บทที่ 3 ข้าแก่จนถือดาบไม่ไหวกระมัง
สายลมยามราตรีพัดหวีดหวิวผ่านซุ้มประตูหมู่บ้าน
ตัวอักษรคำว่า 'หมู่บ้านเหลียงหมิน' บนซุ้มประตูจางหายไปในความมืดของรัติกาล ทว่าศิลาจารึกเก่าที่สลักคำว่า 'เขาเฮยเฝ่ย' ซึ่งอยู่ข้าง ๆ กลับสว่างไสวเมื่อต้องแสงไฟจากคบเพลิง
ข้างซุ้มประตูมีกระท่อมไม้หลังเล็กตั้งอยู่ เป็ที่พักสำหรับยามเฝ้าประตูยามค่ำคืน
แม้ว่าหลายปีมานี้ชาวบ้านจะเลิกเป็โจรูเาแล้ว แต่นิสัยการอยู่รวมกันเป็กลุ่มแบบโจรูเาก็ยังฝังอยู่ในสายเื จึงยังคงมีการผลัดเปลี่ยนเวรยามที่ประตูหมู่บ้านทั้งกลางวันและกลางคืน
คืนนี้ผู้ที่เข้าเวรยามคือผู้เฒ่าฉิน อายุเกือบเจ็ดสิบปี ผมและเคราขาวโพลน
ภายในกระท่อมไม้ ผู้เฒ่าฉินนั่งเอนกายบนเก้าอี้ไม้ไผ่ มือถือไหสุราจิบทีละน้อย รู้สึกถึงความเผ็ดร้อนในปาก
"คืนนี้ต้องตื่นตัวหน่อยแล้ว ดูท่าว่าจะมีพวกเดนนรกจะมาก่อกวนแล้ว"
ตรงข้ามผู้เฒ่าฉินคือขงหวู่ผู้มีร่างกายกำยำล่ำสัน
"อา อา อา... อา อา อา..."
ขงหวู่ทำมือทำไม้ประกอบ ในปากที่อ้าออกมีเพียงฟันแต่ไร้ลิ้น
ขงหวู่อายุเพียงสิบสี่สิบห้าปี รูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้ากลมป้อม คิ้วหนา ริมฝีปากหนา
ในหมู่บ้านนี้เขาดูแข็งแกร่งที่สุด แต่กลับเป็คนที่ว่านอนสอนง่ายที่สุดในหมู่บ้านเช่นกัน
คืนนี้ไม่ใช่เวรยามของเขา แต่กลับถูกผู้เฒ่าฉินเรียกมาดื่มสุราเป็เพื่อน
"สุราขวดนี้อิงเหนียงที่สองนำมาให้เ้าหรือ? เ้าไม่กลัวว่านางจะใส่ยาพิษหรือไร? ฮ่า ๆ ๆ..." ผู้เฒ่าฉินเอ่ยพลางยกสุราขึ้นดื่มอีกอึก
ขงหวู่เกาศีรษะ ยิ้มอย่างเซ่อซ่า "อา... อาอา... อา"
"งีบสักหน่อยเถอะ หากมีคนมา ข้าจะปลุกเ้าเอง"
ผู้เฒ่าฉินพลิกตัวบนเก้าอี้ไม้ไผ่ เผยให้เห็นใบหน้าด้านที่ไร้หู...
ผู้เฒ่าฉินมีหูเพียงข้างเดียว
แต่หูข้างเดียวนี้กลับได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวไกลถึงยี่สิบจั้ง*[1]
เทียนไขหยดน้ำตาร้อน ๆ ลงมาทับถมกันบนเชิงเทียน
ผู้เฒ่าฉินดูเหมือนจะหลับไปบนเก้าอี้นอน ทันใดนั้นก็ลืมตาขึ้นและผุดลุกจากเก้าอี้
"พวกเดนนรกมาแล้ว" ผู้เฒ่าฉินขันปิดฝาไหสุราให้แน่น "ได้เวลาลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายแล้ว!"
"อา... อา" ขงหวู่เข้าใจความหมาย คว้าท่อนเหล็กขนาดเท่าข้อมือที่อยู่ข้างกาย พอออกประตูไปก็หายวับไปในพริบตา
แซ่ก แซ่ก
งูหลายสิบตัวเลื้อยผ่านพงหญ้า มุ่งหน้าเข้าไปในประตูใหญ่
งูจงอางตัวหนึ่งค่อย ๆ เลื้อยเข้าไปตามช่องว่างใต้ประตูกระท่อมไม้ ดวงตาของมันอำมหิตแวววาวดุจดาวสองดวงในหุบเหว
ขณะที่ตัวงูเลื้อยเข้าไปได้ครึ่งตัว จู่ ๆ ก็มีอาวุธลับรูปดอกเหมยหมุนคว้างมาจากกลางอากาศ
ปั้ก! งูจงอางถูกตรึงแน่นอยู่กับบานประตู เืไหลทะลักลงมาตามร่องประตู
ผู้เฒ่าฉินเอานิ้วชี้กับนิ้วหัวแม่มือไว้ที่ปากแล้วเป่าลมออกไปสุดแรง เกิดเป็เสียงนกหวีดดังลั่น
วี้ดด...
นกอินทรีั์สูงเท่าครึ่งตัวคนร้องเสียงแหลมพลางโฉบลงมาจากฟากฟ้า พอกรงเล็บแตะพื้นก็คว้างูตัวหนึ่งขึ้นมาฉีกกินทันที
เมื่องูตัวอื่น ๆ ที่กำลังเลื้อยอยู่ในพงหญ้าเห็นอินทรีั์ต่างก็พากันถอยกรูด
ผู้เฒ่าฉินเตะซากงูจงอาง มองลวดลายวงแหวนสีทองดำบนตัวมันพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
"ลวดลายงามดี ลอกหนังมันไว้ทำแส้เส้นใหม่ให้จือจือได้พอดี"
ห่างออกไปยี่สิบจั้ง
คนที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าเขากุมอาวุธที่เอว
แววตาของหลิ่วอิ๋นหวนเผยแววสังหาร "ถึงเวลาแล้ว ลงมือ!"
เมื่อพวกเขาเพิ่งออกจากป่า ก็เห็นเงาดำคล้ายหมีตัวหนึ่งวิ่งเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง
"หมี! มีหมี!" เหล่าคนจากค่ายชิงเสอถอยหลังโดยสัญชาตญาณ
เงาดำคล้ายหมีนั้นพุ่งมาอยู่ตรงหน้าพวกเขาแทบจะในพริบตา แล้วเหวี่ยงท่อนเหล็กฟาดลงมา
หลิ่วอิ๋นหวนตีลังกาถอยหลังหลบไปได้อย่างหวุดหวิด จึงเห็นชัดว่าที่แท้ไม่ใช่หมี แต่เป็คน
เป็เด็กหนุ่มร่างกำยำราวกับหมี
ขงหวู่มีพละกำลังมหาศาล แรงะเิมหาศาล เคลื่อนไหวรวดเร็ว เพียงฟาดท่อนเหล็กครั้งเดียวก็ทำให้กระดูกแตกเส้นเอ็นขาด
"พวกเ้าถ่วงเวลาเขาไว้ก่อน!" หลิ่วอิ๋นหวนสั่งให้คนของเขาแยกย้ายกันดึงความสนใจของขงหวู่ ขณะเดียวกันก็ล้วงเข็มเงินที่ชุบพิษงูออกมาจากอก
ขณะที่เขากำลังจะปล่อยเข็มเงินในมือ ที่หลังมือพลันรู้สึกเจ็บแปลบ กลิ่นคาวเืโชยมา
เขาก้มมอง พบว่าที่หลังมือมีอาวุธลับรูปดอกเหมยปักอยู่
ผู้เฒ่าฉินคีบอาวุธลับรูปดอกเหมยเดินออกมาจากเงามืด พลางแค่นเสียงเ็า
"กล้าบุกมาถึงถิ่นข้า เ้าคงคิดว่าข้าแก่จนถือดาบไม่ไหวแล้วกระมัง?"
เมื่อหลิ่วอิ๋นหวนเห็นผู้เฒ่าฉินหูเดียว เืในกายพลันเย็นเฉียบ!
เมื่อเทียบกับพี่น้องที่อยู่ข้างกาย เขาถือว่าเข้าสู่ยุทธภพมาก่อนใครแล้ว
เมื่อสิบกว่าปีก่อนตอนที่เขาเพิ่งเริ่มเข้าสู่ยุทธภพ เขาเคยได้ยินตำนานเื่หนึ่ง
มีคนผู้หนึ่งในยุทธภพมีฉายาว่า 'หูทิพย์' ชายผู้นี้มีหูที่เหนือกว่าคนทั่วไปมาแต่กำเนิด สามารถได้ยินเสียงที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบจั้ง มักใช้อาวุธลับรูปดอกเหมย และเชี่ยวชาญการโจมตีในยามราตรี
อีกทั้งยังเคยสังหารคนนับร้อยในคืนเดียว อาวุธลับที่ขว้างออกไปไม่เคยพลาดเป้า
และที่น่ากลัวที่สุดคือ ใครที่ทำให้เขาโกรธ เขาจะขุดหลุมศพบรรพบุรุษของคนผู้นั้น รบกวนิญญาบรรพชน!
แต่ว่ากันว่าภายหลังเขาเคยขุดหลุมศพผิด... ทำให้ไปสร้างความบาดหมางกับศัตรูที่ร้ายกาจคนหนึ่ง จนถูกตัดหูข้างหนึ่ง นับแต่นั้นมาก็ออกจากยุทธภพ ไม่มีใครรู้ร่องรอยของเขาอีกเลย
หลิ่วอิ๋นหวนพูดด้วยริมฝีปากสั่นระริก "ท่าน... ท่าน... ผู้าุโคือหู..."
เขายังพูดไม่ทันจบ ขงหวู่ที่อยู่ด้านหลังก็ไล่ตามมาทัน ฟาดไม้พลองใส่แผ่นหลังเขาทันที จนร่างแทบจะแตกเป็เสี่ยง ๆ
ใต้แสงจันทร์ เงาดำทยอยล้มลงทีละคน
"อ๊ากกก---อ๊ากกก!" เสียงกรีดร้องดังขึ้น
ภายในหมู่บ้าน
ในกระท่อมที่เงียบสงบ เด็กน้อยหลายคนกำลังหลับสบาย
เซวียเช่อที่นอนไม่ค่อยหลับอยู่แล้วถูกปลุกให้ตื่น เขาพยุงตัวลุกขึ้น
"เสียงอะไรน่ะ?!"
"พวกเขาออกล่าสัตว์กันอีกแล้ว"
ซูจือจือที่นอนอยู่บนเตียงพลิกตัว พึมพำอย่างงัวเงียเป็คำพูดสั้น ๆ เห็นได้ชัดว่านางคุ้นชินกับเื่นี้ดี
เซวียเช่อคว้าผ้าห่ม คลานไปที่ข้างหน้าต่างเพื่อฟังอย่างตั้งใจ แต่กลับไม่ได้ยินเสียงร้องอีก
แม้แต่ตัวเขาเองยังสงสัยว่าเมื่อครู่ได้ยินผิดไปหรือไม่ รอดูอยู่พักใหญ่เห็นว่าไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ จึงมุดกลับเข้าไปในผ้าห่มด้วยความง่วง
การหลับไปในครั้งนี้ล่วงเลยไปจนถึงเวลาสายโด่ง
เมื่อเซวียเช่อลืมตาขึ้น ก็เห็นว่าเตียงข้าง ๆ ว่างเปล่า มีเพียงแสงอาทิตย์สว่างจ้าและเงาของกรอบหน้าต่างทาบอยู่บนเตียง
ในตอนนั้นเอง ซูจือจือถือชามน้ำแกงงูเข้ามา
"เ้าตื่นแล้วหรือ? ท่านแม่ของข้าให้ข้านำน้ำแกงงูมาให้เ้า"
นางวางชามดินเผาในมือลงบนโต๊ะ
"เมื่อคืนผู้เฒ่าฉินกับขงหวู่จับงูได้มากมาย ทุกคนได้รับแบ่งน้ำแกงงูคนละชาม เ้าลองดมดูสิ หอมมากเลย"
เซวียเช่อลงจากเตียง ล้างหน้าล้างตาอย่างเรียบง่าย แล้วจิบน้ำแกงงูหนึ่งอึก
น่าประหลาดใจที่ไม่มีกลิ่นคาวเลยแม้แต่น้อย น้ำซุปหอมกรุ่น ปลุกความหิวในท้องของเขาให้ตื่นขึ้นมา
เด็กคนอื่น ๆ ที่ถูกอู๋เหล่าซานลักพาตัวไปได้ถูกส่งกลับไปยังอำเภอใกล้เคียงั้แ่เช้าแล้ว เหลือเพียงเซวียเช่อที่ยังอยู่ที่นี่
ซูจือจือตบบ่าเซวียเช่อเบา ๆ พลางปลอบใจ
"เ้าไม่ต้องร้อนใจ แม้บ้านเ้าจะอยู่ไกล แต่ท่านพ่อข้าจะหาทางติดต่อให้เ้าเอง อีกอย่าง หมออวี๋ก็บอกว่าตอนนี้ร่างกายเ้ายังอ่อนแอ ไม่เหมาะจะเดินทางไกล"
เซวียเช่อก้มหน้าดื่มน้ำซุปต่อ
เขาไม่ได้รีบร้อนอยากกลับไป ถึงกลับไปก็มีแต่จวนหลังใหญ่ที่ว่างเปล่า
"มีการประชุมหมู่บ้าน รีบมารวมตัวกัน——"
"รีบมา——"
เสียงทุ้มดังก้องมาจากนอกหน้าต่าง เซวียเช่อเกือบทำตะเกียบหล่น
ซูจือจือเปิดหน้าต่าง ดึงเซวียเช่อมาชะโงกดูด้านนอก
"ท่านพ่อข้ากลับมาแต่เช้า กำลังเรียกชาวบ้านมาประชุมน่ะ"
ที่ลานโล่งหน้าหมู่บ้าน ไป๋สวินที่ถือดาบในมือซ้ายกำลังะโเรียกผู้คน
เขาะโเพียงครั้งเดียว เสียงก็ดังไปทั่วทั้งูเา
"เริ่มการประชุมได้!"
ซูจือจือกล่าวว่า "นั่นคือท่านลุงดาบ เสียงของเขาดังมาก ทุกครั้งที่มีการประชุม เขาจะเป็คนเรียกและนับจำนวนคน"
ชาวบ้านมารวมตัวกัน แต่ละคนพับแขนเสื้อขึ้นถึงข้อศอก
ไป๋สวินยืนอยู่บนหินก้อนใหญ่ นับจำนวนคนเสร็จแล้วหันไปพูดว่า
"ท่านผู้ใหญ่บ้าน ทุกคนมาพร้อมกันแล้ว เริ่มประชุมได้เลยขอรับ"
ซูจือจือชี้ให้เซวียเช่อมองไปด้านหลัง "เ้าดูสิ คนนั้นคือท่านพ่อของข้า"
ร่างสูงโปร่งเดินออกมาอย่างสง่างามจากด้านหลังของไป๋สวิน
เซวียเช่อรู้สึกได้จากคำพูดของซูจือจือและชาวบ้านคนอื่น ๆ ว่าผู้ใหญ่บ้านห่าวมีบารมีมากในหมู่ผู้คน ทุกคนต่างให้ความเคารพนับถือเขา
ดังนั้นเขาจึงจินตนาการว่าผู้ใหญ่บ้านห่าวน่าจะเป็ชาวนาที่มีบุคลิกน่าเกรงขาม
แต่คนที่เดินออกมาจากด้านหลังของไป๋สวินกลับเป็บุรุษที่มีใบหน้างดงามสง่า
ผู้นั้นสวมเสื้อผ้าฝ้ายหยาบสีน้ำตาล ยืนอยู่ใต้ต้นพุทราที่มีใบอ่อนเขียวสด ชายเสื้อพลิ้วไหวตามสายลม ราวกับจันทร์เยือนไผ่
ทุกย่างก้าวสง่างามสำรวม อ่อนโยนดั่งหยก แม้กระทั่งมีกลิ่นอายของตระกูลผู้สูงศักดิ์อยู่เล็กน้อย
ซูจือจือเท้าคางพลางกล่าว "ท่านพ่อของข้าหล่อมากใช่หรือไม่? บรรดาสตรีในอำเภอต่างพากันหน้าแดงเมื่อพบท่านพ่อของข้า"
เซวียเช่อถึงกับพูดไม่ออก
เขาเคยพบเหล่าคุณชายตระกูลใหญ่มามากมาย
ในเมืองฉางอัน ผู้คนต่างพูดกันว่าคุณชายสามตระกูลเฮ่อนั้นมีรูปโฉมและบุคลิกที่โดดเด่นที่สุดในเมืองหลวง ยามดื่มชาก็ต้องใช้ถ้วยกระเบื้องสีเขียว สวมใส่เสื้อผ้าก็ต้องเป็ผ้าไหมอย่างดีเท่านั้น
เขาพิถีพิถันจนบรรดาภรรยาและอนุในจวนต่างรู้สึกอับอาย พากันขอถอนตัวออกไป สุดท้ายคุณชายสามเฮ่อก็กลายเป็ชายโสดวัยกลางคนแห่งเมืองฉางอัน
เซวียเช่อเคยพบคุณชายสามสกุลเฮ่อมาสองสามครั้ง แท้จริงแล้วเขาก็งดงามสง่าผ่าเผย ราวกับเทพเซียนที่กำลังเดินอยู่บนูเาหยก
แต่ยามนี้ เขากลับรู้สึกว่าหัวหน้าหมู่บ้านในชนบทที่สวมใส่เสื้อผ้าผ้าดิบธรรมดานี้ ยังดูดีกว่าคุณชายสามเฮ่อเสียอีก
"วันนี้มีการประชุม มีเื่ที่ต้องหารือกันหลายเื่"
*[1] จั้ง (丈) หน่วยวัดความยาวของจีนในสมัยโบราณ 1 จั้ง ≈ 3.33 เมตร