ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 54 ภาวะคลอดบุตรยาก

            สวีหว่านหนิงหยิบน้ำตาลทรายแดงกับพุทราจีนอย่างละครึ่งกิโลกรัมและแม่ไก่ที่ถอนขนทำความสะอาดเรียบร้อยแล้วออกมาอีกหนึ่งตัว

            แม่ไก่ยังคงเป็นไก่ที่เธอแลกมาจากชาวบ้านในหมู่บ้านอวบอ้วนน่ารับประทาน

            ตงจื่อน้ำตาคลอเขาสูดน้ำมูกเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “พี่สะใภ้พี่เอาของมาให้เยอะขนาดนี้อีกแล้ว ผมกับชุ่ยเฟินไม่รู้จะขอบคุณพี่อย่างไรครับ”

            ช่วงที่ผ่านมาสวีหว่านหนิงมาหาสามวันทีสี่วันครั้ง แม้จะขอให้เขาช่วยงานเล็กๆ น้อยๆแต่ไม่เคยมาหาเขามือเปล่าเลยสักครั้ง

            ตงจื่ออยากปฏิเสธความช่วยเหลือของสวีหว่านหนิงแต่สิ่งที่เธอเอามาให้ล้วนเป็นสิ่งที่ชุ่ยเฟินต้องการทั้งนั้น เพื่อภรรยาและลูกเขาจึงต้องหน้าด้านรับเอาไว้

            “เอาละอย่าพูดเรื่องนี้เลย” สวีหว่านหนิงวางขวดน้ำร้อน แล้วค่อยๆลุกขึ้น “ฉันกลับก่อนนะเรื่องที่คราวก่อนฉันขอให้เธอช่วยสืบให้ ตั้งใจสืบให้ดีล่ะ”

            “พี่สะใภ้ผมจะไปส่งครับ”

            “ไม่เป็นไรอยู่กับชุ่ยเฟินที่บ้านเถอะ”สวีหว่านหนิงปฏิเสธน้ำใจของตงจื่อ

            เธออยากไปที่ตลาดมืดเพื่อแลกสิ่งของจะปล่อยให้ใครรู้ไม่ได้

            สวีหว่านหนิงเข็นจักรยานเข้าไปในซอยเล็กแต่สมองกลับคิดถึงเรื่องแปรรูปอาหาร

            ตอนนั้นเองเธอรู้สึกเหมือนได้ยินใครบางคนตะโกนเรียกชื่อจากด้านหลังเมื่อหันกลับไปก็พบกับตงจื่อที่กำลังวิ่งตามมา

            “พี่สะใภ้ชุ่ยเฟินเธอ...เธอ...”

            “ค่อยๆพูด ชุ่ยเฟินเป็นอะไรกันแน่”

            “เธอน่าจะเริ่มเจ็บท้องแล้วครับน้ำอะไรนั่นแตกแล้ว มีน้ำไหลออกมาเต็มไปหมด พี่สะใภ้ พี่มีประสบการณ์มากกว่าผมพี่ช่วยดูแลชุ่ยเฟินได้ไหม ผมจะรีบไปหาหมอตำแย”

            “หาหมอตำแยอะไรกัน!” สวีหว่านหนิงขึ้นคร่อมจักรยานแล้วปั่นออกไปอย่างรวดเร็วแต่เธอไม่ลืมตะโกนสั่งตงจื่อว่า “ยังไม่รีบพาไปส่งโรงพยาบาลอีกมัวแต่ยืนอึ้งอะไรอยู่เล่า!”

            หลังสวีหว่านหนิงกลับมาที่บ้านของตงจื่อชุ่ยเฟินกำลังนอนโอดครวญอยู่บนเตียง

            แม้เธอจะเป็นแม่คนโดยไม่ต้องเจ็บตัวแต่ร่างกายนี้ยังมีความทรงจำตอนคลอดลูกเพราะฉะนั้นสวีหว่านหนิงจึงเข้าใจดีว่ามันเป็นความเจ็บแบบไหน

            “ตงจื่อเอารถเข็นมา อุ้มชุ่ยเฟินขึ้นไปนอนบนนั้น ฉันจะเก็บของให้”

            “พี่สะใภ้...” มือเล็กของชุ่ยเฟินคว้าชายเสื้อของสวีหว่านหนิงใบหน้านั้นซีดขาวไร้สีเลือด ก่อนจะพูดอย่างอ่อนแรงว่า “ฉันคลอดที่บ้านก็ได้ค่ะ”

            “ไม่ได้!”

            “ไม่ได้!”

            สวีหว่านหนิงกับตงจื่อปฏิเสธพร้อมกัน

            ตงจื่อมองหน้าสวีหว่านหนิงก่อนจะก้มศีรษะลงไปพูดกับชุ่ยเฟินว่า “ไม่ต้องกลัวพวกเรายังพอมีเงินให้เธอไปคลอดลูกที่โรงพยาบาล ต่อให้ไม่พอก็ไม่เป็นไรพวกเราจะขอยืมจากพี่สะใภ้ก่อน ไว้เธออยู่ไฟครบแล้ว ฉันจะออกไปหางานทำรับรองว่าเราจะต้องใช้หนี้คืนได้อย่างแน่นอน”

            “เวลาแบบนี้เลิกพูดเรื่องพวกนี้เถอะตงจื่อ ยืนนิ่งอยู่ทำไม ไปเอารถมาสิ!”

            “ครับๆผมจะไปเดี๋ยวนี้!”

            ชุ่ยเฟินเจ็บท้องจนพูดไม่ออกอีกแล้วเธอได้แต่มองสวีหว่านหนิงกับตงจื่อเดินวุ่นทั่วบ้านอย่างไร้เรี่ยวแรง

            ในที่สุดพวกเขาก็พาชุ่ยเฟินมาถึงโรงพยาบาลประโยคเดียวของหมอทำให้ชายร่างใหญ่อย่างตงจื่อถึงกับร้องไห้โฮ

            “เด็กไม่ยอมกลับหัวสภาพร่างกายของแม่เด็กก็ไม่พร้อม ดีที่พามาส่งโรงพยาบาลทันเวลาไม่อย่างนั้นเด็กในท้องอาจจะขาดอากาศหายใจได้ตอนนี้รีบไปจ่ายเงินทำเรื่องส่งตัวคนไข้เข้าโรงพยาบาลเถิด”

            สวีหว่านหนิงเห็นตงจื่อยืนพิงกำแพงร้องไห้อย่างเจ็บปวดจึงเดินไปจ่ายเงินเอง

            ทว่าสองวันผ่านไปแล้วชุ่ยเฟินก็ยังไม่สามารถคลอดบุตรอย่างราบรื่นได้

            ในห้องรอคลอดมีว่าที่คุณแม่อยู่สี่คนชุ่ยเฟินคือคนที่ร้องโอดโอยเสียงดังที่สุด

            เวลาผ่านไปแล้วสองวันดวงตาของตงจื่อคลอไปด้วยน้ำตาตลอดเวลา

            “ใครคือญาติของหลี่ชุ่ยเฟิน”

            สวีหว่านหนิงเพิ่งหิ้วกล่องข้าวเข้ามาในห้องก็ได้ยินคำถามของหมอ

            “อยู่นี่ค่ะ” สวีหว่านหนิงตบตัวตงจื่อ “หมอเรียกเธอน่ะ”

            ครึ่งชั่วโมงผ่านไปตงจื่อก็กลับมา

            ทว่าสภาพของเขากลับเหมือนคนไร้วิญญาณสายตาล่องลอย สีหน้านิ่งขึง

            สวีหว่านหนิงกำลังป้อนซุปไก่ให้ชุ่ยเฟินดื่มทว่าเมื่อเห็นท่าทีของตงจื่อแล้วจึงรีบถามด้วยความกังวลว่า “หมอว่ายังไงบ้าง”

            “หมอบอกว่าชุ่ยเฟินอยู่ในภาวะคลอดบุตรยากถ้าเด็กยังไม่ยอมกลับหัวอาจจะขาดอากาศหายใจ เพราะฉะนั้นหมอเลยถามพวกเราว่าจะผ่าคลอดหรือไม่”

            ปัจจุบันมีการผ่าคลอดแล้วแต่คนที่เลือกผ่าคลอดมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย และการผ่าคลอดยังล้มเหลวมากกว่าสำเร็จอีกด้วย

            ชุ่ยเฟินได้ยินว่าต้องผ่าคลอดก็รู้สึกต่อต้าน

            “ต้องกรีดท้องเพื่อเอาเด็กออกมางั้นหรือไม่ได้ ไม่ได้หรอก ถ้าเกิดมีดไปโดนเด็กจะทำอย่างไร ฉันไม่อยากผ่าคลอด”

            “ฉันก็ไม่เห็นด้วยกับการผ่าคลอดเหมือนกันมันคือการเอามีดกรีดเปิดท้อง อันตรายมาก! แต่...แต่หมอบอกว่าถ้าไม่ผ่าคลอดอาจจะรักษาชีวิตเด็กไว้ไม่ได้”

            ตงจื่อไม่ได้เล่าว่าที่จริงแล้วคำพูดเดิมของหมอคือ ถ้าไม่ผ่าคลอด จากสถานการณ์ของคนไข้ในตอนนี้เกรงว่าจะรักษาชีวิตของทั้งแม่และลูกเอาไว้ไม่ได้

            สวีหว่านหนิงรู้ดีว่าการผ่าคลอดไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดโลกอนาคตมีคุณแม่หลายคนเลือกที่จะผ่าคลอดมากกว่าการคลอดแบบธรรมชาติด้วยซ้ำ

            แต่เธอคงเกลี้ยกล่อมพวกเขาไม่ได้

            เพราะศาสตร์การแพทย์ในยุค70 นั้นล้าหลังกว่ามาก ต่อให้อยู่ที่ปักกิ่งโอกาสที่จะผ่าคลอดสำเร็จก็มีไม่ถึงครึ่งหนึ่ง นับประสาอะไรกับที่ตำบลเหอตงเล็กๆ แห่งนี้

            หากชุ่ยเฟินลุกจากเตียงผ่าตัดไม่ได้ขึ้นมาเธอที่เป็นคนเกลี้ยกล่อมคงรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต

            “ตงจื่อจะทำอย่างไรดีล่ะ!” ชุ่ยเฟินกุมมือตงจื่อ “ฉันไม่อยากผ่าตัด แต่ฉันก็ไม่อยากให้ลูกเป็นอะไร”

            “พวกเราไม่ต้องกลัวไม่ต้องกลัวนะ...”

            นอกจากคำว่าไม่ต้องกลัวตงจื่อไม่รู้จะปลอบใจภรรยาอย่างไร

            เพราะตอนนี้สมองของเขากำลังสับสนไปหมด

            นี่เป็นการตัดสินใจที่ยากและน่าลำบากใจ

            “โอ๊ย...”ทันใดนั้นชุ่ยเฟินก็กุมท้องพลางร้องเสียงหลง เหงื่อบนหน้าของเธอไหลซึมราวกับสายน้ำ“ตงจื่อ ฉันเจ็บท้องมาก เจ็บมากเหลือเกิน...”

            เธอรู้สึกเหมือนมีของบางอย่างกำลังจะหลุดออกจากร่างกาย

            หมอได้ยินเสียงทางนี้จึงรีบมาตรวจดูอาการ

            “สถานการณ์ของคนไข้ไม่ดีเอาเสียเลยจะต้องรีบผ่าตัดโดยด่วน มิเช่นนั้นหากเกิดอะไรขึ้นมาพวกคุณต้องรับผิดชอบเอง!”

            “ถ้าอย่างนั้นก็ผ่าตัด!”

            “พี่สะใภ้...”

            ตงจื่อมองหน้าสวีหว่านหนิงที่ช่วยตัดสินใจแทนเขา“แต่ว่า......”

            “ตงจื่อถ้าเลือกผ่าตัด ชุ่ยเฟินกับเด็กในท้องยังมีหวังว่าจะรอดชีวิต แต่ถ้าไม่ผ่าตัดเกรงว่า...”

            ตงจื่อเข้าใจเหตุผลนี้ดีเมื่อครู่เขาถึงได้ลังเลขนาดนั้น

            ชุ่ยเฟินจมดิ่งอยู่กับความเจ็บปวดรวดร้าวเสียงร้องของเธอดังขึ้นเรื่อยๆ

            เธอไม่ได้ยินอีกแล้วว่าสวีหว่านหนิงกับตงจื่อกำลังคุยอะไรกัน

            เมื่อเห็นภาพตรงหน้าตงจื่อก็ตัดสินใจได้ในทันที “ได้ ถ้าอย่างนั้นก็ผ่าคลอด!”

            ตอนลงนามบนเอกสารยินยอมมือของตงจื่อสั่นระริก

            ตัวอักษรแค่สองตัวตงจื่อใช้เวลาหลายนาทีกว่าจะเขียนเสร็จ

            “เอาละพวกคุณไปชำระค่ารักษาเถิด”

            สวีหว่านหนิงตบไหล่ตงจื่อ“อยู่เป็นเพื่อนชุ่ยเฟินที่นี่ ฉันจะไปจ่ายเงิน”

            ค่าผ่าตัดคลอดบุตรค่อนข้างแพงสวีหว่านหนิงจ่ายเงินไปรวดเดียวยี่สิบหยวนเพราะกลัวจำนวนเงินจะไม่พอค่ารักษาแล้วพวกเขาจะหยุดการให้ยาชุ่ยเฟิน

             

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】 ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    355K 505
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.36M 891
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    955K 747
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185