มหานครจินตง เมืองหลวง ของประเทศเซียงคลาคล่ำไปด้วยผู้คนทุกชนชั้น แทบไม่มีพื้นที่ว่างเปล่าทุกตารางนิ้วล้วนถูกจับจองไว้หมดแล้วมหานครแห่งนี้เป็นศูนย์กลางความเจริญในทุกด้าน แม้ประชากรส่วนใหญ่ของเมืองจะเป็นคนต่างถิ่น แต่ก็ยังมีตระกูลใหญ่ ที่ทรงอิทธิพลหลายตระกูลอยู่ที่นี่ดังนั้นระบบขนส่งเอย ร้านอาหารเอย โรงแรมที่พักเอย แฟชั่นการแต่งกายเอย โรงพยาบาลสถานที่ราชการเอย ทุกอย่างทุกสถานที่ล้วนแล้วแต่ดูทันสมัย มีเอกลักษณ์
พื้นที่เกือบหนึ่งแสนตารางกิโลเมตรถูกแยกส่วนตามการใช้สอย วงกลมใหญ่ตรงกลางเป็นที่ตั้งของอาคารรัฐสภารายล้อมด้วยสถานที่ราชการทุกหน่วยงาน และบ้านพักของข้าราชการทุกระดับคั่นไว้ด้วยถนนคดเคี้ยว จุดที่เป็นเส้นทางต่างระดับ สามารถยกหรือแยกถนนออกได้เพื่อป้องกันการหลบหนีหากมีผู้ก่อการร้าย
รอบวงกลมใหญ่ถูกก่อสร้างเป็นวงกลมเล็กห้าวงแบ่งเป็นเขตที่อยู่อาศัยของตระกูลเก่าแก่กินพื้นที่สองวงเขตโรงพยาบาลกินพื้นที่อีกสอง วงสุดท้ายเป็นเขตสถานศึกษา
ผู้นำคนปัจจุบันให้ความสำคัญกับการพัฒนาการศึกษาให้ไปสู่จุดสูงสุดของภูมิภาค ประเทศเซียงทุกเมืองมีสถานศึกษาแต่ละระดับแค่แห่งเดียวยกเว้นในเขตมหานครที่มีระดับละไม่เกิน4 แห่ง ทุกแห่งล้วนเป็นของทางการแต่เอกชนสามารถเข้ามามีบทบาทได้ เช่นการประมูลสัมปทานตำราเรียนสัมปทานชุดเครื่องแบบ สัมปทานอาหารกลางวัน สัมปทานที่พักนักเรียน เป็นต้นอาชีพบุคลากรทางการศึกษาจึงเป็นอาชีพที่ต้องใช้ความสามารถอย่างมากเนื่องจากรับแค่ไม่กี่ตำแหน่ง มาตรฐานการศึกษาสูงและมีคุณภาพเนื่องจากงบของทางการไม่ต้องถูกแบ่งสันปันส่วน
ในแต่ละปีมีนักเรียนนักศึกษาจากต่างประเทศต้องการเดินทางมาแลกเปลี่ยนความรู้ที่นี่จำนวนมากแต่มีเพียงส่วนน้อยที่จะได้สมหวัง เนื่องจากค่าใช้จ่าย ค่าครองชีพและความเข้มงวดในเรื่องคุณสมบัติของผู้ศึกษานั้นมีด้วยกันหลายข้อ
ถัดมาอีกชั้นเป็นพื้นที่วงกลมสิบวงแบ่งเป็นเขตต่างๆ เช่น เขตบรรษัทข้ามชาติ เขตบริษัทในประเทศเขตห้างสรรพสินค้าและแหล่งความบันเทิง เขตอุตสาหกรรม เป็นต้น
รอบนอกสุดของเมืองเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของบรรดาผู้ที่มาทำงานในเมืองใหญ่แห่งนี้ ทั้งที่พักชั่วคราว และถาวรมีทุกระดับให้เลือกใช้บริการ ที่นี่มีความสะดวกครบทุกอย่างการเดินทางไปทำงานถึงจะไกลหน่อย แต่ก็ไม่ลำบาก ความปลอดภัยสูงมากเนื่องจากคนที่จะสามารถมีรถส่วนตัวได้ ต้องมีรายได้ตามที่ทางการกำหนดทำให้จำนวนรถราบนท้องถนนมีไม่มาก คนส่วนใหญ่ก็เลือกใช้บริการขนส่งมวลชนที่รองรับทุกเส้นทาง สำหรับบางบริษัทยังมีสวัสดิการตั๋วโดยสารฟรีให้พนักงานด้วย
มหานครจินตงเป็นหนึ่งในตัวอย่างของการบริหารจัดการเมืองที่ยังประโยชน์ให้ประชาชนมากที่สุดแห่งหนึ่งเป็นเลิศทั้งความเจริญ ความสะอาด และความปลอดภัย
ดังนั้น ชาวมหานครคงคาดไม่ถึงกันหรอกว่าจะมีการขนส่งอาวุธสงครามในจำนวนมาก ผ่านเขตที่ตนอาศัยอยู่และเบื้องหลังของการกระทำอุกอาจนี้ยังเป็นทางการเสียเอง
“ผ่านเขตนี้ไปอีกสิบนาทีจะถึงจุดนัดหมายแล้วครับนาย ทางคุณชายจ้าวแจ้งว่าพวกเขาใกล้จะถึงเช่นกัน”
เหรินซวงอิ๋นพยักหน้ารับรู้พวกเขาอยู่ในรถฮัมวีที่มีตรากองทัพ หัวหน้าสองขับ หัวหน้าห้านั่งข้างคนขับส่วนหัวหน้าสามนั่งกับนายใหญ่ คอยประสานงานและรายงานให้ทุกคนทราบขบวนรถคอนเทนเนอร์ ขนาดสี่สิบฟุต ตามหลังมาทั้งหมดห้าคัน
ที่ใช้ฮัมวี่คันนี้นำทางก็เพื่อความสะดวกในการเข้าด่านมหานครเจ้าหน้าที่เห็นตรากองทัพหน้ารถก็เปิดทางให้พวกเขาทันที ไม่มีการสอบถามเพิ่ม
สิบนาทีต่อมาผ่านเขตรอยต่อเข้าสู่เขตแรกของมหานครเป็นศูนย์บัญชาการกองกำลังป้องกันประเทศ หรือที่เรียกว่าค่ายซีศูนย์หนึ่งพวกจ้าวจิงถิงมาถึงก่อนเล็กน้อย นายพลเติ้งไห่ออกมาต้อนรับพวกเขาด้วยตัวเองพอเห็นพวกเขาทุกคนก็หันมามองเป็นตาเดียว จ้าวจิงถิงมองหาใครบางคนส่วนนายพลมองคุณชายใหญ่คล้ายจะมีคำถาม
“นี่คือกลุ่มพยัคฆ์เร้นกายผมให้มาคุ้มกันงานนี้ครับ”
นายพลใหญ่ลูบคางใช้ความคิด
“สวมหน้ากากแบบนี้ คุ้นๆ ว่าเคยเจอกันจำได้แล้วในงานประชุมคราวก่อน พวกนายมากับคุณนายตระกูลหง” เติ้งไห่ที่ตอนแรกดูเหมือนไม่ไว้ใจก็มีท่าทีดีขึ้นด้วยผลงานของเรินซวงอิ๋นในครั้งก่อนเป็นที่ประจักษ์ ว่าเขามีความสามารถขนาดไหน
ลูกน้องคนอื่นต่างยังอยู่บนรถคอนเทนเนอร์ที่ลงมาทักทาย มีแค่นายใหญ่และหัวหน้าหน่วยทั้งสามงานนี้เหรินซวงอิ๋นให้หัวหน้าห้าเป็นผู้นำภารกิจหนึ่งในชายสวมหน้ากากเงินรมดำก้าวออกมา
"เป็นเกียรติที่ท่านเติ้งจำพวกเราได้"
"คนที่ไม่ธรรมดาผมย่อมต้องจดจำว่าแต่คุณเหรอที่เป็นหัวหน้า ผมคงต้องฝากพวกคุณด้วย" เติ้งไห่คนนี้มียศสูงในกองทัพแต่คารมคมคายน่าฟัง ไม่อวดเบ่งเช่นเจ้าหน้าที่ยศเท่ากันคนอื่นคุณสมบัติของเขาหายากมากในสายงานกองทัพ
หัวหน้าหน่วยห้ายืดอกรับท่าทีของเขาคล้ายทหารที่ถูกฝึกมาเป็นอย่างดี เติ้งไห่ลอบสังเกตเงียบๆแต่ไม่ได้สงสัยหรือรู้สึกผิดปรกติ งานในกองทัพยศน้อยเปลืองแรง ยศสูงก็เปลืองสมองยิ่งผู้นำตอนนี้ไม่ให้ความสำคัญกับกองกำลังเท่าไหร่ งบสนับสนุนก็ลดลงทุกปีมีไม่กี่คนหรอกที่รักและอยากทำไปจนเกษียณหากมีทางที่ดีกว่าพวกเขาก็เลือกจะลาออกทั้งนั้น
“ผมเป็นหัวหน้าของงานนี้รับรองว่าพยัคฆ์เร้นกายจะทำงานให้คุณสุดความสามารถ”
“เยี่ยม คุณชายใหญ่ตาถึงผมเชื่อมั่นในพวกคุณ อย่าทำให้ผมผิดหวังนะ” คราวนี้เติ้งไห่หันมาทางคุณชายใหญ่จ้าวว่าที่ผู้สืบทอดตระกูลใหญ่ไม่มีแววหวาดหวั่น
“คุณจะไม่ผิดหวังแน่นอน”
จ้าวจิงถิงให้คำมั่น พร้อเหลือบมองชายสวมหน้ากากอีกสามคน ทำไมผิวเข้มหมดเลยล่ะ เขาหลุบตาลง ผิดหวังเล็กๆก่อนจะวางเฉยดังเดิม และหันมาสั่งหัวหน้าหน่วยห้าที่เข้าใจว่าเป็นหัวหน้าของพยัคฆ์เร้นกายในตอนนี้
“พวกนายรอนี่ก่อน”
หลังจาหนั้นเดินตามหลังนายพลเติ้งไห่เข้าไปภายในอาคารรูปโดมโดยมีโจและชายชุดดำอีกประมาณสิบคนตามประกบ ไร้เงาคังข่ายเหรินซวงอิ๋นเดาว่าตอนนี้มือขวาแซ่คังคงรออยู่ที่จุดเชื่อมเมืองแล้ว
ไม่นานเกินรอจ้าวจิงถิงก็ออกมาพร้อมกับเจ้าหน้าที่ชุดลายพรางหลายนายช่วยกันยกหีบอะลูมิเนียมใบใหญ่ บางหีบหนักขนาดที่ว่าต้องใช้ทหารสี่นายช่วยกันยกคนละมุมถึงจะเคลื่อนย้ายได้ หัวหน้าห้าเหลือบมองนายใหญ่รอคำสั่ง
เหรินซวงอิ๋นกล่าวเสียงไม่ดังนัก “หีบหนักขึ้นคันแรก ที่เหลือคันที่สองและสาม ให้สองคันสุดท้ายเป็นรถเปล่า”
ได้ยินแล้วหัวหน้าหน่วยห้าก็หันหลังไปรับของ“คุณชายจ้าว ที่เหลือให้พวกผมจัดการเองดีกว่า ไว้เจอกันที่จุดนัดพบครับ”
“ได้ ฉันจะให้โจคอยช่วย พวกนายก็ระวังด้วยจำไว้ว่าจะผิดพลาดไม่ได้เด็ดขาด!!”
โจก้าวออกมารับคำสั่งคุณชาย"คุณชายเชิญครับ ทางนี้ให้เป็นหน้าที่ผมเอง"
พวกทหารที่ขนของมาให้วางหีบแล้วหันหลังกลับทันที ไม่ต้องรอให้ใครบอก
เมื่อมั่นใจแล้วว่าคนที่ต้องการเจอตัวไม่มาด้วยในครั้งนี้ จ้าวจิงถิงก็ไม่ได้อ้อยอิ่งอยู่ต่อ ร่างสูงสง่าเดินไปหารถตู้กันกระสุนของตนทันทีที่ประตูปิดสนิทรถก็แล่นออกไปโจมองส่งรถเจ้านายแล้วหันมายืนคุมการทำงานของพยัคฆ์เร้นกายอยู่ห่างๆไม่แปลกใจนักที่คุณชายจ้างมา ทำงานคล่องแคล่วว่องไวดี ไม่ต้องให้เขาคอยกำกับเลยรอจนพวกนั้นขนของเรียบร้อยก็ก้าวขาขึ้นรถตัวเองบ้าง
ทางพยัคฆ์เร้นกายหัวหน้าสามสลับที่นั่งกับหัวหน้าห้าเขาขึ้นมานั่งข้างคนขับ ออกมาไม่นานก็โทรออกหาโจ กรอกเสียงยียวนออกทักปลายสาย
“คุณโจ เราเริ่มออกเดินทางแล้วทุกอย่างเรียบร้อยดีครับ"
โจตอบกลับ /อือ/ แค่นั้น คำเดียวเงียบสักพักก็วางสายไปเลย ท่าทางจะงงไม่น้อยว่าโทรมาบอกทำไมฉันก็ขับรั้งท้ายพวกนายอยู่นี่ เห็นอยู่โว้ยว่าเรียบร้อย ตาไม่ได้บอด
หัวหน้าสองหักพวงมาลัยให้รถเลี้ยวไปตามถนนที่ออกแบบคดเคี้ยวเหมือนเส้นมาม่าเขาสามารถหันไปมามองเพื่อน โดยที่จังหวะรถยังนิ่มได้ คล่องมือเหมือนเป็นรถตัวเองคุ้นเคยเหมือนเป็นทางเข้าบ้าน เนื่องจากพวกเขาเป็นทหารเก่าฮัมวี่ที่ใช้ในกองทัพแบบนี้หลับตาขับยังได้ เส้นทางนี้ก็เคยใช้มาเป็นสิบปีจะว่าไปตอนอยู่ที่ศูนย์บัญชาการเมื่อครู่ ก็คิดถึงชีวิตเก่าๆสมัยประจำอยู่กองกำลังป้องกันขึ้นมา
หัวหน้าหน่วยห้าที่นั่งหลังกับนายใหญ่อดไม่ได้ที่จะยื่นหน้ามาถาม
“ไปกวนประสาทเขาทำไม”
“กวนอะไร ฉันแค่โทรแจ้งเขาเป็นระยะก็เห็นคุมเข้มนักหนา”
“พวกตระกูลใหญ่ก็น่าหมั่นไส้แบบนี้แหละถนัดแต่เต๊ะท่า ดูคุณชายใหญ่ของพวกเขา...สิ” หัวหน้าหน่วยห้ากลืนคำพูดไม่ทันได้แต่ลดเสียงลง แลไปด้านข้างลืมไปว่านายใหญ่ของพวกเขาก็เป็นถึงคุณนายเล็กของตระกูลจ้าวว่าผัวให้เมียเขาฟังมันจะไม่ดีเอาได้ถึงนายจะไม่แสดงท่าทีว่ารักใคร่คุณชายสามีก็ตาม
หัวหน้าสองหันไปมองถนนทำทีว่าเรื่องนี้ตัวเองไม่เกี่ยว
เหรินซวงอิ๋นกลับไม่ได้ฟังพวกเขาตั้งแต่แรกตอนนี้กำลังทบทวนวิชากริชในใจ ถึงไม่ได้พกมาออกงานด้วย แต่ก็ไม่อาจละเลยในขณะเดียวกันก็วางแผนรับมือกับทุกความเป็นไปได้ของภารกิจครั้งนี้ด้วย
เมื่อนายใหญ่ไม่ว่าอะไรหัวหน้าหน่วยทั้งสองก็พ่นลมหายใจเงียบๆ เพื่อความปลอดภัยพวกเขารู้ตัวว่าควรจะพูดให้น้อยลงหน่อย ส่วนชายตัวเล็กที่อยู่หลังพวงมาลัยเงียบอย่างไรก็เงียบอย่างนั้น
เลยจากเขตสุสานมาจะเป็นเขตศาสนสถานเริ่มมีอาคารให้เห็นบรรยากาศวังเวงน้อยลงแต่ก็เงียบงันราวกับร้างผู้คนอยู่เหมือนเดิมนานครั้งรถพวกเขาจะวิ่งสวนนักบวชสักคน และระหว่างที่กำลังจะถึงจุดสิ้นสุดของเขตศักดิ์สิทธิ์ท้องฟ้าเหนือมหานครที่สว่างอยู่ดีๆ ก็มืดครึ้มลง อากาศร้อนอบอ้าวน่ากลัวฝนจะมาในไม่ช้า
พอเหรินซวงอิ๋นสั่งให้หัวหน้าหน่วยหนึ่งหยุดรถไล่เลี่ยกันมือถือของหัวหน้าหน่วยสามก็ดังขึ้นเป็นใครไปไม่ได้นอกจากโจที่อยู่คันท้ายขบวน คงโทรมาถามว่าหยุดรถทำไม
/ทำไมหยุดรถ/
“หัวหน้าของพวกเราจะลงไปคุมคันหลังสุดด้วยตัวเอง”
/มีอะไรไม่ชอบมาพากลหรือไง/
"ไม่มีครับแค่กันไว้ก่อนเท่านั้นเอง"
/รีบหน่อยแล้วกัน คุณชายของฉันรออยู่/
“ครับๆ พี่โจ ไม่ต้องห่วง”
เฮ้...ใครเป็นพี่นายไม่ทราบ โจวางสายแล้วก็รู้สึกว่ากำลังถูกยั่วโมโห เขาสบถหัวเสีย “แม่งกวนประสาท”
ลูกน้องต่างหันมามอง “พวกมันหยุดรถทำไมเหรอพี่โจ”
“บอกว่าหัวหน้ามันจะลงไปคุมคันหลังสุด”
“คันหลังสุดเป็นรถเปล่า คุมเอาอะไรอ่ะ”โจมองดุๆ แล้วสั่งสอนเหมือนตอนที่พี่ข่ายสอนเขา
“พวกที่ดักปล้นของคงไม่รู้หรอกว่ามันเป็นรถเปล่า เรื่องนั้นฉันไม่อะไร แต่ทำไมตอนออกมาไม่ขึ้นคันนั้นตั้งแต่แรกวะ พวกมึงว่ามันแปลกมั้ย”
ลูกน้องคนอื่นคล้อยตาม “นั่นสิ หรือว่าพวกมันจะเล่นลูกไม้กับเรา”
บางทีอาจเป็นแผนถ่วงเวลาเพื่อรอให้ใครมาลงมือก็ได้โจตื่นตัวในทันที “มึงไปกับกูที่เหลือคอยดูอย่าให้คลาดสายตา”
“ครับพี่โจ!!”
เมื่อเกิดเรื่องไม่น่าไว้ใจโจจึงย้ายไปขึ้นรถคอนเทนเนอร์คันสุดท้ายบ้างและนั่นเป็นเรื่องที่เขามาเสียดายภายหลัง ว่าไม่ควรขึ้นไปเลยจริงๆหาเรื่องใส่ตัวโดยแท้
“หัวหน้าโจคุณมาทำอะไร” เสียงทุ้มต่ำของชายคนหนึ่งดังขึ้น ชายสวมหน้ากากคนนี้มีสีผิวที่เข้มเหมือนคนอื่นๆแต่ว่าบรรยากาศรอบตัวแปลกกว่าทุกคน โจรู้สึกคุ้นเคยกับคนผู้นี้ อย่างบอกไม่ถูก
เขาจำได้ว่าคนที่เป็นหัวหน้าไม่ใช่คนนี้ “ไหนว่าให้หัวหน้านายมาคุมไง” คนผู้นั้นตอบหน้าตาเฉย
“หัวหน้าเปลี่ยนใจ ให้ผมมาแทนถ้าคุณจะขึ้นมาด้วยก็ได้ แต่ให้แค่คุณคนเดียว”
“นายมีสิทธิ์อะไรมาสั่งฉันวะ” โจขึ้นเสียง เงยหน้ามองเหรินซวงอิ๋นที่ยืนอยู่ท้ายรถท่าทางไม่ยอมให้พวกเขาขึ้นไปสองคนแน่
“ก่อนหน้านี้ก็ตกลงกันแล้วว่าพวกเราทำงาน ไม่ให้พวกคุณมายุ่ง แต่คุณชายใหญ่ยืนยันจะให้คุณอยู่คุมพวกเราก็ยอมให้แล้ว ถ้านายใหญ่รู้เข้าว่าคุณยัง.. รับรองงานหน้าหรืองานไหนตระกูลจ้าวของคุณ ไม่ได้มายืนสั่งพวกเราอีกแน่”
โจลงมาครั้งนี้เป็นเรื่องที่เขาตัดสินใจเองไม่นับที่พยัคฆ์เร้นกายมีบุญคุณกับคุณชาย ไหนจะมีฝีมือถ้าอนาคตคุณชายเรียกใช้คนพวกนี้ไม่ได้เพราะตนทำเกินกว่าเหตุไปเองเกรงว่าจะโดนพี่ข่ายด่าจนหูชา
“ก็ได้”
ลูกน้องเอียงคอมาใกล้ “พี่โจไปยอมมันทำไม” แต่โจหันไปถลึงตากลับ “มึงกลับไปที่รถ”
“ครับ” ลูกน้องชุดดำก้มหัวรับคำสั่งแล้วหันหลังจากไป อย่างจำใจ โจหันกลับมาอีกรอบ ไม่เห็นใครยืนท้ายรถแล้วเขากระโดดขึ้นไป พบว่าบนนั้นไม่มีใครอื่น นอกจากพวกเขาสองคน
ลูกน้องของพยัคฆ์เร้นกายปิดประตูท้ายไฟด้านในสว่าง เหรินซวงอิ๋นนั่งชันเข่าข้างหนึ่ง ขาอีกข้างเหยียดยาวในมือควงมีดพับเล่น แอร์ในนี้ก็ถูกปรับไม่ให้เย็นเกินไปโจนั่งลงฝั่งตรงข้ามมองนั่นมองนี่ไปเรื่อย แต่ไม่พบอะไร ตู้นี้เป็นตู้เปล่าแม้แต่ที่รองนั่งก็ยังไม่มี ยังดีมีหน้าต่างใสหลายบาน ให้มองเห็นข้างนอกเขามองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นวิวข้างทางผ่านไปเร็วๆ
“ทำไมต้องลงมาเฝ้าล่ะพวกนายได้ข่าวอะไรมาอย่างนั้นเหรอ” เหรินซวงอิ๋นขี้เกียจตอบเขาโยนให้หัวหน้าห้า
“คำสั่งหัวหน้า ผมไม่ทราบเหตุผล”
โจคิดในใจพวกปลายแถวก็งี้ “นี่ แล้วนายถนัดอาวุธอะไร มีดสั้นเหรอ” เขาพยายามชวนคุยนอกเรื่องเผื่อจะแอบถามเรื่องคนที่ช่วยเจ้านายของตนไว้ รู้จักชื่อก็ยังดีจะได้เอาไปรายงานคุณชาย แต่รออยู่นานชายสวมหน้ากากกลับไม่ตอบแถมเก็บมีดแล้วนั่งนิ่ง
หลับในรึเปล่าวะ?
ยิ่งออกห่างเมืองหลวง ทัศนียภาพที่สวยงามทันสมัยก็ยิ่งบางตาความเป็นธรรมชาติก็เริ่มมีให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ
การย้ายมานั่งคันนี้เหรินซวงอิ๋นแค่เตรียมการไว้ก่อนเท่านั้นเขาไม่ได้คิดเผื่อว่าโจจะเสนอหน้าตามขึ้นมาด้วย เอาเถอะแบบนี้ก็ดีเหมือนกันจะได้มีคนไว้ใช้งานเพิ่ม
เขาถอนหน้ากาก เรียกโจให้หันมามอง
“โจ”
เสียงทุ้มไม่คุ้นหูเป็นผลจากเจลลี่เปลี่ยนเสียง ใบหน้าภายใต้หน้ากากถูกเปลี่ยนโฉม นอกจากรูปร่างแล้วไม่มีส่วนไหนเหมือนคุณนายเล็กเลยสักนิด ทั้งสีผิวที่นอกจากจะดำแล้วยังไม่สม่ำเสมอทั้งรอยแผลเป็นที่หน้าผาก
“....” สีหน้าโจมีคำถามว่าเรารู้จักกันมาก่อนงั้นรึ
“คุณมาใกล้ๆ” เหรินซวงอิ๋นสั่งโจลุกขึ้นแต่ไม่ได้เข้าไปหาในทันที เขาจับปืนที่เหน็บอยู่ที่เอวเตรียมพร้อมเหรินซวงอิ๋นลุกขึ้นบ้าง
“จะทำอะไร” โจถามอย่างไม่ไว้ใจเหรินซวงอิ๋นก้าวไปหาจังหวะสบายๆ “เรียกแล้วคุณไม่มาผมก็จะไปหาเองไง อย่าตื่นได้ไหม เสียชื่อมือซ้ายของคุณชายใหญ่จ้าวหมดนะ”
โจสั่งห้ามเสียงเครียด “หยุดอยู่ตรงนั้น พวกแกมีแผนอะไรกันแน่ คิดจะหักหลังใช่ไหม”ชายหนุ่มชักปืนออกมาเล็ง เหรินซวงอิ๋นชูสองมือให้เขาดูว่าตนไม่มีอาวุธ
“ก็ได้ๆ ไม่ไปหาก็ได้ ฟัง-ให้-ดี ผมคือคุณนายเล็กของคุณ”
“คุณนายเล็กแล้วยังไง...หะ..” โจเพิ่งคิดตามได้ ว่าอีกฝ่ายพูดอะไรออกมา เขาจะอุทานก็ยังหาเสียงไม่เจออ้าปากค้างตาโต รีบลดปืนลง แล้วจ้องเขม็งไปยังอีกคน
อะไรนะ!!
“ผมคือคุณชายเล็กเหริน”
“มะ..ไม่จริงอ่ะ ล้อเล่นหรือเปล่า”คุณนายเล็กของพวกเรา ดูผู้ดีกว่านี้เยอะ
เหรินซวงอิ๋นเห็นท่าทีของโจก็อดขำไม่ได้ “คุณนี่มันน่าแกล้งซะจริง มิน่าหัวหน้าสามของผมถึงอดใจไม่อยู่เอาล่ะมานั่งคุยกันดีๆ” โจไม่อาจบังคับขาตัวเองเขาเดินไปนั่งตามที่คุณนายเล็ก? สั่ง ความตกใจยังไม่หายไปเลย
ในระยะใกล้เช่นนี้โจสแกนอีกฝ่ายหัวจรดเท้า ไม่สนใจมารยาทใดอีก เวลานั้นเจลลี่เปลี่ยนเสียงก็หมดเวลาพอดีเหรินซวงอิ๋นพูดด้วยเสียงปรกติของเขา
“ไม่จำเป็นต้องเกร็งขนาดนั้น”
สะ..เสียงนี่ คุณนายเล็กจริงเหรอเนี่ยโจเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราว ก็มีความสมเหตุสมผลอยู่บ้างที่พยัคฆ์เร้นกายจะช่วยเหลือคุณชายคราวก่อน ไหนจะตอนที่ไม่รับนัดคุณชาย ที่แท้ก็คนกันเอง
“คุณ..เอ่อ..เป็นคุณนายเล็กจริงเหรอแล้วทำไม”
เหรินซวงอิ๋นยื่นแขนให้อีกฝ่ายพร้อมอธิบาย “ปลอมตัว ไม่เชื่อคุณจับดู”
โจส่ายหน้า ถอยออกห่างไปอีกหนึ่งช่วงตัว “ไม่ครับ ไม่ๆ ผมไม่กล้า”
“ไม่สงสัยแล้วรึไงใครอ้างเป็นคุณนายเล็กก็เชื่อง่ายแบบนี้ คุณทำให้ผมผิดหวังนะ”
ไม่ผิดแน่เวลาอยู่ต่อหน้าคุณนายเล็กเขามักจะรู้สึกว่าถูกกดดันมิน่าก่อนหน้านี้ถึงรู้สึกคุ้นเคยนัก
“ผมจำได้แล้วครับ” โจรีบประสานมือก้มหัวขอโทษ “ขออภัยที่เมื่อกี้ผมล่วงเกินคุณ”
เหรินซวงอิ๋นไม่ถือสาเขาสักนิด “คุณไม่รู้นี่นา ตามสบายเถอะ สงสัยอะไรก็ถามมา”
“ผม..ไม่กล้าครับ” ไอ้สงสัยมันสงสัยอยู่หรอก เยอะเลย
“คุณไม่ถามงั้นผมถามนะ” โจที่ว่าไม่กล้าก็รีบยิงคำถามอย่างรวดเร็ว “คุณนายเล็กเป็นคนที่ช่วยคุณชายไว้ใช่หรือเปล่าครับแล้วคุณกับพยัคฆ์เร้นกายเกี่ยวข้องกันยังไง”
เหรินซวงอิ๋นยิ้มน้อยๆ กึ่งจะแซว “ไหนว่าไม่กล้าไง”
โจยิ้มแหยๆ เกาหัว แล้วหลบสายตาคุณนายเล็กไม่มีเวลาแกล้งเขานาน เผื่อมีใครโผล่มาก็ไม่มีโอกาสอีก จึงต้องรีบตอบเพื่อที่ว่าจะได้ถามบ้างนั่นเอง
“ผมเป็นผู้ก่อตั้งพยัคฆ์เร้นกาย”
สายตาของโจบ่งบอกว่าไม่เข้าใจคุณนายเล็กทำไปทำไม
“คุณคงอยากรู้ว่าทำไม”
โจพยักหน้าหงึกหงักเหรินซวงอิ๋นพูดให้เขาฟัง “คุณอยู่กับคุณชายใหญ่มากกว่าผมซะอีกเรื่องที่เราสองคนแต่งกันโดยไม่ได้รัก คงรู้หมดแล้วอนาคตข้างหน้าพวกเราก็ต้องเลิกกันจริงหรือเปล่า”
“....” คนฟังไม่กล้าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยแต่นัยน์ตาของโจเปลี่ยนไปมาดูว้าวุ่น
“แต่กว่าจะเลิกไม่รู้ว่าจะมีศัตรูที่ไหนของพวกคุณผูกใจเจ็บกับผมบ้าง พยัคฆ์เร้นกายคือสิ่งที่ผมเตรียมไว้ป้องกันตัวคุ้มครองตระกูลเหริน และใช่คนที่ช่วยจิงถิงไว้คือผมเอง”
“.....” เขายังอึ้งขนาดนี้ถ้าพี่ข่ายกับคุณชายรู้จะอึ้งขนาดไหน
“ถามอะไรอีกไหม”
โจรีบตอบเสียงสุภาพ “ไม่แล้วครับ”
“งั้นผมถามนะ”
“ครับ?”
คิดว่าคุณนายเล็กจะถามเรื่องรายละเอียดงานในครั้งนี้แต่เปล่า“ก๋านเอินหายไปไหน”
หา!!
“เอ่อ..เรื่องนั้นผมไม่ทราบครับ”
โจจะไปรู้ได้ไงช่วงหลังคุณชายไม่เรียกหาเด็กหน้าสวยแซ่ก๋านเลย ยิ่งปรับความเข้าใจกับคุณชายรองแล้วเหมือนคุณชายจะลืมไปด้วยซ้ำว่าเคยมีเด็กคนนั้นอยู่
“ไม่มีข่าวเขาเลยเหรอแล้วทุกทีคุณไปส่งเขาที่ไหน”
“ร้านเดอะรองท์ครับ พอโทรเรียกเขาจะมารอหน้าร้าน ไม่ก็มาหาเอง ตอนผมไปส่งกลับก็ที่นั่นเหมือนกัน”
ร้านเดอะรองท์มันร้านที่รับซื้อเหล้าตระกูลจ้าวไปนี่นา เหรินซวงอิ๋นคิดว่าคงหาต่อไม่ยากไว้ให้หัวหน้าสองไปสืบอีกที หมดเรื่องก๋านเอิน เขาเปลี่ยนมาคุยเรื่องสำคัญ
“ความลับนี้ของผมห้ามคุณแพร่งพรายเด็ดขาด”
นี่แหละความลำบากใจขั้นสุด “ถ้าคุณชายกับพี่ข่ายรู้ว่าผมรู้แล้วไม่บอกพวกเขา ผมอาจจะตายได้นะครับ”
พูดเว่อร์ๆ ไว้ก่อน ให้คุณนายเล็กเห็นใจแต่โจคงหวังมากไป คุณนายเล็กใจดำเป็นถ่านเลย
“นั่นมันเป็นปัญหาของคุณอย่าลืมว่าคุณขึ้นมาบนนี้เอง ผมไม่ได้บังคับให้มา”
โจคร่ำครวญในใจผมก็ไม่ได้ขอร้องให้คุณบอกความลับผมสักหน่อย ไม่บอกก็ได้ ผมดูไม่ออกสักนิด
“ครับ ผมไม่บอกใคร”
“ดีมาก” คุณนายเล็กตบบ่าไม่แรงแต่ว่าโจรู้สึกหนักชะมัดเลย
“ระหว่างทำงานนี้คุณจะอยู่กับผมตลอดใช่ไหม”
“ครับพี่ข่ายกับคุณชายต้องรับของไปส่งต่อ ผมต้องพาพวกคุณไปหาคุณชายรองเพื่อตามตัวพ่อบ้านฉาย”
"อืม จะได้ทำงานง่ายหน่อย”
“คุณนายเล็กทำไมถึงรับงานของคุณชายครับ”
“แล้วทำไมผมต้องไม่รับล่ะ”
มีคนจ้างก็ได้เงิน นั่นสินะนี่เขาหวังจะได้ยินคำตอบแบบไหนจากคุณนายเล็กกันแน่
โจจะถามเรื่องเสียงที่เปลี่ยนไปแต่ไม่ทันได้อ้าปาก รถที่นั่งอยู่ก็หยุดกะทันหันหากยืนอยู่ต้องมีคนหน้าคะมำเป็นแน่
เสียงโฟนจากห้องคนขับดังขึ้น “นายครับ ดูเหมือนเราจะมีแขก”
เหรินซวงอิ๋นกดปุ่มข้างเครื่องอินเตอร์โฟนตอบกลับ“เปิดระบบขับอัตโนมัติ อย่าให้เร็วมาก แล้วพวกคุณลงไปสมทบกับสามคันแรกคุ้มกันของให้ดี เดินทางตามเส้นทางที่สอง แผนบี” แล้วคุยกับลูกน้องผ่านเครื่องมือสื่อสารอันจิ๋วที่เสียบหูอยู่
“สองคันหลังผมจัดการเองไว้เจอกันที่จุดเชื่อมเมือง”
ลูกน้องในสายเสียงคล้ายหัวหน้าหน่วยห้ารับคำสั่ง แล้วก็หันไปบอกต่อเพื่อนอีกสองคน ได้เวลายืดเส้นยืดสายแล้วพวก
จากที่โจต้องเป็นคนสั่งตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว ผู้มีอำนาจสูงสุดคือเหรินซวงอิ๋น เขายืนเก้ๆ กังๆทำอะไรไม่ถูก
“สวมนี่ซะ” หน้ากากที่โยนมาเป็นแบบป้องกันควันคุณสมบัติแบบเดียวกับที่ใช้ในหน่วยปราบจารชน แต่บางและเบากว่าหลายเท่าสวมแล้วไม่อึดอัดเท่าโจพลันนึกเรื่องกระสุนเจาะเกราะที่ทะลุหน้าอกของมู่ถังซินขึ้นมาหน่วยของคุณนายเล็กไม่ธรรมดาจริงๆ ของแบบนี้ไปหามาจากไหนกัน
เหรินซวงอิ๋นโยนของอีกชิ้นให้ “สวมไว้ มันจะทำให้คุณมองเห็นชัดขึ้น ไม่ว่าใครก็ตามที่ลงมา ฆ่า!!อย่าให้เหลือ”
เสียงสั่งการที่เด็ดขาดนั้นบาดหัวใจของโจจนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย คุณนายเล็กของเรา คุณเท่เกินไปแล้ว
“ครับคุณนายเล็ก”
“คุณอย่าเรียกผมแบบนั้นดีกว่า”
โจไม่ทันตอบรับเสียงตกกระทบจากบนหลังคาก็ดังขึ้นหนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก และเจ็ด ทั้งหมดเจ็ดคนน่าจะโรยตัวลงมาจากที่สูงเหรินซวงอิ๋นมองออกไปนอกหน้าต่าง พบว่ารถกำลังแล่นช้าๆอยู่ใต้ถนนสายต่างระดับหมายเลขห้า เส้นทางขาออกของมหานครจินตง หนึ่งคนกำลังห้อยหัวลงมาทุบกระจกฝั่งคนขับเพื่อเข้าไปบังคับรถ
ผู้มาเป็นใครมาจากไหนไม่แน่ชัดแต่เป้าหมายไม่ต้องถามก็คงรู้ ว่าพวกมันต้องการอะไร อาวุธสงครามล็อตนี้เยอะมากครบทุกชนิดแถมเป็นเกรดที่ใช้ในกองทัพระดับประเทศ มูลค่าย่อมสูงลิบเลี่ยงพวกไม่ชอบลงทุนแต่หวังกำไรยาก
จ้าวจิงถิงถึงได้เปลืองสมองคิดแผนมากมายเพื่อส่งมอบของให้ถึงมือลูกค้าโดยสวัสดิภาพ
แต่แผนการก็ยังรั่วไหลได้อีกหมายความว่ามีสายอยู่ในตระกูลจ้าว นอกจากพ่อบ้านฉายกับอู๋โถงคำถามคือท่ามกลางคนรับใช้ที่ดูธรรมดา ยังมีพวกมันเหลืออยู่กี่คนกันแน่
เหรินซวงอิ๋นให้ลูกน้องสามีถอยไปที่มุมหนึ่งโจรีบหลบอยู่ในจุดนั้น ตั้งท่าพร้อมยิง คุณนายเล็กถอยไปอยู่มุมอีกด้านหน้ากากที่ใช้เปลี่ยนใหม่ เป็นอันที่เหมือนกับของโจ แต่เขาไม่ได้สวมแว่น
ไม่นะคุณนายเล็กอาจมีแว่นอันเดียวและสละให้เขาใช้
แต่จะคืนให้ก็ไม่ได้เสียแล้ว
ฝาช่องระบายอากาศถูกถีบจนหล่นลงมาเสียงวัตถุกระทบพื้นดังขึ้น ตามด้วยพวกมันทั้งเจ็ดที่กระโดดลงมาเหรินซวงอิ๋นดึงแท่งทรงกลมขนาดเหมาะมือออกจากเสื้อกระแทกตูดของมันกับผนังคอนเทนเนอร์ ควันสีเข้มก็กระจายทั่ว ไฟที่สว่างอยู่ดับทันทีได้แต่ต้องอาศัยแสงจากภายนอกช่วย แต่ช่วยอะไรไม่ได้มากนักเพราะด้านนอกฟ้าก็มืดลงเรื่อยๆ
“เชี่..ย..ควันอะไรวะ” สี่คนที่โดดลงมาก่อนไอโขลก กำลังจะตะโกนเตือนเพื่อนข้างบนแต่โดนเหรินซวงอิ๋นกับโจเก็บไปแล้วสองด้วยปืนเก็บเสียง เหลือสองที่กำลังถูกปืนจ่อเหรินซวงอิ๋นพูดเบาริมหู “เสียงดังเมื่อไหร่ ตายเมื่อนั้น”
“อย่า..อย่ายิงนะ”
โจกดเสียงต่ำสั่ง “เงียบ!!”
สองคนนั้นถูกปืนจ่อ แถมมองอะไรไม่ชัดแสบตาก็แสบ ไหนเลยจะกล้าลองดี เสียงถามจากคนข้างบนดังลงมา
“เป็นไงบ้างวะ”
“ตอบไปว่ามีของในนี้” เหรินซวงอิ๋นสั่งแล้วก็ดันปลายกระบอกปืนกดลงที่ท้ายทอยเร่งชายคนนั้นจำต้องโกหก
“มีของ แต่ไม่มีคน”
“แจ๋ว งั้นพวกเราลุยเห้ยสั่งให้มันหยุดรถด้วย จะได้ขนของลงง่ายๆ รีบหน่อย เดี๋ยวพวกแม่งจะรู้ตัวซะก่อน”แต่ไม่นานพวกมันก็รู้ว่ารถคันนี้ไม่มีคนขับ
"คนขับหายไป"เสียงเตือนที่ดังขึ้น ช้าเกินไป สามคนที่เหลือกระโดดลงมาเสียแล้ว คนหนึ่งตะโกน “นี่มันควันอะไรวะ”
เมื่อคนสุดท้ายเท้าสัมผัสพื้นกระสุนสองนัดก็เจาะร่าง สองคนก่อนหน้าที่ล่อพวกเดียวกันให้ลงมาทรุดกองกับพื้นตายคาที่ โจมองเห็นในที่มืดชัดเจนในสถานการณ์ที่ตึงเครียดเขากลับเพิ่งเห็นว่าคุณนายเล็กกำลังหลับตา
ไม่ใช่ว่าแสบตาจนลืมไม่ขึ้นหรอกนะ
ยังไม่ทันได้ถามเหรินซวงอิ๋นก็ยกมือข้างซ้ายขึ้น ตบลงในอากาศใบพัดระบายอากาศด้านบนมีแรงที่มองไม่เห็นดึงลงมาใบพัดเหล็กบางเฉียบคมกริบหมุนตรงมา ตัดเส้นเลือดใหญ่ที่ลำคอของสามคนที่เหลือดังฉึ่กก สามเสียง ตามลำดับการยืน ใบพัดอาบเลือดเฉียดไหล่โจไปนิดเดียวสุดท้ายปักอยู่ที่ผนังด้านข้าง
คนสามคนยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าถึงช่วงสุดท้ายของชีวิตแล้ว
โจคิดว่าตัวเองก็มีความกล้าพอตัวบัดนี้กลับมีอาการขาอ่อน รู้สึกว่าต้องการยาดมด้วย
“โทษที ผมยังคุมแรงไม่คล่อง ทำคุณตกใจ”
“ไม่...ไม่เป็นไร..ครับ”
เหรินซวงอิ๋นล้วงแว่นตามาสวม โจงงเป็นไก่ตาแตกไหงเมื่อกี้ไม่สวมเล่า คุณนายเล็กราวกับผู้หยั่งรู้เขาตอบคำถามนั้นโดยที่โจไม่ทันได้ถามออกมา
“แค่อยากฝึกในที่มืดดู”
ฝะ..ฝึก เทพสมุทรช่วยด้วยคุณนายเล็กของผมคล้ายจะบ้า มาฝึกอะไรตอนนี้ มือซ้ายสามีกลืนน้ำลาย กล้าๆ กลัวๆก่อนจะถาม
"แล้วคุณนายเล็กรู้ได้ไงว่าเสียงไหนคือผมหรือพวกมัน"
เหรินซวงอิ๋นยิ้มซนๆ โคลงหัวแล้วตอบ"เดาหนะ"
"...."สีหน้าของโจทำให้คุณนายเล็กขำออกมา "ล้อเล่น ผมจำเสียงคุณได้ตั้งแต่คุณขึ้นมาบนรถนี้แล้ว พื้นรองเท้าของคุณกับพวกนั้นคนละอย่างกัน"
ค่อยยังชั่วเอ๋..แล้วถ้าพื้นรองเท้าบังเอิญเหมือนกันเล่า โจหันไปมองใบพัดที่มีเลือดอาบของเหลวสีแดงเหนียวหนืดหยดลงพื้น พลันทั้งตัวก็ขนลุกซู่
"โจ"
“ครับ!! เอ่อ..พวกมันยึดรถไว้แล้วคุณว่ามันจะพาเราไปไหน”
เหรินซวงอิ๋นมองโจ “ก็ต้องพาไปหานายมันอยู่แล้วนี่คือสาเหตุที่คุณชายของคุณให้มีรถว่างรั้งท้ายถึงสามคัน เพื่อป้องกันไม่ให้มีพวกแมวขโมยแอบดอดเอาของไปยังไงล่ะ”
“ผมคิดว่าเอาไว้สับขาหลอกตอนย้ายของไปไว้ที่คุณชายกับพี่ข่ายซะอีก” ที่คิดแบบนี้เพราะโจคาดไม่ถึงว่ายังไม่ทันพ้นเขตมหานครดีก็มีพวกใจกล้าเสียแล้ว
“เอาล่ะหัวหน้าโจคุณว่าพวกเราควรทำไงต่อ”
โจฟังแล้วก็แทบจะกราบวิงวอนคุณนายเล็กคุณเก่งกว่าผม มีฐานะเป็นเจ้านายผมนะ คุณสั่งเถอะ ผมพร้อมทำตาม
เหรินซวงอิ๋นยังสนุกกับการแกล้งลูกน้องสามี“แต่คุณเป็นนายจ้างผมนะ”
“โธ่คุณนายเล็กครับ เห็นใจผมเถอะ”เขาจะกราบแล้วจริงๆ
“อะไรกันแค่นี้ก็คิดไม่ออกจะรับมือกับเรื่องอื่นได้ไง โจ การส่งของครั้งนี้ไม่ง่ายอย่างที่คุณคิดหรอกนะ”
“คุณหมายถึง”
คุณนายเล็กตั้งคำถาม “ทำไมเราถูกจู่โจม ตั้งแต่ยังไม่ทันออกจากมหานคร คุณรู้หรือเปล่า”
โจส่ายหน้า “ไม่รู้ครับ”
“ตอนที่สี่คนนี้ลงมาก่อนเขาตอบเพื่อนไปว่าเจอของแต่ไม่เจอใคร หมายความว่าเป้าหมายคือคน ไม่ใช่ของดูท่าจะมีคนอยากจะตัดกำลังเรา”
“ใครกันครับ”
“ในเขตมหานครอย่างนี้คุณคิดว่าใครจะกล้า”
โจคิดไปคิดมา มีแค่ทางเดียวที่เป็นไปได้ “ทางการเหรอ แต่งานนี้พวกเราก็ทำให้เขาอยู่นะ”
เหรินซวงอิ๋นเองก็สงสัยเหมือนกันทางเป็นไปได้คือ มีคนอยากพังงานของนายพลเติ้งไห่ อาจจะแค่อยากเขี่ยเขาลงจากตำแหน่งเพื่อจะได้ขึ้นมาแทน หรือไม่ก็ร่วมมือกับคนนอก ใครคนนั้นเอาตำแหน่ง คนนอกเอาของไปแค่นี้ก็ลงตัวแล้ว
"รอดู ว่ารถจะไปหยุดที่ไหน"
“คุณนายเล็กจะตามไปจัดการพวกมันเหรอครับ”
เหรินซวงอิ๋นมองโจเหมือนมองเด็กคนหนึ่งไม่สิ เป้ยเป้ยยังเข้าใจง่ายกว่าหมอนี่เลย เริ่มไม่แน่ใจว่าโจหัวช้าหรือเป้ยเป้ยฉลาดเกินไปกันแน่
“จะเสียเวลาไปทำไม” เขาเอาปลาสเตอร์ยาปิดแผลออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แกะแล้วแปะไว้ที่ผนังรถกดปุ่มเปิดประตู หันไปสั่งโจ “นับถึงสามโดด”
โจตั้งท่าจะโดด คุณนายเล็กก็นับ “สาม!!”
อ้าว แล้วหนึ่งกับสองหายไปไหนโจไม่ทันคุณนายเล็กที่โดดลงไปก่อน เขาถอยหลังแล้วซอยเท้าถี่ๆ โดดตามไม่ลืมม้วนตัวเก็บหัวกลางอากาศ เพื่อป้องกันอันตรายผลที่ได้คือตกลงพื้นกลิ้งไปหลายตลบ แต่ไม่มีส่วนไหนที่บาดเจ็บนอกจากจุกนิดหน่อยเท่านั้น
พอตั้งหลักได้ก็เริ่มมองหาเจ้านาย.....