บทที่ 8 รังของเหล่าตัวร้าย
“อืม” โม่จิงหงหยิบขลุ่ยออกมาแล้วเป่าสองสามครั้ง
จากนั้นก็กล่าวว่า “ศิษย์น้อง ต่อไปนี้ยอดเขาที่สิบจะเป็ของเ้า เ้าสามารถเดินไปไหนมาไหนได้ตามใจชอบ แต่หากเ้า้าไปนอกยอดเขาที่สิบ เ้าต้องให้หลวนจิ่นพาเ้ามาหาข้า แล้วข้าจะพาเ้าไปเอง”
“ภายในสำนักมีกลไกและกับดักมากมาย หากไม่ระวังอาจติดอยู่ในนั้นและเป็อันตรายถึงชีวิตได้”
“ศิษย์พี่เจ็ด หลวนจิ่นคือผู้ใดหรือ?” เฟิงชิงหลานเต็มไปด้วยความสงสัย
ท่านอาจารย์กล่าวว่าหากเห็นบ้านเรือนในสำนักให้ตามหาศิษย์พี่เจ็ด แต่ศิษย์พี่เจ็ดกลับบอกว่าไม่สามารถออกจากยอดเขาของตนเองได้ตามอำเภอใจ
‘สำนักหลิงอวิ๋นคงไม่ได้ซ่อนความลับอะไรที่มิอาจเปิดเผยกระมัง?’
‘อีกอย่าง เหตุใดผู้ที่ตัดสินใจจึงไม่ใช่ศิษย์พี่ใหญ่ แต่กลับเป็ศิษย์พี่เจ็ด? ‘
โม่จิงหงหัวเราะเบา ๆ พลางกล่าวว่า “มันมาแล้ว”
เฟิ่งชิงหร่านหันไปมอง และพบว่ามีกระเรียนิญญาตัวหนึ่งบินเข้ามาในถ้ำแล้วหยุดลง
กระเรียนิญญากล่าวกับเฟิ่งชิงหร่านอย่างเจื้อยแจ้วว่า “เ้าเด็กน้อยนี่เองที่้ากินอาหาร เ้าชอบกินอะไร? บอกข้ามาทั้งหมดเลย ข้าจะทำให้เ้าในภายหลัง”
เฟิ่งชิงหร่านอ้าปากค้างไปเล็กน้อย นางเริ่มรู้สึกประสาทเสียแล้ว
นางจำได้ว่าระดับของสัตว์ิญญาแบ่งออกเป็ระดับหนึ่งถึงสิบสอง หลังจากนั้นคือสัตว์์ สัตว์เซียน สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ สัตว์จักรพรรดิ สัตว์เทวะ และสัตว์เทวะชั้นสูง
ในบรรดาสัตว์เหล่านี้ ต่ำกว่าระดับศักดิ์สิทธิ์ล้วนเพิ่งเริ่มมีสติปัญญา ไม่สามารถพูดภาษามนุษย์ได้ ส่วนสัตว์ิญญาที่อยู่เหนือระดับสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ขึ้นไปจึงจะสามารถพูดภาษามนุษย์ได้
ยามปกติแล้ว ตระกูลทั่วไปและสำนักต่าง ๆ หากได้รับสัตว์ศักดิ์สิทธิ์มาสักตัว ย่อมต้องบูชาไว้อย่างแน่นอน แต่สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของสำนักหลิงอวิ๋นกลับถูกนำมาใช้ทำอาหาร!
‘แบบนี้... ข้าจะกล้ากินหรือ?’
“จิงหง เด็กน้อยผู้นี้คงมิได้เป็ใบ้หรอกนะ?” หลวนจิ่นเห็นเฟิ่งชิงหร่านมีท่าทางเหมือนตกตะลึง จึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงรังเกียจ
“ศิษย์น้องเพิ่งมาถึงสำนักหลิงอวิ๋น ยังไม่คุ้นชินอยู่บ้าง หลวนจิ่น เ้าอย่าได้ถือสาเลย” มุมปากของโม่จิงหงโค้งขึ้นเล็กน้อย
“ได้ ข้าจะไปก่อน เมื่อเ้าคิดได้แล้ว เขียนไว้แล้ววางไว้นอกถ้ำก็พอ” หลวนจิ่นกระพือปีกอย่างเย่อหยิ่ง แล้วบินออกไป
เฟิ่งชิงหร่านรวบรวมสติ หายใจออกยาว
‘ข้าจะต้องเป็ยอดหญิงที่ไม่ตื่นตระหนกต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น!’
ทว่า เมื่อโม่จิงหงนำตำราหนาหนึ่งชุ่นเล่มหนึ่งออกมา แล้วบอกนางว่านี่คือหอตำรา สีหน้าของนางก็ไม่สามารถควบคุมได้อีกต่อไป!
“หนึ่งเล่มหนึ่งโลก อาจารย์ได้บันทึกตำราทั้งหมดไว้ในตำรานี้ หากศิษย์น้อง้าอ่านอะไร เพียงแค่ใส่กระแสจิตเข้าไปเล็กน้อย มันก็จะแสดงสิ่งที่เ้า้าออกมา” โม่จิงหงวางตำราลงในมือของเฟิ่งชิงหร่าน
เฟิ่งชิงหร่านเปิดหน้าแรก เมื่อเห็นชื่อทั้งเก้าชื่อบนนั้นชัดเจน มือของนางก็เริ่มสั่นขึ้นมา
มีรายชื่อรวมทั้งหมดเก้าชื่อ โดยในนั้นเจ็ดชื่อเป็ตัวร้ายที่ถูกกล่าวถึงในนิยาย
ไม่แปลกใจเลยที่นางรู้สึกคุ้นเคยเมื่อได้ยินชื่อของศิษย์พี่ใหญ่และศิษย์พี่สี่
ศิษย์พี่ใหญ่เป็ผู้ที่หลงรักซูเยียนหราน และถูกจอมมารสังหาร หลังจากศิษย์พี่ใหญ่ตาย ซูเยียนหรานได้รับของดีมากมายจากร่างของเขา
ศิษย์พี่สี่ก็ถูกผู้ติดตามของซูเยียนหรานสังหาร หลังจากศิษย์พี่สี่สิ้นชีพ อาวุธลับทั้งหมดของเขาก็ถูกซูเยียนหรานริบไป
หลังจากนั้น ซูเยียนหรานอาศัยอาวุธลับเหล่านี้ สังหารผู้ที่แข็งแกร่งกว่าจนสำเร็จอยู่หลายครั้ง
ยังมีศิษย์พี่รองตู๋กูเจี้ยนอี ศิษย์พี่สามฉินหานเยียน ศิษย์พี่ห้าหนิงซือเยว่ ศิษย์พี่หกไป๋หลี่เหวินเยว่ และศิษย์พี่แปดเหยียนโม่อวี่ ทุกคนล้วนจบชีวิตอย่างน่าเวทนา
ส่วนอีกห้าคนที่เหลือ แม้นางยังไม่เคยพบ แต่สำนักหลิงอวิ๋นมีเ้าสำนักอย่างเยี่ยเวิ่นเทียน ย่อมไม่มีทางบ่มเพาะคนชั่วร้ายออกมาแน่นอน
อีกทั้งศิษย์พี่ใหญ่ก็มีนิสัยอ่อนโยน เหตุใดในภายหลังจึงสังหารคนทั้งเมืองเพียงเพราะผลประโยชน์ส่วนตน ในเื่นี้ต้องมีเบื้องลึกเื้ัอะไรแน่ ๆ
ไม่ได้!
นางไม่ยอมให้โศกนาฏกรรมที่จะเกิดขึ้นในภายหลังเกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด สำนักต้องแข็งแกร่งขึ้น เพื่อที่ว่าในภายหน้าจะได้มีคนคอยปกป้องนาง
อย่างไรก็ตาม สำนักหลิงอวิ๋นได้สร้างตัวร้ายขึ้นมาถึงเจ็ดคนในคราวเดียว แต่ในนิยายต้นฉบับกลับไม่เคยกล่าวถึงชื่อของสำนักหลิงอวิ๋นเลย เื่นี้จะต้องมีปัญหาแน่นอน
หรือว่าในนิยายได้เขียนไว้แล้ว แต่นางลืมไปงั้นหรือ?
เฟิ่งชิงหร่านปิดตำราลง ดวงตาของนางวาบขึ้นด้วยแสงสลัว นางจำเป็ต้องพบกับศิษย์พี่ร่วมสำนักที่เหลืออีกไม่กี่คน ก่อนที่จะตัดสินใจ
“หากศิษย์น้องมีตำราล้ำค่า ก็สามารถบันทึกลงไปได้ ด้วยวิธีนี้ ชื่อของเ้าก็จะปรากฏอยู่บนหน้าปก” โม่จิงหงกล่าวเบา ๆ ราวกับไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติของเฟิ่งชิงหร่าน
“ขอบคุณศิษย์พี่เจ็ดที่เตือน ท่านช่วยเล่าเกี่ยวกับพลังบำเพ็ญของทุกคนให้ข้าฟังได้หรือไม่” เฟิ่งชิงหร่านมีแผนในใจแล้ว นาง้าพาคนในสำนักทั้งหมดกลายเป็ยอดฝีมือระดับสูงสุด
ในนิยายต้นฉบับ ซูเยียนหรานอาศัยทรัพยากรของเหล่าตัวร้ายอย่างพวกเขา ทำให้เส้นทางการบำเพ็ญของนางราบรื่นไร้อุปสรรค
‘ตราบใดที่ชาตินี้มีข้าเฟิ่งชิงหร่านอยู่ ข้าจะไม่ยอมให้ซูเยียนหรานเอาของของทุกคนไปอย่างแน่นอน’
และสิ่งที่ซูเยียนหรานติดค้างทุกคน นางก็จะต้องให้ซูเยียนหรานชดใช้คืนร้อยเท่าพันทวี!
โม่จิงหงพยักหน้า ทั้งสองเดินไปนั่งที่โต๊ะหิน “อาจารย์ติดอยู่ที่ขั้นสูงสุดของขอบเขติญญาเทวะมาหกสิบปีแล้ว ขาดเพียงโอกาสในการก้าวข้าม ศิษย์พี่ใหญ่อยู่ในขั้นปลายของขอบเขตปฐมิญญา ชำนาญด้านการสร้างค่ายกล ส่วนศิษย์พี่รองของเ้าตู๋กูเจี้ยนอีอยู่ในขั้นกลางของขอบเขตจินตานเป็ผู้เชี่ยวชาญด้านกระบี่...”
เฟิ่งชิงหร่านเบิกตากว้างและอุทานออกมา “ยอดเยี่ยมจริง ๆ!”
สำนักหลิงอวิ๋นนี้ช่างเป็รังของอัจฉริยะทุกคนเลยทีเดียว หากนางจำไม่ผิด ในภายหลัง ซูเยียนหรานจะมีอาจารย์ผู้หนึ่ง ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็อันดับหนึ่งในโลกแห่งการบำเพ็ญเซียน แต่ก็เพียงแค่ขอบเขติญญาเทวะขั้นปลายเท่านั้น
อีกทั้งเหล่าผู้าุโในสำนักใหญ่เ่าั้ ก็เพียงแค่ขอบเขตปฐมิญญาเท่านั้น บางคนถึงกับมีพลังบำเพ็ญเพียงแค่ขอบเขตจินตาน
กล่าวคือ ทุกคนในสำนักหลิงอวิ๋นเฉลี่ยแล้วไม่ต่ำกว่าขอบเขตจินตาน!
เฟิ่งชิงหร่านยิ่งคิดยิ่งรู้สึกแปลกประหลาด
‘เป็พลังอำนาจชนิดใดกันแน่? ที่สามารถทำลายสำนักหลิงอวิ๋นซึ่งมีผู้แข็งแกร่งระดับสูงสุดของขอบเขติญญาเทวะคอยคุ้มครองอยู่ได้อย่างเงียบเชียบ?’
‘แน่นอนว่าต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ ๆ!’
“ศิษย์น้อง มีอะไรอยากถามอีกหรือไม่?”
“ศิษย์พี่ ข้าจำได้ว่าอีกสามปีจะมีการประลองใหญ่ระหว่างสำนัก สำนักของพวกเราจะส่งใครไปเข้าร่วมหรือ?”