเล่า?นี่คือความล้มเหลวของพวกเขา หากว่าพวกเขาทำสำเร็จแคว้นเยี่ยนจะวุ่นวายขนาดไหน?ตอนนั้นแคว้นโยวคงจะร่วมมือกับแคว้นย่งและแคว้นป้าบุกเข้ามาแน่หากแคว้นเยี่ยนพ่ายแพ้สงคราม แคว้นปัวไห่ก็คงถอยทัพแล้ว ไม่แน่ แคว้นปัวไห่อาจสมรู้ร่วมคิดกับแคว้นโยวมาแบ่งปันดินแดนแคว้นเยี่ยนก็ได้”

     

            อันเจิงพูดขึ้น“หากไทเฮาไม่มาแทรกแซงก็ยังดี หากให้แม่ทัพฟางจือจี่นำทัพละก็ การนำชัยชนะกลับมาก็คงไม่ยากทว่าหากจะล้มล้างแคว้นโยว คาดว่าคงไม่ง่ายดายเช่นนั้น”

     

            หวังไคไท่พยักหน้า“ความจริงทุกคนต่างรู้ดีแก่ใจ จะล้มล้างแคว้นโยวคงเป็นไปไม่ได้ แต่เพราะครั้งนี้แคว้นโยวทำเกินไปฉะนั้นต่อให้จะจนแค่ไหน ฝ่าบาทก็ต้องรบจนถึงที่สุดแน่นอนยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น หากแคว้นโยวถูกล้มล้างแล้วจริง ๆแคว้นย่งและแคว้นป้าก็คงเผชิญหน้ากับแคว้นเยี่ยนเรานี่ก็เป็นเรื่องที่สองแคว้นนั้นไม่อยากให้เกิดขึ้น ส่วนดินแดนทางใต้อย่างจักรวรรดิต้าซีก็ไม่อยากเห็นแคว้นไหนถูกล้มล้างสิ่งที่จักรวรรดิต้าซีอยากเห็นก็คือเยี่ยนโยวสิบหกแคว้นสู้กันไปมา ฆ่าฟันแย่งชิงกันมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีอย่างไรเสียก็ต้องสร้างบทสรุปด้วยเช่นกัน”

     

            อันเจิงขานรับ“คนของไทเฮาก็ไม่มีอะไรต้องใส่ใจมาก ซูโจ้งเป็นรองแม่ทัพอยู่เมืองหลวงก็อาศัยบารมีของไทเฮา จึงยังพอมีอำนาจอยู่บ้าง แต่เมื่อไปถึงแถบชายแดนไม่ว่าอย่างไรก็สู้แม่ทัพฟางจือจี่ไม่ได้อยู่แล้ว”

     

            หวังไคไท่พูด “นั่นเป็นเรื่องธรรมดา”

     

            อันเจิงถามต่อ “แล้วหลี่ชางหลี่ล่ะ?คนคนนั้นมีความเป็นมาอย่างไร? ดูเหมือนจะได้ความเชื่อใจจากไทเฮามาก”

     

            เมื่อคุยกันได้ครู่หนึ่ง เขาจึงเริ่มถามเรื่องหลี่ชางหลี่แต่ทว่าหวังไคไท่ก็ไม่ได้ใส่ใจ “คนคนนี้น่ะ...พูดแล้วยาว หลี่ชางหลี่เป็นบุตรชายคนเดียวของหลี่เชาจงผู้มีความรู้ตอนนั้นหลี่เชาจงถือเป็นคนแปลกประหลาด เขาไม่มีชื่อเสียงและไม่เคยสอบเข้ารับราชการได้เลยสักครั้งเมื่ออายุสามสิบปีจึงล้มเลิกเป้าหมาย แต่งงานและใช้ชีวิตเรียบง่ายบนท้องนา แต่เมื่ออายุสามสิบหกปีราชาองค์ก่อนเสด็จออกมาเยี่ยมเยียนประชาชน จึงทรงได้พบกับเขาที่โรงน้ำชา”

     

            “ราชาองค์ก่อนประทับพูดคุยกับหลี่เชาจงครู่หนึ่งทรงโปรดเขาเป็นอย่างมาก เมื่อเสด็จกลับวังหลวงแล้วจึงทรงส่งคนมารับเขาเข้าตำหนักวิหารสวรรค์ต่อมาหลี่เชาจงก็รับราชการอยู่ในราชสำนักอย่างราบรื่น อายุเพียงสี่สิบห้าปีก็ได้เป็นอาจารย์ของรัชทายาท”

     

            เมื่อพูดถึงตรงนี้ อันเจิงก็นึกขึ้นมาได้ทันที“เพราะเรื่องของรัชทายาทองค์ก่อน เขาจึงถูกเชื่อมโยงไปด้วย?”

     

            หวังไคไท่พยักหน้า “ใช่เพราะเรื่องของรัชทายาทองค์ก่อนทำให้เขาถูกเชื่อมโยงเข้าไปด้วย หลี่เชาจงถูกประหารหลี่ชางหลี่บุตรชายคนเดียวของเขาก็ถูกตอนแล้วส่งเข้าวังมาเป็นขันที ไม่มีใครคาดคิดว่าระยะเวลาเพียงไม่นานเขากลับได้รับความเชื่อมั่นจากไทเฮากลายเป็นขันทีใหญ่ในตำหนักจิงเซี่ยว”

     

            หวังไคไท่ถอนหายใจพลางพูด “บิดาเขาตายเพราะไทเฮาดูตอนนี้สิ เขากลายมาเป็นสุนัขรับใช้ไทเฮาเสียอย่างนั้น บางทีข้าก็คิดนะในยามดึกที่เงียบเหงา เขาจะคิดบ้างหรือไม่ว่าที่ครอบครัวตัวเองต้องตายจากกันเป็นเพราะใคร?ทุกวันที่ก้มหน้ารับใช้ไทเฮา นั่นเป็นเพราะซื่อสัตย์ต่อไทเฮาจริง ๆหรืออาจมีการวางแผนอย่างอื่น?”

     

            “อาจเป็นเพราะ...ข้ามีความคิดในแบบของชายชาตรีมาตั้งแต่แรกข้าเคยคิดเสมอว่า หลี่ชางหลี่รับใช้ไทเฮาอย่างนี้ก็เพราะอยากแก้แค้นแทนบิดาตอนนี้ดูแล้วข้าคงคิดมากเกินไป”

     

            หวังไคไท่ดื่มเหล้าเข้าไปอึกใหญ่“เขาไม่ใช่ลูกผู้ชาย มีดนั้นไม่ได้ตัดเพียงของลับของเขาทว่ามันยังตัดเลือดกตัญญูในตัวเขาไปด้วย”

     

            อันเจิงเงียบไปครู่หนึ่งเพราะไม่รู้ว่าตัวเองควรพูดอะไรดี

     

            หวังไคไท่พูดต่อ“หากเขาไม่แทรกแซงหน่วยทหารก็แล้วไป แต่หากวันใดเขาแทรกแซงเข้ามาละก็ข้าต้องคิดวิธีบีบเขาให้ตาย ถือว่าเป็นการล้างตระกูลให้บิดาเขาละกัน”

    คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน