บทที่ 26 ทนไม่ไหวแล้ว!
จางหลิงหลานวิ่งกลับบ้าน พอใกล้ถึงบ้านก็เห็นรถลากวัวจอดอยู่หน้าบ้านของหนิงหรานจริงๆ หนิงเฉิงฮุยและสวีอวี้จู กำลังขนของเข้าออก
พอมองให้ชัด ๆ อีกครั้ง ใช่เลย!
มีแป้งสาลีขาว ข้าวสาร และของจำเป็อื่นๆ ดูก็รู้ว่าต้องใช้เงินเยอะมาก
แต่พวกเขามีเงินได้ยังไง!?
จางหลิงหลานจ้องรถลากวัวด้วยความไม่อยากจะเชื่อ รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังตกอยู่ในความฝัน
มีชาวบ้านหลายคนมามุงดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น
มีคนเห็นจางหลิงหลานวิ่งมา ก็หลีกทางให้ด้วยความหวังดี แต่ไม่นานจางหลิงหลานก็รู้สึกตัว ตัดสินใจวิ่งกลับเข้าบ้านตัวเองทันที
หนิงหรานเห็นจางหลิงหลานกลับมาโดยไม่มีหนิงชิงเฟิ่ง
ดูเหมือนว่าจางหลิงหลานตั้งใจจะไปตามจางต้าจู้และจางเสี้ยวเทียน แต่พอได้ยินข่าวของเธอก็รีบวิ่งกลับมาโดยไม่สนใจอะไร
หนิงหรานนั่งอยู่ในบ้าน หนิงเฉิงฮุยและสวีอวี้จูเป็ห่วงขาของเธอ ไม่อยากให้เธอช่วยขนของ
แต่บ้านของเธอกับบ้านของหนิงชิงเฟิ่งอยู่ติดกัน ไม่ว่าจะมีเสียงอะไรดังขึ้นมา ก็ได้ยินอย่างชัดเจน
หนิงหรานได้ยินเสียงจางหลิงหลานะโเรียกหนิงชิงเฟิ่งอย่างชัดเจน หลังจากนั้นก็เงียบไป
หนิงหรานไม่รู้สึกอะไรมาก ดื่มน้ำร้อนอย่างใจเย็น
อะไรจะเกิด สุดท้ายก็ต้องเกิดอยู่ดี
ไม่นาน ผู้คนที่มุงดูอยู่หน้าประตูก็หลีกทางให้หนิงชิงเฟิ่งและแม่ของเธอวิ่งเข้ามาด้วยความโกรธ
ตอนนั้น หนิงเฉิงฮุยและสวีอวี้จูเพิ่งจัดวางโถต่างๆ ในบ้านเสร็จ และกำลังจะออกไปขนของอย่างอื่น
ไม่รู้ว่าหนิงเฉิงฮุยคิดไปเองหรือเปล่า แต่เขารู้สึกว่าหลังจากกินข้าวที่โรงอาหารโรงพยาบาลตอนเที่ยง เขารู้สึกมีแรงมากขึ้น แม้แต่เอวก็ดูเหมือนจะดีขึ้น
เขาคิดว่าเป็เพราะอาหารที่เขากินมีคุณค่าทางโภชนาการมาก
เมื่อออกมาเจอหนิงชิงเฟิ่ง หนิงเฉิงฮุยก็ชะงักไปเล็กน้อย
“พวกเธอมาทำอะไรที่นี่?”
เมื่อเห็นรถลากวัวที่หน้าบ้าน หนิงชิงเฟิ่งก็รู้ว่าสิ่งที่ลูกสาวพูดเป็ความจริง พอเห็นหนิงเฉิงฮุยและสวีอวี้จูดูแข็งแรงสดใส เธอก็โกรธจนแทบคลั่ง
“ดีนี่! คนแก่สองคนนี่! ตอนนั้นฉันก็สงสัยแล้วว่าพวกแกแอบซ่อนเงินไว้ ไม่ยอมบอกฉัน ที่แท้ก็ซ่อนไว้จริงๆ!”
สีหน้าของหนิงหรานเ็าลงทันที
สวีอวี้จูงสงสัย “เงินอะไร? ซ่อนอะไร? เธอพูดเื่อะไร?”
ในเื่นี้ จางหลิงหลานเห็นด้วยกับแม่ของเธอ เธอพูดด้วยความโมโห ราวกับราดน้ำมันลงบนกองไฟ
“ยังจะเื่อะไรอีกล่ะ! พวกแกแอบเก็บเงินไว้ แล้วยังจะเอาไปให้ไอ้เด็กสารเลวนั่นอีก! ยังไงซะบ้านเราก็เลี้ยงดูพวกแกมาตั้งนาน พวกแกจะเนรคุณเกินไปแล้ว!”
คำพูดนี้ทำให้สวีอวี้จูยิ่งงงหนักกว่าเดิม แต่ไม่นานเธอกับหนิงเฉิงฮุยก็เข้าใจ
หนิงเฉิงฮุยโกรธจนแทบจะเป็ลม
“ชิงเฟิ่ง พวกเธอพูดอะไรกัน! พูดจาเหลวไหลแบบนี้ได้ยังไง? พวกเราสองเฒ่า เคยไปซ่อนเงินตอนไหน?”
“แล้วของข้างนอกนั่นมันอะไร?!” หนิงชิงเฟิ่งเย้ยหยัน
จากนั้นเธอก็หัวเราะอย่างดูถูกเหยียดหยาม มองหนิงหรานเหมือนกับมองขยะ
“ฉันเป็ลูกสาวแท้ๆ ของพวกแก ตลอดหลายปีมานี้ ฉันเป็คนเลี้ยงดูพวกแก! แล้วผลลัพธ์ล่ะ พวกแกไม่สำนึกบุญคุณแม้แต่น้อย ยังปิดบังซ่อนเร้นอีก
เป็พ่อแม่แบบไหนกัน! ยังจะมาปิดบังฉันเื่เงินอีกเหรอ! ส่วนไอ้เด็กนี่ ใครจะไปรู้ว่าพ่อมันเป็ใคร พวกแกยังจะหวังให้มันมาดูแลพวกแกตอนแก่เฒ่าอีกเหรอ!”
“อ้อ ฉันลืมไป ใครจะไปรู้ล่ะว่าผู้หญิงอย่างหนิงชิงอวิ๋นคนนั้นท้องกับใคร ตอนนั้นก็เกิดเื่วุ่นวายขึ้นมากมาย ผู้คนมากหน้าหลายตาถูกไล่มาอยู่ที่นี่
มีทั้งพวกคนชั้นต่ำสารเลว บางคนกลางวันถูกบังคับให้ทำความสะอาดคอกหมู มีชีวิตอยู่อย่างไร้ค่า
พอตกกลางคืนก็คิดแต่จะทำชั่ว ไปรังแกผู้หญิงในหมู่บ้าน พี่สาวฉันยังท้องก่อนแต่งได้เลย ใครจะไปรู้ว่าหล่อนทำอะไรลงไปได้บ้าง!
หลานสาวที่พวกแกทั้งรักทั้งหวง อาจจะเป็ลูกที่เกิดจากการถูกไอ้แก่สารเลวคนไหนข่มขืนก็ได้ แค่อายที่จะพูดออกมา…”
ตอนแรกหนิงชิงเฟิ่งไม่ได้คิดจะด่ามากขนาดนี้ แต่ไม่รู้ทำไม พอเห็นหนิงหรานที่ดูบอบบาง สวยงาม และน่าสงสาร เธอก็นึกถึงพี่สาวของเธอ หนิงชิงอวิ๋นอย่างเลี่ยงไม่ได้
เธอนึกถึง่เวลาที่น่าอับอายและเ็ป นึกถึง่เวลาที่ทุกคนต่างให้ความสนใจและจับจ้องไปที่ผู้หญิงคนนั้น
ในตอนนั้น ไม่ว่าเธอจะทำอะไร พยายามแค่ไหน ก็ไม่ได้รับความสนใจจากใคร รวมถึงพ่อแม่ของเธอเอง!
พวกเขาสนใจแต่หนิงชิงอวิ๋นเสมอ!
ใครจะคิดว่าหนิงชิงอวิ๋น ดอกไม้งามประจำหมู่บ้านหนิงสุ่ย ที่ใครๆ ก็ชื่นชมและหมายปอง แม้แต่คนจากหมู่บ้านรอบๆ ก็อยากมาสู่ขอกลับตั้งท้องขึ้นมาอย่างเงียบๆ
ท้องก่อนแต่งงาน โดยไม่รู้ว่าพ่อของเด็กเป็ใคร
มีแต่คนพูดจาถากถางสารพัด
ตอนแรก หนิงชิงอวิ๋นโด่งดังแค่ไหน ตอนหลังเธอก็ถูกดูิ่เหยียดหยามมากเท่านั้น
ว่ากันว่าตามจริงแล้ว หนิงชิงอวิ๋นควรจะถูกประจานและไล่ออกจากหมู่บ้าน ถึงจะไม่ตายแต่ลูกนอกสมรสในท้องก็คงไม่รอด
เพราะในยุคนั้น การตั้งครรภ์ก่อนแต่งงานถือเป็เื่ผิดศีลธรรมอย่างร้ายแรง เป็การทำลายชื่อเสียงของหมู่บ้าน
แต่สุดท้าย หนิงเฉิงฮุยและภรรยาก็ปกป้องลูกสาวและหลานสาวไว้ได้ แม้จะต้องเผชิญกับความอับอายขายหน้าในอีกสิบกว่าปีต่อมา
ความเคารพและผูกพันที่หนิงหรานมีต่อตายาย ก็เป็เพราะเื่นี้ส่วนหนึ่ง
ในความคิดของเธอ การที่พวกเขายืนหยัดต่อสู้กับแรงกดดันจากผู้คน และปกป้องเธอและแม่ของเธอในยุคสมัยที่วุ่นวายแบบนั้น ช่างเป็เื่ที่น่ายกย่อง
ในขณะเดียวกัน เธอก็เชื่อมั่นว่าพ่อของเธอต้องไม่ใช่คนธรรมดา
เพราะใบหน้าของเธอมีส่วนคล้ายกับคนในตระกูลหนิงเพียงสี่ส่วน ส่วนที่เหลือต้องเหมือนพ่อของเธออย่างแน่นอน
หนิงหรานรู้ตัวดีว่าเธอสวย และแอบภูมิใจในรูปลักษณ์ของตัวเองอยู่บ้าง ไม่ใช่เพราะความถือตัว แต่เพราะสิ่งนี้ทำให้เธอมีความเชื่อ
เชื่อว่าพ่อของเธอ ชายที่แม่ของเธอยินดีรอคอย จะเป็ผู้ชายที่หล่อเหลา อ่อนโยน และองอาจ
“หนิงชิงอวิ๋นทำตัวเป็ผู้หญิงแพศยาขนาดนั้น ลูกที่เกิดมาก็คงไม่ต่างกัน”
หนิงชิงเฟิ่งรู้สึกพึงพอใจจากการด่าทอหนิงหราน ยิ่งพูดยิ่งได้ใจ
“ฉันจะบอกอะไรให้นะ ตราบใดที่ฉันยังอยู่ แกก็ยังเป็หนี้ตระกูลหนิงของฉัน ใครพูดก็ไม่สำคัญ!”
หนิงชิงเฟิ่งจ้องหนิงหรานอย่างเคียดแค้น ราวกับมีไฟในดวงตา
แม้ว่าก่อนหน้านี้หนิงหรานจะเตรียมใจไว้มากแค่ไหน บอกตัวเองว่าเพื่อให้ตายายของเธอยอมรับ เธอต้องใจเย็นกับหนิงชิงเฟิ่ง
แต่ในขณะนี้ เมื่อได้ยินคำพูดหยาบคายเ่าั้ ไฟโทสะในใจของเธอก็พลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้
เธอทนไม่ไหวแล้ว!
ถ้ายังทนต่อไป เธอก็ไม่ใช่หนิงหราน!
หนิงหรานเตะเก้าอี้ยาวจนล้ม จากนั้นก่อนที่หนิงชิงเฟิ่งจะทันตั้งตัว เธอก็รีบวิ่งไปที่ข้างกำแพง คว้าไม้กวาดเก่าๆ ที่อยู่ตรงนั้น
แล้วกลับมาจ้องมองหนิงชิงเฟิ่งอย่างเดือดดาล
“แกลองพูดอีกคำสิ!”
“ไม่ว่าจะเป็ตายายของฉัน หรือแม่ของฉัน ก็ไม่ใช่คนที่แกมีสิทธิ์จะพูดถึง!”
“แกไม่คู่ควร!”
พูดจบ เธอก็โยนไม้เท้าทิ้ง แล้วพุ่งเข้าใส่หนิงชิงเฟิ่งที่กำลังตกตะลึง
แม้ขาที่าเ็จะส่งความเ็ปอย่างรุนแรง แต่ในใจของหนิงหราน กลับรู้สึกโล่งอย่างบอกไม่ถูก ทำให้เธอไม่สนใจอะไรทั้งนั้น แม้แต่ขาที่าเ็
ในที่สุดเธอก็ได้ทำในสิ่งที่อยากทำมาตลอดสิบกว่าปีในชาติที่แล้ว!
เธอจะต้องสั่งสอนหนิงชิงเฟิ่งให้หลาบจำ!