“เป็อะไรไปเหตุใดเ้าจึงมีสีหน้าบึ้งตึงเช่นนั้นเล่า”มี่เฉิงเอ่ยถามบุตรสาวของตนด้วยน้ำเสียงขบขันเมื่อเห็นว่าตอนนี้มี่เจินนั้นมีสีหน้าบึ้งตึงอยู่ไม่น้อยเลย
“ไม่รู้ทำไมปลาไม่ติดเบ็ดของข้าเ้าค่ะ”มี่เจินเอ่ยตอบด้วยสีหน้าแง่งอนเพราะั้แ่นั่งมาด้วยกัน ก็มีเพียงนางเท่านั้นที่ไม่ได้ปลาติดไม้ติดมือเลยแม้แต่ตัวเดียว
“อดทนอีกหน่อยเถอะอีกไม่นานก็คงจะมีปลามาติดเบ็ดของเ้าเอง”มี่เฉิงที่เห็นว่าตอนนี้ได้มีปลาเล็กปลาน้อยขึ้นมาหายใจเหนือผืนน้ำภายในช่องวางที่เขาและลูกชายได้ขุดอยู่มากเขาเห็นเช่นนั้นจึงได้ลุกขึ้นไปที่กอไผ่ไม่ไกล แล้วใช้มีดตัดไม้ไผ่เพื่อจะสานเครื่องมือที่ดูคล้ายน้ำถุ้งแต่ซีกไผ่มีความห่างมากกว่าเพื่อใช้ตักปลาที่ขึ้นมาหายใจที่ผิวน้ำ
“หิมะเริ่มตกหนักแล้ว”มี่เฟิ่งที่นั่งเงียบมานานเงยหน้าขึ้นไปมองที่ท้องฟ้าที่ตอนนี้ได้มีเกล็ดหิมะได้โปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย
“อ๊ะ”มี่เจินที่เงยหน้ามองตามน้องชายของนางร้องออกมาเบาๆเมื่อรู้สึกถึงแรงกระตุกจากเบ็ดในมือของนางแต่ไม่วางนางจะออกแรงดึงมากเท่าใด นางก็ไม่สามารถดึงเบ็ดของนางขึ้นมาได้คันเบ็ดที่โค้งงอทำให้นางในตอนนี้รู้ได้ทันทีว่าปลาที่ติดเบ็ดของนางนั้นต้องมีขนาดใหญ่มากเป็แน่นั้นจึงทำให้นางรีบหันไปขอความช่วยเหลือจากมี่เฟิงน้องชายของนาง มี่เฟิงที่เห็นเช่นนั้นจึงได้นำเบ็ดของเขาขึ้นมาวางแล้วเร่งเข้ามาช่วยพี่สาวของเขาทันทีซึ่งเป็เวลาเดียวกับที่มี่เฉิงเดินกลับมาพอดี เขาที่เห็นเช่นนั้นจึงได้ช่วยดึงปลาที่มีขนาดเท่ากับตัวของมี่เจินขึ้นมาได้สำเร็จ
“ไม่น่าเชื่อว่าเราจะได้ปลาเฉา(ปลาจีน)ในหน้าหนาวเช่นนี้”มี่เฉิงที่เห็นว่าปลาที่เขาและลูกชายช่วยกันลากขึ้นมานั้นคือปลาเฉา(ปลาจีน)หันไปเอ่ยกับลูกทั้งสองของตนด้วยสีหน้ายินดีเพราะหากเขานำเอาปลานี้ไปขายเขาก็จะมีเงินมากพอที่จะซื้อข้าวสารมาให้ลูกๆของเขาได้เป็แน่
“ท่านพ่อเก็บปลานั้นก่อนเถอะขอรับเดี๋ยวที่เหลือข้ากับพี่ใหญ่จะจัดการเอง”มี่เฟิงที่เห็นว่าพ่อของเขานั้นเปียกอยู่ไม่น้อยเขาจึงได้เดินไปเก็บเครื่องสานที่พ่อของเขาวางเอาไว้เมื่อครู่มายืนอยู่ที่ปากบ่อที่พ่อของเขาขุดอย่างใจจดใจจ่อและเมื่อผิวน้ำนิ่งไม่นานก็ได้มีเหล่าปลาน้อยใหญ่เริ่มขึ้นมาหายใจตามปกติมี่เฟิงที่เห็นเช่นนั้นเขาจึงรีบใช้น้ำถุ้งตักปลาแล้วสาดไปที่ด้านข้าของบ่อทันทีมี่เจินที่เห็นเช่นนั้นจึงได้เข้าไปเก็บปลาที่ดีดิ้นเหนือผืนน้ำแข็งด้วยรอยยิ้มยินดี แต่ด้วยอากาศที่หนาวเย็นจึงทำให้พวกเขาทั้งสามคนทนอยู่ท่ามกลางทะเลสาบแห่งนี้ได้ไม่นานนักมี่เฟิงและมี่เจินที่ตอนนี้มือทั้งสองข้างของพวกเขานั้นมีสีแดงก่ำจากความหนาวเย็นทำให้พวกเขาต้องถูมือเพื่อเพิ่มความอบอุ่นอยู่บ่อยครั้ง มี่เฉิงที่เห็นเช่นนั้นจึงตัดสินใจให้ลูกทั้งสองหยุดมือแล้วใช้ฟางบางส่วนที่มี่เจินนำมาปิดปากบ่อแล้วจึงไปเก็บกับดักสัตว์ที่เขาและมี่เฟิงวางเอาไว้ก่อนมาตกปลา
“เสียงสูดลมหายใจของคนทั้งสามทำให้พวกเขาตัดสินใจเร่งฝีเท้าไปดูกับดักที่พวกเขาวางเอาไว้เร็วมากขึ้นและผลจากการดักสัตว์ในครั้งนี้ก็ทำให้พวกเขาได้สัตว์ป่ามาเป็อาหารในมื้อเย็นเพิ่มหลายอย่างด้วยกันไม่ว่าจะเป็กระต่ายป่าสี่ตัว แล้วยังมีไก่ป่าอีกสามตัวที่ยังมีชีวิตอยู่ทันทีที่มี่เจินเห็นว่ามีไก่ยังมีชีวิตอยู่อีกสามตัวนางก็ร้องขอให้มี่เฉิงและมี่เฟิงไว้ชีวิพวกมันนั้นจึงทำให้ไก่ที่พวกเขาจะมีไก่ที่สามารถนำไปขายที่ตลาดเพียงสองตัวเท่านั้น
“จวนเออร์พวกเรากลับมาแล้ว”มี่เจินที่มาถึงหน้าประตูร้องบอกน้องสาวของตนเสียงดังมี่เจินที่ได้ยินเช่นนั้นก็รีบเปิดประตูออกมาด้วยรอยยิ้มยินดี
“ว้าวท่านพ่อพวกท่านได้ปลาตัวใหญ่จังเลยเ้าค่ะ”มี่จวนที่ออกมาเอ่ยพร้อมกับรีบวิ่งเข้าไปดูปลาที่อยู่ด้านหลังของพ่อของตนด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นนางวิ่งวนรอบตัวของคนทั้งสามด้วยความตื่นเต้นแล้วจึงรีบเข้าไปรับไก่ทั้งสามตัวจากพี่สาวของตนแล้วรีบนำเข้าไปเก็บภายในบ้านของตนทันทีเมื่อนางได้ยินว่าพี่สาวจะเลี้ยงพวกมันทั้งสามตัวเอาไว้ด้วยความยินดีโดยที่พวกเขาไม่รู้เลยว่าเสียงหัวเราะและภาพความสุขของพวกเขาได้มีเพื่อนบ้านแอบมองดูอยู่ตลอดเพราะพวกเขาสงสัยว่าเหตุใดหน้าหนาวปีนี้นี้พ่อลูกทั้งสี่คนดูไม่เดือดร้อนเช่นปีก่อนๆ
“เห็นหรือไม่ท่านพี่พวกเขาได้ปลามาเช่นนี้คงขายได้ราคาไม่น้อยข้าว่าพวกเราเข้าไปขอยืมเงินจากพวกเขาดีหรือไม่เ้าคะ”นางเฉาหรือเฉาสวีหญิงร่างท้วมหันไปเอ่ยกับสามีของตนด้วยสายตาเ้าเล่ห์
“เ้าคิดว่าพวกมันจะโง่ให้เงินพวกเราหรือไรเงินครั้งที่แล้วเราก็ยังไม่คืนแล้วครั้งนี้เ้ายังคิดว่าพวกมันจะโง่อีกหรือ”หลีิขี้เมาประจำหมู่บ้านหันไปเอ่ยกับเมียของตนด้วยน้ำเสียงขัดใจมันเดินกลับเข้าบ้านของตนอย่างไม่พอใจที่ดูเหมือนว่าหน้าหนาวปีนี้เพื่อนบ้านของเขานั้นดูจะมีสถานะทางบ้านดีกว่าพวกตนเช่นนี้
“ตายจริงอาเฉิงนี้เ้าพาลูกสาวออกไปหาของป่าในฤดูหนาวเช่นนี้ได้อย่างไรได้ลูกสาวงามเช่นนี้ทำไมไม่รู้จักถนอมเสียบ้างยิ่งเจินเออร์นางเพิ่งหายป่วยเช่นนี้เ้าก็ยิ่งไม่ควรพานางออกไปตากลมหนาวนะ”นางเฉาเอ่ยโดยที่สายตาของนางเอาแต่มองสำรวจไปที่เหล่าสัตว์ที่วางอยู่ข้างแคร่หน้าบ้านของสี่พ่อลูก
“ข้าหายแล้วเ้าค่ะข้าไม่อยากอยู่บ้านจึงให้ท่านพ่อพาออกไปเปิดหูเปิดตาที่ป่าเ้าค่ะ”มี่เจินที่กำลังช่วยมี่เฟิงขนท่อนฟื้นออกมาจุดไฟที่หน้าบ้านหันมาเอ่ยตอบพร้อมกับหยิบหยิบกระต่ายมาให้มี่เฟิงลอกหนังนางเฉาที่เห็นเช่นนั้นจึงได้รีบเดินตามมี่เจินมาที่กองไฟทันทีมี่เฉิงที่รอโอกาสจึงรีบยกปลาเฉาและกระต่ายที่เหลืออีกสองตัวเดินออกไปจากบ้านไปทันทีมี่จวนที่เห็นว่าใครมาเยือนนางจึงรีบเข้าไปเก็บซ่อนของในครัวเข้าไปเก็บเอาไว้ที่ใต้เตียงนอนของพ่อและพี่ชายของนางทันทีและเมื่อนางเก็บข้าวของในบ้านเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงได้ออกมานั่งขึงตามองนางเฉาอย่างไม่ค่อยชอบใจนักเพราะนางจำได้ว่าสตรีตรงหน้าร้ายกาจกับครอบครัวของนางเพียงใดเพราะตอนที่พวกนางจำเป็ต้องใช้เงินรักษาพี่ใหญ่ของนางจึงจำเป็ต้องบากหน้าลองไปทวงเงินกับบ้านนางเฉาแต่สิ่งที่ได้กลับเป็นางเฉาที่สาดน้ำใส่นางและพี่ชายทันทีที่ได้ยินว่าพวกนาง้าเงินของพวกนางคืนและั้แ่นั้นมามี่จวนก็ไม่เคยญาติดีกับเพื่อบ้านเช่นนางเฉาอีกเลย
“จวนเออร์เ้ามองข้าเช่นนี้คงยังโกรธป้าอยู่ใช่หรือไม่”นางเฉาที่รับรู้ถึงสายตาไม่เป็มิตรจากเด็กหญิงที่จ้องเขม็งมาที่นางนางจึงได้หันไปส่งยิ้มให้อย่างเป็มิตรแต่ผลที่ได้กลับเป็มี่จวนสะบัดหน้าหนีนางไปอีกทางซึ่งนั้นก็ทำให้นางรู้สึกเคืองอยู่ไม่น้อยแต่เพราะนางต้องอดทนรอขอแบ่งเนื้อตรงหน้าจากสามพี่น้อง นางจึงต้องทนกล่ำกลืนฝืนทนยิ้มให้กับเด็กสามอยู่ราวกับนางไม่รับรู้ถึงสายตาไม่เป็มิตรของเด็กทั้งสามที่มองมาที่นาง
“ท่านแม่มีอะไรให้ข้ากินบ้างขอรับ”หลีจูที่เพิ่งลุกจากที่นอนร้องะโถามแม่ของตนมาจากรั้วบ้านนางเฉาด้วยท่าทางงัวเงีย
“พอดีเลย มาทางนี้ก่อนสิอาเฟิงกำลังจะย่างกระต่ายพอดีเลย”นางเฉาที่เห็นว่าลูกรักของนางกำลังหิวจึงได้กวักมือเรียกลูกชายของนางมาร่วมวงราวกับกระต่ายที่อยู่ในมือของมี่เฟิงนั้นเป็ของนางก็ไม่ปาน หลีจูที่เห็นเช่นนั้นจึงรีบสาวเท้ามานั่งร่วมวงกับสามพี่น้องอย่างรวดเร็วสามพี่น้องที่เห็นเช่นนั้นก็ถอนหายใจออกมาพร้อมกับอย่างไม่ได้นัดหมายพร้อมกับลอบสบตาปรึกษากันสุดท้ายเป็มี่จวนที่ทนไม่ไหวหันไปเอ่ยถามหลีจูอย่างไม่พอใจ
“เพิ่งตื่นหรือเ้าคะ”มี่จวนที่รู้อยู่แล้วแต่แกล้งถามชายร่างั์ตรงหน้าออกไปเสียงเข้ม
“อืมใช่”หลีจูที่เอาแต่มองไปที่กระต่ายในมือของมี่เฟิงเอ่ยตอบอย่างไม่รู้สึกรู้ส่ากับสายตาจิกกัดของมี่จวน
“อาจูของป้าเขาเพิ่งหายป่วยนะเลยเพิ่งตื่นจูเออร์เ้าก็อย่าเก็บเื่เล็กๆน้อยๆพวกนี้ไปเป็อารมณ์เลยนะ”นางเฉาที่เห็นสายตาของมี่จวนที่มองไปที่ลูกรักของนางนางจึงได้รีบพูดแก้ตัวให้กับลูกของนางทันที
“น่าแปลกนะเ้าคะตัวพี่จูก็ใหญ่โตเช่นนี้กลับป่วยจนลุกไม่ขึ้นแต่พี่สาวที่ร่างกายบอบบางอีกทั้งพี่สาวของข้าก็เพิ่งจะหายป่วยไม่มานานเช่นกันสามารถลากสังขารไปหาอาหารกันตายั้แ่เช้ามืด แต่พี่จูที่ดูจะไม่เป็อะไรเลยกลับมาขอแบ่งกระต่ายตัวนิดเดียวไปจากครอบครัวของพวกข้าอยู่บ่อยๆ”มี่จวนเอ่ยพร้อมกับมองเหยียดไปที่ชายร่างหนาตรงหน้าของตนอย่างไม่ชอบใจนักที่สองแม่ลูกมักจะมาเอาเปรียบครอบครัวของนางอยู่บ่อยๆ
“มันจะไม่มากไปหน่อยหรือมี่จวนพี่ๆของเ้ายังไม่ว่าอะไรพวกข้าเลยนะแต่เ้าที่เป็เพียงเด็กหญิงไม่รู้ประสากลับกล้าสอดปากมาว่าข้า”หลีจูลุกขึ้นยืนแล้วมองมาที่มี่จวนด้วยท่าทางขึงขังมี่เจินที่เห็นเช่นนั้นจึงรีบดึงตัวน้องสาวของตนมาหลบอยู่ที่ด้านหลังของตนแล้วเงยหน้ามองไปที่หลีจูด้วยสายตาไม่พอใจที่ชายตรงหน้านอกจากไม่สำนึกบุญคุณของครอบครัวนางแล้วเขายังจะกล้าตะคอกน้องสาวต่อหน้านางและน้องชายของข้าอีก
“ใจเย็นๆกันก่อนแหมหนุ่มสาวก็เช่นนี้เืร้อน อาจูอากาศหนาวมากแล้วแม่ว่าเ้ารีบกลับไปพักผ่อนที่ห้องของเ้าก่อนเถอะนะปะปะเดี๋ยวแม่จะไปส่งเ้านะ”นางเฉาที่เห็นว่าเื่ราวชักจะบานปลายจึงได้เร่งจูงมือของบุตรชายของนางไปส่งที่หน้าบ้านของตน
“ท่านแม่คนพวกนั้นมันเห็นพวกเราเป็อะไร คิดจะด่าก็ด่าคิดจะว่าก็ว่าพวกมันไม่เห็นพวกเราอยู่ในสายตาเลยเช่นนั้นแล้ววันนี้ท่านแม่ต้องหลอกเอาเงินมาจากพวกมันให้ได้นะขอรับ”หลีจูเอ่ยพร้อมกับหันมองไปที่สามพี่น้องด้วยสายตาแค้นเคือง
“ย่อมต้องเป็เช่นนั้นอยู่แล้วเ้ารอกินของดีๆได้เลยเดี๋ยวแม่ต้องรีบไปก่อนนะเดี๋ยวเ้าพวกนั้นจะหนีไปเสียก่อน”นางเฉาที่เห็นว่ามี่เฟิ่งและมี่เจินนั้นเริ่มเก็บของแล้วนางจึงรีบสาวเท้ามาที่ลานหน้าบ้านของบ้านสกุลมี่ทันที
หน้าลานบ้านตอนนี้ทุกคนกำลังเร่งช่วยกันเก็บข้าวของมี่เฟิงที่คิดจะไปดูพ่อของเขาที่ตลาดเขาจึงได้ขอตัวออกไปก่อนมี่เจินที่เห็นเช่นนั้นจึงได้ถือกระต่ายเข้าไปในครัว แล้วใช้มีดผ่าครึ่งแล้วจึงกวักมือเรียกน้องสาวของตนให้เดินเข้ามาทันที
“จวนเออร์เ้าเอากระต่ายไปให้บ้านท่านป้าเฉาเถอะ”มี่เจินเอ่ยพร้อมกับยื่นกระต่ายส่วนบนไปให้กับน้องสาวของตน
“ทำไมเราต้องให้พวกเขาด้วยละเ้าคะ”มี่จวนบุ้ยปากอย่างไม่พอใจ
“หรือเ้าอยากให้นางมาวุ่นวายกับเราละ”มี่เจินเอ่ยถามพร้อมกับรีบเก็บเนื้อส่วนที่เหลือไว้ในที่ลับทันที
“เฮ้อก็ได้เ้าค่ะ”มี่จวนที่เห็นว่ากระต่ายในมือขอองตนนั้นเป็ส่วนบนแล้วดูเหมือนว่าเนื้อท้องส่วนใหญ่พี่สาวของนางก็ได้ตัดแบ่งให้กับครอบครัวของนางมากกว่านางจึงได้ยอมเดินออกไปจากห้องครัวอย่างจำยอมมี่เจินที่เห็นเช่นนั้นจึงได้ลงดาลประตูห้องครัวจากด้านในทันที
“ตายแล้วกำลังจะเอาไปให้ป้าหรือครอบครัวของพวกเ้าช่างใจดีจริงๆ”นางเฉาที่กลับมาพบว่ามี่จวนกำลังถือกระต่ายย่างไปให้นางกับครอบครัวเอ่ยพร้อมกับรีบรับกระต่ายย่างกลับไปที่บ้านของนางด้วยรอยยิ้มชื่นมื่นแต่ทันทีที่นางเปิดห่อกระต่ายภายในบ้านรอยยิ้มของนางก็ค่อยๆเลือนหายไปทันทีเพราะนอกจากกระต่ายจะถูกแบ่งไปมากกว่าครึ่งแล้วส่วนที่นางและครอบครัวของนางได้รับยังเป็ส่วนหัวอีกด้วย
“ได้มาเพียงเท่านี้หรือขอรับ”หลีจูเดินเข้ามาเอ่ยถามนางเฉาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจที่แม่ของเขาขอแบ่งเนื้อมาจากบ้านสกุลมี่มาได้น้อยเกินควร
“นั้นนะสิย่างสองตัวแต่แบ่งมาให้เราเพียงเท่านี้ช่างใจดำกันจริงๆ”หลีิที่เห็นเช่นเดียวกับลูกชายของตนเขาก็ได้แต่เอ่ยสนับสนุนคำพูดของลูกชายของตนพร้อมกับรับถ้วยข้าวจากเมียของตนแล้วคนทั้งสามจึงได้เริ่มลงมือกินข้าวทันที
ตลาดเมืองเฉินซานมี่เฉินที่ตอนนี้กำลังคิดหนักว่าจะเลือกขายปลาเฉาในมือของเขาให้กับผู้ใดเพราะั้แ่ที่เขานำปลาตัวโตออกมาวางที่ด้านหน้าของตนก็มีผู้คนเข้ามาแวะเวียนดูหลายต่อหลายคน ไม่ว่าจะเป็เ้าของโรงเตี้ยมชื่อดังหรือจะเป็เ้าของเหลาอาหารชื่อดังในเมืองต่างก็เข้ามารุมล้อมด้านหน้าเขากันอย่างชุลมุน
“ข้ามาก่อนเช่นนั้นแล้วปลาตัวนี้ต้องเป็ของโรงเตี้ยมของข้า”เสียงแหลมของเถ้าแก่เนี้ยร้องะโบอกชายแก่ตรงหน้าของนางอย่างไม่ยินยอมเมื่อชายแก่ที่มาหลังจากนางเขากำลังแอบอ้างสิทธิ์ความเป็เ้าของของปลาที่นางหมายตาเอาไว้อย่างหน้าด้านๆ
“เ้ามาก่อนก็จริงแต่ข้าก็เป็คนบอกเขาก่อนว่าจะซื้อปลานี้จากพ่อค้า”เสียงเข้มเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ
“เอาเช่นนี้ข้าว่าพวกเรามาประมูลปลากันเถอะขอรับพวกเราจะได้ไม่ต้องมาทะเลาะแย่งปลากันเช่นนี้”เสียงเคร่งเอ่ยนำเสนอความเห็นของตน นั้นจึงทำให้ฝูงชนทั้งหลายเห็นด้วยกับความเห็นนั้น และแล้วการประมูลก็เริ่มต้นขึ้น
“นั้นมันอะไรนะ”มี่เฟิงที่เห็นว่าตอนนี้มีผู้คนมากมายมาอออยู่ด้านหน้าของผู้เป็เอ่ยถามตนเองออกมาเบาๆ
“หนึ่งร้อยห้าสิบอีแปะ”เสียงแหลมร้องบอกราคาประมูลของตนอย่างไม่ยอมแพ้
“สองร้อยอีแปะ”เสียงเข้มร้องบอกทันทีที่เสียงแหลมเอ่ยจบแม่นางมู่เ้าของโรงเตี้ยมที่เห็นเช่นนั้นนางจึงได้แต่หันไปจ้องมองที่ชายแก่ด้านข้างของตนอย่างไม่พอใจ
“สองร้อยห้าสิบอีแปะ”เสียงแหลมเอ่ยพร้อมกับหันไปเหยียดยิ้มร้ายให้กับเถ้าแก่จางอย่างเหนือกว่า
“สามตำลึงเงิน”เถ้าแก่จางกัดฟันเอ่ยออกไปเสียงดังนั้นทำให้มี่เฉิงและมี่เฟิงนั้นถึงกับมองไปที่ปลาด้านของตนด้วยสายตาตื่นตะลึงทันที
“สิบตำลึงเงิน”นางมู่ที่ตอนนี้้าชัยชนะเหนือกว่าสิ่งใดเอ่ยพร้อมกับเชิดหน้าให้กับเถ้าแก่จางที่หันมามองที่นางด้วยความตื่นใ
“หึ”นางมู่ที่เห็นว่าเถ้าแก่จางเดินจากไปนางจึงได้หัวเราะในลำคออกมาเบาๆอย่างสะใจที่ดูเหมือนว่าศึกในครั้งนี้นางจะเป็ผู้กำชัย
“รอช้าอยู่ใยรีบเข้าไปแบกปลากลับไปที่โรงเตี้ยมเสียสิ มัวแต่ยืนบื้ออยู่ได้”เถ้าแก่มู่ที่เดินเข้ามาจ่ายเงินเรียบร้อยแล้วจึงได้หันไปะโว่าคนของตนที่ยืนนิ่งอึ้งกับราคาของปลาตรงหน้าของพวกตน
“ขะขอรับ”เหล่าคนงานที่เห็นเช่นนั้นจึงรีบเข้ามาช่วยกันยกปลาแล้วรีบกลับไปที่โรงเตี้ยมของผู้เป็นายทันที
“ขอบคุณขอรับนายหญิง”มี่เฉิงที่ได้รับเงินมากถึงสิบตำลึงเงินจากการขายปลาตัวเดียวเอ่ยขอบคุณนายหญิงมู่ด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“หากเ้าได้ปลาหรือออะไรดีๆในภายหลังเ้าก็นำมาขายที่โรงเตี้ยมของเราอย่าลำบากมานั่งขายเช่นนี้อีกละข้ารับรองว่าจะให้ราคาของเ้าอย่างยุติธรรมกับพวกเ้าอย่างแน่นอน”นางมู่ที่้าให้ร้านของนางขึ้นชื่อเพียงร้านเดียวในเมืองฉีซานในฤดูหนาวนี้
“ขอรับ”มี่เฉิงเอ่ยตอบรับด้วยน้ำเสียงยินดีเขารีบเก็บเงินที่ได้รับด้วยความระมัดระวังนายหญิงมู่ที่เห็นเช่นนั้นจึงได้ยกยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจให้กับสองพ่อลูกแล้วเดินจากไปทันที
“อาเฟิงพวกเรารีบไปกันเถอะวันนี้พ่อจะซื้อข้าวสารไปให้พวกเราได้กินในหน้าหนาวนี้”มี่เฉิงที่เก็บของเสร็จเรียบร้อยแล้วหันมาเอ่ยบอกบุตรชายของตนด้วยความยินดี
“ท่านพ่อข้าว่าเรารีบกลับกันเถอะขอรับอย่าเพิ่งซื้อข้าวสารหรืออะไรเพิ่มเลย ตอนนี้ที่บ้านมีท่านป้าเฉาคอยอยู่หากพวกเราซื้อข้าวของกลับไปมากมายท่านป้าเฉาอาจจะหาเหตุผลฉกชิงของพวกนั้นจากพวกเราได้นะขอรับและอีกอย่างตอนนี้ที่บ้านของเราก็มีมันเือยู่แล้วข้าคิดว่าพวกเราควรอาศัย่เวลานี้เก็บเงินเพื่อซื้อที่นานะขอรับ”มี่เฟิงเอ่ยแนะนำพ่อของตนด้วยน้ำเสียงเคร่งเพราะหากปลาเฉาเพียงตัวเดียวยังสามารถขายได้เงินมาถึงสิบตำลึงเงินนั้นหมายความว่าหากภายในฤดูหนาวนี้เขาและพ่อของเขาสามารถจับปลาเฉาได้อีกสักสองถึงสามตัวในฤดูใบไม้ผลิพวกเขาก็จะสามารถซื้อที่ดินติดชายป่าได้มากถึงสิบหมู่(สิบไร่)โดยที่พวกเขานั้นยังมีเงินเหลือเอาไว้ซื้อข้าวสารและเสื้อผ้าใหม่อย่างเหลือเฟือ
“เช่นนั้นเ้าเก็บเงินนี้เอาไปให้พี่ใหญ่ของเ้าเก็บเถอะ”มี่เฉิงเอ่ยพร้อมกับส่งเงินที่มีจำนวนสิบตำลึงเงินให้กับบุตรชายของตนโดยที่เขายังเหลือเงินอยู่ในมีอีกหกสิบอีแปะจากขายกระต่ายสามตัวและเงินอีกสิบห้าอีกแปะจากการขายปลาห้าตัว
“ขอรับท่านพ่อ”มี่เฟิงที่ได้เงินมาเยตอบรับแล้วรีบเก็บเงินเข้าไปที่แขนเสื้อของตนด้วยความระมัดระวัง
“พวกเราไปซื้อข้าวสารกันเถอะ”มี่เฉิงที่ไม่ว่าอย่างก็้าจะซื้อข้าวสารให้ได้ในวันนี้หันมาเอ่ยบอกกับลูกชายของตนด้วยรอยยิ้มกว้าง
“ถ้าเราไม่ซื้อข้าวสารเข้าบ้านเลยคนในหมู่บ้านอาจจะสงสัยพวกเราเอาได้นะ”มี่เฉิงเอ่ยอธิบายให้มี่เฟิงฟังถึงเหตุผลที่เขานั้นพยายามจะซื้อข้าวสารเข้าบ้านให้ได้
“เช่นนั้นเราก็ไปกันเถอะขอรับ”มี่เฟิงที่เห็นด้วยกับความเห็นของพ่อของตนเอ่ยตอบรับแล้วเดินตามหลังของพ่อของเขาไปติดๆ