สวีหว่านหนิงหยิบน้ำตาลทรายแดงกับพุทราจีนอย่างละครึ่งกิโลกรัมและแม่ไก่ที่ถอนขนทำความสะอาดเรียบร้อยแล้วออกมาอีกหนึ่งตัว
แม่ไก่ยังคงเป็นไก่ที่เธอแลกมาจากชาวบ้านในหมู่บ้านอวบอ้วนน่ารับประทาน
ตงจื่อน้ำตาคลอเขาสูดน้ำมูกเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “พี่สะใภ้พี่เอาของมาให้เยอะขนาดนี้อีกแล้ว ผมกับชุ่ยเฟินไม่รู้จะขอบคุณพี่อย่างไรครับ”
ช่วงที่ผ่านมาสวีหว่านหนิงมาหาสามวันทีสี่วันครั้ง แม้จะขอให้เขาช่วยงานเล็กๆ น้อยๆแต่ไม่เคยมาหาเขามือเปล่าเลยสักครั้ง
ตงจื่ออยากปฏิเสธความช่วยเหลือของสวีหว่านหนิงแต่สิ่งที่เธอเอามาให้ล้วนเป็นสิ่งที่ชุ่ยเฟินต้องการทั้งนั้น เพื่อภรรยาและลูกเขาจึงต้องหน้าด้านรับเอาไว้
“เอาละอย่าพูดเรื่องนี้เลย” สวีหว่านหนิงวางขวดน้ำร้อน แล้วค่อยๆลุกขึ้น “ฉันกลับก่อนนะเรื่องที่คราวก่อนฉันขอให้เธอช่วยสืบให้ ตั้งใจสืบให้ดีล่ะ”
“พี่สะใภ้ผมจะไปส่งครับ”
“ไม่เป็นไรอยู่กับชุ่ยเฟินที่บ้านเถอะ”สวีหว่านหนิงปฏิเสธน้ำใจของตงจื่อ
เธออยากไปที่ตลาดมืดเพื่อแลกสิ่งของจะปล่อยให้ใครรู้ไม่ได้
สวีหว่านหนิงเข็นจักรยานเข้าไปในซอยเล็กแต่สมองกลับคิดถึงเรื่องแปรรูปอาหาร
ตอนนั้นเองเธอรู้สึกเหมือนได้ยินใครบางคนตะโกนเรียกชื่อจากด้านหลังเมื่อหันกลับไปก็พบกับตงจื่อที่กำลังวิ่งตามมา
“พี่สะใภ้ชุ่ยเฟินเธอ...เธอ...”
“ค่อยๆพูด ชุ่ยเฟินเป็นอะไรกันแน่”
“เธอน่าจะเริ่มเจ็บท้องแล้วครับน้ำอะไรนั่นแตกแล้ว มีน้ำไหลออกมาเต็มไปหมด พี่สะใภ้ พี่มีประสบการณ์มากกว่าผมพี่ช่วยดูแลชุ่ยเฟินได้ไหม ผมจะรีบไปหาหมอตำแย”
“หาหมอตำแยอะไรกัน!” สวีหว่านหนิงขึ้นคร่อมจักรยานแล้วปั่นออกไปอย่างรวดเร็วแต่เธอไม่ลืมตะโกนสั่งตงจื่อว่า “ยังไม่รีบพาไปส่งโรงพยาบาลอีกมัวแต่ยืนอึ้งอะไรอยู่เล่า!”
หลังสวีหว่านหนิงกลับมาที่บ้านของตงจื่อชุ่ยเฟินกำลังนอนโอดครวญอยู่บนเตียง
แม้เธอจะเป็นแม่คนโดยไม่ต้องเจ็บตัวแต่ร่างกายนี้ยังมีความทรงจำตอนคลอดลูกเพราะฉะนั้นสวีหว่านหนิงจึงเข้าใจดีว่ามันเป็นความเจ็บแบบไหน
“ตงจื่อเอารถเข็นมา อุ้มชุ่ยเฟินขึ้นไปนอนบนนั้น ฉันจะเก็บของให้”
“พี่สะใภ้...” มือเล็กของชุ่ยเฟินคว้าชายเสื้อของสวีหว่านหนิงใบหน้านั้นซีดขาวไร้สีเลือด ก่อนจะพูดอย่างอ่อนแรงว่า “ฉันคลอดที่บ้านก็ได้ค่ะ”
“ไม่ได้!”
“ไม่ได้!”
สวีหว่านหนิงกับตงจื่อปฏิเสธพร้อมกัน
ตงจื่อมองหน้าสวีหว่านหนิงก่อนจะก้มศีรษะลงไปพูดกับชุ่ยเฟินว่า “ไม่ต้องกลัวพวกเรายังพอมีเงินให้เธอไปคลอดลูกที่โรงพยาบาล ต่อให้ไม่พอก็ไม่เป็นไรพวกเราจะขอยืมจากพี่สะใภ้ก่อน ไว้เธออยู่ไฟครบแล้ว ฉันจะออกไปหางานทำรับรองว่าเราจะต้องใช้หนี้คืนได้อย่างแน่นอน”
“เวลาแบบนี้เลิกพูดเรื่องพวกนี้เถอะตงจื่อ ยืนนิ่งอยู่ทำไม ไปเอารถมาสิ!”
“ครับๆผมจะไปเดี๋ยวนี้!”
ชุ่ยเฟินเจ็บท้องจนพูดไม่ออกอีกแล้วเธอได้แต่มองสวีหว่านหนิงกับตงจื่อเดินวุ่นทั่วบ้านอย่างไร้เรี่ยวแรง
ในที่สุดพวกเขาก็พาชุ่ยเฟินมาถึงโรงพยาบาลประโยคเดียวของหมอทำให้ชายร่างใหญ่อย่างตงจื่อถึงกับร้องไห้โฮ
“เด็กไม่ยอมกลับหัวสภาพร่างกายของแม่เด็กก็ไม่พร้อม ดีที่พามาส่งโรงพยาบาลทันเวลาไม่อย่างนั้นเด็กในท้องอาจจะขาดอากาศหายใจได้ตอนนี้รีบไปจ่ายเงินทำเรื่องส่งตัวคนไข้เข้าโรงพยาบาลเถิด”
สวีหว่านหนิงเห็นตงจื่อยืนพิงกำแพงร้องไห้อย่างเจ็บปวดจึงเดินไปจ่ายเงินเอง
ทว่าสองวันผ่านไปแล้วชุ่ยเฟินก็ยังไม่สามารถคลอดบุตรอย่างราบรื่นได้
ในห้องรอคลอดมีว่าที่คุณแม่อยู่สี่คนชุ่ยเฟินคือคนที่ร้องโอดโอยเสียงดังที่สุด
เวลาผ่านไปแล้วสองวันดวงตาของตงจื่อคลอไปด้วยน้ำตาตลอดเวลา
“ใครคือญาติของหลี่ชุ่ยเฟิน”
สวีหว่านหนิงเพิ่งหิ้วกล่องข้าวเข้ามาในห้องก็ได้ยินคำถามของหมอ
“อยู่นี่ค่ะ” สวีหว่านหนิงตบตัวตงจื่อ “หมอเรียกเธอน่ะ”
ครึ่งชั่วโมงผ่านไปตงจื่อก็กลับมา
ทว่าสภาพของเขากลับเหมือนคนไร้วิญญาณสายตาล่องลอย สีหน้านิ่งขึง
สวีหว่านหนิงกำลังป้อนซุปไก่ให้ชุ่ยเฟินดื่มทว่าเมื่อเห็นท่าทีของตงจื่อแล้วจึงรีบถามด้วยความกังวลว่า “หมอว่ายังไงบ้าง”
“หมอบอกว่าชุ่ยเฟินอยู่ในภาวะคลอดบุตรยากถ้าเด็กยังไม่ยอมกลับหัวอาจจะขาดอากาศหายใจ เพราะฉะนั้นหมอเลยถามพวกเราว่าจะผ่าคลอดหรือไม่”
ปัจจุบันมีการผ่าคลอดแล้วแต่คนที่เลือกผ่าคลอดมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย และการผ่าคลอดยังล้มเหลวมากกว่าสำเร็จอีกด้วย
ชุ่ยเฟินได้ยินว่าต้องผ่าคลอดก็รู้สึกต่อต้าน
“ต้องกรีดท้องเพื่อเอาเด็กออกมางั้นหรือไม่ได้ ไม่ได้หรอก ถ้าเกิดมีดไปโดนเด็กจะทำอย่างไร ฉันไม่อยากผ่าคลอด”
“ฉันก็ไม่เห็นด้วยกับการผ่าคลอดเหมือนกันมันคือการเอามีดกรีดเปิดท้อง อันตรายมาก! แต่...แต่หมอบอกว่าถ้าไม่ผ่าคลอดอาจจะรักษาชีวิตเด็กไว้ไม่ได้”
ตงจื่อไม่ได้เล่าว่าที่จริงแล้วคำพูดเดิมของหมอคือ ถ้าไม่ผ่าคลอด จากสถานการณ์ของคนไข้ในตอนนี้เกรงว่าจะรักษาชีวิตของทั้งแม่และลูกเอาไว้ไม่ได้
สวีหว่านหนิงรู้ดีว่าการผ่าคลอดไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดโลกอนาคตมีคุณแม่หลายคนเลือกที่จะผ่าคลอดมากกว่าการคลอดแบบธรรมชาติด้วยซ้ำ
แต่เธอคงเกลี้ยกล่อมพวกเขาไม่ได้
เพราะศาสตร์การแพทย์ในยุค70 นั้นล้าหลังกว่ามาก ต่อให้อยู่ที่ปักกิ่งโอกาสที่จะผ่าคลอดสำเร็จก็มีไม่ถึงครึ่งหนึ่ง นับประสาอะไรกับที่ตำบลเหอตงเล็กๆ แห่งนี้
หากชุ่ยเฟินลุกจากเตียงผ่าตัดไม่ได้ขึ้นมาเธอที่เป็นคนเกลี้ยกล่อมคงรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต
“ตงจื่อจะทำอย่างไรดีล่ะ!” ชุ่ยเฟินกุมมือตงจื่อ “ฉันไม่อยากผ่าตัด แต่ฉันก็ไม่อยากให้ลูกเป็นอะไร”
“พวกเราไม่ต้องกลัวไม่ต้องกลัวนะ...”
นอกจากคำว่าไม่ต้องกลัวตงจื่อไม่รู้จะปลอบใจภรรยาอย่างไร
เพราะตอนนี้สมองของเขากำลังสับสนไปหมด
นี่เป็นการตัดสินใจที่ยากและน่าลำบากใจ
“โอ๊ย...”ทันใดนั้นชุ่ยเฟินก็กุมท้องพลางร้องเสียงหลง เหงื่อบนหน้าของเธอไหลซึมราวกับสายน้ำ“ตงจื่อ ฉันเจ็บท้องมาก เจ็บมากเหลือเกิน...”
เธอรู้สึกเหมือนมีของบางอย่างกำลังจะหลุดออกจากร่างกาย
หมอได้ยินเสียงทางนี้จึงรีบมาตรวจดูอาการ
“สถานการณ์ของคนไข้ไม่ดีเอาเสียเลยจะต้องรีบผ่าตัดโดยด่วน มิเช่นนั้นหากเกิดอะไรขึ้นมาพวกคุณต้องรับผิดชอบเอง!”
“ถ้าอย่างนั้นก็ผ่าตัด!”
“พี่สะใภ้...”
ตงจื่อมองหน้าสวีหว่านหนิงที่ช่วยตัดสินใจแทนเขา“แต่ว่า......”
“ตงจื่อถ้าเลือกผ่าตัด ชุ่ยเฟินกับเด็กในท้องยังมีหวังว่าจะรอดชีวิต แต่ถ้าไม่ผ่าตัดเกรงว่า...”
ตงจื่อเข้าใจเหตุผลนี้ดีเมื่อครู่เขาถึงได้ลังเลขนาดนั้น
ชุ่ยเฟินจมดิ่งอยู่กับความเจ็บปวดรวดร้าวเสียงร้องของเธอดังขึ้นเรื่อยๆ
เธอไม่ได้ยินอีกแล้วว่าสวีหว่านหนิงกับตงจื่อกำลังคุยอะไรกัน
เมื่อเห็นภาพตรงหน้าตงจื่อก็ตัดสินใจได้ในทันที “ได้ ถ้าอย่างนั้นก็ผ่าคลอด!”
ตอนลงนามบนเอกสารยินยอมมือของตงจื่อสั่นระริก
ตัวอักษรแค่สองตัวตงจื่อใช้เวลาหลายนาทีกว่าจะเขียนเสร็จ
“เอาละพวกคุณไปชำระค่ารักษาเถิด”
สวีหว่านหนิงตบไหล่ตงจื่อ“อยู่เป็นเพื่อนชุ่ยเฟินที่นี่ ฉันจะไปจ่ายเงิน”
ค่าผ่าตัดคลอดบุตรค่อนข้างแพงสวีหว่านหนิงจ่ายเงินไปรวดเดียวยี่สิบหยวนเพราะกลัวจำนวนเงินจะไม่พอค่ารักษาแล้วพวกเขาจะหยุดการให้ยาชุ่ยเฟิน